สวีเหรินมารายงานตัวตอนสิบโมงตรงตามนัดทว่าทันทีที่ก้าวเข้าประตูมาเขากลับพบว่าวันนี้ที่ตระกูลจี้มีผู้คนพลุกพล่านผิดปกติ
พ่อบ้านนำทางเขาไปยังห้องของจี้ทิงก่อนจะรีบร้อนลงไปจัดการธุระด้านล่างต่อ
“อาจารย์จี้ครับ เมื่อกี้ตอนเข้ามาผมเห็นคนเยอะแยะเลย” เขาเอ่ยพลางวางกระเป๋าเป้ลง “วันนี้ที่บ้านมีงานอะไรหรือเปล่าครับ?”
จี้ทิงกำลังง่วนอยู่กับการแกะชิ้นส่วนอุปกรณ์ในมือพลางตอบเรียบๆ “ระบบควบคุมส่วนกลางในห้องพี่ชายผมเสียเขาเลยให้เ้าหน้าที่เทคนิคมาซ่อม”
สวีเหรินเกาหัวอย่างไม่เข้าใจ“แค่ระบบควบคุมเสีย ต้องใช้คนซ่อมเยอะขนาดนั้นเลยเหรอครับผมเห็นข้างล่างมากันตั้งเจ็ดแปดคนแน่ะ”
“เพราะผมเป็คนทำมันพังเอง”
“อ้อ...” สวีเหรินพยักหน้าเข้าใจทันทีถ้าอย่างนั้นก็คงไม่แปลก
ทั้งสองทำทีเป็ติวหนังสืออยู่ในห้องพักหนึ่งก่อนจะแอบย้ายที่กบดานไปยังห้องเล่นเกมทางฝั่งตึกตะวันตก
ขณะก้าวเข้าลิฟต์สวีเหรินได้ยินเสียงแว่วๆ จากเหล่าโปรแกรมเมอร์บนชั้นสองกำลังปรึกษากัน
“เมื่อกี้ผมใช้ระดับการสแกนขั้นสูงสุดตรวจสอบไปหลายรอบแล้วไม่พบรหัสไวรัสเลยครับ”
“แปลกชะมัด ผมก็ไล่บันทึกการทำงานของระบบ ไม่เจอบั๊กอะไรเลยสัก...”
บานประตูลิฟต์ค่อยๆเลื่อนปิดลง สวีเหรินเม้มปากพลางแอบเหลือบมองจี้ทิงด้วยความเลื่อมใส
เฮ้อ...อาจารย์จี้นี่สุดยอดจริงๆ!
เมื่อถึงห้องเล่นเกมสวีเหรินก็เริ่มถกแขนเสื้อลงมือทำงาน ท่าทางของเขาดูคล่องแคล่วกว่าเมื่อวานมาก
จี้ทิงเห็นเขาตั้งใจทำงานจึงเอ่ยถาม“วิทยานิพนธ์ของคุณไปถึงไหนแล้ว?”
“ส่งร่างแรกให้อาจารย์ที่ปรึกษาแล้วครับ แต่่นี้ท่านน่าจะยุ่งอยู่เลยยังไม่ได้ตอบกลับมา” สวีเหรินพูดพลางยิ้มซื่อ “แต่ผมไม่รีบครับ ถือโอกาสนี้รวบรวมข้อมูลการทดลองเพิ่มเติมไปด้วยเลย”
จี้ทิงพยักหน้าเล็กน้อย“ผมว่าคุณควรเตรียมจัดระเบียบข้อมูลไว้ล่วงหน้าพอผ่าน่ปีใหม่ไปแล้วก็ไปยื่นขอจดสิทธิบัตรซะมันจะเป็ประโยชน์ต่อประวัติการทำงานของคุณในอนาคต”
“ครับ กลับไปผมจะรีบจัดการเลย”
หลังจากคุยจบทั้งคู่ก็ต่างคนต่างจมอยู่กับงานของตนเอง
สวีเหรินประกอบเคสคอมพิวเตอร์เสร็จไปหนึ่งเครื่องเขาปาดเหงื่อพลางเดินไปดื่มน้ำที่โต๊ะก่อนจะสังเกตเห็นว่าจี้ทิงกำลังจ้องมองหน้าจอด้วยสายตามุ่งมั่น
เขายื่นหน้าเข้าไปดูด้วยความสงสัยทว่าทันใดนั้นร่างกายกลับแข็งทื่อไปชั่วขณะ
ภาพบนหน้าจอคือใบหน้าของประธานจี้ผู้นั้นภาพถูกขยายจนใหญ่ั์จนเห็นความดุดันเหี้ยมเกรียมในดวงตาได้อย่างชัดเจน
ที่น่าแปลกกว่านั้นคือจี้ทิงกำลังขมวดคิ้วมุ่น ปลายนิ้วขยับเมาส์ลากไปมาระหว่างตัวเลือก‘โกรธ’ กับ ‘รังเกียจ’ราวกับกำลังแก้โจทย์ปัญหาแห่งศตวรรษอยู่
สวีเหรินลอบกลืนน้ำลายขยับเข้าไปถามอย่างกล้าๆ กลัวๆ “อาจารย์จี้ครับ...นี่คุณกำลังศึกษาพี่ชายตัวเองอยู่เหรอครับ?”
