ทันทีที่อานาซิธแนะนำตัวว่าเป็เทพแห่งการตามหา เส้นทางแห่งความหวังก็เปิดให้เห็นอีกครั้ง
“ทุกอย่างเลยเหรอ” ผมถามเพื่อความแน่ใจ
“อื้อ ทุกอย่างเลย” อานาซิธ เทพตัวน้อยในชุดนอนหมีส้มยิ้ม
“อย่างของที่ทั้งผมและคุณไม่เคยเห็นนี่ก็หาได้ใช่ไหมครัย” ผมสงสัย
“ช่ายยย” อานาซิธบอก
ผมสูดหายใจลึกๆ มีของมากมายเลยที่ผมอยากจะหาให้พบ แต่ผมรู้ว่าผมจริงๆแล้วผม้าสิ่งใด ในตอนนี้มีเพียงสิ่งเดียวที่สำคัญกับอนาคตของผม
“ผมอยากตามหาสาวกแบบที่เหมาะกับผมที่สุดครับ” ผมคิดว่านี่เป็คำขอที่ฟังดูฉลาดทีสุดที่ผมพอจะคิดออก
“เหมาะ…แบบไหนเหรอ” อานาซิธเอียงคอถาม สีหน้าเขาดูเริ่มง่วงมากขึ้นเรื่อยๆ
“อืม…” ผมพยายามเรียบเรียงความ้าในหัว “อยากได้เป็กลุ่มคนที่มีแนวโน้มว่าจะเชื่อในเหล่าเทพและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ มีภูมิปัญญาแบบที่สามารถพัฒนาต่อยอดได้ แล้วก็…” ผมนึกถึงพวกก๊อบลินที่ผ่านมาและพยายามจะขออะไรที่ใกล้เคียงกับพวกนั้นให้น้อยที่สุด “อยู่ใน่ริเริ่มอารยธรรม มีจำนวนไม่เยอะมาก และขอแบบที่กำลังเผชิญหน้ากับปัญหาที่ผมพอจะช่วยเหลือได้ครับ”
อานาซิธขมวดคิ้ว “ทำไมมันดูยากจังเลยอ่ะ”
แล้วผมก็เพิ่งรู้สึกได้ว่าผมคงจะขอมากไป ยิ้มแห้งๆ “ขอโทษครับ งั้นผมอาจจะลองตัดบ้างข้อทิ้งดู เผื่อว่า…”
แต่ในระหว่างนั้นเอง ดวงตาของเทพแห่งการตามหาก็ทอประกายสาดแสงสีทองอมส้ม ร่างกายของเทพตัวน้อยลอยขึ้น ผมก้าวถอย แล้วทุกอย่างก็สงบตามเดิม อานาซิธหาว “ก้มหัวลงมาสิ ข้าจะมอบเส้นทางให้”
“ครับ” ผมค่อยก้มหัวลงไป อานาซิธเอาฝ่ามือมาแปะที่หน้าผากของผม พริบตานั้นเองที่ข้อมูลจำนวนหนึ่งไหลเข้ามาในหัวของผม มันให้ความรู้สึกเหมือนฝันในขณะที่ตื่น ผมเห็นภาพของผู้คนที่ผมกำลังตามหา เป็ชาวบ้านกลุ่มเล็กๆที่เหมือนกำลังเดินทางไกล ท่าทีดูอดโซและอ่อนล้า แล้วพิกัดที่อยู่ของพวกเขาก็ผุดขึ้นมาในหัวของผม
แอเรียที่ 2106 นั่นคือพิกัดที่ผมจะหาพวกเขาพบ เหล่าผู้ที่จะมาเป็สาวกกลุ่มแรกของผม ผมกล่าวขอบคุณอานาซิธ ปล่อยเขาที่ง่วงเต็มแก่ให้ขึ้นไปนอนบนเตียงของเขา ก่อนจะออกจากห้องนอนของเทพแห่งการตามหาแล้วรีบกลับไปยังห้องของผมอย่างตื่นเต้น
ผมนอนไม่หลับ ในหัวร่างแผนต่างๆนาๆว่าจะทำยังไงให้ทุกอย่างมันออกมาดูดีที่สุด บางทีผมอาจจะต้องเริ่มจากสำรวจความ้าของลูกค้า…ผมหมายถึง ของเหล่าสาวกน่ะ
แล้ววันรุ่งขึ้นผมก็เริ่มดำเนินการทุกอย่างอย่างเร่งร้อน ผมกัดฟันจ่ายเงินค่าจำแลงลงมายังโลกมนุษย์อีก 12 เครดิต์ ซึ่งมันทำให้ผมมีหนี้รวมกันทั้งหมด 524 เครดิต์ และผมสามารถกู้ได้เพิ่มอีกเพียงแค่ 76 เครดิตเท่านั้นก่อนที่ผมจะกลายเป็เทพล้มละลาย
