ยอดคุณชายอันดับหนึ่ง

    บทที่ 32 ตามล่า

    บทที่32 ตามล่า


            หวังเฟิงขับรถออกไปท่ามกลางความงุนงงของคนที่อยู่รอบ ๆ ในช่วงที่รถกำลังจะออกจากแนวตีนเขาก็มีรถเก๋งสีดำสามคันขับไล่หลังหวังเฟิงมา


            “ดูเหมือนจะยังมีคนไล่ตามเธอมาอยู่นะ”หวังเฟิงพูดพลางเหลือบมองกระจกหลัง เห็นไฟรถที่ตามหลังมา สาดเข้าเต็มตา


            หญิงสาวที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ได้ยินก็สะดุ้งขึ้นมา รีบหันมองกลับหลังไปก็พบว่ามีรถมากถึงสามคันขับไล่ตามมา ความหวาดกลัวของเธอเริ่มปะทุขึ้นมาอีกครั้ง รีบร้องว่า“ตำรวจ คุณรีบโทรหาตำรวจ ไม่สิ พ่อ โทรหาพ่อฉัน”


            หวังเฟิงเหลือบมองกระจกข้าง ท่าทีไม่ตื่นเต้น หรือทุกข์ร้อน ตอบกลับไปว่า“ช่วยบอกมาก่อนได้ไหมว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ?”


            เห็นคนที่ช่วยตัวเองไว้ไม่มีอาการตื่นตระหนก จิตใจของหญิงสาวก็เริ่มสงบลงเธอหยุดคิดครู่หนึ่งแล้วตอบกลับไปอย่างติด ๆ ขัด ๆ “ฉะ ฉันถูกพวกมันจับตัวมามันอยากให้พ่อฉันเซ็นสัญญางานหนึ่งกับพวกมัน”


            “งานอะไร?”


            หญิงสาวส่ายศรีษะ “ฉันก็ไม่รู้”


            นิ้วชี้ของหวังเฟิงเคาะกับพวงมาลัยส่งเสียงดัง “เป๊าะ เป๊าะ” ขณะที่เท้าก็เหยียบคันเร่งเร็วขึ้นขับรถออกไปนอกเมืองไกลขึ้น จนกระทั่งถึงถนนยาวเปลี่ยวสายหนึ่งหวังเฟิงก็จอดรถพร้อมกับเดินลงมายืนรอพวกคนที่ขับตามมาตอนนี้เขาเองก็ชักสนใจแล้วว่ามันเรื่องอะไรกันแน่ที่ถึงกับทำให้คนพวกนี้กล้าตามมาโดยที่ไม่สนใจอะไรทั้งนั้น


            ปึงปึง ปึง !


            เสียงปิดประตูรถสามคันดังขึ้นไล่หลังกัน


            “ไอ้หนูถ้าแกยังอยากมีชีวิตอยู่ก็อย่ามายุ่งเรื่องนี้เลยดีกว่า” คนสวมสูทสีดำไว้ผมสั้นคนหนึ่ง เดินนำกลุ่มคนเกือบสิบคนออกมา พูดกับหวังเฟิง


            หวังเฟิงไม่ตอบคำเดินนำหน้าหญิงสาวขึ้นมา เพื่อปกป้องเธอไว้ด้านหลัง เป็นการแสดงจุดยืนของตัวเอง “พวกคุณควรจะบอกผมดีกว่าว่าทำไมถึงต้องจับตัวผู้หญิงคนนี้”


            “ฮ่าๆ พวกเอ็งดู ไอ้เด็กนี่มันใจกล้าดี กล้าพูดกับเราแบบนี้ด้วยมันคิดว่ามันเป็นพระเอกหรือไงวะ”


            “จัดการมันเลยพี่จะไปเสียเวลาคุยกับมันทำไม” คนหนึ่งในทีมสแยะปาก


            หวังเฟิงได้แต่ส่ายศรีษะมือทั้งสองข้างพลิกออก พริบตานั้นเข็มน้ำแข็งพลันปรากฏที่หว่างนิ้วทั้งสิบ


            ฟุ่บ !


            สองของมือซ้ายขวา ของหวังเฟิงสะบัดอย่างเรียบง่าย ท่วงเหมือนกับไม่ได้ออกแรงอะไรมากมายแต่เข็มน้ำแข็งทุกเล่ม พุ่งเข้ากลางหน้าผากของเป้าหมายอย่างแม่นยำ วินาทีนั้นพวกคนชุดดำราวกับถูกหยุดเวลาเอาไว้ร่างกายแข็งค้าง ไร้สติสัมปชัญญะ เว้นก็แต่คนที่เป็นหัวหน้า ที่หวังเฟิงตั้งใจเก็บไว้ซักถามข้อมูล


            และดูเหมือนมันจะยังไม่รู้ตัวแต่น้อยว่าเกิดอะไรขึ้นกับลูกน้องของตัวเองที่อยู่ด้านหลัง


            ชายผมสั้นสวมชุดสูทสีดำที่เป็นหัวหน้า เดินนำหน้าขึ้นมาพร้อมกับถอนหายใจ “อยากเป็นพระเอกก็ต้องดูความสามารถของตัวเองชาติหน้าเกิดมาก็จำไว้ล่ะ ทุกคนจัดการ”


            ……..


