“โหยวเอ๋อ!” ฟู่ซีซวนวิ่งไปสวมกอดภรรยา “เจ้าเป็นอะไร บาดเจ็บตรงไหน”
“ข้า...ข้าไม่เป็นอะไรเจ้าค่ะ แต่...” จูจื้อโหยวชี้ไปที่ร่างของฉินซีหลางกับฉินซีหลินที่นอนจมกองเลือดอยู่คู่กันอย่างหวาดกลัว “พวกเขาต่อสู้กันจนตายแล้วเจ้าค่ะ”
“พี่สะใภ้ขอรับ แล้วเยว่เอ๋อเล่าขอรับ ตอนนี้เยว่เอ๋ออยู่ที่ไหน” อู๋เจี้ยนกั๋วถามขึ้นอย่างร้อนใจ ตั้งแต่เขาเข้ามาในบ้านก็ยังมองไม่เห็นคู่หมั้นของตนเลย
“ข้าให้เยว่เอ๋อไปซ่อนตัวในห้องนั้น” จูจื้อโหยวชี้ไปที่ห้องนอนด้านขวามือ
“แล้วเสียงที่อยู่อีกห้องหนึ่งเป็นเสียงของใคร” ฟู่ซีซวนถามภรรยา
ซ่งอี้เซวียนไม่รอช้า เขากำลังจะเดินไปที่ห้องนอนด้านซ้ายพร้อมกระชับดาบไว้ในมือ
“พี่ใหญ่เจ้าคะ ท่าน...ท่านอย่าเพิ่งเข้าไปเจ้าค่ะ รอให้พวกเขาออกมาเองดีกว่า” จูจื้อโหยวรีบร้องห้าม
ซ่งอี้เซวียนกับฟู่ซีซวนหันไปมองหน้ากันอย่างไม่เข้าใจ แต่เมื่อพวกเขาตั้งใจฟังเสียงในห้องนั้นให้ดีๆ กลับทำให้พวกเขาหน้าแดงขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่
จูจื้อโหยวเริ่มเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ทุกคนฟัง เริ่มตั้งแต่ที่นางกับหลี่หยางถูกวางยาสลบในรถม้าจนถูกพาตัวมาที่บ้านพักหลังนี้ โดยฉินซีหลางจับนางกับหลี่หยางไปขังไว้คนละห้อง หลังจากนั้นฉินซีหลินก็พาซ่งจินเยว่กับเจินซูฮวาตามเข้ามา โดยหญิงสาวทั้งสองคนถูกพาไปนอนไว้ในห้องเดียวกัน
สองพี่น้องตระกูลฉินคิดว่าคนที่ตนพามาทั้งหมดนั้นหมดสติเพราะฤทธิ์ยาไปแล้วจริงๆ โดยที่พวกเขาไม่รู้เลยว่าจูจื้อโหยวได้ให้ทุกคนกินยาแก้พิษร้อยชนิดป้องกันไว้เรียบร้อยแล้ว
แต่ทั้งหมดกลับคาดไม่ถึงว่าฉินซีหลินจะใจร้ายเอายาปลุกกำหนัดกรอกให้หลี่หยาง ซ่งจินเยว่ และเจินซูฮวาดื่มเข้าไป กว่าที่จูจื้อโหยวจะจัดการกับฉินซีหลางได้ ทั้งสามคนก็ทุรนทุรายด้วยฤทธิ์ยาจนเกือบจะทนไม่ไหวแล้ว แต่น่าเสียดายที่นางมียาแก้กำหนัดเหลืออยู่เพียงเม็ดเดียว เจินซูฮวาเป็นคนที่ครองสติได้ดีที่สุด นางแย่งยาแก้กำหนัดจากมือจูจื้อโหยวแล้วยัดเข้าปากซ่งจินเยว่อย่างรีบร้อน ก่อนที่นางจะผลักซ่งจินเยว่กับจูจื้อโหยวให้ออกจากห้องไป จากนั้นเสียงที่อยู่ภายในห้องนอนห้องนั้นก็เป็นไปอย่างที่ทุกคนได้ยิน
“ยาปลุกกำหนัดชนิดนี้รุนแรงมาก หากอาจารย์เจินไม่เอายาแก้ให้ข้ากิน ข้าคิดว่าข้าคงทำเรื่องผิดอย่างไม่น่าให้อภัยแล้วเจ้าค่ะ” ซ่งจินเยว่ร้องไห้ออกมาอย่างเสียใจ “อาจารย์เจินต้องมารับเคราะห์นี้เพราะข้า”
