“เย็นขนาดนี้แล้วหรือเนี่ย?” เตชินท์เอ่ยออกมาหลังแหงนมองฟ้าและเห็นแดดเริ่มคล้อยลงมาใกล้พื้นดินมาทุกที
วันนี้ผลประกอบการค่อนข้างน่าพอใจ เหล่าก็อบลินช่วยล่าเต่าสองขามาได้จำนวนมากจนแม้แต่เขาจะกินเข้าไปเพื่อรองท้องและแบ่งให้เหล่าก็อบลินกินบ้างแล้ว เขาลองนับด้วยตาเปล่าก็ยังเหลือเต่าสองขาอีกเป็สิบตัว เขา้าใช้เพื่อเพิ่มแต้มพัฒนาของเขาเพียงแค่ห้าตัวเท่านั้น นั่นหมายความว่าเขายังเหลืออีกเป็สิบที่เขาจะใช้ทำประโยชน์อะไรไม่ได้เลยนอกจากเอาไปขายกับแจกให้บรรดาลูกน้องก็อบลินของเขากิน
อย่างไรก็ตามการไล่ล่าเนื้อสัตว์อสูรของเขาไม่ได้จบอยู่แค่เพียงเต่าสองขาเท่านั้น เขายังพบเจอกับสัตว์อสูรต่างชนิดกันอีกสามตัว ซึ่งนั่นยิ่งทำให้เขาพอใจเป็อย่างมาก แม้จะไม่ได้ล่ามาได้มากมายเหมือนกับพวกเต่าสองขา แต่นั่นจะช่วยให้เขาเพิ่มแต้มพัฒนาได้ถึงสามสิบแต้มรวมกันแน่นอน
เมื่อดวงอาทิตย์ใกล้แตะพื้นดินที่เส้นขอบฟ้า ซึ่งนั่นเป็การบ่งบอกว่าถึงเวลาที่เขาควรจะกลับบ้านไปกินข้าวพร้อมหน้าพร้อมกับพี่สาวตามความตั้งใจของเขา
ในขณะที่เตชินท์และเหล่าลูกน้องก็อบลินของเขากำลังเดินทางกลับไปยังหมู่บ้าน ช่างเป็โชคดีของเขาแต่ก็เป็โชคร้ายของเ้าหมูป่าที่มีขนดกสีแดงเพลิงที่บังเอิญผ่านมาพอดิบพอดี
โดยไม่มีการเสียเวลาแม้แต่เสี้ยววินาที เตชินท์ออกคำสั่งให้เ้าจ่าฝูงก็อบลินและลูกน้องทหารของมันเป็คนล่าหมูป่าตัวนั้นทันที ส่วนเขาและบรรดาก็อบลินชาวบ้านจะแบกซากสัตว์อสูรที่ล่าได้วันนี้กลับไปยังหมู่บ้านก่อน
“มีใครหาเจอบ้างแล้วยัง?” ชายหัวโล้นะโถามพรรคพวก
“ทางนี้ก็ไม่มีค่ะ” หญิงสาวะโตอบกลับ
“สงสัยตัวหัวหน้าจะพกมณีเ้าบอลติดตัวไปด้วยแน่ ๆ เลย ลูกพี่” ชายผมผูกผมหางม้าเดินกลับมาหาชายผมทองด้วยสีหน้าเซ็งอารมณ์
“น่าเสียดายแต่ก็ช่วยไม่ได้ ถ้าไม่เจองั้นพวกเรารีบกลับกันก่อนที่เ้าที่จะกลับมาเถอะ” แล้วชายผมทองก็ะโเรียกอีกสองคนว่า “ไป กลับไปกันก่อน นี่ก็ใกล้มืดค่ำแล้วด้วย เดี๋ยวเ้าบ้าซานเชสไม่ยอมให้เข้าหมู่บ้านจะแย่เอา”
“ขออีกนิดลูกพี่” ชายหัวโล้นยังไม่ลดละ เขารู้สึกสงสัยในบางแห่งก่อนจะบอกกับคนอื่น ๆ ว่า “ไม่แน่ว่ามณีเ้าบ้านอาจถูกฝังอยู่ใต้ดินตรงนี้ก็ได้ ดูสิครับ มันดูเหมือนเพิ่งถูกขุดเลย”
ใจหนึ่งก็เห็นด้วย แต่อีกใจหนึ่งก็เป็ห่วงว่าจะกลับไม่ทันเ้าถิ่นกลับมาพวกเขาจะแย่เอา ดูเหมือนชายหัวโล้นจะรู้ว่าลูกพี่ของเขาคิดอย่างไร เขาจึงะโบอกว่า “ถ้าไม่ทันจริง ๆ เราค่อยเข้าประตูมิติที่นี่ไปเลยก็ได้นี่ครับ
ทุกคนต่างพยักหน้าเห็นด้วยกับความคิดนี้ แต่ชายผมทองก็ยังรู้สึกค้านอยู่ดี แต่ในขณะที่เขากำลังจะทักท้วงกับความคิดของชายหัวโล้น จู่ ๆ ก็มีเสียงใครบางคนร้องทักขึ้นมา
“ทำอะไรกันอยู่น่ะ?”
