ทันทีที่ซูอิ่นเย่ว์ลืมตาขึ้น ก็เห็นชายหน้าตาอัปลักษณ์กำลังยื่นมือมาฉีกกระชากเสื้อผ้าของนาง จนเผยให้เห็นผิวเนียนขาวที่หัวไหล่
นางรีบดึงเสื้อผ้ามาปิดบังผิวกายไว้ทันที “เ้าจะทำอะไร!”
“พี่สะใภ้ วันนี้ท่านเพิ่งแต่งเข้าจวนมา จะขาดบุรุษได้อย่างไร ให้ชิงหย่วนอยู่เป็เพื่อนท่านเถอะ!” ชายหนุ่มหน้ามันเยิ้มกล่าวพลางโน้มตัวเข้ามาใกล้อีกครั้ง
ซูอิ่นเย่ว์รู้สึกขยะแขยง รีบยกเท้าถีบอีกฝ่ายสุดแรงจนกระเด็นออกไป
นางดิ้นรนลุกขึ้นจากเตียงแล้วมองไปรอบๆ เห็นห้องที่ตกแต่งด้วยสไตล์จีนโบราณก็อดตะลึงไปชั่วขณะไม่ได้
นี่มันเกิดอะไรขึ้น
นางเป็หมออัจฉริยะด้านแพทย์แผนจีน ขณะร่วมมือกับห้องทดลองคิดค้นยาถอนพิษชนิดใหม่ ได้ทดลองกินพิษเพื่อทดสอบยาด้วยตัวเองจนหมดสติไป เมื่อลืมตาขึ้นมาก็พบว่าตนเองอยู่ที่นี่แล้ว...
ทันใดนั้น ความทรงจำแปลกประหลาดบางอย่างก็หลั่งไหลเข้ามาในหัวของนาง
นางทะลุมิติมาแล้ว! ทั้งยังแต่งให้กับซื่อจื่อผู้มีอายุสั้นอีกด้วย!
เ้าของร่างนี้เป็บุตรสาวในอนุภรรยาของซูเจี้ยนจิ่น เสนาบดีกรมกลาโหมแห่งราชวงศ์ต้าฉี่ และมีชื่อเดียวกันกับนางว่า ‘ซูอิ่นเย่ว์’
เดิมทีเ้าของร่างเดิมถูกส่งไปยังชนบทให้เอาตัวรอดตามยถากรรม ใครจะรู้ว่าพี่สาวของนางไม่้าแต่งให้กับซื่อจื่อ [1] แห่งจวนหลิงอ๋องผู้มีอายุขัยสั้น จึงเรียกตัวเ้าของร่างเดิมกลับมาที่เมืองหลวงเพื่อแต่งงานแทน
วันนี้เป็วันแต่งงานของเ้าของร่างเดิม แต่กลับถูก ‘สวีชิงหย่วน’ หลานชายของพระชายาหลิงอ๋องแอบเข้ามาหมายจะทำเื่เลวทราม นางขัดขืนได้เพียงไม่กี่ครั้งก็ถูกเขาทำร้ายจนเสียชีวิต
“ญาติผู้พี่ใกล้จะสิ้นใจแล้ว ท่านคงไม่อยากเป็ม่ายั้แ่ยังสาวกระมัง” สวีชิงหย่วนลุกขึ้นจากพื้น มองซูอิ่นเย่ว์ที่งดงามอ้อนแอ้นด้วยสายตาหื่นกระหายแล้วกลืนน้ำลายลงคอ
ซูอิ่นเย่ว์กวาดตามองไปรอบห้อง บนเตียงที่อยู่หลังม่านมี ‘ฉู่จี้เฟิง’ สามีของนางนอนอยู่
ได้ยินมาว่าเขาได้รับาเ็สาหัสหมดสติไม่ฟื้นมานานกว่าสามเดือน ขาข้างหนึ่งของเขาก้าวเข้าประตูผีไปแล้ว งานแต่งงานครั้งนี้ก็เพื่อใช้มงคลเสริมดวงให้เขาเท่านั้น
ยามนี้ นางทำได้เพียงปกป้องตนเอง
“ข้าเป็พระชายาซื่อจื่อที่แต่งเข้าจวนอย่างถูกต้องตามประเพณี เ้ากล้าล่วงเกินข้าหรือ! ไสหัวไปซะ!” ซูอิ่นเย่ว์ลุกขึ้นยืน พยายามทำให้น้ำเสียงของตนหนักแน่นดูมีอำนาจ
น่าเสียดายที่ร่างนี้เพิ่งอายุสิบห้าปี อีกทั้งเพิ่งผ่านการต่อสู้มา เสียงของนางจึงแหบพร่ายิ่ง
สวีชิงหย่วนราวกับได้ยินเื่น่าขัน เขาหัวเราะลั่น “ฉู่จี้เฟิงใกล้ตายอยู่รอมร่อแล้ว เ้ายังกล้าคิดว่าตนเองเป็พระชายาซื่อจื่ออีกงั้นหรือ! ข้าขืนใจเ้าต่อหน้าเขาตอนนี้ เขาจะทำอะไรได้!”