ดักแด้โพพาธิสส่งผมมายังแอเรียที่ 2106 สถานที่เหมือนกับที่เห็นในความทรงจำซึ่งเกิดจากฝีมือของอานาซิธ ร่างโปร่งใสของผมลอยอยู่บนฟ้าด้วยอำนาจแห่งเทพ เบื้องล่างของผมคือกลุ่มชาวบ้านที่กำลังเดินทางไกลด้วยเท้า ไม่มีพาหนะใดๆ เนื้อตัวมอมแมม ร่างกายผอมซูบ แววตาดูไร้ความหวัง พวกเขามีกันอยู่ 13 คน เป็ชายหนุ่ม 4 คน หญิงสาว 5 คน ชายชรา 1 คน หญิงชรา 1 คน กับเด็กชายและเด็กหญิงอีก 1 คู่
ผมบินลดระดับลงไปใกล้เพื่อจะสังเกตการณ์ แล้วทันใดนั้นหญิงชราก็ล้มลง ทุกคนรีบเข้ามาดูอาการอย่างตกอกใก่อนจะพากันร้องห่มร้องไห้ ผมเห็นว่าิญญาของนางหลุดลอยออกจากร่างต่อหน้าต่อตา ภายในมิติิญญาซึ่งคนเป็ไม่สามารถมองเห็นได้ มีปีศาจโครงกระดูกในชุดสูทสีดำสุดเนี๊ยบโผล่พรวดขึ้นมาจากพื้นดินและผายมือเชิญให้ิญญาของหญิงชราที่เพิ่งจะหลุดออกจากร่างไปกับพวกเขาแต่โดยดี นางพยายามขัดขืนวิ่งหนี ก่อนจะโดนอสูรกายตนหนึ่งหวดเคียวิญญาเข้าใส่ ร่างของนางขาดครึ่งและถูกดูดเข้าไปในเคียว ชั่ววินาทีสุดท้ายของหญิงชราคนนั้น เธอสังเกตเห็นผมและยื่นมือออกมาพลางวิงวอนให้ผมช่วย
ผมทำได้แค่เฝ้าดูอย่างอึ้งๆ
และเมื่ออสุรกายในชุดสูทได้สิ่งที่พวกมัน้า พวกมันก็ดำดินหายไปทันที ทุกอย่างเกิดขึ้นภายในเวลาไม่ถึง 2 นาทีด้วยซ้ำ มันเร็วมาก ผมเฝ้ามองว่าที่สาวกของผมที่บัดนี้เหลือเพียง 12 คนกำลังร่ำไห้กอดศพของหญิงชราคนนั้นเอาไว้
กาลเวลาในโลกมนุษย์นั้นผ่านไปอย่างรวดเร็ว แป๊ปเดียวฟ้าก็มืดแล้ว ชาวบ้านนำผ้ามาห่อศพเอาไว้ ชายสองคนพยายามจะขุดหลุมศพให้กับหญิงชราคนนั้น แต่ก็ถูกห้ามเอาไว้ คาดว่าคงไม่อยากจะเสียแรงเปล่าไปกับการขุดหลุมแน่ๆ
และผมเดาถูกอยู่เื่หนึ่ง คือเสบียงของพวกเขาไม่เหลือแล้ว ชายสามคนออกไปเดินหาอาหารในบริเวณไม่ไกลนักในขณะที่ชายอีกคนก็คอยสอดส่องปกป้องจุดพักแรมในคืนนี้ เด็กน้อยทั้งสองคนกับหญิงสาวอีกหนึ่งคนนั่งกุมท้องทรมาน ชายแก่และหญิงสาวอีกคนไอโขลกๆไม่หยุด
สถานการณ์เลวร้ายอย่างถึงที่สุด เครื่องนุ่งห่มบางๆและขาดๆเยินๆของพวกเขาไม่สามารถสร้างความอบอุ่นได้อย่างเพียงพอในกลางป่าที่แสนหนาวเหน็บเช่นนี้ ขืนเป็แบบนี้ต่อไปอีกซักสองสามคืน ต้องมีสมาชิกล้มป่วยและเสียชีวิตตามหญิงชราคนนั้นไปหมดแน่ๆ
ชายหนุ่มสามคนกลับมาพร้อมกับผลไม้จำนวนหนึ่งซึ่งไม่มากนัก ผลไม้ส่วนใหญ่ที่รอยกัดแทะจากฝีมือของสัตว์ป่า จากนั้นก็เริ่มมีการแจกจ่ายอาหารอันน้อยนิดให้แก่ทั้ง 12 ชีวิตในสัดส่วนที่พอเข้าใจได้ เด็กและคนแก่จะได้อาหารเยอะเป็พิเศษ และเหล่าหนุ่มสาวจะได้อาหารในปริมาณน้อยเท่าๆกัน ยกเว้นคนป่วยที่ก็จะได้เยอะกว่าปกตินิดหน่อย
ผมรู้สึกสงสารพวกเขาจับใจ เพราะงั้นในคืนอันหนาวเหน็บ ระหว่างที่พวกเขาหลับใหลและไม่รู้สึกตัว ผมจึงได้บรรดาลให้มีหญ้านุ่มๆและคิดว่าไม่ทำให้ระคายผิวขึ้นมารอบร่างของพวกเขาที่นอนราบไปกับพื้นแข็งๆ หวังว่ามันจะหนาพอที่จะให้ความอบอุ่นแก่พวกเขาแม้ซักนิดก็ยังดี
.
