บทที่ 28 การประมูลเปิดฉาก
“หอกลางแห่งนี้เหตุใดจึงมีคนรับใช้ชั้นต่ำเข้ามาได้"
เสียงของบุรุษผู้หนึ่งที่เจือไปด้วยความเหยียดหยามดูแคลนกล่าวขึ้นกับเฉินซือหยาง ด้วยเพราะรู้ว่าอีกฝ่ายหมายหาเื่ ชายหนุ่มจึงมิได้สนใจ ทำหูทวนลมเดินขึ้นบันไดไปต่อ กลับกลายเป็สร้างความไม่พอใจแก่บุรุษผู้นั้นเป็อย่างมาก แต่เป็เสียงแหลมเล็กของบุรุษอีกผู้ดังขึ้นมาแทน
“เ้าขยะสามหาว เป็เพียงไพร่ชั้นต่ำที่ไร้พลังจิติญญากลับกล้าเมินเฉยต่อคำกล่าวของคุณชายข้าได้... แล้วเ้ากล้าดียังไงถึงได้ชนคนแล้วไม่ขอโทษ"
เฉินซือหยางว่าจะเลี่ยงจากปัญหา แต่เมื่อปัญหากลับมุ่งเข้าหามัน มันจึงไม่คิดที่จะเลี่ยงอีกต่อไป ชายหนุ่มหันมามองสองบุรุษที่พึ่งเดินสวนกัน หนึ่งนั้นเป็บุรุษอายุประมาณยี่สิบเศษ ร่างสูงโปร่งในชุดคลุมสีขาวปักลวดลายอสรพิษสีขาวพันตู่ ใบหน้าของมันขาวซีด ดูเ้าสำอางนิดๆ โดยรวมแล้วนับว่ามีบุคลิกเป็คุณชายที่สูงศักดิ์ผู้หนึ่ง ส่วนอีกหนึ่งบุรุษอายุรุ่นราวคราวเดียวกัน ร่างสูงใหญ่ล่ำสัน สวมชุดแขนกุดสีดำเผยให้เห็นกล้ามแขนที่เด่นชัด ใบหน้าของมันดูดุดันเหึ้ยมเกรียม แต่เส้นเสียงกับแหลมเล็กขัดกันจนน่าขบขัน คนผู้นี้คงเป็ผู้ติดตามของคุณชายเ้าสำอางผู้นั้น
“หากข้าเป็คนชน ข้าย่อมมีสามัญสำนึกที่จะกล่าวคำขอโทษ ไม่เช่นนั้นข้าคงเป็สุนัขไร้ความคิด"
ผู้ที่ตั้งใจเดินชนย่อมเป็คุณชายเ้าสำอางผู้นั้น แน่นอนว่าเมื่อได้ฟังวาจานี้ของเฉินซือหยาง ก็ยิ่งทำให้พวกมันทั้งสองคนไม่พอใจเป็อย่างมาก คนผู้หนึ่งนอกจากไร้พลังจิติญญากลับมายืนขวางหูขวางตาของพวกมันแล้ว ยังกล้าเล่นลิ้นต่อปากต่อคำกับพวกมันอีก แม้แต่คนที่มีพลังจิติญญาหรือตัวตนระดับสูงในเมืองแห่งนี้ รวมถึงหอการค้าแห่งนี้ยังต้องไว้หน้าให้ความเกรงใจต่อมันหลายส่วน ทว่าบุรุษที่ราวกับชนชั้นขอทานผู้นี้เป็ใครถึงกล้าผยองกับมันเช่นนี้
บุรุษร่างล่ำสันสูงใหญ่จึงถลึงตาตวาดเสียงแหลมเล็ก
“เ้ารู้หรือไม่ว่าท่านผู้นี้เป็ใคร!”
เฉินซือหยางกล่าวตอบโดยไม่คิด
“แม้แต่เ้าที่มาด้วยกันยังไม่รู้จัก แล้วข้าจะรู้จักหรือ และที่สำคัญจำเป็หรือไม่ที่ข้าต้องรู้จักมัน”
เห็นสีหน้าแววตาที่ยียวนของเฉินซือหยาง กลับกลายเป็บุรุษเ้าสำอางผู้ซึ่งเริ่มเข้ามาหาเื่เสียเองที่บังเกิดโทสะ มันจึงเงื้อมือขึ้น
เฉินซือหยางก็พลันหรี่ตา ยกนิ้วขึ้นมาเคาะที่ขมับแ่เบาราวกับคนที่กำลังทำท่านึกคิด
“แม้ข้าจะพึ่งเคยมาที่หอแห่งนี้ แต่ก็ได้ยินถึงกฎเหล็กและข้อบังคับมาไม่น้อย… หากผู้ใดสร้างความวุ่นวายจะมีโทษอย่างไรหนอ?”