            นอกจากความเงียบก็ไม่มีเสียงตอบรับ หรือแม้กระทั่งเสียงเคลื่อนไหวใดๆ กลับมาชายที่เป็นหัวหน้าเริ่มสังหรณ์ใจไม่ดี และเมื่อเขาเหลียวกลับหลังไปก็พบกับภาพที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อนในชีวิตลูกน้องของเขาทุกคนยืนนิ่งอยู่กับที่ เหมือนกับตุ๊กตาไม่มีชีวิต และกลางหน้าผากของทุกคนมีเข็มเล่มหนึ่งปักอยู่


            “นี่แกทำอะไร” ชายที่เป็นหัวหน้ารู้สึกขนหัวลุกต้องไม่ลืมว่าพวกเขาทุกคนอย่างน้อยก็มีเป็นคนมีวิชา ระดับต่ำสุดอยู่ในขั้นรวบรวมปราณขั้นต้นสูงสุดอยู่รวบรวมปราณขั้นกลาง ซึ่งก็คือเขาเองแต่อีกฝ่ายสามารถลงมือได้อย่างเฉียบขาด ไร้ร่องรอย ถึงขั้นผีสางไม่รู้เห็นนี่แสดงว่าอีกฝ่ายจะต้องมีฝีมือเหนือกว่ามาก


            “ไม่ต้องห่วงถ้าคุณตอบคำถามของผมโดยดี รับรองว่าจะไม่มีอะไรเกิดขึ้น” หวังเฟิงพูดเสียงแผ่วเบาแต่แฝงด้วยพลังปราณ ช่วยดึงสติของชายที่เป็นหัวหน้ากลับมาไม่ให้แตกตื่นกับสถานการณ์ตรงหน้าเกินไป


            ชายที่เป็นหัวหน้าได้ยินดังนี้ก็รู้สึกโล่งอกยังไงการมีชีวิตอยู่ก็สำคัญกว่า เขารีบโค้งศรีษะลง “ผู้อาวุโสโปรดถาม”


            หวังเฟิงพยักหน้าไม่ใส่ใจในคำเรียกของอีกฝ่ายที่เรียกตนเองว่า ‘อาวุโส’ เพราะในโลกเบื้องหลัง โดยเฉพาะคนในแวดวงคนที่ฝึกวิชากำลังภายในกำลังภายนอก มักจะเรียกคนที่มีฝีมือสูงกว่าตนเองมากว่า “ผู้อาวุโส”


            “พวกคุณตามจับผู้หญิงคนนี้ทำไม?”


            ชายที่เป็นหัวหน้าเหลือบตาไปมองหญิงสาวที่อยู่ด้านหลังหวังเฟิงครู่หนึ่งแล้วตอบกลับตามจริง “ผู้หญิงคนนี้มีความสามารถพิเศษ เธอสะกดจิตคนได้”


            หว่างคิ้วของหวังเฟิงขมวดขึ้นเล็กน้อยหรือจะเป็นเหมือนพวกวิชาฝ่ายมารที่แม่เคยบอกไว้ ?


            “เธอเป็นพวกใช้วิชามาร ?” หากอีกฝ่ายเป็นพวกใช้วิชามารจริงหวังเฟิงก็จะเก็บเอาไว้ไม่ได้


            หญิงสาวคล้ายมีจิตรับรู้ที่ไวเป็นพิเศษเธอสัมผัสได้ถึงเศษเสี้ยวจิตสังหารที่ออกมาจากตัวของหวังเฟิง เธอรีบปฏิเสธทันควัน “ไม่ใช่  ฉันไม่มีวิชาอะไรทั้งนั้น คือยังไงดีฉันก็อธิบายไม่ถูก เหมือนกับว่าจิตใจของฉันสามารถเชื่อมกับจิตใจของเป้าหมายได้”


            “ถ้างั้นเธอลองสะกดจิตฉันดูสิ”


            “ฉันทำไม่ได้”หญิงสาวส่ายศรีษะ เมื่อตอนที่อยู่บนรถ เธอเคยลองจะเชื่อมจิตกับหวังเฟิงแล้วแต่ก็ทำไม่ได้ จึงรีบปฏิเสธทันที


            ถึงจะไม่ได้พูดออกมา แต่หวังเฟิงเข้าใจได้ทันที เธอต้องเคยลองเชื่อมจิตกับตนเองแล้วแน่ๆ ถึงจะไม่รู้สาเหตุว่าทำไมเธอถึงเชื่อมจิตกับตนเองไม่ได้ แต่เมื่อคิดว่าบนโลกมีคนที่มีความสามารถแบบนี้หวังเฟิงก็รู้สึกตื่นตัวขึ้นมา ถ้าเกิดว่าวันหนึ่งมีคนที่สามารถเชื่อมกับจิตของตนเองแล้วควบคุมตนเองขึ้นมาล่ะ แค่คิดก็ยุ่งยากแล้ว


