ตอนที่ 16 ใจแกร่งดั่งพยัคฆ์ (1)
หลังออกมาจากห้องควบคุมกล้องวงจรปิดแล้วฉีเล่ยและกวนไห่ผิงก็กลับมาที่รอที่บ้านก่อน..
ในเมื่อโจรลักพาตัวประกาศว่าจะเป็ฝ่ายติดต่อกลับมาเองเช่นนี้ ฉีเล่ยจึงไม่สามารถทำอะไรได้มากไปกว่าการรอคอย
เป็ธรรมดาที่โจรลักพาตัวไม่้าจะคุยโทรศัพท์นานเพราะนั่นเสี่ยงต่อการถูกตรวจสอบที่ซ่อน ฉะนั้น ฉีเล่ยจึงมั่นใจเป็อย่างยิ่งว่าเขาจะต้องได้รับการติดต่อกลับมาเป็ครั้งที่สองในคืนนี้แน่!
ฉีเล่ยลังเลอยู่นานว่าจะบอกเื่นี้กับตำรวจดีหรือไม่?แต่หลังจากใคร่ครวญด้วยเหตุด้วยผลแล้ว ในที่สุดเขาก็ตัดสินใจที่จะจัดการเื่นี้ด้วยตัวเอง!
ก่อนอื่นคงต้องรอให้โจรลักพาตัวโทรกลับมาหาเขาอีกครั้ง เพื่อแจ้งจำนวนเงิน และถึงตอนนั้นฉีเล่ยก็จะได้รู้สถานที่ที่พวกมันนัดเอาเงินไปให้ ด้วยข้อมูลเพียงเท่านั้นชายหนุ่มค่อนข้างมั่นใจว่า จะสามารถสะสางเื่นี้ได้ด้วยตัวเอง
..
แต่หากเขาแจ้งตำรวจเื่นี้หลิวไห่หยางก็จะกลายเป็อาชญากร ที่อยู่เื้ัการลักพาตัวเฉินอวี้หลัวไปทันทีและเมื่อเื่นี้ตกไปอยู่ในกำมือของตำรวจ แน่นอนว่าเฉินอวี้หลัวก็จะตกอยู่ในอันตรายที่มากขึ้น
ในระหว่างที่นั่งรอโทรศัพท์นั้นกวนไห่ผิงก็ได้เอ่ยถามขึ้นมาว่า “ท่านหมอ ไว้พวกมันโทรมาเมื่อไหร่ผมจะไปกับท่านหมอเอง! ถึงแม้ผมจะป่วย แต่ที่ผ่านมาก็ได้ฝึกวรยุทธประจำตระกูลมานับว่าไม่เสียเปล่าจริงๆ ในที่สุดก็ได้ใช้งานเสียที!”
ฉีเล่ยเองก็ไม่รู้ว่าวรยุทธของกวนไห่ผิงนั้นลำเลิศเพียงใด?
แต่ที่แน่ๆเขาต้องมีทักษะการต่อสู้ที่เหนือกว่าคนทั่วไปแม้ว่าฉีเล่ยจะยังไม่เคยเห็นกวนไห่ผิงใช้วรยุทธที่ตนเองฝึกฝนมาก่อนก็ตามแต่จากการที่เขาได้ทำการฝังเข็มให้กับชายวัยกลางคนผู้นี้ก็พอจะทำให้ได้รู้พื้นฐานบางอย่างบ้าง
แม้กล้ามเนื้อตามร่างกายของกวนไห่ผิงจะไม่ใช่กล้ามเนื้อที่ใหญ่โตเหมือนเหล่านักเพาะกายก็ตามและถึงแม้กล้ามเนื้อของเขาจะมีขนาดเล็ก แต่กลับแข็งแกร่งอย่างมาก
หากไม่ใช่เพราะเส้นลมปราณภายในร่างของกวนไห่ผิงเสียหายจนทำให้ไม่สามารถเดินลมปราณไปทั่วร่างได้แล้วล่ะก็ ป่านนี้เขาคงจะไม่ต่างจากเครื่องมือสังหารดีๆนี่เอง!
