เด็กหญิงร่างป้อมเดินไปเรื่อยๆ ในเงามืดของบาเรีย เธอกำลังอารมณ์เสียและอยากหาที่อยู่เงียบๆฟาทีมาเดินไปในจุดที่เธอไม่เคยไปมาก่อน
ในมุมลับสายตาผู้คน เธอเห็นเฟนน่ายืนอยู่ แต่ไม่ได้อยู่คนเดียว มีคนอยู่รอบตัวเธอ ทั้งผู้ชายและผู้หญิง จากท่าทางดูเหมือนเธอจะคุ้นชินกับคนพวกนั้นพอสมควร
“ฮ้าย~ เฟนน่า!” ฟาทีมาส่งเสียงทักเด็กสาวผมเขียวหันขวับมา คนที่ยืนอยู่ตรงนั้นต่างมองมาที่เด็กหญิงเป็ตาเดียว
“มีอะไร?” เธอเดินแบบไม่รู้ร้อนรู้หนาวมีบางอย่างวูบผ่านหน้าไป
สิ่งนั้นคือใบมีดขนาดเล็ก เหมือนเศษใบมีดที่หลุดออกจากด้าม เฟนน่ากดมันไว้กับต้นคอเด็กหญิง
“อย่าส่งเสียง” เฟนน่าพูดเสียงเรียบเย็น “ถ้าเธอยังอยากรักษาชีวิตไว้ เธอคงใช้สมองน้อยๆนั่นไตร่ตรองทางออกที่ดีที่สุดได้สินะ”
“อึก...” เธอกลืนน้ำลายฝืด ท่าทางกล้าพูดกล้าเถียงหายไปโดยสิ้นเชิง
“ทำเหมือนเธอไม่เคยเห็นอะไร” เฟนน่าสั่งน้ำเสียงเด็ดขาด
“เห็นท่าก็รู้แล้วว่าเด็กนี่ปากโป้ง” หนึ่งในคนที่ยืนอยู่ในเงามืดพูดขึ้นเฟนน่าหันไปมองด้วยท่าทางเคารพนับถือ ทันใดนั้นฟาทีมาก็วิ่งหนี แต่เฟนน่าก็เข้าไปกระชากคอเสื้อเธอแล้วจัดการฝังเศษเหล็กลงในลำคอ
ฟาทีมาดึงตะปูออกมา มันคือสิ่งที่ใกล้เคียงกับอาวุธที่สุดที่เธอได้รับจากหน่วยป้องกันบาเรียเธอหนีบตะปูขนาดสองนิ้วและใช้มันแทงเฟนน่า แต่อีกฝ่ายก็กระชากตะปูขว้างทิ้งแล้วจัดการใช้สันมือหวดลงศีรษะของเด็กหญิงร่างป้อมหนึ่งทีอีกมือก็กดเศษเหล็กให้ลึกลงไปอีกพร้อมเอามือปิดปากผู้เคราะห์ร้าย
“...!!!”
ฟาทีมาดิ้นรนอยู่พักใหญ่ แล้วเธอก็จากไป
เฟนน่ายังแทงลงไปอีกสองสามครั้งเพื่อความแน่ใจ แล้วเธอก็ลุกขึ้น ลากร่างของฟาทีมามาที่ขอบบาเรียแล้วดันมันออกไปให้กลุ่มคนที่ยืนอยู่พวกเขายิ้มแต่ก็เถียงกันว่า คนที่จะได้ยาวิเศษอันมีค่าจากร่างไร้ชีวิตของเด็กหญิงจะเป็ใคร
...
