ผู้เฒ่าอวี๋กระหน่ำถอนหายใจยาวเหยียด “ไอ้โง่! จนถึงตอนนี้แกยังไม่รู้เลยว่าไปทำให้ใครขุ่นเคือง! ฉันต้องใช้เส้นสายจากหลายคนถึงได้รู้ว่าคราวนี้แกไปมีเรื่องกับคนแซ่ฟางเข้า แล้วฉันยังได้ยินมาว่าแกคิดจะดึงเขาลงจากตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนด้วย!”
“ก็แค่ผู้อำนวยการคนหนึ่ง จะมีอิทธิพลอะไรขนาดนั้น?” อวี๋ซือเหยี่ยอดพูดออกมาไม่ได้
ผู้เฒ่าอวี๋หลับตาลงแล้วพูดว่า “ฉันก็เพิ่งรู้เหมือนกันว่าคนแซ่ฟางคนนี้มีความเกี่ยวข้องกับตระกูลฟางในเมืองหลวง แถมยังพูดกันว่าเป็นสายตรงอีกด้วย”
สีหน้าของอวี๋ซือเหยี่ยซีดเผือดทันที ร่างกายทรุดฮวบลงกับพื้น ตระกูลฟางในเมืองหลวง? บ้าจริง! เขาไปมีเรื่องกับคนของตระกูลฟางจากเมืองหลวงนี่เอง!
หลังจากตกตะลึงพรึงเพริดไปพักใหญ่ เขาก็อดไม่ได้ที่จะสบถในใจ “เวรเอ๊ย! ก็ถ้าเป็นคนของตระกูลฟางในเมืองหลวง ทำไมไม่บอกกันแต่แรกวะ! มีฐานะใหญ่โตขนาดนั้น จะทำตัวสมถะไปทำบ้าอะไร!”
ถึงแม้ตระกูลอวี๋ในเมืองหยางจะดูดีมีหน้ามีตา แต่เมื่อเทียบกับตระกูลฟางแล้ว ตระกูลอวี๋กลับดูด้อยกว่ามาก
ตอนนี้เขารู้สึกกลัวขึ้นมาบ้างแล้ว “พ่อ พ่อมีลูกชายอย่างผมคนเดียว พ่อจะทิ้งผมไม่ได้นะ!”
“คิดว่าฉันไม่อยากช่วยแกหรือไง?” ผู้เฒ่าอวี๋โกรธจนแทบคลั่ง “คราวนี้ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ว่าฉันอยากจะช่วยแกไหม แต่เกรงว่าคราวนี้ทั้งตระกูลเราจะต้องจบเห่ไปด้วย!”
สีหน้าของอวี๋ซือเหยี่ยยิ่งแย่ลงอย่างเห็นได้ชัด “มันจะร้ายแรงขนาดนั้นเลยเหรอ?”
ผู้เฒ่าอวี๋ตบหน้าเขาฉาดหนึ่ง “เมื่อก่อนฉันเตือนแกให้ทำอะไรแต่พอดี แกก็ไม่ฟัง ตอนนี้ยังมีหน้ามาถามฉันอีกเหรอว่ามันร้ายแรงไหม! ในมือแกยังมีอีกกี่ชีวิต แกไม่เคยนับหรือไง?”
อวี๋ซือเหยี่ยตกใจจนตัวสั่น พูดอะไรไม่ออก ทำได้เพียงทรุดลงนั่งกับพื้น
ที่เขาต้องมาถึงจุดนี้ ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะความเจ้าชู้ของเขา อีกส่วนหนึ่งก็มาจากความปล่อยปละละเลยของผู้เฒ่าอวี๋
เรื่องที่เขาทำไว้ก่อนหน้านี้ และปัญหาที่เขาสร้างไว้ ผู้เฒ่าอวี๋เป็นคนคอยเช็ดล้างจัดการให้ทั้งหมด พอเวลาผ่านไป นานวันเข้า เขาก็เริ่มขาดความยำเกรง คิดว่าฟ้าดินก็ไม่ใหญ่เท่าตัวเขา
ในใจของผู้เฒ่าอวี๋เองก็เสียใจไม่น้อย แต่ถึงตอนนี้ก็ไม่มีทางแก้ไขอะไรได้แล้ว
และเป็นไปตามที่ผู้เฒ่าอวี๋คาดการณ์ไว้ หลังจากที่เรื่องราวของอวี๋ซือเหยี่ยถูกขุดคุ้ยขึ้นมา ก็ทำให้ประชาชนทั้งเมืองโกรธแค้น เรื่องนี้เป็นที่โจษจันกันไปทั่วบ้านทั่วเมือง บ้านตระกูลอวี๋ถูกคนปาไข่เน่าใส่ทุกวัน คนในบ้านตระกูลอวี๋ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ กลายเป็นเหมือนหนูข้างถนนที่ใครๆ ก็อยากจะรุมทำร้าย
ส่วนชายที่มีรอยสักเต็มแขนที่กำลังรอให้ตระกูลอวี๋มาช่วย ก็รู้ดีว่าคราวนี้ชีวิตเขาจบสิ้นแล้ว!