หากฉีเล่ยสามารถรักษาเส้นลมปราณและสภาวะหยินหยางไม่สมดุลภายในร่างให้กับกวนไห่ผิงได้แล้วล่ะก็ ถึงตอนนั้นแม้แต่ฉีเล่ยเองยังไม่มั่นใจว่า เขาจะสามารถเอาชนะชายวัยกลางคนผู้นี้ได้หรือไม่?
แม้ว่ามรดกความรู้ที่ฉีเล่ยได้รับจากบรรพชนสกุลเฉินนั้นจะมีเื่วิธีการบ่มเพาะกายาอยู่ด้วยรวมทั้งการรับรู้ทางจิติญญาที่เหนือคนธรรมดาทั่วไปหลังจากที่ได้ดูดซับเอาแก่นิญญาเข้าไปนั้น ฉีเล่ยเองก็ยังไม่มั่นใจว่าจะสามารถเอาชนะกวนไห่ผิงได้..
เวลานี้ ฉีเล่ยเข้าใจแล้วว่าเพระเหตุใดบรรพชนสกุลกวน จึงได้เป็ถึงหน่วยคุ้มภัยระดับต้นๆในอดีตกาล..
แต่ถึงอย่างนั้นฉีเล่ยก็ยังคงลังเลใจอยู่ดี..
นั่นเพราะเขาเองก็ไม่รู้ว่าโจรลักพาตัวภรรยาของเขานั้นมีจำนวนกี่คน และดุร้ายโเี้กันแค่ไหน ที่สำคัญเขาไม่รู้ว่าพวกมันมีอาวุธร้ายแรงชนิดใดกันแน่?
และถ้าพวกมันมีปืนต่อให้กวนไห่ผิงจะเก่งกาจ หรือแข็งแกร่งแค่ไหน ก็คงต้องตกอยู่ในอันตรายอยู่ดี!
คลิ๊ก!
ในระหว่างที่ฉีเล่ยกำลังครุ่นคิดอยู่นั้นเสียงเปิดประตูบ้านก็ดังขึ้น ไม่นานนัก ซูชางฉินก็เดินเข้ามาและทันทีที่เห็นหน้าฉีเล่ย แม่ยายของเขาก็พุ่งเข้าไปจับมือของเขาไว้แน่นพร้อมกับร้องห่มร้องไห้เสียงดัง ปากก็พร่ำรำพรรณว่า
“ฉีเล่ย อวี้หลัวถูกคนจับตัวไป!รีบๆหาทางช่วยอวีหลัวเร็วเข้า!”
ฉีเล่ยหันไปมองแม่ยายพร้อมกับถามขึ้นทันที “แม่รู้เื่ที่อวี้หลัวถูกคนลักพาตัวไปได้ยังไง? พวกมันโทรหาแม่อย่างนั้นเหรอครับ?”
ซูชางฉินรีบยกมือขึ้นปาดน้ำตาพร้อมตอบฉีเล่ยกลับว่า “ใช่แล้ว! พวกมันโทรมาข่มขู่ว่า ห้ามไปแจ้งตำรวจถ้าไม่อย่างนั้น พวกมันจะฆ่าอวี้หลัว แล้วก็สับร่างเป็ชิ้นๆ! ฮือๆๆ”
“ไอ้พวกเลว!”
ฉีเล่ยกัดฟันกรอดด้วยความโกรธแค้นเห็นได้ชัดว่า หลังจากที่พวกมันโทรหาเขาแล้วแต่กลับเห็นว่าตนเองไม่มีท่าทีตระหนกใ ก็เลยโทรไปข่มขู่แม่ยายของเขาแทนเพราะถึงอย่างไร ผู้หญิงก็ย่อมอ่อนแอกว่าผู้ชายอยู่ดีการโทรไปข่มขู่ซูชางฉินทำให้พวกมันมั่นใจว่า จะไม่มีการนำเื่นี้ไปบอกตำรวจอย่างแน่นอน!