บุรุษร่างสูงใหญ่ล่ำสันจึงรีบคว้ามือผู้เป็นายของตน และส่งสายตาร้องขอให้ผู้เป็นายได้โปรดยั้งมือก่อน ส่วนคนรับใช้ที่หอการค้ากลางเมฆาแห่งนี้เมื่อเห็นเหตุการณ์แต่ไกลและดูท่าจะไม่ดี มันจึงไปรายงานต่อผู้าุโเฉิงอี้เพื่อมาคลี่คลายเื่ราว
ไม่นานเฉิงอี้ก็ปรากฏออกมา มันแสดงท่าทางที่สุภาพนอบน้อม คลี่คลายสถานการณ์มิให้เกิดความวุ่นวายก่อนงานประมูลจะเกิดขึ้น
“คุณชายเทียนเฟยท่านก็มาแล้ว มาเถอะมาดื่มชาดีแห่งหอการค้าเราให้หายเหนื่อย และรอรับชมของดีที่พวกเราจะจัดประมูลในวันนี้”
บุรุษเ้าสำอางผู้นี้มีนามว่าเทียนเฟย แม้มันไม่พอใจอยู่เต็มอก คิดจัดการขยะเบื้องหน้ามิให้กล้าจองหองต่อมันอีก ทว่าเมื่ออยู่ในหอการค้ากลางเมฆาแห่งนี้ มันก็ต้องไว้หน้าเ้าของสถานที่อยู่บ้าง
“ข้าไม่คิดว่าหอการค้าท่านจะอบรมพนักงานที่ชั้นต่ำเช่นนี้”
เฉิงอี้มองดูเฉินซือหยาง จดจำได้ว่าชายหนุ่มคือผู้ติดตามของเถ้าแก่หวัง มันจึงตอบว่า
“ท่านเข้าใจผิดแล้ว คุณชายผู้นี้มิใช่คนของทางร้านเรา แต่เป็ผู้ร่วมทำการค้ากับเถ้าแก่หวังเถา”
ยังไม่ทันฟังคำกล่าวต่อไปของเฉิงอี้ให้จบ เทียนเฟยก็เข้าใจว่าที่แท้เ้าขยะผู้นี้ก็เป็คนของหวังเถานั่นเอง มิน่าเล่ามันถึงได้มีความกล้าพอที่จะอวดดีต่อหน้าตนอยู่บ้าง
“อ้อ ที่แท้ก็คนของเถ้าแก่หวัง ไม่คิดว่าเถ้าแก่หวังจะตาต่ำถึงเพียงนี้ถึงได้คบค้าสมาคมกับคนที่ไม่มีแม้กระทั่งพลังจิติญญาขั้นพื้นฐานดั่งคนทั่วไปได้ หรือมันเปลี่ยนรสนิยมมาคบค้ากับขอทานไปแล้ว"
เฉิงอี้ก็ได้แต่ยิ้มแห้งๆ พลางมองดูเฉินซือหยาง เห็นเฉินซือหยางไม่ใส่ใจคำพูดนี้ อีกทั้งชายหนุ่มยังขอตัวไปที่งานประมูลก่อน มันก็ผ่อนลมหายใจ ความวุ่นวายอยู่ที่ใดความฉิบหายย่อมอยู่ที่นั่น มันไม่อยากให้เกิดความวุ่นวายในสถานที่แห่งนี้เป็ที่สุด แต่เทียนเฟยกลับดูจะไม่พอใจเป็อย่างมากที่ตัวตนที่มันมองเป็เพียงขยะชิ้นหนึ่งกลับกล้าแสดงท่าทางอวดดีต่อหน้ามันครั้งแล้วครั้งเล่า มันจึงพึมพำขึ้น
“ข้าจะคอยดูว่าเ้ามาที่นี่เพื่อหวังอะไร แล้วข้าจะชิงมันมาเป็ของตัวเองให้หมด”
คำกล่าวนี้เฉินซือหยางย่อมได้ยิน ชายหนุ่มจึงยิ้มอย่างมีเลศนัยขึ้น ก่อนครุ่นคิดในใจ
“ย่อมได้”
พอเฉินซือหยางกำลังจะเดินถึงหอกลางที่อยู่ชั้นสูงสุดของหอการค้ากลางเมฆา มันก็ได้ยินแว่วเสียงของผู้าุโเฉิงอี้กล่าวกับเทียนเฟยผู้นั้น