จี้ทิงนิ่งคิดครู่หนึ่งก่อนจะตอบนิ่งๆ“ก็ทำนองนั้น เมื่อวาน ‘แทสเมเนียนหมายเลขหนึ่ง’ถ่ายรูปมาได้หลายใบ ฉันเลยเอามาใช้ฝึกฝนการเรียนรู้ทางสังคมน่ะ”
“แทสเมเนียน... หมายเลขหนึ่ง?”
จี้ทิงชี้ไปยังอุปกรณ์ทรงกลมที่จี้เยี่ยนจื๋อพยายามพลิกแผ่นดินหา“ชื่อเต็มของมันคือ ‘เครื่องศึกษาวิจัยการแสดงออกทางสีหน้าและอารมณ์ของแทสเมเนียนหมายเลขหนึ่ง’”
เขารู้สึกว่าการเก็บข้อมูลด้วยวิธีนี้สะดวกและได้กลุ่มตัวอย่างที่หลากหลายกว่าการไปเผชิญหน้ากับจี้เยี่ยนจื๋อโดยตรงทว่ามีสิ่งหนึ่งที่น่าเสียดาย คืออารมณ์ที่บันทึกได้นั้นค่อนข้างจำเจส่วนใหญ่จะมีแต่ตอนที่อีกฝ่ายกำลังโมโห
เสียงคลิกเมาส์ดังขึ้นเบาๆจี้ทิงเลือกคำตอบ [โกรธ] ก่อนจะเงยหน้าขึ้นถาม “คำตอบนี้ไม่ผิดใช่ไหม?”
สวีเหรินอ้าปากค้างพลางตอบตะกุกตะกัก “ผมเห็นรังสีอำมหิตพลุ่งพล่านขนาดนั้นคงไม่ผิดหรอกครับ”
...
่บ่ายหลังจากรับประทานอาหารเสร็จสวีเหรินได้รับแจ้งด่วนว่าต้องกลับไปที่ห้องแล็บของมหาวิทยาลัย
“ผมไปส่ง” จี้ทิงนั่งมาทั้งเช้าจึงอยากขยับร่างกายบ้าง
ทั้งสองเดินพ้นตัวตึกหลักออกมาแต่ในขณะที่ใกล้จะถึงประตูใหญ่ของตระกูลจี้ จู่ๆก็ได้ยินเสียงเอะอะโวยวายดังแว่วมา
“โธ่เว้ย! ก็บอกให้เข้าไปไง ฉันเป็เพื่อนจี้ทิงจริงๆ นะแกมันก็แค่หมาเฝ้าบ้าน จะมาทำอวดดีทำไมวะ!”
สวีเหรินได้ยินคำด่าทอหยาบคายเ่าั้ก็ชะงักไปพลางหันไปมองจี้ทิง
สีหน้าของจี้ทิงยังคงเรียบเฉยตามปกติเขาเอ่ยขึ้นว่า “สวีเหริน คุณไปก่อนเถอะ”
“ครับ”
เมื่อครูสอนพิเศษจะกลับบอดี้การ์ดที่หน้าประตูก็จำเป็ต้องเปิดประตูบานใหญ่ให้
ชายที่อยู่นอกประตูตาเป็ประกายเขารีบอาศัยจังหวะแทรกตัวพุ่งเข้าไปด้านในทว่ากลับถูกบอดี้การ์ดคว้าคอเสื้อด้านหลังไว้ได้ทัน
เขาทั้งด่าทั้งแผดเสียงะโพลางดิ้นรน“ไอ้เวร! ปล่อยนะเว้ย พวกแกรู้ไหมว่าฉันเป็ใคร!!”
“สวีเทียนเฮ่า”
สวีเทียนเฮ่าชะงักกึกเมื่อได้ยินเสียงเรียกเขาไม่คาดคิดว่าบอดี้การ์ดจะยอมปล่อยมือทันที จนเกือบจะถลาหน้าทิ่มพื้น
บอดี้การ์ดโน้มตัวลงเล็กน้อย“คุณชายรอง”
จี้ทิงเอ่ย“ขอโทษด้วย ตรงนี้ฉันจัดการเอง”
“ครับ”
สวีเทียนเฮ่าพยายามตะเกียกตะกายลุกขึ้นจากพื้นอย่างทุลักทุเลปากก็ยังพ่นคำด่าไม่หยุด หลังจากปัดฝุ่นตามตัวเสร็จ เขาก็หันมาพาลใส่จี้ทิง“นี่มันเกิดอะไรขึ้นฮะ? โทรไปก็ไม่รับไลน์ไปก็ไม่ตอบ ฉันนึกว่านายตายไปแล้วซะอีก”
“ต่อไปนี้ฉันต้องเรียนพิเศษอยู่ที่บ้าน คงไม่ได้ออกไปเที่ยวข้างนอกแล้วนายก็ไม่ต้องมาที่นี่อีก” จี้ทิงตอบด้วยน้ำเสียงห่างเหินก่อนจะหันหลังกลับเข้าบ้านทันที
สวีเทียนเฮ่าเบิกตากว้างพุ่งเข้าไปคว้าแขนจี้ทิงไว้ “นายว่าไงนะ เรียนพิเศษ?โธ่ อย่ามาเล่นตลกให้ขำหน่อยเลย”
จี้ทิงไม่ชอบการถูกเนื้อต้องตัวเป็ทุนเดิมเขาจึงสะบัดมือออกอย่างแรง “นายช่วยบอกคนอื่นๆ ด้วยต่อไปนี้ไม่ต้องมาชวนฉันไปงานสังคมอะไรของพวกนาย ฉันจะไม่ไปเข้าร่วมอีกแล้ว”
เหล่าเพื่อนกินเพื่อนเที่ยวของเ้าของร่างเดิมถือเป็ปัญหาเรื้อรังที่เขากะว่าจะตัดขาดความสัมพันธ์ให้จบๆไป แต่ไม่นึกเลยว่าอีกฝ่ายจะกล้ามาดักรอถึงหน้าบ้าน
“นายพูดจาแปลกชะมัด...” สวีเทียนเฮ่าชะโงกหน้าเข้ามาใกล้“นายถูกพี่ชายตีจนสมองเพี้ยนไปแล้วหรือไง?”