ฉีเล่ยไม่มั่นใจว่าแม่ยายของเขาจะสามารถทนต่อเหตุการณ์ะเืขวัญครั้งนี้ได้มากเพียงใด? เขาจึงได้แต่เอื้อมมือไปตบไหล่ซูชางฉินเบาๆพร้อมกับพูดปลอบประโลมให้เธอคลายความกังวล
“แม่ครับ ทำใจให้สบายไม่ต้องห่วงเื่นี้ ผมจะไปช่วยอวี้หลัวเอง รับรองว่าเธอจะต้องกลับมาอย่างปลอดภัย!”
ซูชางฉินเอาแต่ร้องไห้สะอึกสะอื้นจนแทบขาดใจและเวลานี้ เธอก็ได้แต่พยักหน้าหงึกๆ ด้วยใบหน้าที่มีแต่น้ำตาอาบแก้ม
ฉีเล่ยนั่งคอยโทรศัพท์จนกระทั่งพลบค่ำแต่จนแล้วจนเล่า โจรเรียกค่าไถ่ก็ยังไม่โทรมาเสียที ทำให้ชายหนุ่มกระวนกระวายและร้อนอกร้อนใจเป็อย่างมาก..
ในที่สุดเสียงโทรศัพท์มือถือของเขาก็ดังขึ้นในเวลาหนึ่งทุ่มตรงพอดี!
และทันทีที่กดรับเสียงจากปลายสายก็ดังขึ้นทันที “ขอโทษที่ให้คุณฉีต้องรอนาน เอาล่ะ..เข้าเื่เลยก็แล้วกัน! ฉัน้าเงินค่าไถ่จำนวนยี่สิบล้าน แกนำเงินไปให้ฉันที่ประตูด้านหลังของสวนสาธารณะบีโกเนียเวลาเที่ยงคืนตรง!”
ฉีเล่ยมองเวลาในโทรศัพท์มือถือแล้วจึงตอบกลับไปว่า “นี่ก็ทุ่มตรงพอดี แกนัดให้ฉันเอาเงินไปให้ตอนเที่ยงคืนเวลาเพียงแค่ห้าชั่วโมง ฉันจะไปหาจำนวนเงินยี่สิบล้านมาให้แกทันได้ยังไง?”
“เื่นี้ไม่ใช่ปัญหาของฉัน! อ่อ..แกช่วยชีวิตพ่อของหวู่เฉินเทียนไม่ใช่เหรอ? แกก็ไปขอยืมเขาสิเงินแค่ยี่สิบล้านสกุลหวู่ขนหน้าแข้งไม่ร่วงหรอกน่า!”
“แต่ฉันขอเตือนไว้ก่อนว่าถ้าภายในเที่ยงคืน แกยังไม่นำเงินยี่สิบล้านมาให้ฉันล่ะก็ฉันจะค่อยๆตัดนิ้วของภรรยาแกทิ้งทีละนิ้ว ทุกๆสิบนาทีนิ้วมือของเธอก็จะถูกตัดทิ้งไปหนึ่งนิ้ว..”
ตู๊ดๆๆ
จากนั้น ผู้ที่โทรมาก็กดตัดสายทิ้งทันทีหลังจากพูดจบฉีเล่ยถึงกับถอนหายใจออกมาด้วยความหนักอกหนักใจ..
แต่ก็นับว่าโชคดีที่อีกฝ่ายรีบร้อนที่จะคืนเฉินอวี้หลัวให้ในคืนนี้ ไม่อย่างนั้นยิ่งหญิงสาวอยู่ในมือของพวกมันนานเท่าไหร่ เธอก็จะยิ่งได้รับความทุกข์ทรมานทั้งกายและใจมากขึ้นเท่านั้น
เมื่อครู่อีกฝ่ายหลุดปากเื่ที่เขาช่วยชีวิตาุโหวู่ขึ้นมาทำให้ฉีเล่ยยิ่งมั่นใจว่า คนที่ลักพาตัวเฉินอวี้หลัวไปก็คือหลิวไห่หยางอย่างแน่นอนนั่นเพราะคนที่รู้เื่นี้ มีแต่คนที่อยู่โรงพยาบาลในวันนั้น..