“วันนี้งานประมูลจะสร้างความพึงพอใจแก่ท่านอย่างแน่นอน หยกขาวบริสุทธิ์ที่ตระกูลเทียนของพวกท่าน้าก็อยู่ในนี้ด้วย”
เทียนเฟยที่ได้ยินย่อมเบิกตาโพลง เช่นเดียวกับั์ตาของเฉินซือหยางที่ฉายแววได้ทีขึ้นมาให้เห็นอย่างแจ่มชัด ชายหนุ่มจึงเดินเข้าไปภายในห้องประมูลด้วยใจที่เต็มไปด้วยแผนการ เป็คุณชายนิสัยเสียผู้นั้นที่คิดเล่นงานมันก่อน มันย่อมไม่ปล่อยผ่านคนที่จะเล่นงานมันไปง่ายๆ
เข้าสู่ห้องประมูลที่เรียกว่าหอกลาง ที่แห่งนี้ดูกว้างขวางใหญ่โตเป็อย่างมาก มีลานเวทีขนาดใหญ่ที่ถูกจัดไว้ตรงกึ่งกลางห้องที่ถูกรายล้อมไปด้วยโต๊ะและเก้าอี้ชั้นดีมากมายนับสิบชั้น ลานตรงกลางมีแท่งหยกสีเขียวมรกตที่ถูกแกะสลักให้เป็ชั้นวางแสดงสินค้า เพียงลานจัดแสดงตรงกลางนี้ก็ดูมีมูลค่ามหาศาลมากแล้ว สมกับเป็หอการค้าแห่งปฐีแคว้นอย่างแท้จริง
โต๊ะกับเก้าอี้ที่ถูกจัดวางเป็ชั้นๆ ก็ถูกออกแบบโดยจิตรกรฝีมือดีให้ความงดงามน่าเกรงขามเหมาะสมกับตัวตนที่สูงศักดิ์ พร้อมมีค้อนแกะสลักลวดลายเมฆาขนาดเท่ากำปั้นวางประจำยังโต๊ะอย่างละชิ้น โต๊ะกับเก้าอี้มีนับร้อย แต่ผู้คนที่ดูแล้วมีแต่คนมีหน้ามีตาและมีทรัพย์สินกลับนั่งจนเต็มแทบทุกตำแหน่งแล้ว แสดงให้เห็นได้ถึงความนิยมให้หมู่แวดวงชนชั้นสูงต่อหอการค้ากลางเมฆาแห่งนี้
เฉินซือหยางเล็งหาที่ว่าง มองไปยังตำแหน่งเก้าอี้ตัวหนึ่งที่ว่างอยู่พอดี ชายหนุ่มเดินลงไปนั่งอย่างเงียบเชียบ ที่ข้างกายมีแต่เสียงของธงทิวสีขาวดำที่พลิ้วไหวน้อยๆ เป็ธงทิวประจำพรรคของตัวตนที่นั่งอยู่เก้าอี้ข้างมันทั้งสาม ซึ่งคนทั้งสามที่นั่งอยู่ข้างมันล้วนเป็สตรีสะคราญโฉม่วัยยี่สิบต้นๆ อยู่ในชุดสีน้ำตาลเข้มรัดรูป ดูทะมัดทะแมงแฝงความน่าค้นหามิใช่น้อย
ระหว่างรองานประมูลเริ่มต้น ชายหนุ่มก็กวาดสายตามองรอบบริเวณ อดไม่ได้ที่สายตาจะตกอยู่บริเวณตำแหน่งของสตรีสะคราญโฉมในชุดสีน้ำตาลเข้มรัดรูปทั้งสาม ในสตรีทั้งสามนางนี้ มีสตรีที่นั่งข้างมันซึ่งงดงามมากที่สุด ผิวที่ขาวนวลเนียน ตอบรับกับใบหน้าเรียว ปากอมชมพูริมฝีปากเผยอนิดๆ จมูกที่สันงาม ั์ตาที่โฉบเฉี่ยวราวจงอยอินทรีย์แต่กลมโตสุกใส นับเป็สตรีที่งดงามมีเสน่ห์ชวนดึงดูดสายตาเป็อย่างมาก
ซึ่งสตรีนางนั้นเองก็รับรู้ถึงสายตาที่จับจ้องมองตน นางจึงกล่าวขึ้นโดยที่ไม่หันมามอง
“เ้าจะมองอีกนานหรือไม่"
