บทที่ 4 กายาฮุ่นตุ้น
ครั้นยืนอยู่บนถนนสีทอง เซียวอวิ๋นรู้สึกประหลาดใจอย่างมาก เพราะสิ่งนี้เหมือนกับบันไดเลื่อนที่เขาเคยขึ้นที่สนามบิน เพียงแค่ยืนอยู่บนนั้นเฉย ๆ ก็สามารถเคลื่อนที่ไปข้างหน้าได้เอง ทั้งยังเร็วมากอีกด้วย
ไม่นานนัก ทั้งสองคนก็เข้ามาถึงส่วนลึกของสำนักศักดิ์สิทธิ์ฮุ่นตุ้น
เซียวอวิ๋นยืนอยู่บนถนนสีทอง มองเห็นที่พำนักของเหล่าเซียนและตำหนักโอ่อ่านับไม่ถ้วนอยู่สองข้างทางอย่างชัดเจน ที่นั่นยังมีร่างอันทรงพลังมากมายกำลังโค้งคำนับเขาและท่านประมุขอย่างนอบน้อม
"รู้สึกดีชะมัด!" เซียวอวิ๋นตื่นเต้น เดิมทีเขาคิดว่าหลังจากที่เข้าร่วมสำนักศักดิ์สิทธิ์ฮุ่นตุ้นแล้ว เขาจะต้องเริ่มต้นจากระดับล่าง แต่ไม่คิดเลยว่าจะได้กลายเป็ศิษย์สายตรง มีฐานะเทียบเท่ากับประมุขสำนัก
"บุตรเทวะ!" จู่ ๆ ประมุขสำนักศักดิ์สิทธิ์ฮุ่นตุ้นก็เอ่ยขึ้น "เราจะไปที่วิหารฮุ่นตุ้นกันก่อน ที่นั่นมีบรรพชนและร่างกระดูกโบราณมากมายรออยู่แล้ว พวกเขาล้วน้ารับเ้าเป็ศิษย์ แต่สุดท้ายจะเลือกใคร ก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของเ้าเอง พวกเราจะไม่บังคับ"
"ขอรับ!" เซียวอวิ๋นพยักหน้า แต่เขาก็อดไม่ได้ที่จะถามด้วยความสงสัย "บรรพชนและร่างกระดูกโบราณแข็งแกร่งมากหรือขอรับ? แข็งแกร่งกว่าเหล่าผู้าุโสูงสุดหรือเปล่า?"
"ฮ่า ๆ" ได้ยินเช่นนั้น ประมุขสำนักสำนักศักดิ์สิทธิ์ฮุ่นตุ้นก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมาเบา ๆ แต่เขาก็รู้ว่ายามนี้เซียวอวิ๋นยังเป็เพียงมนุษย์ธรรมดา มีความรู้น้อย จึงอธิบายว่า "ผู้าุโสูงสุดเป็แค่ระดับเหนือสามัญ แม้แต่ข้าก็ยังแข็งแกร่งกว่า ส่วนบรรพชนเ่าั้ ระดับที่ต่ำที่สุดก็ปราชญ์ศักดิ์สิทธิ์แล้ว ส่วนร่างกระดูกโบราณเ่าั้ยิ่งน่าสะพรึงกว่า พวกเขาเป็ผู้แข็งแกร่งแห่งยุคก่อน ได้ก้าวเข้าสู่ขอบเขตมหาปราชณ์ศักดิ์สิทธิ์แล้ว บางท่านถึงขั้นเป็จักรพรรดิเสียด้วยซ้ำ"
ตอนนี้ทั้งสองคนเดินทางมาถึงหน้าประตูวิหารฮุ่นตุ้นแล้ว
ทันใดนั้น เสียงหุ้มแหบแห้งก็ดังมาจากข้างใน "ประมุขสำนักกล่าวเกินไปแล้ว พวกเราก็แค่คนแก่ใกล้ตาย เป็แค่ผู้พ่ายแพ้บนเส้นทางแห่งมหาจักรพรรดิเท่านั้น"
เมื่อได้ยินคำพูดของประมุขสำนักศักดิ์สิทธิ์ฮุ่นตุ้น เซียวอวิ๋นก็รู้สึกตกตะลึงในใจ ไม่คิดว่าผู้แข็งแกร่งในที่นี้ล้วนเป็ปราชญ์ศักดิ์สิทธิ์
แม้ว่าอีกฝ่ายจะกล่าวดูแคลนตัวเองว่าเป็ผู้พ่ายแพ้บนเส้นทางแห่งมหาจักรพรรดิ แต่ผู้ที่สามารถแข่งขันกับมหาจักรพรรดิได้ แม้จะเป็ผู้แพ้ แต่ความแข็งแกร่งก็เกินจะจินตนาการ
ด้วยความตื่นเต้น เซียวอวิ๋นก็เดินตามประมุขสำนักศักดิ์สิทธิ์ฮุ่นตุ้นเข้าไปในวิหารฮุ่นตุ้นตรงหน้า
ทันใดนั้น สายตานับไม่ถ้วนก็มองมาที่เซียวอวิ๋น