“เย่ ฮิบิคิมา...” ปีส่งเสียงเรียกอ่อนแรง แต่ถึงจะอ่อนแรงเสียงเขาก็ดังจนลัคนาที่ยืนอยู่ห่างออกไปยังได้ยิน
“ไง ไอ้ลูกพี่”
“ปีดีขึ้นแต่ยังเจ็บอยู่เลย” อึนริวบอกโดยไม่ต้องถาม
ชั้นล่างของบ้านพักถูกจับจองโดยสมาชิกหน่วยลาดตระเวนที่ไม่ได้มีตารางออกไปไหนมีคนที่ลัคนารู้ชื่อแต่ยังไม่เคยคุยด้วยหลายคน พวกครูฝึกเองก็เข้ามานั่งพักในนี้เช่นกัน
ปกติแล้วลัคนาไม่ค่อยได้รู้จักกับครูฝึกมากนัก พวกเขายุ่งอยู่กับการสอนการป้องกันตัวและใช้อาวุธให้หน่วยรักษาความปลอดภัยและหน่วยลาดตระเวนคนที่ตายก็หน่วยลาดตระเวนทั้งนั้น ฉะนั้นการฝึกคนที่จะมารับ่ต่อจากคนที่ลาลับจึงเป็เื่สำคัญต้องทุ่มเทมากเป็พิเศษ
“กี่โมงแล้วอะ?” ปีถาม ฮิบิคิมองออกไปนอกหน้าต่าง
“ก็เย็นแล้ว ทำไม?”
“ป่าว เบื่อ”
พวกเขาคุยโดยใช้ประโยคสั้นๆ กันสักพัก ฮิบิคิถอนหายใจแล้วนั่งลง
“เธอ มานั่งตรงนี้ก็ได้ ไม่ต้องเกรงใจกันขนาดนั้น” เขาเรียกลัคนา
“มาเลยๆ” อึนริวเสริม
พอลัคนานั่งลง พวกเขาก็คุยเื่โน้นเื่นี้ต่อโดยไม่เปลี่ยนท่าทีเลยเด็กสาวฟังคำสนทนาของพวกเขาโดยไม่พูดอะไร กลัวว่าบรรยากาศแสนสงบจะถูกทำลายถ้าเธอเอ่ยปากพูดอะไรไม่เข้าท่า
“จะว่าไป ลัคนา คิดไงกับฮิบิคิเหรอ?” อึนริวถามตาโต ปีผิวปากฮิบิคิหันไปค้อนใส่ทั้งสอง
“เป็คนหงุดหงิดง่าย เ้าอารมณ์ แต่ก็เก่งมาก” เธอตอบตามที่คิดโดยไม่ตระหนักว่าคำถามนั้นซ่อนเงื่อนงำอะไรไว้
“เ้าอารมณ์...?” คนถูกพูดถึงเลิกคิ้ว
“โหย! ยังไม่รู้ตัวเองอีกเหรอ?” ปีแทบจะะโใส่หน้าฮิบิคิด้วยความขบขัน
“เออ! อย่างน้อยก็อุตส่าห์ชมฉันว่าเก่งก็แล้วกัน!” ฮิบิคิะโกลับไปด้วยความดังพอกัน
“พวกเอ็งจะช่วยเบาๆ ลงหน่อยได้ไหม? คนเจ็บก็คนเจ็บเถอะแต่คนอื่นเขาจะหลับจะนอน!” สมาชิกหน่วยลาดตระเวนคนหนึ่งนั่งสัปหงกอยู่มุมหนึ่งของชั้นล่างลัคนาจำได้ว่าเคยเห็นเขาลาดตระเวนเป็ทีมสี่คน
“ใครสนฟะ?” ทั้งสองพูดพร้อมกันอย่างกับนัดไว้พอมาถึงเื่แบบนี้ดันเข้ากันได้เป็ปี่เป็ขลุ่ย
เวลาผ่านไปเรื่อยๆ ผู้คนในบ้านพักซึมซับบรรยากาศของ่เวลาพักนี้เอาไว้เพื่อเตรียมตัวรับอะไรก็ตามที่จะเกิดขึ้นต่อไป...
...
“ทำไมยูริกับอุลริกยังไม่กลับมา?”
ลัคนาถามชายร่างสูงผู้มีปานสีแดงบริเวณดวงตา ฟอร์ชูนาโต้กลอกตาครั้งหนึ่ง
“I don’t know!”