ในระหว่างที่คุยโทรศัพท์อยู่นั้นมือของฉีเล่ยก็เผลอไปกดโดนปุ่มลำโพงเข้าทำให้ซูชางฉินได้ยินทุกคำพูดของโจรลักพาตัว เธอจึงยิ่งร้องไห้หนักมากขึ้นกว่าเดิมและโผเข้าไปกอดแขนฉีเล่ยแน่น ปากก็ร้องไห้คร่ำครวญว่า
“ฉีเล่ย! พวกเราจะทำยังไงดี? เงินตั้งยี่สิบล้านพวกเราจะไปหามาจากที่ไหน?”
ฉีเล่ยตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงเย็นะเืชวนขนลุก“แม่ครับ ไม่ต้องห่วง! ผมจะไม่ปล่อยให้อวี้หลัวเป็อะไรไปแน่!”
หลังจากปลอบประโลมซูชางฉินและพาเธอเข้านอนแล้ว ฉีเล่ยก็ได้เตรียมพร้อม และออกจากบ้านในราวห้าทุ่มตรง
………..
เมื่อไปถึงบริเวณประตูด้านหลังของสวนสาธารณะบีโกเนียแล้วเขาก็ได้เดินวนอยู่หลายรอบ แต่ก็ไม่พบใครเลยแม้แต่คนเดียว
นับว่าโจรลักพาตัวเลือกสถานที่และเวลาได้อย่างชาญฉลาด นั่นเพราะสวนสาธารณะแห่งนี้เป็สวนดอกไม้ที่กำหนดเวลาเข้าชม และจะปิดให้บริการในเวลาสองทุ่มตรง
ฉะนั้นแล้ว หลังเวลาสองทุ่มเป็ต้นไปที่นี่ก็จะไม่มีผู้คนมาเดินเพ่นพ่านให้เห็นอีกเลยบริเวณนี้จึงกลายเป็สถานที่ทั้งมืด และเปลี่ยว
ยิ่งไปกว่านั้นประตูด้านหลังของสวนสาธารณะบีโกเนีย ยังเป็สถานที่รกร้างอีกด้วยจึงยิ่งไม่มีผู้คนสัญจรไปมา..
แต่ฉีเล่ยกลับเห็นว่าดีเพราะโดยปกติโจรลักพาตัวมักจะต้องระมัดระวังตัวอย่างมาก หากนัดกันในสถานที่ที่ยังพอมีคนสัญจรไปมาพวกมันก็อาจหวาดระแวง จนกระทั่งเปลี่ยนใจไม่ปรากฏตัวก็ได้
จนกระทั่งเวลาสิบเอ็ดนาฬิกาสี่สิบนาที..
ฉีเล่ยก็เห็นแสงไฟปรากฏขึ้นและดูเหมือนแสงไฟนั้นจะค่อยๆ เคลื่อนเข้ามาใกล้บริเวณที่เขาอยู่มากขึ้นเรื่อยๆจนกระทั่งในที่สุด เขาก็เห็นรถมินิแวนสีบลอนซ์คันหนึ่งแล่นเข้ามาและเป็คันเดียวกันกับที่ลักพาตัวเฉินอวี้หลัวไปเมื่อเช้านี้
ทันทีที่รถมินิแวนจอดก็มีชายฉกรรจ์สี่คนก้าวออกมาจากรถรูปร่างของพวกมันที่สี่คนดูกำยำล่ำสันเป็อย่างมากและมีผ้าคลุมปกปิดอำพรางใบหน้าไว้
คนที่ดูเหมือนจะเป็หัวหน้าหันมาร้องะโถามฉีเล่ยว่า “เงินล่ะ? แกเอามาด้วยมั๊ย?”
“แน่นอน!”