ประมุขสำนักศักดิ์สิทธิ์ฮุ่นตุ้นยืนอยู่ด้านข้างอย่างนอบน้อม ถึงแม้เขาจะเป็ประมุขแห่งสำนักศักดิ์สิทธิ์ฮุ่นตุ้น แต่ในที่นี้เขาก็เป็แค่ผู้เยาว์เท่านั้น ไม่มีสิทธิ์มีเสียง
ส่วนเซียวอวิ๋นก็สอดส่ายสายตาไปตามสองข้างวิหารด้วยความอยากรู้อยากเห็น มองไปที่เงาเลือนรางเ่าั้ ไม่อาจมองเห็นได้ชัดเจนว่าพวกเขามีรูปร่างเช่นไรกันแน่
‘ไม่รู้ว่าผู้ใดมีฝีมือเหนือกว่า’ เซียวอวิ๋นคิดในใจ ถ้าหากจะต้องกราบใครเป็อาจารย์ แน่นอนว่าต้องเป็ผู้ที่มีฝีมือแข็งแกร่งที่สุด
ไม่ต้องกล่าวถึงเื่ฝีมือ ผู้ที่แข็งแกร่งย่อมต้องมีวิถีการฝึกฝนที่เหนือชั้น และการมีที่พึ่งพิงที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้ ภายหน้าก็คงจะไม่ต้องหวั่นเกรงผู้ใด
‘แปลกจริง ๆ บุตรเทวะผู้นี้ดูเหมือนจะธรรมดาไปหน่อย ไม่เห็นมีกายาพิเศษอะไร ทั้งยังไม่เหมือนผู้วิเศษที่จุติมาเกิดใหม่ด้วย’
‘กายเนื้อก็ธรรมดา จิติญญาก็แข็งแกร่งกว่าคนทั่วไปเล็กน้อย ดูเหมือนจะด้อยกว่าศิษย์นอกบางคนเสียอีก’
‘ระฆังฮุ่นตุ้นคงไม่ตรวจสอบผิดพลาดหรอก คงเป็เพราะพวกเรามีพลังฝีมือไม่เพียงพอที่จะมองทะลุบุตรเทวะผู้นี้ได้ กระนั้นผู้ที่สามารถทำให้ระฆังฮุ่นตุ้นดังก้องถึงเก้าครั้งได้ ในประวัติศาสตร์ของสำนักศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ มีเพียงผู้ที่กายาฮุ่นตุ้นเท่านั้นที่สามารถทำได้’
...
ในขณะที่เซียวอวิ๋นกำลังสำรวจเหล่ายอดฝีมือ พวกเขาก็พากันจ้องมองเซียวอวิ๋นเช่นกัน
คนเหล่านี้ล้วนเป็ผู้ฝึกตน ทุกคนต่างเบิกเนตรศักดิ์สิทธิ์กันมานานแล้ว ในสายตาของพวกเขา เซียวอวิ๋นก็เหมือนกับไม่ได้สวมใส่เสื้อผ้า แม้แต่ทุกอณูในร่างกายก็สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน
ทว่าต่อให้พวกเขาเก่งกาจเพียงใด ก็มิอาจมองเห็น 'ระบบรู้แจ้ง' ที่อยู่ภายในร่างกายของเซียวอวิ๋นได้
ดังนั้นในสายตาของพวกเขา เซียวอวิ๋นจึงดูธรรมดาสามัญมาก กระทั่งพร์ก็ไม่มีเลยสักนิด หากมิใช่เพราะสามารถทำให้ระฆังฮุ่นตุ้นดังกังวานได้ ก็คงไม่มีคุณสมบัติเพียงพอที่จะเข้าสำนักศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้เสียด้วยซ้ำ
บรรดาผู้แข็งแกร่งในวิหารต่างพากันวิพากษ์วิจารณ์อยู่นาน ในที่สุดบรรพชนอัสนีก็ก้าวออกมา มองเซียวอวิ๋นพลางเอ่ยว่า "เมื่อฝึกฝน ‘วิชาเทพอัสนี’ ของข้าจนถึงขั้นสูงสุดแล้ว จะสามารถเรียกอัสนีบาตโจมตีศัตรูได้ พลังอำนาจไร้ขอบเขต บุตรเทวะ้าจะกราบข้าเป็อาจารย์หรือไม่?"
ทันทีที่บรรพชนอัสนีเอ่ยจบ อีกคนหนึ่งก็เดินออกมา "ข้าคือบรรพชนะ ‘วิชามาระ’ ของข้า เมื่อฝึกฝนจนถึงขั้นสูงสุด ร่างกายจะไม่เน่าเปื่อย ไม่แตกสลาย"
"ข้าคือบรรพชนดาบ การฝึกฝน ‘วิชาดาบอหังการ’ ของข้า สามารถกวาดล้างศัตรูได้อย่างราบคาบ ไร้ผู้ต่อต้าน"
"ข้าคือบรรพชนหมัด หากเ้าฝึกฝน ‘วิชาหมัดัเทพ’ ของข้า สามารถแปลงกายเป็ัเทพ ท่องไปในจักรวาลได้"
...