หลังจากที่จิ่งเยี่ยนกุยกลับมาที่หมู่บ้านอิ๋นซานกับฟางเสียนจือ วันนั้นในใจของเธอยังคงกังวลเกี่ยวกับเรื่องราวที่จะตามมา แต่หลังจากนั้นไม่กี่วัน ฟางเสียนจือก็ยุ่งจนไม่มีเวลาพักผ่อน แล้วเธอก็ได้ยินเรื่องของตระกูลอวี๋ว่า ทุกคนที่เกี่ยวข้องถูกจับหมด
เมื่อชาวเมืองรู้เรื่องที่อวี๋ซือเหยี่ยถูกจับต่างก็พากันดีใจ เขาทำความเดือดร้อนให้เมืองหยางเฉิงมาหลายปี เมื่อไม่มีเขาแล้ว ชาวเมืองก็รู้สึกว่าอากาศรอบตัวสดชื่นมากขึ้น
จิ่งเยี่ยนกุยรู้ว่าฟางเสียนจือเป็นคนที่เก่งกาจ วันนั้นตอนอยู่ที่สะพานหินเธอก็ได้รู้แล้ว เพียงแต่ครั้งนี้เธอเพิ่งจะได้สัมผัสถึงความสามารถของเขาอย่างลึกซึ้งยิ่งกว่า เมื่ออวี๋ซือเหยี่ยล้มลง ทั้งเมืองก็สั่นสะเทือน และมีผู้ที่เกี่ยวข้องมากมาย
เมื่อฟางเสียนจือปรากฏตัวต่อหน้าจิ่งเยี่ยนกุยอีกครั้ง เรื่องของอวี๋ซือเหยี่ยก็ถูกจัดการเรียบร้อยแล้ว และเขาก็กำลังจะไปเมืองหลวง
เขายื่นกล่องใบหนึ่งให้จิ่งเยี่ยนกุย “ของขวัญที่ติดค้างไว้เมื่อครั้งก่อน”
จิ่งเยี่ยนกุยคิดอยู่นาน กว่าจะนึกได้ว่าเธอเคยขอของขวัญจากเขาเล่นๆ เมื่อครั้งก่อน เพียงแต่ช่วงนี้เธอวุ่นวายอยู่หลายเรื่อง และเมื่อเจอเรื่องของอวี๋ซือเหยี่ยเข้าไปอีก เธอก็เลยลืมเรื่องนี้ไปสนิท
เธอไอเบาๆ แล้วพูดว่า “คุณเอามาให้จริงๆ ด้วย!”
“เรื่องที่รับปากกับภรรยาไว้ ก็ต้องทำให้ได้แน่นอน” ฟางเสียนจือพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง “แกะดูสิ ชอบไหม?”
จิ่งเยี่ยนกุยตอบรับแล้วเปิดกล่องดู ข้างในเป็นจี้ที่ประดิษฐ์อย่างประณีต บนกล่องยังมีสัญลักษณ์ยี่ห้อหรูจากต่างประเทศ ซึ่งมีราคาแพงมาก
เธออดไม่ได้ที่จะถาม “ทำไมซื้อของแพงขนาดนี้?”
“ภรรยาของฉันดีที่สุดในโลก มีแต่ของที่แพงที่สุดในโลกเท่านั้นที่เหมาะสมกับเธอ” ฟางเสียนจือพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง
จิ่งเยี่ยนกุยรู้สึกว่าปกติเขาจะไม่ค่อยพูดอะไร แต่พอพูดคำหวานขึ้นมา ก็ทำให้เธอแทบรับมือไม่ไหว ใบหน้าของเธอแดงขึ้นเล็กน้อย “คนปากหวาน!”
“เธอรู้ได้ยังไงว่าฉันปากหวาน?” ฟางเสียนจือยังคงพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง “อ้อ นึกออกแล้ว ก่อนหน้านี้เธอเคยลองชิมแล้วนี่”
ใบหน้าของจิ่งเยี่ยนกุยแดงก่ำทันที ผู้ชายคนนี้ทำไมถึงได้ร้ายกาจขนาดนี้ เขาใช้สีหน้าจริงจังมาพูดเรื่องแบบนี้ได้ยังไง? เขาไม่รู้หรือไงว่าสิ่งที่เขาพูดกับสิ่งที่เขาทำมันขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิง ยิ่งทำให้เขายิ่งเผยกลิ่นอายเย้ายวนของการอดกลั้นออกมา?