จี้ทิงขมวดคิ้วพลางถอยหลังไปก้าวหนึ่ง“ธุระของฉันมีเท่านี้ เชิญนายกลับไปได้แล้ว”
“เฮอะ” สวีเทียนเฮ่าแค่นหัวเราะอย่างเ็า “ก็ได้ ในเมื่อนายไม่อยากไป ฉันก็จะไม่เอาหน้าไปไถพื้นตื๊อนายหรอกแต่บอกไว้ก่อนนะ วันนี้พวกจางซวี่อยู่กันครบเลยถ้าไอ้พวกนั้นดื่มจนเมาแล้วพากันมาปิดล้อมหน้าบ้านนายก็อย่าหาว่าฉันไม่เตือนแล้วกัน”
จี้ทิงนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง“อยู่กันครบเลยเหรอ?”
“ก็เออดิ ขาดแค่นายนั่นแหละ”
ก็ดีจะได้เคลียร์ให้จบสิ้นในครั้งเดียวเพื่อตัดปัญหาที่จะตามมาหลังจากจี้ทิงตัดสินใจได้แล้วจึงพูดขึ้นมาว่า “ฉันจะไปกับนาย”
“มันต้องอย่างนี้สิ เห็นไหมล่ะนายยัง...” สวีเทียนเฮ่ายิ้มกว้างพลางจะยกมือขึ้นกอดคอแต่จี้ทิงกลับเบี่ยงตัวหลบ
เขาชะงักไปเล็กน้อยจี้ทิงหมุนตัวก้าวเดินด้วยท่าทีนิ่งเฉย “ไปกันเถอะ”
สวีเทียนเฮ่าเบ้ปากอย่างไม่สบอารมณ์อุตส่าห์เตรียมเซอร์ไพรส์ไว้ให้แท้ๆ ไม่นึกเลยว่าวันนี้เ้าหมอนี่จะกินยาผิด
ชั่วโมงต่อมารถของจี้ทิงก็ขับตามสวีเทียนเฮ่ามาจอดที่หน้าคลับแห่งหนึ่ง
สวีเทียนเฮ่าลงจากรถแล้วโยนกุญแจให้พนักงานโบกรถก่อนจะโบกมือเรียกจี้ทิง “ไปเร็วพวกนั้นรออยู่ข้างบนแล้ว”
ขณะที่ทั้งสองเดินขึ้นไปชั้นบนและกำลังจะเข้าห้องรับรองจี้ทิงก็เอ่ยขึ้น “ฉันขอไปห้องน้ำก่อน”
สวีเทียนเฮ่ากวักมือเรียกบริกรเข้ามาแล้วชี้ไปยังป้ายหน้าห้อง “Nightmare ห้องนี้นะกลับมาให้ถูกห้องล่ะ”
“อืม”
เมื่อมองตามจนจี้ทิงเดินลับตาไปสีหน้าของสวีเทียนเฮ่าก็เปลี่ยนเป็ตื่นเต้นสุดขีด เขาผลักประตูเข้าไปทันที“เป็ไงบ้าง จัดเตรียมเรียบร้อยหรือยัง?”
“วางใจเถอะ ฉันเตี๊ยมกับผู้จัดการไว้ั้แ่เมื่อวานแล้ว”
“เฮ้ย บริกรคนนั้นเหมือนหลิงซีขนาดนั้นเลยเหรอวะ?”
ชายผมสีน้ำตาลหัวเราะร่วน“ยิ่งกว่าเหมือนอีก วันก่อนฉันเห็นนี่ยังใแทบแย่ถ้าไม่ใช่ว่าชื่อไม่เหมือนกัน ฉันคงนึกว่าเป็คนคนเดียวกันไปแล้ว”
“จิ๊ๆ... คราวนี้คุณชายรองตระกูลจี้ของเราได้ยิ้มแก้มปริแน่ๆ”