ภายในโถงใหญ่ บรรดาผู้แข็งแกร่งต่างก็แนะนำตัวเอง หวังว่าจะได้เซียวอวิ๋นเป็ศิษย์
ส่วนร่างกระดูกโบราณเ่าั้กลับไม่เอ่ยปาก เพราะพวกเขามองไม่ออกเลยว่าเซียวอวิ๋นมีอะไรพิเศษ
ดังนั้น เหล่าร่างกระดูกโบราณจึงระมัดระวังตัวเป็อย่างมาก
เพราะอายุขัยของร่างกระดูกโบราณนั้นมีจำกัด พวกเขามักจะหลับใหลอยู่ในโลงศพ ไม่ค่อยมีเวลาออกมาชี้แนะศิษย์ ดังนั้นหากเลือกศิษย์ที่มีพร์ไม่ดี ก็เท่ากับเป็การเสียเวลาเปล่า
ดังนั้น เหล่าร่างกระดูกโบราณจึงสงบนิ่ง รอจนกว่าจะมองออกว่าเซียวอวิ๋นมีอะไรพิเศษ พวกเขาจึงจะเอ่ยปากรับเป็ศิษย์
‘พวกเขาดูเหมือนจะเก่งกาจกันทุกคน ข้าควรจะเลือกผู้ใดเป็อาจารย์ดีนะ’ ยามนี้เซียวอวิ๋นกำลังลังเลใจ ไม่รู้ว่าควรจะเลือกผู้ใดเป็อาจารย์ดี
เพราะคนเหล่านี้ล้วนแข็งแกร่ง มองไม่ออกเลยว่าใครแข็งแกร่งกว่ากัน
ประมุขสำนักยืนมองอยู่ด้านข้าง สีหน้าเรียบเฉย ทันใดนั้น ดวงตาของเขาก็เผยความประหลาดใจออกมา จากนั้นก็เดินออกมา เอ่ยกับเหล่าผู้แข็งแกร่งในโถงใหญ่ว่า “ท่านบรรพชน ท่านร่างกระดูกโบราณ ท่านผู้าุโสูงสุดตี้เทียนมาขอเข้าพบด้านนอก!”
“ตี้เทียน? เขายังไม่ตายอีกหรือ?”
“เขาก็แค่ผู้เหนือธรรมดาคนหนึ่ง มาที่นี่ทำไม? หรือว่ายังอยากจะรับศิษย์อีก?”
“ให้เขาเข้ามาเถอะ”
...
ผู้คนในโถงใหญ่ต่างก็วิพากษ์วิจารณ์กันครู่หนึ่ง จากนั้นก็อนุญาตให้ผู้าุโสูงสุดตี้เทียนเข้ามา
ไม่นาน ชายชราผมขาวก็เดินเข้ามา เขาดูแก่ชรามาก เดินโซเซไปมา ราวกับหากลมพัดมา ก็อาจจะปลิวได้
‘เซียวอวิ๋นจ้องมองชายชราผู้นี้ด้วยความประหลาดใจ นี่คือผู้าุโสูงสุดหรือ? อายุไม่น่าจะมากกว่าเหล่าบรรพชนและร่างกระดูกโบราณ ไฉนจึงดูเหมือนคนใกล้ตายเช่นนี้’
ในตอนนั้นเอง ผู้าุโสูงสุดอย่างตี้เทียนก็คารวะบรรพชนและร่างกระดูกโบราณ ก่อนจะยิ้มอย่างอ่อนโยนพลางมองมายังเซียวอวิ๋น แล้วกล่าวว่า “ศิษย์รัก แม้ระดับพลังฝึกปรือของข้าจะไม่สูงส่ง แต่ ‘คัมภีร์ฮุ่นตุ้น’ ที่ข้าฝึกฝนนั้น ถือเป็คัมภีร์ล้ำค่าสูงสุดของสำนักศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ หากผู้ใดฝึกฝนจนถึงขั้นสูงสุด ก็จะสามารถหล่อหลอมกายาศักดิ์สิทธิ์ขั้นสูงสุดในใต้หล้า นามว่า ‘กายาฮุ่นตุ้น’ ได้ เมื่อถึงยามนั้น บัลลังก์มหาจักรพรรดิก็อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม”
เซียวอวิ๋นได้ยินดังนั้น ดวงตาก็เป็ประกายในทันที
กายาฮุ่นตุ้น... ต่อให้เขาไร้เดียงสาเพียงใด เขาก็รู้ว่ากายาเช่นนี้ไร้เทียมทาน หากฝึกฝนสำเร็จ ย่อมสามารถบรรลุขอบเขตมหาจักรพรรดิได้อย่างแน่นอน
ยิ่งไปกว่านั้น เซียวอวิ๋นรู้ดีว่าพร์ของตนนั้นธรรมดาสามัญ หากไม่ฝึกฝนร่างกายที่แข็งแกร่ง ก็คงมิอาจก้าวขึ้นเป็ผู้แข็งแกร่งได้
แต่หากมีกายาฮุ่นตุ้น ปัญหาทั้งหมดก็มลายไป