ยิ่งไปกว่านั้น คนที่เฝ้าอยู่ด้านนอกล้วนเป็คนของเขาทั้งหมด คืนนี้เขาจะทำสิ่งใดก็ได้ทั้งนั้น!
สวีชิงหย่วนพุ่งตัวเข้ามาอีกครั้ง ซูอิ่นเย่ว์ตาวาว รีบถอยหลังอย่างว่องไว พร้อมคว้ากริชจากชั้นวางของขึ้นมาถือไว้แน่น
กริชคมกริบสามารถเฉือนเหล็กได้ราวตัดโคลน ใบหน้ากลมอ้วนของสวีชิงหย่วนถูกกรีดเป็ทางยาว เืไหลซึมออกมาในพริบตา
“นังสารเลว!” สวีชิงหย่วนปาดเืบนใบหน้า พลันะโออกมาอย่างโกรธจัด “ข้าให้เกียรติเ้า เ้ากลับไม่รับ?!”
ซูอิ่นเย่ว์จ้องเขาด้วยสายตาเ็า “หากกล้าก้าวเข้ามาอีกแม้แต่ก้าวเดียว เ้าจะต้องรับผลที่ตามมาเอาเอง”
สวีชิงหย่วนรู้ว่านางเติบโตมาในชนบท ย่อมไม่มีทางใช้อาวุธเป็ อีกอย่างเหยื่ออยู่ตรงหน้าเช่นนี้แล้ว เขาจะยอมปล่อยไปได้อย่างไร!
เขาไม่เชื่อว่านางจะกล้าลงมือ จึงคิดจะแย่งกริชจากนาง แล้วจัดการกับเหยื่อแสนหวานตรงหน้าเสีย!
เมื่อเห็นเขาขยับตัว ซูอิ่นเย่ว์ชิงเป็ฝ่ายลงมือก่อน แสงสะท้อนจากกริชสว่างวาบ นางฟันลงไปตรงจุดสำคัญส่วนล่างของเขา!
“อ๊าก!” สวีชิงหย่วนกรีดร้องโหยหวน ใช้มือกุมหว่างขาตัวเองเอาไว้ ก่อนทรุดตัวลงดิ้นทุรนทุรายอยู่กับพื้นด้วยความเ็ป เืแดงฉานไหลทะลักออกมาจากส่วนนั้นไม่หยุด
ซูอิ่นเย่ว์มองดูเขาด้วยสายตาเ็า
ในชีวิตก่อนของนางเคยจับมีดผ่าตัดมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน ฉะนั้นการตัดรากเหง้าแห่งตระกูลของเขาจึงไม่ใช่เื่ยากอะไร
ไหนๆ นางก็มาอยู่ในร่างนี้แล้ว ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องล้างแค้นแทนเ้าของร่างเดิมให้สมกับที่นางได้มาอาศัยมีชีวิตอยู่ต่อ
“คุณชาย!”
บ่าวรับใช้สองคนได้ยินเสียงกรีดร้องโหยหวนของสวีชิงหย่วน จึงพุ่งเข้ามาในห้องทันที
คิดไม่ถึงว่าสวีชิงหย่วนไม่เพียงแต่ทำเื่หยาบช้าไม่สำเร็จ แต่กลับต้องเสียรากเหง้าแห่งตระกูลของตนเองไป!
“เ้ากล้าทำร้ายคุณชายของพวกเรารึ!” บ่าวคนหนึ่งร้องะโ “เร็ว รีบไปแจ้งพระชายาอ๋องเร็วเข้า!”