เธอส่งสายตาบอกเขาว่าคำตอบนั้นไม่ดีพอ
“เดี๋ยวนี้โหดชะมัดเลยนะ”
“ตอบมาได้แล้ว”
เวลากลางคืนในออโรร่าบาเรีย ยูริกับอุลริกที่ออกไปลาดตระเวนควรจะกลับมาถึงั้แ่ตอนเย็นแต่ตอนนี้พวกเขาหายไป มีฟอร์ชูนาโต้กลับมาคนเดียว คำตอบที่เขาให้ไม่ได้ช่วยคลายความสงสัยสักนิด
“ฉันเองก็อยากรู้ เราเสียพวกเขาไปไม่ได้เข้าใจไหม?! อธิบายมา ไม่อย่างนั้นฉันไม่เอานายไว้แน่” อรุโณทัยเข้าร่วมวง
ฟอร์ชูนาโต้เอามือก่ายหน้าผาก เขาเป็ประเภทชอบฉายเดี่ยวไม่สนใจคนรอบข้างฉะนั้นจะให้บอกว่าคนร่วมชะตากรรมหายไปไหนคงเป็เื่ยาก
“ไม่น่าจับกลุ่มกับพวกเขาเลย!”
แต่ก่อนที่ฟอร์ชูนาโต้จะได้อธิบายอะไรเป็จริงเป็จัง อุลริกก็วิ่งเข้ามา
สภาพของเขาสะบักสะบอม ใบหน้าตื่นตระหนก
“ยูริ...” เขาพูดปนหอบ “ยูริโดนผู้เล่นจับไป!”
สมาชิกหน่วยลาดตระเวนลุกฮือทันที พวกเขาไม่สามารถประมวลสถานการณ์ที่เกิดขึ้นตอนนี้ได้
“หมายความว่ายังไง จับไป? ยูริอยู่ที่ไหน?” อรุโณทัยดูจะคุมตัวเองได้มากที่สุดถาม
“จับไปก็จับไปไง พวกนั้นอยู่รอบๆ ป่าสีม่วง เผลอแวบเดียวมันก็เอายูริไปแล้ว!”อุลริกกระทืบเท้าเจ็บใจ
“เพื่ออะไร..?” หญิงสาวถามอีก
“ไม่รู้อีกเหรอ?” ฮิบิคิย้อนถาม “พวกนั้นรู้ไงว่าถ้าเกิดอะไรขึ้นพวกเราจะไปช่วย เลยใช้แผนลักพาตัวเพื่อสังหารหมู่ไง พวกนั้นอ่านทางออกแล้ว”
“โธ่เว้ย...” อุลริกเดินวนไปวนมา “ยังไงก็ตามมาก่อนเถอะ พวกนั้นจะฆ่ายูริทิ้งเมื่อไหร่ก็ไม่รู้!”
“เราจะบุ่มบ่ามไม่ได้! ลืมไปแล้วหรือไงว่าพวกผู้เล่นมีพลังขนาดไหน? จำไม่ได้เหรอว่าพวกนั้นทำอะไรกับเรืองฤทธิ์น่ะ หา? แล้วจะให้เราไปต่อกรกับคนแบบนั้นซึ่งๆ หน้าโดยไม่มีแผน?!” อรุโณทัยเริ่มคุมอารมณ์ไม่อยู่
“หัวหน้า...ใจเย็นค่ะ อย่าเถียงกัน” ลัคนาเข้าห้ามทัพ เธอคิดว่าถ้าเป็ตัวเองอรุโณทัยก็น่าจะฟังบ้าง
“นะ นั่นสิ ขอโทษ ่นี้ฉันเครียดไปหน่อย” เธอยอมสงบลงแต่โดยดี แต่ทางอุลริกก็ยังร้อนใจไม่หาย
“ทำไงดี? ถ้ารู้ว่าพวกเราไม่ไปยูริก็ตายแน่”
“อุลริก ฉันเข้าใจว่านายไม่อยากเสียคู่หูซ้ำสอง แต่คิดดีๆ ชีวิตพวกเราทั้งหมดแลกกับยูริคนเดียวมันคุ้มไหม?” อรุโณทัยพูดชัดถ้อยชัดคำ เล่นเอาคนที่เหลือสะอึก
“ยูริเป็เพื่อนเรา ถ้าหัวหน้าไม่ไป ฉันจะไป”
“เดี๋ยวสิ...ถ้าอุลริกไปคนเดียวก็ไม่มีทางได้กลับมาหรอก ฉันจะไปด้วยค่ะ”ลัคนาพูด
“พวกเธอเป็บ้าอะไรกัน? ฉันเหลืออดแล้วพอคนหนึ่งไปก็ตามกันไปเป็ทอดๆ นี่ไม่ใช่เื่เล่นๆ! ลัคนา ฉันยังห้ามเธอออกนอกบาเรียอยู่ฮิบิคิ นายก็ด้วย ถ้ายกโขยงกันไปก็มีแต่จะโดนฆ่ากันหมดทุกคน!”