สตรีสองผู้ที่อยู่ถัดไปก็พลันหัวเราะคิกคัก เพราะเพียงแรกเห็นใบหน้าที่หล่อเหลาของเฉินซือหยาง สิ่งนี้ก็ดึงดูดพวกนางให้ต้องเหลือบมองชายหนุ่มเองเช่นกัน เพียงแต่ว่าชายหนุ่มกลับไปหลงเสน่ห์สตรีที่เฉยชาไร้ความรู้สึกอย่างเพื่อนของพวกนางเสียก่อน พวกนางจึงหัวเราะให้ชายหนุ่มเนื่องจากมันก็คงจะเป็บุรุษอีกผู้ที่กำลังจะถูกสตรีที่ใบหน้าเฉยชาปฏิเสธอย่างเจ็บแสบไป แต่พวกนางกลับรู้สึกผิดคาด เพราะบุรุษหนุ่มที่หล่อเหลาด้านข้างพวกตน มันกลับมิได้มาเอ่ยยกยอเพื่อนของพวกนางเพื่อหวังทำทีเข้าหาเฉกเช่นบุรุษมากมายที่เคยกระทำ
“ห้องแห่งนี้เต็มไปด้วยความวิจิตรงดงามที่ชวนดึงดูดสายตา ท่านเองก็นับเป็หนึ่งในนั้น ข้าจึงอาจหลงไหลไปชั่วครู่ขณะ แต่หากมองจนชินตาแล้วก็คงไม่คิดจะมองอีก… ทว่าเมื่อเป็การเสียมารยาทข้าต้องขออภัย คนป่าคนเขาเช่นข้าไม่ค่อยรู้จักธรรมเนียมปฏิบัติมากมายนัก”
กล่าวไปพลางชายหนุ่มก็เบือนสายตามองไปที่สตรีสองผู้ที่อยู่ด้านข้างไปพลาง ยิ้มให้แก่พวกนางด้วยความเป็มิตรคราหนึ่ง ก่อนมองไปที่อื่นต่อราวกับไม่คิดใส่ใจตัวตนของสตรีที่นั่งเก้าอี้ข้างกายตนอีก ไม่แม้แต่จะแนะนำตัวเพื่อหวังสานสัมพันธ์กับนางแม้เพียงกระผีก สตรีที่เฉยชาเย่อหยิ่ง จะเย่อหยิ่งในสายตาผู้อื่นได้ หากคนผู้นั้นสนใจในตัวตน ทว่าต่อหน้าของบุรุษหนุ่มที่ปากร้ายผู้หนึ่ง ซ้ำยังเป็ผู้ที่ไร้พลังจิติญญา นางกลับถูกทำลายความเ็าและความเย่อหยิ่งไป
คล้ายเฉินซือหยางผ่านโลกและผ่านผู้หญิงมามาก มันจึงดูค่อนข้างอ่านการกระทำและการวางตัวของสตรีบางผู้ออก สตรีนางนี้ภายนอกดูเ็าเฉยเมย แต่ความเ็าเฉยเมยเหล่านี้เป็เพราะผู้อื่นหยิบยื่นให้ทั้งสิ้น ยิ่งสนใจนาง ใส่ใจนาง นางก็ยิ่งได้ใจและยิ่งวางตัวเช่นนี้ ที่มันกล่าวจึงเพียงอยากสั่งสอนคุณหนูที่เอาแต่ใจนางหนึ่ง
เป็อย่างที่เฉินซือหยางคาด เมื่อมันไม่สนใจนาง กลับกลายเป็นางที่หันมาสนใจมันแทน สตรีสะคราญโฉมที่มีเสน่ห์ดึงดูดผู้นี้กลับกำลังพินิจมองชายหนุ่มที่หักหน้าสตรีอย่างนางด้วยความรู้สึกสงสัย เป็ครั้งแรกที่สตรีที่แสนเฉยเมยและเย่อหยิ่งผู้นี้มองบุรุษ และการที่นางมองดูเฉินซือหยาง สิ่งนี้ยิ่งทำให้ไฟในตาของบุรุษเ้าสำอางเทียนเฟยต้องลุกโชน
“ฟางเยว่หรู คู่หมั้นของข้า สตรีที่ข้าหมายปองมาตลอดชีวิต ข้าพยายามทำดีกับนางมาตลอด ทว่าแม้แต่หางตานางยังไม่เคยเหลือบแลข้า แล้วเ้าขยะที่ไร้พลังจิติญญานั่นมีดีอะไร เหตุใดมันถึงทำให้นางจ้องมองมันได้หลายชั่วอึดใจเช่นนั้น!”