“มันไม่ใช่ความผิดของเจ้าหรอกเยว่เอ๋อ ที่อาจารย์เจินทำเช่นนี้เพราะนางมีเหตุผล” จูจื้อโหยวปลอบใจ แต่ความจริงแล้วนางกำลังคิดถึงความเป็นไปได้บางอย่าง หากเรื่องทั้งหมดเป็นอย่างที่นางคิด นางก็ขอแสดงความยินดีกับหลี่หยางและเจินซูฮวาไว้ล่วงหน้า
“แล้วพวกเขาสองคนทำไมถึงต่อสู้กันเอง” ซ่งอี้เซวียนชี้ไปที่ศพของฉินซีหลางและฉินซีหลิน
“ฉินซีหลางตั้งใจจะทำมิดีมิร้ายข้า แต่ข้าใช้แจกันตีหัวจนเขาสลบไปเสียก่อน จากนั้นข้าก็หนีออกมาจากห้องจนเห็นว่าฉินซีหลินกำลังจะล็อกประตูห้องนั้นไว้ ข้าเห็นท่าไม่ดีจึงวิ่งมาตีศีรษะของนางจนสลบไป พอเข้าไปดูในห้องก็เห็นคุณชายหลี่ อาจารย์เจิน และเยว่เอ๋อถูกวางยาปลุกกำหนัด และตอนที่ข้ากำลังเข้าไปช่วยพวกเขาทั้งสามคน ข้าได้ยินเสียงของสองคนพี่น้องด่าทอและทะเลาะกันเสียงดังอยู่ด้านนอก เหมือนกับว่าฉินซีหลางโกรธที่น้องสาวทำให้แผนของตัวเองล้มเหลว และฉินซีหลินก็โทษพี่ชายในเรื่องเดิมที่ว่าพี่ชายเป็นสาเหตุที่ทำให้ครอบครัวต้องล่มสลาย
ทีแรกข้าก็ไม่ได้สนใจที่เห็นพวกเขาคว้าอาวุธมาทำร้ายกันเพราะมัวแต่รีบพาเยว่เอ๋อไปซ่อนอยู่อีกห้องหนึ่ง พอหันกลับมาอีกที ทั้งสองคนก็กลายเป็นศพไปแล้วเจ้าค่ะ” จูจื้อโหยวเล่าเหตุการณ์หลังจากนั้นให้ฟังอีกรอบหนึ่ง “พี่ใหญ่เจ้าคะ สมุดบันทึกเล่มนี้เป็นรายชื่อของผู้ที่ยังภักดีต่อตระกูลฉินทั้งหมด ก่อนหน้านี้พ่อสามีส่งมาให้ท่านพี่ แต่ถูกฉินซีหลางชิงไปก่อน ดีที่เขาพกมันติดตัวตลอดเวลา พอข้าตีเขาจนสลบ ข้าก็เลยถือโอกาสค้นตัวเขาจนเจอเจ้าค่ะ”
“ที่ฟู่เต๋อหย่งหายหน้าไปจากเมืองหลวงก็เพราะไปสืบหารายชื่อของคนเหล่านี้มาอย่างนั้นหรือ” ซ่งอี้เซวียนรับสมุตบันทึกมาถือไว้อย่างดีใจ ก่อนจะหันไปหาฟู่ซีซวน “เจ้ารอง หากมีโอกาสข้าฝากขอบใจท่านพ่อของเจ้าด้วย เอาล่ะ...ข้ากับเจี้ยนกั๋วจะออกไปจัดการเรื่องนี้ก่อน ส่วนพวกเจ้าสามคนกลับไปรอฟังข่าวดีอยู่ที่จวนก็แล้วกัน”
“แต่ว่าพี่ใหญ่ เยว่เอ๋อ...” อู๋เจี้ยนกั๋วยังเป็นห่วงคู่หมั้น
“พี่เจี้ยนกั๋ว ข้าไม่เป็นอะไรแล้ว ท่านตามพี่ใหญ่ไปจัดการคนชั่วพวกนั้นให้หมดเถิดเจ้าค่ะ ตราบใดที่ท่านกำจัดคนชั่วนั้นได้ ข้าก็จะไม่ต้องกลัวว่าจะมีใครมาทำร้ายข้าอีกแล้ว” ซ่งจินเยว่บอกกับคู่หมั้น
“ตกลง ข้าจะไปจัดการกับคนชั่วพวกนั้นให้หมด เจ้ากลับไปรอข้าที่จวนก่อนนะ” อู๋เจี้ยนกั๋วรีบรับปากเมื่อเห็นท่าทางหวาดกลัวของนาง เขาแอบคิดอยู่ในใจว่าฉินซีหลางกับฉินซีหลินช่างโชคดีที่ตายไปก่อน ไม่เช่นนั้นหากทั้งสองคนตกมาอยู่ในมือเขาแล้วล่ะก็ ถึงตอนนั้นพวกเขาอยากจะตายก็ตายไม่ได้แล้ว