ยูริถูกจับไป พวกเขาจะมายืนเถียงกันอยู่นี่ไม่ได้ ความคิดนี้แล่นผ่านไปมาในหัวทุกคน
ถ้าออกไปก็จะได้ช่วยยูริก็จริง แต่ก็เท่ากับเป็การเดินไปติดกับดักของผู้เล่นตอนนี้จึงไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไรดี บางทีระหว่างที่อุลริกวิ่งกลับมา ยูริอาจจะโดนฆ่าเอาอิลิกเซอร์ไปแล้วก็ได้
“บอกจำนวนศัตรูกับระดับมา” ฮิบิคิถามห้วนๆ
“ประมาณแปดคน ระดับฝีมือก็ไม่น่าจะน้อยๆ”
“แปดคน...” คำนั้นมีพลังพอที่จะบดขยี้ความหวังของทุกคน
“พอเถอะ...ยูริตายไปแล้วล่ะ เราช่วยอะไรเขาไม่ได้อีกแล้ว” ใครคนหนึ่งพูดขึ้นทำเอาเถียงไม่ออก
ถ้าอุลริกพูดถูกต้อง ด้วยจำนวนและความสามารถ คนเ่าั้สามารถกำจัดทุกคนที่ก้าวเท้าออกนอกบาเรียได้สบายๆ
“แต่ว่า...แต่เราจะอยู่ที่นี่โดยไม่ทำอะไรอย่างนั้นเหรอคะ?” ลัคนามองป่าสีม่วง ยูริเป็สมาชิกหน่วยลาดตระเวนที่ช่วยพาคนมาส่งบาเรียอย่างปลอดภัยหลายต่อหลายคนในเวลาที่เขา้าความช่วยเหลือ จะปล่อยเขาให้ตายคนเดียวอย่างนั้นหรือ?
“ฉันรู้ว่ามันทรมานใจมาก แต่เราต้องตัดสินใจอย่างมีเหตุผล” อรุโณทัยแย้งเธอตบบ่าลัคนาเหมือนจะบอกว่าให้ปลงเสีย แต่เด็กสาวยังมีท่าทีขัดขืนถึงเธอจะรู้ว่าออกไปช่วยยูริไม่ได้
เธอได้ยินเสียงถอนหายใจหนักๆ ครั้งหนึ่ง
แล้วอุลริกก็วิ่งหายไป
“อุลริก!” ลัคนาร้องเรียก ฮิบิคิวิ่งฉิวตามเขาไปด้วยความเร็วพอกันโดยไม่ลังเลลัคนาตามไป
“กลับมา! ลัคนา!” อรุโณทัยร้องเรียก เธอวิ่งตามทั้งสาม ทิ้งให้คนที่เหลือซึ่งปราศจากผู้นำยืนละล้าละลังแต่แล้วก็ได้ยินเสียงพูด...
“ฮึ อยู่นี่แหละ พวกนั้นไม่รอดกลับมาหรอก”
เสียงเฟนน่านั่นเอง
...
ลัคนาไม่รู้ว่าตอนนี้ตัวเองอยู่ตรงจุดไหนหรือวิ่งมาไกลเท่าไร ที่รู้ตอนนี้คือเธอต้องเร่งฝีเท้าตามฮิบิคิให้ทันเท่านั้น
ฮิบิคิไล่อุลริกทัน พอรู้ตัวอีกทีเขาก็เห็นกองไฟอยู่ข้างหน้า มีเงาคนวูบไหวไปมาและดูเหมือนว่าพวกเขาจะรู้สึกตัวกันแล้ว
“มาช้ากว่าที่คิดแฮะ ให้ตายสิ รอจนเหนื่อย”
“ยูริอยู่ไหน...?” อุลริกพูดด้วยน้ำเสียงเยียบเย็น
“วิ่งไปซะ! ไปก่อนไอ้ขยะพวกนี้จะฆ่านาย!” ยังไม่ทันตอบ ยูริก็ะโจากความมืดลัคนาโล่งใจเปลาะหนึ่งที่เขายังไม่ตายแต่ตอนนี้มีปัญหาใหญ่กว่าอยู่ตรงหน้า
“ถอยมาเร็วเข้า!” อรุโณทัยวิ่งตามมาทันแล้ว เธอชักดาบคู่ออกมาพร้อมกับที่กลุ่มผู้เล่นแปดคนหยิบอาวุธเตรียมพร้อมลัคนาถอยหลังไปหนึ่งก้าวแต่ขาของเธอก็ติดบางอย่างเข้า
กับดักน้ำแข็ง ขาของเธอถูกแช่แข็งทันที
“ลัคนา!”