คนทุกรีบหันไปมองทางต้นเสียงกันหมด ปรากฏชายคนหนึ่งที่โดดเด่นด้วยผมสีส้มแกมน้ำตาลดูแล้วเหมือนกับก้อนทองแดง เขามาพร้อมกับเหล่าก็อบลินตัวน้อย เขาและเหล่าก็อบลินชาวบ้านกลับมาพร้อมกับสัตว์อสูรเต็มไม้เต็มมือ
“หมอนี่เป็ใครกัน? แถมยังมาพร้อมกับก็อบลินด้วย” ชายผมหางม้ากระซิบกระซาบกับกลุ่มทันทีเมื่อกลับมารวมกลุ่มกัน
“ดูจากสถานการณ์เขาแล้ว เขาอาจจะถูกก็อบลินพวกนั้นจับเป็ทาสอยู่ก็ได้นะคะ” หญิงสาวหรี่ตามองมายังชายผมสีทองแดงขณะเสนอความคิด
“โธ่ น่าสงสารจัง สงสัยเป็พวกมือใหม่สุ่มเกิดแถวนี้ แล้วบังเอิญไม่เจอคนอื่นด้วยสินะ” ชายหัวโล้นกล่าวออกมาโดยไม่ได้ควบคุมเสียงจนทำให้เตชินท์ที่อยู่ไกลออกไปยังได้ยิน แม้จะไม่ได้ยินชัดทุกถ้อยคำ แต่มันก็มากพอจะจับใจความได้
เตชินท์แอบมองดูสภาพตัวเองแล้วแอบหัวเราะตัวเองอยู่ในใจ ถ้าวันนี้เขาไม่ได้สัตว์อสูรมาเยอะ เขาคงไม่กลายสภาพเป็คนงานแบกหามอยู่อย่างนี้ แต่เขาก็คิดว่าดีไปอย่างถ้าอีกฝ่ายจะคิดกับเขาเช่นนั้น
แต่ชายผมทองไม่เห็นด้วย แม้เตชินท์จะดูเหมือนกับคนงานที่กำลังแบกหามซากสัตว์อสูรให้กับเหล่าก็อบลิน แต่บรรดาก็อบลินที่อยู่รอบกายเขาก็กำลังทำแบบเดียวกันกับที่เขาทำ ชายผมทองเชื่อว่ามีความเป็ไปได้ที่ชายผมสีทองแดงที่เขาเห็นอาจแค่เพียงช่วยเหล่าก็อบลินแบกกลับมาเพราะจำนวนซากสัตว์อสูรมีจำนวนเยอะเกินไปเท่านั้น
เมื่อไม่มั่นใจก็ต้องหาพิสูจน์เพื่อหาข้อเท็จจริง ชายผมทองไม่เปิดเผยความจริงว่าฝ่ายเขาเข้ามาในหมู่บ้านทำไม แต่เขากลับเลือกโกหกออกไปว่า
“พอดีพวกเราบังเอิญผ่านมาแถวนี้แล้วเจอเมืองนี้เข้า” ชายผมทำเป็มองท้องฟ้าเล็กน้อยเพื่อประกอบคำพูดว่า “ตอนนี้ใกล้มืดค่ำแล้วพวกเราเลย้าใช้ประตูมิติเพื่อกลับออกไป พวกเราเลยแวะเข้ามาดูว่ามีก็อบลินคอยป้องกันอยู่หรือเปล่าเท่านั้น”
เตชินท์ไม่ใช่คนโง่ และไม่ใช่พวกไร้เดียงสาอ่อนต่อโลกเหมือนกับหน้าตาของเขาที่ตอนนี้ถูกย้อนกลับมาอยู่ในวัยสิบแปดปี เขามองแค่ปราดเดียวก็รู้แล้วว่าชายผมทองคนนี้โกหก กลุ่มของพวกเขากำลังตามหาสิ่งที่เขาพกติดตัวไปด้วย ต้องบอกว่าจะแปลกใจมากกว่าถ้ากลุ่มคนพวกนี้ไม่เข้ามาหามณีเ้าบ้านทั้งที่ไร้เงาคนป้องกันเช่นนี้