.
.
ผมใช้เวลาอีก 2-3 วันเพื่อสังเกตการณ์พวกเขาไปพลางคอยหาโอกาสช่วยเหลืออย่างลับๆไปพลาง ข้อพึงระวังหนึ่งของทวยเทพคือการพยายามไม่ทำอะไรให้มันโจ่งแจ้ง อุดมคติของเทพเ้านั้นควรจะเป็สิ่งที่ศักดิ์สิทธิ์ ทรงอำนาจ และลึกลับ เพราะงั้นพวกเราจึงไม่ควรจะใช้พลังเทพแทรกแทรงธรรมชาติที่โลกเบื้องล่างนี้บ่อยๆ หรือถ้าทำทั้งที่ก็ควรจะยิ่งใหญ่อลังค์การในระดับเทพเ้า และควรทำเพียงแค่ครั้งเดียวต่อปีจะเป็การดีที่สุด
ทว่าปาฏิหาริย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่เทพแห่งวัชพืชสามารถทำได้ไม่ได้หวือหวา เพราะงั้นผมจึงรู้สึกว่าข้อควรระวังเ่าั้ทำให้อะไรๆมันยากขึ้นไปอีก ผมจึงจำเป็ต้องช่วยเหลือเขาในมุมที่พวกเขาจะไม่มีทางรู้ตัวว่าได้รับการช่วยเหลือจากผม เทพที่กำลังจะเล็กให้พวกเขาเข้ามาเป็สาวก
ผมยอมที่จะให้ความช่วยเหลือโดยไม่ได้รับความดีความชอบไปก่อน ส่วนหนึ่งก็เพราะว่าถ้าเกิดปล่อยให้พวกเขาเผชิญหน้ากับความโหดร้ายของป่าต่อไปเรื่อยๆ พวกเขาคงจะอยู่ไม่ถึงวันที่ผมจะมีจังหวะส่งสัญญาณให้พวกเขารู้ถึงการมีอยู่ของผมแน่ๆ ส่วนอีกเื่ก็คือผมรู้สึกสงสารพวกเขาจับใจ
จนกระทั่งทุกอย่างเริ่มเลวร้ายลงเมื่อมี 7 คนจาก 11 คนเริ่มล้มป่วย พวกเขามีไข้สูง ขยับร่างกายลำบาก แถมยังไออยู่ตลอดเวลา หญิงสาวที่ป่วยอยู่ก่อนแล้วเริ่มไอเป็เื ผมไม่คิดว่าสถานการณ์มันจะเลวร้ายไปได้มากกว่านี้แล้วจนกระทั่ง
เปรี้ยง!
เสียงฟ้าร้องดังลั่น พร้อมกับพายุฝนที่ตกกระหน่ำลงมาอย่างฉับพลัน ราวกับฟ้าแกล้ง คนกลุ่มนี้ต่างพากันเปียกปอนในขณะที่เผชิญกับโรคร้าย
แล้วผมก็ตัดสินใจอย่างฉับพลัน ด้วยอารมณ์ชั่ววูบ ผมกำหนดสมาธิ เกร็งกำลังไว้ที่ฝ่ามือทั้งสองข้าง ปรากฏแสงสีเขียวปนทองสาดออกไปทั่วร่างของผม แล้วผมก็สบัดมือทั้งสองข้างขึ้นฟ้า
บันดาลให้หญ้าญี่ปุ่นมหาศาลพุ่งขึ้นมาจากพื้นดิน มัดจับตัวกันแน่น แล้วตีโครงกางเป็โดมขนาดพอดีๆปกป้องชาวบ้านเ่าั้ไว้จากพายุฝนที่สาดซัดอย่างบ้าคลั่ง พวกมันสอดประสานกันจนแน่นราวกับเป็กำแพงไม้หนา และแน่นจนไม่มีหยดน้ำใดๆที่จะผ่านเข้าไปด้านในได้ จ้องมองโดมสีเขียวฉะอุ่มที่ไม่มีท่าทีว่าจะพังครืนลงมาและยังคงตั้งตระหง่านสู้แรงลมฝนอย่างแข็งแรงด้วยความแปลกใจ
ชาวบ้านอ้าปากค้าง ผมเองก็เช่นกัน
นี่ผมมีพลังมากขนาดนี้เชียวเหรอเนี่ย ไม่สิ เื่ที่ผมควรกังวลมากกว่าคือในเหตุการณ์ครั้งนี้ ผมละเมิดกฏ์ไปกี่ข้อกันแล้วนะ
โปรดติดตามตอนต่อไป