หลังจากนั้นทุกคนก็แยกย้ายกันไปทำหน้าที่ของตัวเอง อีกสามชั่วยามต่อมา ศึกระหว่างหลี่หยางกับเจินซูฮวาก็สงบลง เมื่อทั้งคู่เดินออกมาจากห้อง องครักษ์ของจวนอ๋องก็พาพวกเขากลับจวนอ๋องทันที ซึ่งทั้งคู่ไม่มีแรงแม้แต่จะขัดขืน จึงได้แต่ยอมให้องครักษ์พาตัวพวกเขาไป
“ข้าทำลายนางไปแล้ว เพราะฉะนั้นข้าต้องรับผิดชอบชีวิตของนาง” หลี่หยางบอกกับฟู่ซีซวนด้วยท่าทางจริงจัง
“เจ้าพูดเรื่องนี้กับข้าไปก็เปล่าประโยชน์ ข้าตัดสินใจแทนนางไม่ได้หรอก แต่ที่ข้ารู้มา อาจารย์เจินเป็นคนมีเหตุมีผลมาก หากเจ้าจะรับผิดชอบนางเพียงเพราะเหตุผลแค่นี้ ข้าคิดว่านางคงไม่ยินดีให้เจ้ามารับผิดชอบหรอก”
“เจ้าคงรู้เรื่องของข้ามาจากจื้อโหยวบ้างแล้วใช่ไหม ในยุคที่ข้าจากมา หญิงชายมีสัมพันธ์กันโดยไม่ต้องรับผิดชอบก็ไม่ใช่เรื่องแปลก บางครั้งแค่ไปดื่มด้วยกันแล้วไปจบที่เรื่องนั้นก็มีถมไป และแต่ละคนก็จะไม่มาเรียกร้องหาคนรับผิดชอบ เพียงแต่ทั้งหมดต้องเกิดขึ้นด้วยความสมัครใจของทั้งสองฝ่าย แต่ในยุคนี้มันไม่เหมือนกัน หญิงสาวคนหนึ่งที่ถูกทำลายความบริสุทธิ์โดยไม่เต็มใจ แล้วนางจะมีชีวิตอยู่ต่อไปได้ยังไง”
“แต่ตอนนี้เจ้าก็แค่อยากรับผิดชอบนางเท่านั้น แล้วต่อไปเจ้าจะมั่นใจได้ยังไงว่าพอเจ้าแต่งกับนางไปเจ้าจะไม่ทอดทิ้งนาง หรือถ้าหากวันหน้าเจ้าเจอคนที่เจ้ารักเจ้าจะทำยังไง เจ้าจะหย่ากับนางหรือเปล่า” ฟู่ซีซวนถามอย่างตรงไปตรงมา “หากเจ้ายังยืนกรานที่จะรับผิดชอบแล้วแต่งงานกับนางให้ได้ ถ้าหากวันหน้าเรื่องเป็นไปอย่างที่ข้าคาดไว้ เจ้าคิดว่าสถานะของผู้หญิงที่ถูกหย่ามันจะดีเช่นนั้นหรือ”
“คุณชายรองพูดถูกเจ้าค่ะ” เจินซูฮวาเดินออกมาจากหลังฉากกั้น นางสบตาหลี่หยางอย่างไม่ยอมหลบ “ข้าไม่ต้องการให้คุณชายหลี่มารับผิดชอบข้าด้วยเหตุผลนี้”
“ไม่ได้! ยังไงข้าก็จะแต่งกับเจ้า ข้าต้องรับผิดชอบเจ้า” หลี่หยางยังยืนยัน
“คุณชายหลี่...ข้าขอขอบคุณในความเป็นสุภาพบุรุษของท่าน แต่จะให้ข้าแต่งงานกับท่านด้วยเหตุผลนี้ข้าทำไม่ได้ เพราะข้าไม่อยากให้ท่านต้องมาทนใช้ชีวิตกับคนที่ท่านไม่ได้รัก อีกอย่างข้าเคยคิดไว้เสมอว่าสักวันหนึ่งข้าจะได้แต่งงานกับคนที่ข้ารัก และข้าจะใช้ชีวิตครองคู่กับเขาไปจนแก่เฒ่า ถึงแม้ตอนนี้ข้าจะสูญเสียสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตไปแล้ว แต่ในอนาคตข้ามั่นใจว่าข้าต้องเจอกับคนที่รักข้าจากใจจริงโดยไม่สนใจกับเรื่องนี้อย่างแน่นอน ข้าขอขอบคุณท่านอีกครั้งนะเจ้าคะ” เจินซูฮวาพูดจบก็หันไปมองฟู่ซีซวนกับจูจื้อโหยว “วันหน้าข้าจะหาโอกาสมาขอบคุณพวกท่านอีกครั้ง”