นี่มันเป็นแผนร้ายที่ใช้ความหล่อเป็นอาวุธชัดๆ!
ฟางเสียนจือโน้มตัวเข้ามาใกล้เธอแล้วถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “วันนี้อยากจะลองอีกไหม?”
จิ่งเยี่ยนกุยผลักเขาออกไปแล้วพูดว่า “ไม่อยากคุยกับคุณแล้ว!”
พูดจบเธอก็รีบหอบกล่องวิ่งกลับไปที่บ้านเก่าตระกูลจิ่ง อาหญิงเล็กจิ่งเห็นท่าทางของเธอที่วิ่งกลับมาก็หัวเราะเบาๆ หลานสาวของเธอดูสดใสมีชีวิตชีวาขึ้นทุกครั้งที่ได้คุยกับฟางเสียนจือ นี่อาจจะเป็นสิ่งที่เรียกว่าความรักสินะ!
พรุ่งนี้ฟางเสียนจือจะต้องไปแล้ว เขาจึงหวงแหนทุกช่วงเวลาที่ได้อยู่กับจิ่งเยี่ยนกุย เมื่อเธอวิ่งกลับไปที่บ้านเก่า เขาก็ตามเข้าไปด้วย พอเข้าประตูมาก็พูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “เยี่ยนกุย โจทย์ที่เธอเคยถามเมื่อครั้งก่อน ฉันเพิ่งคิดวิธีแก้แบบใหม่ได้ เดี๋ยวฉันจะเขียนให้เธอ”
อาหญิงเล็กจิ่งเม้มปากหัวเราะ แล้วพูดว่า “เยี่ยนกุย เข้าไปเรียนกับเสียนจือข้างในเถอะ ฉันไปซักผ้าก่อน”
พูดจบเธอก็หอบกะละมังเดินออกไป
ฟางเสียนจือให้คะแนนอาหญิงเล็กจิ่งเต็มสิบอยู่ในใจ อาหญิงเล็กจิ่งของจิ่งเยี่ยนกุยช่างดีจริงๆ
ทางฝั่งบ้านเก่าตระกูลจิ่งนั้นชีวิตผ่านไปอย่างราบรื่น แต่ทางฝั่งหลิวชุนฮวากลับไม่ค่อยดีเอาเสียเลย เมื่อคืนเธอได้รับโทรศัพท์ว่าจิ่งเจี้ยนกั๋วทำงานพลาดจนมือข้างหนึ่งถูกทับจนหัก ทำให้ทำงานไม่ได้ อีกไม่กี่วันก็จะกลับมา
เรื่องนี้ทำให้เธอหงุดหงิดใจอย่างมาก รายได้ทั้งหมดของตระกูลจิ่งมาจากจิ่งเจี้ยนกั๋ว เมื่อจิ่งเจี้ยนกั๋วประสบปัญหา ก็เท่ากับว่าเสาหลักของบ้านพังทลายลง!
ในระหว่างคุยสายโทรศัพท์ พอหลิวชุนฮวาได้ยินว่าจิ่งเจี้ยนกั๋วบาดเจ็บที่มือ สิ่งแรกที่เธอคิดคือแล้วต่อไปเธอจะเอาเงินจากไหน เธอจึงสาดคำด่าใส่จิ่งเจี้ยนกั๋วอย่างไม่ยั้ง ไม่ได้แสดงความห่วงใยแม้แต่น้อย
ด้วยเรื่องนี้ ทำให้หลิวชุนฮวานอนไม่หลับทั้งคืน พอวันรุ่งขึ้นเธอก็ได้รับโทรศัพท์จากอาหญิงใหญ่จิ่ง หล่อนด่าเธออย่างเสียๆ หายๆ พอพูดจบก็วางสายไป ทำให้เธอไม่เข้าใจเลยว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่!
ไม่เคยมีใครด่าเธอแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยมาก่อนเลย ถึงแม้ว่าเธอจะเคยขอความช่วยเหลือจากอาหญิงใหญ่จิ่ง แต่เรื่องนี้เธอก็จะไม่ยอมให้ผ่านไปง่ายๆ แน่
พอโทรศัพท์ถูกรับขึ้นมา เมื่ออาหญิงใหญ่จิ่งได้ยินเสียงของเธอก็เริ่มด่าอีกครั้ง “หลิวชุนฮวา แกมันโง่! คราวนี้แกทำให้ครอบครัวของฉันต้องเดือดร้อนไปด้วย!”