“ถอยไปก่อนค่ะ!” ลัคนาะโ เธอชักดาบ ตอนนี้ผู้เล่นเริ่มจะเข้ามาใกล้คนหนึ่งหยิบปืนใหญ่ออกมาเล็งใส่เธอตรงๆ ลัคนารู้ดีว่าดาบเล่มบางไม่มีทางทานแรงปืนใหญ่ได้แน่แล้วมันก็ถูกยิงออกมา
ลัคนาพอจะกะเวลาการแช่แข็งได้หลังจากเห็นปีโดนกับดักชนิดเดียวกันเข้าไปะุอันเชื่องช้าของปืนใหญ่แหวกอากาศ พอน้ำแข็งละลาย เธอกลิ้งหลบไปอีกทาง ตอนนั้นเองหยางที่ตามอรุโณทัยมาก็สวนคนยิงปืนใหญ่กลับไปด้วยมีดสั้นปักเข้าตรงคอแถบสีเขียวเปลี่ยนเป็แดง เขามีสีหน้าเ็ปตอนดึงมันออก แต่คนอีกคนก็เล่นทำนองบนพิณความเ็ปก็บรรเทาลงพร้อมกับแถบที่ค่อยๆ เปลี่ยนจากแดงเป็เหลือง
ฮิบิคิเข้ามายืนประกบลัคนา เขาปัดะุทิ้งไปสองสามนัดแล้วดึงมือเธอถอยออกมาจากตรงนั้น
ตอนนั้นเองมีเสียงดังลั่น แล้วแสงจากกองไฟและพระจันทร์เหนือศีรษะก็ส่องให้เห็นร่างของยูริ
สภาพเขาเละเทะ ลำตัวมีแต่แผลฟกช้ำ คราบเืไหลเปรอะใบหน้า เหมือนระหว่างนั้นโดนทรมานมาสารพัดดวงตาสีเขียวเต็มไปด้วยเพลิงโทสะ ตอนนี้เขาไม่มีอาวุธ และรอบแขนเขาก็แดงและถลอกปอกเปิกเหมือนโดนอะไรสีเข้าอย่างหนัก
“ไอ้พวกบัดซบ...อยากได้นักใช่ไหม?” เขาดึงขวดสีฟ้าใสออกมามันเป็ขวดลวดลายสวยงาม ภายในบรรจุของเหลวท่าทางมีค่าเอาไว้ ทุกคนรู้ได้ทันทีว่ายูริถืออิลิกเซอร์อยู่ในมือแต่ของใครกัน? ผู้เล่นคนหนึ่งเข้าไปแย่งมาจากมือแต่ชายหนุ่มก็ขว้างมันไปไกลอุลริกรับไว้ได้พอดี
“เอาละ ได้เวลาจบเื่ขยะนี่สักที” เขาหลับตาลงแล้วดึงบางสิ่งขึ้นมาจ่อที่หัวตัวเองบางสิ่งที่เขาแย่งจากผู้เล่นซึ่งโดนซัดสลบไปก่อนหน้า
“ไม่นะยูริ อย่า...อย่า!” อุลริกวิ่งเข้าไปห้ามแต่โดนหยางดึงแขนไว้
“ทำไมล่ะยูริ เรา้านาย!” อรุโณทัยร้องบอก ผู้เล่นหยุดโจมตีเพื่อดูละครเล็กๆเื่นี้
“พอฉันจัดการเสร็จก็กลับไปเสีย กลับบาเรียไปแล้วไม่ต้องหันกลับมา”
เขาพูดสั่งเสีย จ่อปืนสั้นไว้ที่ศีรษะ นิ้วประทับไกพร้อมยิงได้ทุกเมื่อถ้ากระตุกครั้งเดียว...
