พิโมกข์ย่อตัวลงนั่งทับส้นเท้าข้างหนึ่งค่อยๆโน้มตัววางกระทงลงอย่างอ่อนโยน มองกระทงน้อยที่ค่อยๆลอยไกลออกไปตามแรงกระเพื่อมของสายน้ำ เทียนเล็กๆยังคงโบกสะบัดไปมาอย่างร่าเริงไม่มีทีท่าว่าจะดับ บึ้ม!!! !! บึ้ม!!! เสียงพลุดังขึ้นหลายๆ ลูกติดๆกัน เขาหมุนตัวลุกขึ้น ทันใดนั้น...ภาพตรงหน้าทำเอาเขาอดหยุดจ้องมองไม่ได้ ใบหน้าเล็กๆ ดวงตาโตๆสีน้ำตาลคู่นั้นสดใส แวววาว เขาเห็นพรุหลากสีในแววตาคู่นั้น ยิ้มน้อยๆที่มุมปากของเธอทำให้วงหน้าเล็กๆนั้นดูละมุน และอ่อนโยน
พิโมกข์ได้ยินเสียงร้องไห้ สะอึกสะอื้นของตัวเองก่อนที่จะมีอ้อมกอดเล็กๆ หอมละมุนและอบอุ่นโอบกอดเขาไว้ เขาหลับพร้อมอ้อมกอดนั้นคืนแล้วคืนเล่า จนกลายเป็ความเคยชินเขานอนหลับตารอและหลับไปเมื่อได้รับกอดเล็กๆนั้น เขาได้รับการเยียวยาจากอ้อมกอดนั้นเสมอมา แม้ว่าหลังจากที่เธอจากไปแล้วก็ตาม
พิโมกข์นั่งในรถ BMW สีดำเขาดับเครื่องรอข้างๆ ป้ายรถเมล์ที่มีเด็ก ม.ปลายตัวสูงคนหนึ่งนั่งหลังตรงรอคอย มาเกือบครึ่งชั่วโมง เกือบตีสามคนที่เขาทั้งสองคนรอคอยก็มาถึงร่างเล็กๆในชุดนักศึกษาลงจากรถแท็กซี่พร้อมโบกมือร่าเริงและยิ้มจนตาหยีให้เด็กชายก่อนที่ทั้งคู่จะเดินเข้าซอยไป ร่างสูงค่อยๆเดินลากขาตามไปห่างๆจนสองพี่น้องเดินเข้าประตูรั้วไป เขาทำอย่างนี้ทุกวันจันทร์ พุธ และ ศุกร์ มาเป็ปีๆ เขาจำท่าลงจากรถโบกมือ และ ยิ้มแป้นของเธอได้ดี เขายิ้มตอบเธอทุกครั้งในมุมมืดๆ ของเขา
พิโมกข์คิดมาตลอดว่าคนที่ผุๆ พังๆ แบบเขาจำเป็สำหรับชีวิตของเธอไหม ไม่เลย เธอไม่มีความจำเป็ใดๆที่ต้องมีคนอย่างเขาไปเป็ภาระในชีวิตเธอ เขาไม่เคยเชื่อว่าตัวเขาเองจะสามารถเป็ความสุข หรือความทุกข์ของใคร ดังนั้น มีแค่ทรัพย์สิน และเงินทองที่เขามีอย่างเหลือเฟือ แต่มันไม่เคยมีคุณค่าอะไรกับชีวิตของเขาเลยเป็สิ่งเดียวที่เขาคิดได้ เป็ของขวัญตอบแทนที่ในวันนั้นเธอไม่ปล่อยมือ ที่เธอไม่ทิ้งเขา ที่เธอประคับประคองเขาไว้ในอ้อมกอดของเธอ ความอบอุ่นของเธอเหมือนฉุดรั้งเขาขึ้นมาจากความว่างเปล่า ชีวิตสีเทาๆเหน็บหนาว กลายเป็เหมือนเช้าที่อบอุ่นสดใสของฤดูร้อน ทั้งหมดที่เป็ตัวตนของเธอในความทรงจำของเขาเป็สิ่งเดียวที่เข้ายึดเกาะและใช้เป็หลักนำทางหลายๆ ครั้งทั้งในความเ็ปร่างกาย