ฉีเล่ยตอบกลับทันทีพร้อมกับหยิบซองเงินในกระเป๋ากางเกงออกมาอวดแต่ชายคนนั้นกลับพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ไม่พอใจนัก
“นี่แกคงคิดว่าฉันโง่มากสินะ? ซองเล็กๆแบบนั้นจะใส่เงินสดยี่สิบล้านได้ยังไง?”
ฉีเล่ยชูซองเงินขึ้นพร้อมตอบโต้กลับไปทันที “นี่.. ช่วยใช้สมองคิดหน่อยสิ! เงินตั้งยี่สิบล้านนะฉันจะมีปัญญาหอบเงินสดมาได้ยังไงกัน? นี่มันคือเช็คยี่สิบล้านหยวน..”
ชายคนนั้นดูเหมือนจะเห็นด้วยกับฉีเล่ยจึงรีบเดินตรงเข้าไปหา เพื่อที่จะหยิบซองในมืออของชายหนุ่มไป
“เดี๋ยวก่อน!”
ฉีเล่ยดึงมือกลับพร้อมกับจ้องมองชายคนนั้น และพูดขึ้นว่า “ฉันนำเงินมาให้ตามสัญญาแล้วแต่ตอนนี้คนอยู่ที่ไหน?”
ชายคนนั้นโบ้ยปากไปทางรถมินิแวนพร้อมตอบกลับไปว่า “คนก็อยู่ในรถยังไงล่ะ ถ้าแกอยากจะเห็น ก็ตามฉันมา!”
ฉีเล่ยได้แต่ยิ้มหยันอยู่ในใจนั่นเพราะเขาเห็นแล้วว่า เฉินอวี้หลัวไม่ได้อยู่ในรถคันนั้น คนพวกนี้กำลังหลอกเขาเขารู้ว่า ถ้าตนเองเดินเข้าไปใกล้รถคันนั้น เขาก็จะถูกพวกมันลากขึ้นรถและพาตัวออกไปจากที่นี่
แต่นั่นไม่ใช่เื่สลักสำคัญอะไรเพราะเขาเองก็กำลังรอให้พวกมันทำแบบนั้นอยู่แล้ว!
ฉีเล่ยกำซองจดหมายไว้ในมือแน่นและแกล้งทำเป็มองไปทางรถมินิแวนอย่างระมัดระวังปากก็ร้องถามด้วยน้ำเสียงกระวนกระวายใจ
“ภรรยาของฉันอยู่ข้างในแน่นะ? ฉันอุตส่าห์นำเช็คยี่สิบล้านมาแลกกับภรรยาแล้วหวังว่าแกเองก็จะรักษาสัญญา ปล่อยภรรยาของฉันมา หลังจากได้เช็คนี้ไปแล้ว!”
ชายผู้นั้นตอบกลับด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดไม่พอใจ“พวกเราก็แค่อยากได้เงิน อีกอย่างการฆ่าคนตายก็จะยิ่งสร้างปัญหาที่ไม่จำเป็ให้กับพวกเรา!”
ฉีเล่ยพยักหน้า และตอบกลับไปทันที“ตกลง! ถ้าอย่างนั้นก็พาฉันไปดูที่รถ หลังจากฉันมั่นใจแล้วว่า ภรรยาของฉันอยู่ในสภาพปลอดภัยดีฉันก็จะมอบเช็คนี่ให้!”
หลังจากนั้นฉีเล่ยก็ได้เดินไปที่รถมินิแวนพร้อมกับชายฉกรรจ์ทั้งสีคนทันทีโดยสองคนเดินนำหน้าเขาไป ส่วนอีกสองคนเดินตามหลัง ภายใต้ผ้าคลุมปกปิดใบหน้าทั้งสี่คนกำลังแสยะยิ้มอย่างชั่วร้าย
แต่ที่พวกมันทั้งสี่คนไม่รู้ก็คือภายใต้แสงไฟสลัวนั้น รอยยิ้มเยือกเย็นชวนขนหัวลุกก็ได้ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของฉีเล่ยเช่นกัน!