ลัคนาเห็นภาพการตายของเพื่อนคนแล้วคนเล่าซ้อนทับกันกับยูริ ขาขยับเข้าไปหาเขามือเอื้อมไปหวังจะดึงอาวุธอันตรายออกห่าง ฮิบิคิเข้ามาขวางเธอไว้ คำพูดสุดท้ายของยูริคือ...
“ถ้าฉันฆ่าตัวตายจะไม่มีอิลิกเซอร์ออกมา สมน้ำหน้า ขยะเอ๊ย”
เขาชูนิ้วกลางขึ้นเป็สัญญาณของการต่อต้านจนถึงที่สุด
แล้วเขาก็ลั่นไก
หยางขว้างอาวุธออกไปหมายจะทำปืนให้หลุดมือเขา แต่ก็ช้าไปเพียงเสี้ยววินาทีเท่านั้น
เมื่อเสียงดังขึ้น โลกก็เหมือนจะหยุดหมุนไปชั่วขณะ ลัคนามองชายหนุ่มตรงหน้าล้มลงโดยมีรอยยิ้มประชดประชันบนใบหน้าเืทะลักออกจากศีรษะ อุลริกตรงเข้าไปประคองเขา เธอวิ่งเข้าไปพร้อมฮิบิคิ
“วา...วาซิลิซ่า.....”
ชายหนุ่มกระซิบเสียงแหบแห้ง ยื่นมือขึ้นเอื้อมหาพระจันทร์
“ฉัน...จะไป...หา...นะ...วา...ซิลิ...”
รอยยิ้มหยันบนใบหน้าของยูริเปลี่ยนเป็รอยยิ้มนุ่มนวล
รอยยิ้มนั้นถูกประทับในความทรงจำของลัคนา
“ยูริ...? ยูริ? เฮ้ย...” อุลริกมีสีหน้าของคนที่กำลังพังทลาย
“เขา...ต่อต้านพวกแกจนถึงวาระสุดท้าย...” อรุโณทัยกัดฟันพูด
ทันใดนั้นหยางก็มีสีหน้าใแบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อน เขาเบนความสนใจผู้เล่นด้วยดาวกระจายที่ปักต้นไม้และเฉี่ยวเข้าที่ผิวสั่งให้ทุกคนวิ่งหนีแบบไม่คิดชีวิตทันที
ลัคนาสับสน เธอมองหยางที่ดูไม่สงบเสงี่ยมเหมือนปกติแล้วก็รู้ได้ว่าเกิดเื่ไม่ดีขึ้นเธอและฮิบิคิจึงวิ่งตามชายหนุ่มไปโดยไม่ลืมที่จะลากอุลริกให้ตามมาด้วย
ผู้เล่นเริ่มโจมตีอีกครั้ง แต่เพียงโจมตีออกมาครั้งเดียวก็มีเสียงเหมือนกลไกดังขึ้นแล้วก็...
ตูม!!!
...เสียงะเิ ลัคนาหันไปมองข้างหลังเพียงแวบเดียว พื้นที่ที่พวกเขาอยู่เมื่อครู่กลายเป็จุลไปพร้อมกับเหล่าผู้เล่นแล้ว
เธอรู้สึกเหมือนอะไรบางอย่างในตัวเองก็หายไปในแรงะเิเช่นกัน
“ไอ้สัตว์!” เสียงสบถดังขึ้นห่างจากเธอไม่กี่เมตร ลัคนาหันมองต้นเสียงก็พบว่าเป็หนึ่งในผู้เล่นเมื่อครู่นี้อยู่ในสภาพที่ร่อแร่ทีเดียว เด็กสาวคิดว่าถ้าเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้นอีกหน่อยก็น่าจะหลบพ้นแต่อาวุธที่เขาดึงออกมากลับเป็ธนู
“เหม่ออะไรอยู่?!” ฮิบิคิใช้ดาบตัดธนูดอกหนึ่งขาดสองท่อนก่อนมันจะโดนลัคนาเข้า
เด็กสาวมองหน้าเขาด้วยน้ำตาคลอเบ้า เธอมีคำถามมากมายเกี่ยวกับการกระทำของยูริแต่ฮิบิคิส่ายหน้าแล้วดึงเธอให้วิ่งกลับไปให้เร็วที่สุด
หลังกลับเข้ามาในบาเรีย อรุโณทัยทำท่าจะจัดการสวดพวกเขา... แต่สุดท้ายก็พูดอะไรไม่ออก
ฮิบิคิ หยาง ลัคนา และอุลริกเล่าเื่ที่เกิดขึ้นกับยูริให้คนในบ้านพักฟัง
“ไม่นะ....” ลอร์น่านอนพักบนฟูกเอามือปิดปาก
“ทำไม...ทำไมยูริต้อง...”