และจิตใจเขาใช้ความทรงจำนี้เสมือนตะเกียงส่องนำทางในความมืด จนกระทั่งวันที่เขาไปบรรยายพิเศษวันนั้น วินาทีที่เขาสบตากับเธอเขาเห็นความรัก ความคิดถึง รอคอยในดวงตา ที่พร่าพรายไปด้วยน้ำตาของเธอคู่นั้น มันทำให้หัวใจของเขาเต้นแรงซะจนเขาลืมสิ่งที่กำลังจะพูดในชั่วขณะนั้น เขาอยากจะลองให้โอกาสตัวเองอีกสักครั้ง โอกาสที่จะมีความสุขเมื่อได้อยู่ใกล้ ๆกับเธออีกสักครั้ง
เธอมารอเขาวันนี้เป็วันที่10 แล้ว เพชรชมพูยืนมองพิโมกข์ ก่อนที่เธอจะเอื้อมมือไปจับมือเขามาแนบแก้มเธอ เธอก้มลงกดจูบที่หน้าผากเขาหนักๆเหมือนทุก ๆ วัน ที่ผ่านมา เหมือนทุกๆวันก่อนหน้านี้ที่เธอเคยได้ทำเมื่อนานมาแล้ว ก่อนที่จะก้มลงไปกระซิบข้างหูเขา “กลับบ้านเราเร็วๆนะคะ”เธอกลืนก้อนสะอื้น “เพชร…คิดถึง”ก่อนที่ความเข้มแข็งที่เธอบอกตัวเองมาตลอดหลายวันนี้จะพังทลายลง เธอก้มลงซบหน้าลงที่อกคนตรงหน้าโอบกอดเขาไว้ สะอื้นไห้อย่าง หมดสิ้นแล้วความอดทน “ร้องไห้ทำไม..ยังไม่ตายสักหน่อย” เพชรชมพูเงยหน้าขึ้นอย่างตกตะลึงเธอสบตากับใครบางคนที่คิดว่าจะไม่ได้เจอกันอีกแล้ว เพชรชมพูยิ้มกว้างๆทั้งน้ำตาคลอ ทั้งหัวเราะและร้องไห้สลับกันไป อย่างดีใจที่สุดในชีวิตเธอ ของสำคัญที่เธอทำหายไปตอนนี้เธอหาเจอแล้ว พิโมกข์มองรอยยิ้มตรงหน้า เขาพยายามยิ้มตอบ รอยยิ้มนี้แหละที่นำทางเขากลับมา พิโมกข์ยกแขนข้างที่พอจะมีแรงข้างหนึ่งโอบกอดร่างเล็กๆ ที่ยังร้องไห้สะอึกสะอื้นไม่หยุด และดูเหมือนยิ่งกอดแน่นขึ้นเท่าไหร่เสียงร้องไห้นั้นก็ยิ่งดังขึ้นเท่านั้น “ เพชร เพชร หยุดร้องได้แล้ว ขี้เหร่หมดแล้ว” เพชรชมพูปาดน้ำตา ยกสองมือประคองหน้าเขาไว้แล้วประกบปากจูบเขาอย่างอ่อนโยน “ไปเที่ยวไหนมา เพชรมารอตั้งนานแล้ว” พิโมกข์ยิ้ม “รู้ว่าเพชรรอ เฮียโมกข์กลับมาแล้วนะ”
พิโมกข์มองคนตรงหน้าอย่างอ่อนใจ คนตัวเล็กที่อยู่ในชุดคลุมผ้าฝ้ายผูกไหล่ตัวยาวกำลังนั่งหน้างอน้ำตาไหลพราก น้อยใจที่เขาไม่ให้นั่งทำสวนผัก ด้วยอายุครรภ์ที่มากขึ้นทำให้คุณแม่ตัวเล็กเริ่มอุ้ยอ้ายเขาเห็นเธอลงไปนั่งตัวงอๆที่เก้าอี้ดูไม่น่าสบาย พิโมกข์ถอนหายใจเขาหยิบหมวกปีกกว้างสวมลงบนหัวเธอก่อนจะหยิบเก้าอี้สนามจูงมือคนตัวเล็กเดินไปที่แปลงผัก กางเอ้าอี้ให้เพชรชมพูนั่งแล้วหันมาบอกเธอว่า