จูจื้อโหยวกับฟู่ซีซวนมองตามหลังเจินซูฮวาโดยไม่ได้พูดอะไร ส่วนหลี่หยางก็ทำหน้าอมทุกข์อยู่อย่างนั้น เขาพยายามจะรั้งนางเอาไว้ แต่ทำไมเขากลับพูดไม่ออกเลยแม้แต่คำเดียว
“อาหยาง ข้าขอถามเหตุผลได้ไหมว่าทำไมเจ้าถึงอยากรับผิดชอบนางมากขนาดนี้” จูจื้อโหยวถาม
“ข้ารู้ว่าเมื่อก่อนข้ามันเป็นคนเห็นแก่ตัว มีผู้หญิงมากมายที่ต้องเสียน้ำตาเพราะข้า แต่คราวนี้ไม่รู้ทำไมข้าถึงอยากรับผิดชอบนาง”
“เจ้าแค่อยากรับผิดชอบนางเท่านั้นหรือ แล้วความรู้สึกอื่นล่ะ เจ้ารู้สึกยังไงกับนาง”
“รู้สึกยังไงหรือ?” หลี่หยางทำท่าคิด แต่ก็ไม่มีคำตอบ
จูจื้อโหยวถอนหายใจ ที่ผ่านมาหลี่หยางคงไม่เคยรักใครจริงเลยสักครั้งจึงไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วตัวเองรู้สึกอย่างไรกับเจินซูฮวา ในฐานะเพื่อนคนหนึ่ง นางจะช่วยสงเคราะห์เขาหน่อยก็แล้วกัน
“เจ้ารู้ไหมว่าตอนที่พวกเจ้าถูกวางยาปลุกกำหนัดนางพูดกับข้าว่ายังไง” จูจื้อโหยวหยุดพูดแล้วมองที่หลี่หยางก็เห็นเขาเอาแต่ส่ายหน้า “นางบอกว่ายาปลุกกำหนัดที่เจ้ากินเข้าไป หากไม่ได้ระบายออกมาจะส่งผลเสียต่อร่างกาย ในชีวิตข้างหน้าเจ้าอาจจะมีลูกไม่ได้อีกแล้ว นางบอกว่านางยินดีที่จะช่วยเจ้าถอนพิษ และที่นางทำไปทั้งหมดนั่นก็เพราะนางเต็มใจ”
“นางเต็มใจอย่างนั้นหรือ?” หลี่หยางถามอย่างไม่เข้าใจ
“เจ้าลองนึกดูให้ดีว่าที่ผ่านมานางปฏิบัติกับเจ้าอย่างไร นางแวะไปที่โรงน้ำชาของเจ้าบ่อยแค่ไหน ทั้งๆ ที่นางเป็นสหายกับข้า และขนมที่โรงน้ำชาของข้าก็มีขายคล้ายกับของเจ้า แต่ทำไมนางยังต้องพยายามไปอุดหนุนเจ้าอยู่ตลอด เรื่องง่ายๆ แค่นี้แม้แต่เด็กประถมก็เข้าใจ
แล้วเจ้าก็ลองนึกทบทวนให้ดีว่าทุกครั้งที่เจ้าคิดสูตรขนมชนิดใหม่ขึ้นมา เจ้าได้ไอเดียมาจากใครและใครเป็นคนแรกที่เจ้าอยากให้ได้ลองชิม หรือแม้แต่มีใครบางคนที่หายหน้าไปหลายวันแล้วทำให้เจ้ารู้สึกกระวนกระวายจนต้องมาถามข้ากับเยว่เอ๋อเล่า คนๆ นั้นคือใคร ข้าพูดขนาดนี้แล้วเจ้าพอจะนึกออกหรือยัง”
“นี่...นี่คือข้า...ข้ารักนางใช่ไหม นี่คือความรู้สึกที่เขาเรียกว่าความรักใช่ไหม” หลี่หยางลุกขึ้นอย่างตื่นเต้น “ขอบใจนะจื้อโหยว”
“มัวแต่มาขอบคุณข้า สู้เจ้ารีบไปบอกนางจะดีกว่า ไม่ใช่ป่านนี้นางร้องไห้จนตาบวมไปแล้วหรือ”
“งั้น...งั้นข้าไปก่อนนะ จื้อโหยว...หากข้ามีข่าวดี เจ้ากับสามีต้องไปร่วมงานแต่งของข้าให้ได้นะ แล้วถ้าพวกข้ามีลูก ข้าจะให้พวกเจ้าเป็นพ่อทูนหัวกับแม่ทูนหัวของลูกข้า”
“มัวแต่พูดอยู่ได้ รีบไปพูดกับนางให้รู้เรื่องก่อนเถอะ”