เขาคือผู้ที่เคยหนึ่งในเมืองที่ยิ่งใหญ่ที่สุดบนภพมรรตัย ด้วยประสบการณ์การปกครองเมืองระดับเอลฟ์ขั้นสามมาได้เกือบสิบปี เขาย่อมรู้กฎและวิธีที่ป้องกันมณีเ้าบ้านจากผู้ไม่หวังดีเป็อย่างดี
แม้จะมีหลากหลายวิธีที่จะใช้หล่นซ่อนมณีเ้าบ้านโดยเฉพาะการขุดฝังดินเอาไว้ แต่เนื่องจากตอนนี้เขายังไม่แข็งแกร่งพอที่จะขุดดินได้ เตชินท์จึงจำเป็ต้องเลือกเก็บมันไว้กับตัวเสียก่อน และแน่นอนว่าเขาย่อมรู้กฎดีว่ามณีเ้าบ้านสามารถพกติดตัวออกไปนอกเมืองได้ แต่ห้ามมณีเ้าบ้านอยู่นอกเมืองของตัวเองเกินสิบวัน มิฉะนั้นมณีเ้าบ้านจะทำการรีเซตตัวเองกลับมาที่เมืองอัตโนมัติเพื่อหาเ้าของคนใหม่
“ครั้งละสัตว์อสูรขั้นวิวัฒนาการหนึ่งตัว” เตชินท์ประกาศออกมา ตอนแรกเขาคิดจะเนียนแกล้งทำเป็ลูกน้องก็อบลิน แต่ดูเหมือนชายผมทองจะรู้ทันจึงได้ออกอุบายมาเช่นนี้ แต่เตชินท์ไม่สนใจนัก เพราะไม่ช้าก็เร็วคนพวกนี้ก็ต้องรู้ว่าเขาเป็เ้าของหมู่บ้านแห่งนี้
“นายว่าไงนะ?” ชายผูกผมหางม้าขมวดคิ้วถาม
“ฉันบอกว่า ค่าใช้ประตูมิติคิดเป็สัตว์อสูรขั้นวิวัฒนาการหนึ่งตัวต่อครั้ง” เตชินท์เบ้ปากก่อนจะกล่าวต่อว่า “นี่เป็ราคาที่ลดแล้วนะ ปกติจะคิดค่าใช้เป็คนละสัตว์อสูรขั้นวิวัฒนาการหนึ่งตัวต่อหนึ่งครั้ง หรือถ้ามีเงินนัตก็จ่ายได้นะคนละสิบนัตต่อครั้ง”
เมื่อได้ยินคำว่า ‘เงินนัต’ ทุกคนมีสีหน้างุนงง แต่เตชินท์ไม่แปลกใจมากนัก เพราะรู้อยู่แล้วว่าใน่ที่เขายังอายุไม่เกินยี่สิบ เงินนัตที่ว่าแทบไม่มีมนุษย์คนใดถือครองไว้เลย เนื่องจาก ‘นัต’ มันคือสกุลเงินที่มีใช้เฉพาะในมิติมาตุภูมิเท่านั้น และเตชินท์ก็เชื่อว่าอาจจะมีแค่เขาเท่านั้นที่รู้จักเงินสกุลนี้ในเวลานี้ เพราะกว่าเงินสกุลนี้จะเป็ที่รู้จักในหมู่มวลมนุษย์ก็หลังจากนี้อีกราวห้าถึงหกปี
เมื่อได้ยินข้อค่าใช้บริการประตูมิติชายหัวโล้นดูหัวเสียขึ้นมาทันที เขาตะคอกออกมาทันทีว่า “แกเป็ใครกันว่ะ!! ถึงจะมาเก็บค่าใช้ประตูมิติกันแบบนี้ เป็มนุษย์ด้วยกันแท้ ๆ ว่าจะช่วยแกจากพวกก็อบลินพวกนี้สักหน่อย แบบนี้ปล่อยให้แกเน่าตายเป็ทาสก็อบลินไปตลอดชีวิตดีกว่า”
“ไอ้บื้อเอ๊ย! นี่แกยังไม่รู้อีกเหรอว่าเ้าหมอนี่มันเป็เ้าของหมู่บ้านนี้” ชายผมหางม้าทำเสียงดุใส่ชายหัวโล้นทันที
“บ้าน่า เป็ไปไม่ได้หรอก” หัวโล้นทำหน้าตาไม่เชื่อ “หรือว่านอกจากหมอนี่จะมีคนอื่นอีก?”