มะเฮียโมกข์ทำเอง ก่อนที่เขาจะค่อยๆทิ้งตัวลงนั่งแทนที่เพชรชมพูที่กำลังผสมดินปลูกค้างอยู่ เพชรชมพูยิ้มกว้างก่อนจะค่อยๆบอกคนตรงหน้าให้ทำอะไรบ้าง ก่อนที่รถของอาชวินจะค่อยๆเลื่อนเข้ามาจอด อาชวินเปิดประตูลงมายิ้มขำและเดินเข้ามายืนมอง ก่อนจะแซวเพื่อนรัก งานอดิเรกของท่าน CEO หนุ่มสุดหล่อติดดินจังเลยนะครับ เพชรชมพูลุกขึ้นยืน “เฮียอาร์ตวันนี้มีกล้วยบวชชีเพชรไปอุ่นให้นะคะ” อาชวินยิ้ม “ขอบคุณครับเพชร เฮียอาร์ตเอามะพร้าวมาให้ด้วยเดี๋ยวยกตามไปให้ที่บ้านนะ”เพชรชมพูยิ้มพร้อมยกมือไหว้ก่อนจะ หมุนตัวเดินเข้าตัวบ้านไป อาชวินยิ้มมองตามหลังก่อนจะพูดขึ้น “เพชรน่ารักว่ะ” พิโมกข์มองเพื่อนอย่างขัดหูขัดตาก่อนจะพูดขึ้น “ อืมน่ารัก มีผัวมีลูกแล้วด้วย” อาชวินหัวเราะขำ “เออ! กู้รู้ว่ามึงหวงั้แ่วันที่ไปเล่นโกคาร์ทวันแรกที่เจอกันแล้ว ที่กูวิ่งตามมึงไปจะขึ้นรถโกคาร์ท แล้วมึงถีบกูไม่ให้ขึ้นนะ แล้วมึงเป็ไงบ้างเขาชี้ไปที่หัวเพื่อน" พิโมกข์ยิ้ม “หมดแล้วละเกลี้ยงแล้ว แต่หมอก็นัดไปดูเรื่อย ๆละ” อาชวินพูดขึ้นอีก “เออ!! มีความสุขซะทีนะมึงกูเหนื่อย!” ก่อนที่ทั้งสองจะหันมารับไหว้นิลภัทรที่เพิ่งเลิกเรียนเขาเดินเข้ามาวางกระเป๋าตรงสนามหญ้าก่อนจะเดินมาช่วยพิโมกข์ผสมดิน แล้วเทกลับเข้าไปในถุง นิลภัทรถามพิโมกข์ “เฮียโมกข์เมื่อไหร่นิล จะเอารถของนิลออกไปขี่ได้สักทีครับ” พิโมกข์ยืนขึ้นถามนิลภัทรก่อนที่จะเดินตามกันไปเปิดก๊อกน้ำล้างมือ “รถอะไร” นิลภัทรที่เดินตามมาแย่งสายยางไปล้างต่อ “รถที่เฮียโมกข์บอกว่ายกให้นิลในพินัยกรรมไง”พิโมกข์หันมามองนิลภัทรยิ้มๆ “ที่ให้ในพินัยกรรมแปลว่าถ้าเฮียตายยกให้มึงครับ ตอนนี้กูยังไม่ตายรถยังเป็ของกูครับ ” นิลภัทรบ่นกระปอดกระแปด “หลอกให้นิลดีใจเก้อ” พิโมกข์ถาม “เฮียกับรถมึงเอาอะไรครับ” นิลภัทรตอบ “เอาเฮียดิถามแปลก รถมันแค่สิ่งของ เฮียมันคนในครอบครัว” พิโมกข์ยิ้มๆมองคนอยู่เป็ ไอ้นี่มันชอบมีคำพูดมาหยอดให้ดีใจ “เมื่อถึงเวลา เมื่อนิลพร้อม อยากขับคันไหนก็ได้ตามสบาย” พิโมกข์กอดคอนิลภัทร พลางหันกลับมาชวนอาชวิน ป่ะกินข้าว เขามองไปยังประตูบ้านที่ที่เพชรชมพูยืนอยู่เธอยิ้มตาหยีและโบกมือมา พิโมกข์ยิ้มโบกมือตอบภรรยา
******จบแล้วจ้า*******