ซูอิ่นเย่ว์ไม่สนใจพวกเขา นางเดินไปเปิดตู้เสื้อผ้าแล้วหยิบเสื้อคลุมมาสวมปิดร่าง
เื่ราวบานปลายถึงขั้นนี้แล้ว นางย่อมไม่อาจให้ตนเองขายหน้าต่อหน้าผู้อื่น
ไม่นานนัก ก็ได้ยินเสียงฝีเท้าจำนวนมากกำลังมาทางนี้ด้วยความสับสนอลหม่าน จำนวนที่มาอย่างน้อยก็ไม่ต่ำกว่าสิบคน
พระชายาหลิงอ๋องก้าวเข้ามาในห้องเป็คนแรก เสื้อผ้าของนางหรูหราสง่างาม พอเห็นสภาพของสวีชิงหย่วนที่กุมหว่างขาตัวเองขดอยู่บนพื้น นางถึงกับซวนเซจนเกือบล้ม
นี่คือทายาทเพียงคนเดียวของพี่ชายแท้ๆ ของนาง!
ซูอิ่นเย่ว์ช่างอำมหิตนัก คิดจะทำให้ตระกูลสวีของนางขาดผู้สืบสกุลเชียวหรือ!
สวีชิงหย่วนเห็นที่พึ่งมาถึงแล้ว เขากัดฟันทนความเ็ปร้องเรียก “ท่านอา…”
พระชายาหลิงอ๋องถลึงตาใส่เขา โกรธที่หลานชายไม่เอาไหนของตนกล้ามาล่วงเกินซูอิ่นเย่ว์ถึงในห้องหอ ยังดีที่ฉู่จี้เฟิงยังนอนหมดสติอยู่เช่นเดิม
อีกทั้งตระกูลซูก็ไม่เคยเห็นค่าซูอิ่นเย่ว์ที่เป็เพียงบุตรสาวอนุ ต่อให้นางตายในวันแต่งงานภายในจวนหลิงอ๋อง ก็คงไม่มีผู้ใดไถ่ถาม
ดังนั้นพระชายาหลิงอ๋องจึงชิงเอ่ยก่อนด้วยความโกรธ “เ้ากล้าลงมือฆ่าคนในจวนอ๋องรึ!”
ซูอิ่นเย่ว์ขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบสงบว่า “เรียนพระชายา เป็คุณชายสกุลสวีที่คิดล่วงเกินข้าก่อน ข้าถึงต้องป้องกันตัวจนพลั้งมือทำร้ายเขา”
หลิงอ๋องไม่ได้ปรากฏตัวมาเป็คนแรก นับว่าเป็เื่ที่ไม่ดี
พระชายาหลิงอ๋องแซ่สวีผู้นี้เป็พระชายาที่แต่งเข้ามาใหม่ ไม่ใช่มารดาผู้ให้กำเนิดฉู่จี้เฟิง
หากซูอิ่นเย่ว์ตายไป พระชายาหลิงอ๋องย่อมบอกกล่าวต่อผู้อื่นว่าฉู่จี้เฟิงเป็คนดวงแข็งจึงทำให้ภรรยาอายุสั้น และยังสามารถล้างความผิดของตนเองได้อย่างสะอาดหมดจด
พระชายาหลิงอ๋องแค่นหัวเราะ “เ้าพูดเหลวไหลอะไร ดูเสื้อผ้าของเ้าสิ สภาพนี้ไม่ใช่ว่าเ้ายั่วยวนหลานชายข้าไม่สำเร็จ จึงคิดจะกล่าวหาคนหรอกหรือ”
“เหตุใดพระชายาจึงไม่ถามก่อนว่าสวีชิงหย่วนเข้ามาในห้องหอของข้ากับซื่อจื่อได้อย่างไร อีกทั้งเื่นี้ สมควรให้ท่านอ๋องเป็ผู้ตัดสินจึงจะถูก”
ซูอิ่นเย่ว์รู้ดีว่า ในจวนอ๋องแห่งนี้มีเพียงหลิงอ๋องเท่านั้นที่จะช่วยนางได้
พระชายาหลิงอ๋องแสร้งยกมือขึ้นจัดปิ่นปักผมแล้วเอ่ย “เ้าไม่มีโอกาสนั้นหรอก เด็กๆ ลากตัวนางไปปะา!”
ข้อกล่าวหาต่างๆ ถูกสาดใส่นางไม่หยุดหย่อน ซูอิ่นเย่ว์กำหมัดแน่น
นี่คือยุคแห่งการปกครองแบบศักดินา ชีวิตของนางไร้ค่าไม่ต่างจากมดปลวก
องครักษ์สองคนที่เข้ามาต่างเป็ยอดฝีมือ การเคลื่อนไหวมั่นคงแข็งแกร่ง ซูอิ่นเย่ว์รู้ดีว่านางไม่ใช่คู่มือของพวกเขา
หรือนางเพิ่งจะมาถึงก็ต้องตายอีกครั้งแล้ว? คิดแล้วก็น่าเสียดายจริงๆ นางไม่น่าตัดเพียงรากเหง้าแห่งตระกูลของสวีชิงหย่วนเลย ควรจะกรีดคอเขาให้ขาดเสียมากกว่า!