            ‘เรื่องนี้ดูใหญ่กว่าที่คิด’ หวังเฟิงคิดในใจพลางพูดถามชายที่เป็นหัวหน้าต่อว่า “แล้วคุณต้องการตัวเธอไปทำอะไร”


            “พวกเราไม่รู้พวกเราแค่ทำตามคำสั่งเท่านั้น”


            “แล้วใครสั่งพวกคุณมา”


            เมื่อเจอคำถามนี้ชายที่เป็นหัวหน้ารู้สึกลังเลใจว่าจะตอบดีหรือไม่ แต่สุดท้ายเขาก็ถอนหายใจออกมา “เป็นตระกูลคัง”


            หวังเฟิงขบคิดเล็กน้อยจากนั้นก็ตัดสินใจโทรหาเฉียวคุน หลังบอกสถานการณ์คร่าว ๆพร้อมกับบอกพิกัดที่ตนเองอยู่ไปแล้ว ไม่ถึงยี่สิบนาที เฉียวคุนก็ขับรถตามมาสมทบ


            “นายน้อย” เฉียวคุนเมื่อมาถึงก็โค้งศรีษะเล็กน้อยเป็นการแสดงความเคารพทันที


            หวังเฟิงพยักหน้าตอบรับ“พาคนนี้ไปที่บ้านรับรอง เราจะไปเจอกันที่นั่น ฝากนายโทรหาคุณอาเว่ยด้วย”


            จัดการเสร็จหวังเฟิงและหญิงสาว ก็ขับรถตรงไปยัง ‘บ้านรับรอง’ แน่นอนว่า บ้านรับรอง ที่ว่านี้ไม่ใช่บ้านพักตามความเข้าใจของคนทั่วไปแต่คือสถานที่ลับแห่งหนึ่งของตระกูลหวัง ที่เอาไว้คัดกรองเรื่องราวต่าง ๆที่สามารถส่งผลต่อตระกูลได้


            ภายในรถหวังเฟิงขับรถไปก็ขบคิดเรื่องที่จะเกิดขึ้นตามมาไปด้วย ในตอนนั้นก็นึกข้องสงสัยอย่างหนึ่งขึ้นมาได้จึงถามหญิงสาวที่นั่งอยู่ด้านข้างว่า


            “แล้วทำไมเธอถึงควบคุมฉันไม่ได้ล่ะ ?”


            หญิงสาวส่ายศรีษะ “ฉันก็ไม่รู้เหตุผลจริงๆ หรอก แต่ฉันคิดว่าสาเหตุหลักน่าจะขึ้นอยู่กับสภาพจิตใจของเป้าหมาย”


            “อ้อ…แล้วระยะเวลา คงอยู่นานไหม?”


            “สถิติที่ฉันเคยควบคุมได้นานที่สุดคือสองนาที”


            สองนาที !ในสองนาทีนี้มีความเป็นไปได้ร้อยแปด พันเก้า ยิ่งถ้าเป็นช่วงเวลาต่อสู้อย่าว่าแต่สองนาที เวลาเพียงแค่เสี้ยววินาที ก็สามารถตัดสินเป็นตายได้แล้วหากพูดถึงในแง่ของการทำงาน การควบคุมเป้าหมายให้เซ็นสัญญาบรรลุข้อตกลงได้โดยไม่รู้ตัวก็เป็นประโยชน์อย่างมหาศาล แม้กระทั่งสั่งให้เป้าหมายฆ่าตัวตาย มั่นใจได้เลยว่าไม่มีใครสามารถจับมือผู้ที่อยู่เบื้องหลังได้แน่นอน


            “เป็นความสามารถที่มีค่ามากจริงๆ” หวังเฟิงอดทึ่งไม่ได้


            ขับรถต่อมาอีกเกือบสามสิบนาทีรถทั้งสองคันก็มาถึงอาคารสองชั้นแห่งหนึ่ง รอบบริเวณนี้ส่วนใหญ่เป็นโรงงานถือเป็นเขตอุตสาหกรรมแห่งหนึ่ง เอาเข้าจริง หวังเฟิงมาที่นี่ครั้งนี้เป็นครั้งที่สองครั้งแรกที่เขามานั้น มาพร้อมกับเฉียวเว่ย ดูเหมือนเหตุการณ์ก็จะคล้าย ๆกับตอนนี้เหมือนกัน


            “พาทั้งสองคนขึ้นไปบนชั้นสอง”


            เฉียวคุนรับคำสั่งพาหญิงสาว กับชายที่เป็นหัวหน้า ขึ้นไปรอการสอบสวนแบบเข้มข้นที่ชั้นบน หวังเฟิงยังเน้นย้ำกับเฉียวคุนไว้ด้วยว่าให้จับตาดูทั้งสองคนจากระยะไกลถึงจะมีโอกาสน้อยที่เฉียวคุนจะถูกควบคุม แต่ยังไงป้องกันไว้ก็ดีกว่าแก้ส่วนตัวเขาจะรอเฉียวเว่ยอยู่ข้างล่าง



    นิยายแนะนำ