“เพราะวาซิลิซ่า...ละมั้ง” ฮิบิคินั่งมองเพดานพูดออกมา
มีความเงียบน่าอึดอัดตามมา
“วาซิลิซ่าจะมีความสุขจริงเหรอ? หมอนั่นคิดว่าฆ่าตัวตายจะทำให้เธอมีความสุขรึไงกัน”อุลริกพลิกขวดในมือไปมา เป็อิลิกเซอร์ที่ได้มาจากยูริ คงจะเป็อิลิกเซอร์จากร่างของคนที่ชื่อวาซิลิซ่า
“เขายึดศักดิ์ศรีมากเกินไป...พวกนายก็รู้นี่ว่ายูริเป็คนแบบไหน”
“หัวหน้าหยาง ะเิตอนท้ายใช่ะเิที่ให้ยูริไว้เมื่อตอนนั้นรึเปล่า? ที่บอกว่าจะนับถอยหลังถ้าชีพจรหยุดเต้น” ลอร์น่าถามขึ้น
ทุกสายตาจับจ้องที่หยาง ชายหนุ่มวัยประมาณสามสิบดูแก่ลงสิบปีเมื่อถอดใจ
“หลังวาซิลิซ่าตาย ยูริก็ขอว่าถ้าเขาจะตายก็ไม่ยอมตายคนเดียว ฉันเลยทำให้”
...
ลัคนาพบอุลริกอีกครั้งในศาลาเก่าๆ ที่เอาไว้ใช้ประชุม สีหน้าของเขาย่ำแย่กว่าทุกทีเด็กสาวหลบมุมไม่กล้าเข้าไปทัก แต่มองจากหางตาก็รู้ว่าเขาร้องไห้อยู่
การตายของเพื่อนสนิทสองคนในเวลาไม่นานเป็เื่สาหัสทีเดียว
“นา...ใช่ไหม?” เขาส่งเสียงทักลัคนารู้สึกผิดที่แอบมองอีกแล้ว
“ขอโทษ” เธอรีบบอก แต่อุลริกก็พูดดักเธอไว้
“ไม่ต้องพูดอะไรแล้วล่ะ อริสเตือนพวกเรามาตลอดแต่ไม่มีใครฟัง...ฉัน... ฉันว่าจะออกจากหน่วยลาดตระเวน”
“เอ๋? แต่...”
“ฉันทนเห็นคนตายไม่ได้แล้ว” เสียงเขาอู้อี้ “ฉันพยายามเข้มแข็งมาตลอด...แต่นี่มันสุดจะทนจริงๆเหมือนกำแพงอะไรก็ตามที่ฉันก่อขึ้นมาตอนเรืองฤทธิ์ตายมันพังแล้ว”
“ถ้าอุลริกจะอยู่เฉยๆ ในบาเรียก็ยิ่งคิดเื่นั้นมากขึ้นไม่ใช่เหรอ? ยิ่งถ้าไปเป็ครูฝึก...” ลัคนาเดินเข้าไปใกล้ขึ้น ชายหนุ่มไม่ตอบ เขาปาดน้ำตาด้วยหลังมือแล้วลุกขึ้นยืน
“ก็...สมเหตุสมผลดี”
“อย่าตายนะ อุลริก”
เขาแสยะยิ้ม
“ไม่หรอกๆ ฉันจะลากพวกผู้เล่นไปลงนรกให้มากที่สุดต่างหาก”
ลัคนาไม่เข้าใจคำพูดของเขานัก แต่บางอย่างก็กระตุกบอกเธอว่าอุลริกอาจจะขอให้หยางทำกลไกแบบเดียวกับยูริให้เขาก็ได้
“...”
“ฉันรู้นะนาว่าเธอคิดอะไรอยู่ ไม่ต้องห่วง ทรัพยากรที่เอาไว้ทำะเิมันหมดไปนานแล้ว”