“ก็อาจจะเป็ไปได้” ชายผมหางม้าตอบ “นายก็น่าจะรู้ว่าแถบนี้ส่วนใหญ่ไปรวมตัวกันที่หมู่บ้านต้นหอมกันหมดแล้ว ถ้าจะมีก็ควรจะตัวคนเดียวแบบคนคนนี้เท่านั้น”
“แบบนั้นก็แจ่มสิ มณีเ้าบ้านก็น่าจะอยู่ที่เขา” ชายหัวโล้นตาเป็ประกายขึ้นมา “รีบจัดการ...”
“พอดีพวกเราไม่ได้เตรียมสิ่งที่คุณ้ามาด้วย แต่ถ้าคุณยินดีรับเป็เงินในโลกของพวกเรา ก็ช่วยกรุณาบอกราคาให้ด้วย” ชายผมทองพูดขัดลูกน้องหัวโล้นของเขาเพื่อไม่ให้เขาหลุดปากในเื่ไม่เข้าท่า เขากล่าวต่อว่า “ไว้คราวนี้พวกเราจะมาใหม่พร้อมกับค่าใช้บริการตามที่คุณ้า”
“ครั้งละหมื่นเหรียญ” เตชินท์ตอบกลับไปสั้น ๆ
เมื่อได้ยินราคาที่เตชินท์บอก ชายหัวโล้นพูดอย่างเดือดดาลขึ้นมาทันทีว่า “โห นี่มันกะขูดเื...”
แต่ไม่เขาก็ถูกขัดโดยชายผมทองไว้อีกครั้งด้วยคำพูดว่า “ขอบคุณ ไว้จะมาใหม่”
แล้วเขาและลูกน้องอีกสองคนก็ลากชายหัวโล้นออกไปแม้ชายหัวโล้นจะพยายามดิ้นเพื่อพูดอะไรบางอย่าง แต่เหมือนเขาจะถูกใครบางคนในกลุ่มอุดปากไว้
เตชินท์และก็อบลินหลีกทางให้ทั้งสี่โดยไม่พูดอะไรอีก เขามองทั้งสี่จนหายไปลับตา เขายอมรับว่าเขาค่อนข้างชื่นชอบชายผมทอง หากเป็ก่อนเขาจุติกลับมา เขาคงพยายามชักจูงให้ชายคนนี้มาทำงานให้กับเขา
เตชินท์มีทักษะในการอ่านคนออก เขามั่นใจว่าชายคนนี้จะเป็บุคคลที่ยิ่งใหญ่ได้ด้วยความฉลาดเฉลียวของเขาอย่างแน่นอน คนแบบนี้น่าผูกมิตรเอาไว้เป็ดีที่สุด แต่กับใครบางคนในกลุ่ม หากชายผมทองไม่ได้อยู่ด้วย เตชินท์คงทำเขาเป็ปุ๋ยให้กับต้นข้าวที่เขาเตรียมจะปลูกไปแล้ว
“ลูกพี่ ไปยอมกะอีแค่ไอ้หน้าอ่อนคนเดียวแบบนี้เนี่ยนะ!” ชายหัวโล้นโวยวายออกมา
“นายก็น่าจะเห็นก็อบลินที่อยู่รอบตัวเขาแล้วไม่ใช่หรือไง?” ชายหัวทองกล่าวออกมาขณะมองย้อนไปกลับทางหมู่บ้าน
“โธ่โว้ย! เสียดาย” ชายหัวโล้นแหกปากออกมา
“เรากลับไปบอกบอสซานเชสให้มาช่วยดีไหมคะ?” หญิงสาวเสนอความคิด
“ไม่ จะให้ซานเชสรู้ถึงเื่หมู่บ้านนี้ไม่ได้เด็ดขาด” คำพูดของชายผมทองสร้างความตกตะลึงให้กับคนทั้งกลุ่มทันที “เพราะฉันสนใจอยากย้ายมาอยู่หมู่บ้านนี้”
“ลูกพี่หมายถึงจะไปตามกลุ่มพวกเราที่เหลือทั้งหมดมาช่วยกันยึดหมู่บ้านนี้แล้วย้ายมาอยู่ที่นี่ใช่ไหมครับ?” ชายหัวโล้นดูตื่นเต้น
กดใจหรือคอมเมนต์เป็กำลังใจกันด้วยนะครับ