จู่ๆ องครักษ์ทั้งสองที่เดิมกำลังย่างเท้าเข้ามากลับหยุดชะงัก พวกเขาไม่เพียงไม่เดินหน้า แต่ยังถอยหลังไปหลายก้าวด้วย
แม้แต่พระชายาหลิงอ๋องก็หน้าถอดสี ริมฝีปากสั่นระริก “เฟิง...เฟิงเอ๋อร์ เ้าฟื้นแล้วหรือ”
ทุกคนในห้องต่างสั่นสะท้านไปทั้งร่าง ไม่มีใครกล้าหายใจแรงในฉับพลัน
ซูอิ่นเย่ว์ค่อยๆ หันไปมอง ไม่รู้ว่าคนบนเตียงฟื้นขึ้นมาั้แ่เมื่อใด นิ้วเรียวยาวเลิกเปิดม่านแพรออก
บุรุษในชุดแดงผู้นั้น ใบหน้าหล่อเหลาประหนึ่งถูกสลักขึ้นมา คิ้วตาคมชัด มีมุมเหลี่ยมของบุรุษที่งดงามอย่างไร้ที่ติ ดวงตายาวรีปลายหางตาเชิดขึ้นเล็กน้อย เพิ่มความลึกลับและเย้ายวน
เพียงแต่เพราะอาการป่วยเรื้อรัง ริมฝีปากของเขาจึงขาวซีดดูอ่อนแอเล็กน้อย ทว่าดวงตากลับเย็นะเืประหนึ่งอสรพิษร้ายที่พร้อมจะฉกเหยื่อ ทำให้ผู้คนไม่กล้าสบตา
ไม่มีตระกูลขุนนางใดในเมืองหลวงที่กล้าเกี่ยวดองกับเขา ไม่ใช่เพียงเพราะเขาป่วยใกล้ตาย แต่เพราะฉายา ‘ ‘มัจจุราชฉู่’ ’ ของเขา
ในปีนั้นมีคนคิดก่อฏชิงบัลลังก์ ฉู่จี้เฟิงถือกระบี่บุกสังหารคนนับร้อยเพียงลำพัง โลหิตสาดทั่วท้องพระโรง ช่วยชีวิตอดีตฮ่องเต้ไว้ เื่นี้ไม่มีผู้ใดไม่รู้
เขาสร้างคุณูปการยิ่งใหญ่ อดีตฮ่องเต้จึงพระราชทานอำนาจให้เขาดูแล ‘หน่วยชื่อหลง’ ซึ่งไม่ได้มีหน้าที่เพียงตรวจสอบขุนนาง แต่ยังรับหน้าที่สังหารศัตรูด้วย
เพียงไม่กี่ปี เขากลายเป็ปีศาจกระหายเื มือทั้งสองเปื้อนโลหิตของผู้คนนับไม่ถ้วน แม้แต่เชื้อพระวงศ์เขาก็สังหารมาแล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีข่าวลือว่างานรับใช้ฮ่องเต้เป็เพียงข้ออ้าง แท้จริงแล้วเขากำลังสะสมกะโหลกและหนังมนุษย์อยู่ต่างหาก!
“เฟิงเอ๋อร์ เ้าฟื้นแล้วก็ดี! นางแต่งเข้าจวนได้วันแรกก็ประพฤติตัวไม่เหมาะสม ยั่วยวนชิงหย่วน แต่พอชิงหย่วนไม่เล่นด้วย นางก็ลงมือทำร้ายเขา!” พระชายาหลิงอ๋องดวงตาฉายแววเ้าเล่ห์ ชี้ไปที่ซูอิ่นเย่ว์เพื่อกล่าวหา
อย่างไรเสีย ฉู่จี้เฟิงก็เป็พวกชื่นชอบการสังหาร เช่นนั้นให้เขาลงมือสังหารภรรยาตัวเองเสียก็สิ้นเื่!
ฉู่จี้เฟิงเหลือบตาไปมองซูอิ่นเย่ว์ แววตาล้ำลึกนั้นเปี่ยมไปด้วยจิตสังหาร
ซูอิ่นเย่ว์หนาวเย็นะเืไปทั้งร่าง
ไม่ว่าเลือกทางไหนก็คือตาย เช่นนั้นลองเสี่ยงดูสักครั้ง!
เชิงอรรถซื่อจื่อ คือ คำเรียกทายาทผู้สืบทอดบรรดาศักดิ์