“อยากสิ เหตุใดข้าจะไม่ยินยอมย้ายไปกันเล่า ที่นั่นมีเรือนเพียงแค่ 4 เรือน ท่านพ่อท่านแม่อยู่เรือนหลัก พี่ชายกับพี่สะใภ้ก็อยู่เรือนหนึ่ง เรือนหน้าก็เป็นของพวกบ่าวรับใช้ เช่นนั้นพี่ซ่งย่อมมานอนเรือนเดียวกับข้ามิใช่หรือ ดูสิว่าคราวนี้เขาจะหลบหน้าข้าไปได้อย่างไร นอกเสียจากเขาจะอยู่ร้านสกุลเซียวโดยไม่ยอมกลับมาเยี่ยมบิดามารดาตนเองเลยตลอดไป”
“เรือนใหม่อยู่ห่างจากร้านสกุลเซียวมากอยู่ ต่อไปเกรงว่านายหญิงจะทำอาหารไปส่งให้คุณชายรองไม่ได้ง่ายแล้วนะเจ้าคะ”
“ส่งได้หรือไม่ได้ก็ไม่ต่างกันเลยพี่ชุ่ยอิง ข้าแต่งเข้าสกุลเซียวมาเกือบ 5 เดือนแล้วนะ มีโอกาสได้พบหน้าพี่ซ่งไม่ถึง 10 ครั้งด้วยซ้ำ แต่ละครั้งเขาก็ทำสีหน้าเย็นชาไม่พูดไม่จา ไม่ว่าข้าจะพยายามยั่วยวน แสร้งอ่อนแออย่างไรเขาก็ไม่มอง ข้าแกล้งล้มใส่เขายังถอยหนี ข้าทั้งเหนื่อยทั้งเจ็บใจจนไม่รู้จะทำเช่นไรแล้ว” หญิงสาวมีสีหน้าเศร้าสลดลงอย่างเห็นได้ชัด
“นายหญิงต้องพยายามต่อไปนะเจ้าคะ นี่ท่านก็ไม่ได้เอะอะโวยวายอาละวาดมาหลายเดือนแล้ว บ่าวสังเกตว่ายามนี้บ่าวไพร่ในจวนต่างก็ให้ความเคารพนายหญิงกันมากขึ้น พวกเราเดินไปทางใดก็ไม่มีคนจับตามองเหมือนแต่ก่อนแล้ว อีกไม่นานคุณชายรองคงจะใจอ่อนลงบ้างล่ะเจ้าค่ะ”
“ก็คงต้องลองดู เดี๋ยวเจ้ารีบเอาจดหมายไปก็แล้วกัน หากย้ายไปเรือนใหม่แล้วเขายังดูหมิ่นข้าต่อไป ข้าคงต้องขอความช่วยเหลือจากท่านพ่อบ้างแล้วล่ะ” หญิงสาวผละจากหญิงรับใช้ของตน เดินไปหยิบกระดาษและพู่กันเขียนบางสิ่งบางอย่างลงไป ก่อนจะค่อยๆ บรรจงเป่าให้แห้งอย่างเนิบช้านัยน์ตามีประกายเจ้าเล่ห์ แล้วจึงพับจดหมายส่งให้ชุ่ยอิง
“เจ้าไม่ต้องฝากไปให้ท่านพ่อ หากกล่าวเช่นนั้นจดหมายจะไปไม่ถึงท่านพ่อเป็นแน่ จงมอบจดหมายนี้ให้บ่าวหน้าจวนแล้วฝากไปให้พ่อบ้านลี่ก็พอ พ่อบ้านลี่จะจัดการให้ข้าเอง” หญิงสาวกำชับ
ครอบครัวสกุลเซียวย้ายมาอยู่ที่เรือนใหม่ โดยเหลือบ่าวรับใช้เพียงห้าคนที่ยังคงติดตามมาด้วย สองคนเป็นหญิงรับใช้สูงวัยแซ่หลี่และแซ่จางที่ยังต้องช่วยดูแลเผยหลั่นหลิงและช่วยเลี้ยงหลานชายเซียวอวี้ อีกสองคนเป็นบุรุษสกุลฉาง คนพ่อมีหน้าที่ขับรถม้าและส่วนบุตรชายวัน 23 ปี ต้องคอยอยู่ช่วยเหลือเซียวซ่านอย่างใกล้ชิดเพราะเขายังไม่สามารถเดินได้ตามปกติ พ่อลูกสกุลฉางทั้งสองคนนี้ยังต้องรับหน้าที่เฝ้าประตูและทำความสะอาดลานบ้านและสวนไปอีกด้วย
ส่วนอีกคนย่อมเป็นชุ่ยอิงที่พวกเขาไม่สามารถตัดออกไปได้ เพราะชุ่ยอิงนับว่าเป็นคนของผิงจินเยว่รับเบี้ยเลี้ยงเงินเดือนจากผิงจินเยว่จากเงินส่วนของตนเอง เซียวหยุนและฉิงยี่ไม่ได้เก็บบ่าวรับใช้ไว้ข้างกายแม้แต่คนเดียว พวกเขาเคยลำบากมาก่อนเรื่องเล็กน้อยสามารถจัดการได้เอง
ทางร้านค้าสกุลเซียวนั้นก็ลดจำนวนพนักงานในร้านลงไปจนเหลือ 2 คนเท่านั้น เมื่อรวมกับเซียวหยุนและเซียวซ่งที่เข้ามาดูแลร้านด้วยตนเอง ทั้งร้านจึงมีคนทำงานอยู่ทั้งหมด 4 คน แม้แต่หลี่เฉียงผู้ที่เคยเป็นผู้ดูแลร้านเวลานี้ก็ต้องออกมาช่วยบริการลูกค้าอยู่ที่โถงด้านนอกด้วยเช่นกัน
“ร้านเครื่องเขียนที่เปิดใหม่จงใจสร้างความลำบากให้กับร้านของเราชัดๆ พวกเขามีสินค้าเหมือนเราทุกประการ และยังมีอีกหลายอย่างที่เพิ่มเติมมามากกว่าเราด้วยซ้ำ สินค้าทุกอย่างก็ตั้งราคาให้ต่ำกว่าเราอย่างละ 2-3 อีแปะทั้งสิ้น ลูกค้าเก่าของเราหลายคนก็เริ่มไปซื้อของทางนั้นกันเกือบหมดแล้ว” หลี่เฉียงรายงานข่าวที่เขาให้พรรคพวกไปช่วยสืบมา หลังจากที่สังเกตเห็นว่าลูกค้าหลายรายที่เคยสั่งกระดาษหรือหมึกเป็นประจำอยู่ๆ ก็หายไป
“หากเราลดราคาลง ข้าเชื่อว่าพวกเขาก็จะลดลงให้ต่ำกว่าเราไปอีก เช่นนั้นไม่ใช่ว่าจะต้องแข่งกันลดราคาจนไม่ต้องทำการค้าหากำไรกันแล้วหรือ” เซียวหยุนเอ่ย
“ไม่ต้องลดราคาดีกว่าท่านพ่อ เราหาทางเพิ่มสินค้าชนิดใหม่ที่ร้านสกุลผิงไม่มี เพื่อดึงเอาลูกค้ากลับมาจะเป็นการดีกว่าขอรับ ขอเวลาข้าคิดสักหน่อยหรือไม่งั้นข้าจะออกเดินทางไปนอกเมืองอีกสักครั้งเผื่อจะได้พบอะไรที่น่าสนใจนำกลับมาขายได้”
“ก็ดี เจ้าก็รีบไปเถิด เงินที่เหลือจากการขายจวนข้ายังเก็บเอาไว้อยู่ แบ่งเอาออกมาลงทุนอีกสักครึ่งหนึ่ง พวกเราคงจะสู้ต่อไปไหว รอให้พี่เจ้าฝังเข็มจนครบแล้วค่อยว่ากันอีกที”
“เช่นนั้นข้าจะออกเดินทางวันนี้เลยขอรับ ข้าจะกลับไปที่เรือนเพื่อเตรียมเสื้อผ้า และเอาลุงฉางเฟิงไปด้วยคนหนึ่งทางนี้ท่านจ้างรถม้าไว้ใช้สักครึ่งเดือนข้าจะรีบกลับมา หลี่เฉียงข้าฝากท่านพ่อกับร้านด้วยนะ”
เซียวซ่งรีบกลับไปที่เรือนของตนเพื่อเตรียมข้าวของสำหรับเดินทางนั้นจริงครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งหนึ่งเขาคิดจะไปบอกกล่าวกับผิงจินเยว่เอาไว้สักหน่อย หากนางมาหาเขาที่ร้านแล้วไม่พบเกรงว่านางจะอาละวาดแล้วทำให้ทุกคนต้องเดือดร้อนไปด้วยอีก
ผิงจินเยว่ที่กำลังเตรียมจะทำน้ำแกงปลาไปส่งให้เซียวซ่ง เมื่อรู้ว่าผู้เป็นสามีกลับมาถึงเรือนและถามหานาง ในใจก็ยินดีเป็นที่สุด อย่างน้อยความพยายามของนางคงจะส่งผลออกมาบ้างแล้ว ผ่านไปครึ่งค่อนปีนี่เป็นครั้งแรกที่เซียวซ่งเป็นผู้ที่อยากจะพบนางก่อน
“ท่านพี่” หญิงสาวเดินบิดเอวเข้าหาเซียวซ่งอย่างยั่วยวน
“ข้าจะต้องเดินทางไปนอกเมืองสักครึ่งเดือน หรืออาจจะนานกว่านั้นสักหน่อย เจ้าไม่ต้องทำอันใดไปส่งที่ร้านแล้ว” เซียวซ่งตอบห้วน
“ท่านออกไปข้างนอกผู้ใดจะดูแลท่านเล่าเจ้าคะ ให้ข้ากับพี่ชุ่ยอิงติดตามไปด้วยไม่ดีกว่าหรือ?”
“ไม่จำเป็น ข้าเพียงไปหาซื้อสินค้าเข้าร้าน เวลาพักผ่อนหรือที่พักก็ยังไม่แน่นอน ให้เจ้าไปด้วยจะเป็นการยุ่งยากเสียเปล่า”
ผิงจินเยว่ตัวแข็งขึ้นมาทันที เตรียมพร้อมจะระเบิดอารมณ์ แต่ยังดีที่ชุ่ยอิงรีบกระตุกชายเสื้อนางเอาไว้เบาๆ
“นายหญิงคุณชายรองมาบอกกล่าวท่านก็เพราะเป็นห่วงและคิดถึงจิตใจท่านนะเจ้าคะ ท่านอย่าเพิ่งทำให้เสียเรื่อง”
หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าทีหนึ่ง พยายามข่มกลั้นอารมณ์เอาไว้
“ทราบแล้วเจ้าค่ะ ท่านพี่ระวังตัวนะเจ้าคะเดินทางปลอดภัย ข้าจะรออยู่ทางนี้” ผิงจินเยว่รีบปรับสีหน้า กล่าวด้วยน้ำเสียงออดอ้อน
หลังจากยืนยิ้มรอส่งเซียวซ่งขึ้นรถม้าออกจากเรือนไปแล้ว ผิงจินเยว่รีบหันมาสั่งความสาวใช้ส่วนตัวของนางในทันที
"พี่ชุ่ยอิง รีบไปแจ้งท่านพ่อ บอกเขาว่าสกุลเซียวกำลังจะหาสินค้ามาเพิ่มในร้าน อย่าลืมบอกให้ละเอียดด้วยนะว่าพี่ซ่งน่าจะกลับมาอีกครั้งในราว 20 วัน
“นายหญิงนี่จำเป็นด้วยหรือเจ้าคะ ร้านค้าสกุลเซียวจะเพิ่มจะลดสินค้าอันใด เหตุใดต้องให้ข้าไปรายงานนายท่านใหญ่ด้วยเล่า” ชุ่ยอิงร้องถามอย่างสงสัย
“จำเป็นสิ หากอยากให้พวกเขาลำบากจนต้องหันมาพึ่งข้า ท่านพ่อต้องรู้ทุกอย่างที่สกุลเซียวจะทำ พี่รีบไปเถิดอย่าลืมรอรับเงินกลับมาด้วยเล่า ข้าอยากได้เครื่องประดับเพิ่มอีกสักสี่ห้าชิ้นอยู่พอดี” หญิงสาวยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจ
“นายหญิง..”
“พี่ไม่ต้องกล่าวอันใดทั้งนั้น ข้าเคยเชื่อพี่มาแล้ว วิธีของพี่ไม่เห็นจะได้ผลเลยสักนิดข้าทนมานานพอแล้วนะ คราวนี้พี่ต้องให้ข้าลองทำวิธีข้าบ้างแล้ว” หญิงสาวรีบตัดบทก่อนที่สาวใช้ข้างกายจะเริ่มสั่งสอนนางอีก
“เจ้าค่ะ” ชุ่ยอิงรับคำ ในใจก็พลางคิดไปว่าคงไม่เป็นอันใดมากกระมัง แค่เพียงกดดันให้คนสกุลเซียวได้รับความลำบากนิดหน่อยเท่านั้น ยังไม่ถึงขั้นลงมือลงไม้กัน อย่างไรนางก็ไม่มีทางเลือกอื่นอยู่แล้วเป็นบ่าวย่อมฟังคำสั่งผู้เป็นนายอย่างถึงที่สุด