เสียงรอดผ่านไรฟันดังขึ้นอย่างมีโทสะ เทียนเฟยมันไม่ถูกชะตาั้แ่แรกพบกับเฉินซือหยางอยู่แล้ว ก่อนหน้าก็พึ่งสร้างเื่แคลงใจต่อกัน บัดนี้ยิ่งรู้สึกว่าตนมิอาจจะร่วมโลกกับขยะน่าตายผู้นี้ได้
เฉินซือหยางเสมือนรับรู้ถึงจิตสังหารที่มุ่งมายังร่างของตน จากการััมิได้เกิดจากสตรีข้างกาย แต่มาจากบุรุษเ้าสำอางที่นั่งอยู่อีกฟาก
ด้วยความไม่กริ่งเกรงต่อพลังจิตสังหารนี้ เฉินซือหยางจึงยกยิ้มเหยียดออกมา พอโฆษกแห่งหอการค้ากลางเมฆาเริ่มกล่าวเปิดงานพร้อมเริ่มนำของออกมาจัดแสดงและแจ้งเปิดการประมูล ชายหนุ่มก็ยกนิ้วขึ้นแลแสดงสีหน้าที่สื่อถึงความ้าออกมาทันที
เมื่อเห็นท่าทีของเฉินซือหยาง เทียนเฟยก็หวังเกทับทำแต้มต่อทันใด โดยที่ของประมูลชิ้นแรกมิใช่ของที่มัน้าด้วยซ้ำ แต่มันก็เปิดประมูลในราคาที่สูงลิ่วหวังตัดหน้าเฉินซือหยางทันที
“หนึ่งร้อยเหรียญทอง"
ได้ยินราคาของคนผู้แรกที่เปิดประมูล ผู้คนก็ต่างส่งเสียงฮือฮา เพียงแจกันราชวงศ์เก่าแม้มีมูลค่าทางจิติญญาแต่ก็มิน่าจะมากมายได้ถึงเพียงนี้ เทียนเฟยในสายตาของพวกมันจึงเป็คุณชายผู้ที่รู้จักแต่มีทุน แต่ไม่รู้คุณค่าของสิ่งของอย่างแท้จริง
เพียงเปิดราคาแรกก็ไม่มีใครคิดสู้ต่อแล้ว เทียนเฟยจึงใช้สายตาเยี่ยงผู้ชนะมองเฉินซือหยางที่ยังยกมือค้าง สายตามันบ่งบอกว่าหากเ้า้าสิ่งใด ข้าจะประมูลตัดหน้าแย่งชิงไปเสีย ทว่ามือที่ค้างเติ่งของเฉินซือหยางกลับมิได้ยกขึ้นเพื่อประมูล มันยกเพื่อขอน้ำชาต่างหาก!
เห็นเช่นนั้นเทียนเฟยแทบสำลักน้ำชาในมือ ส่วนเฉินซือหยางก็จิบน้ำชาในมืออย่างสบายอุรา
โฆษกประจำงานประกาศก้อง “มีใครจะให้มากกว่านี้หรือไม่" แล้วรอหลายชั่วอึดใจค่อยเริ่มนับ
“หนึ่งร้อยเหรียญทองครั้งที่หนึ่ง”
“หนึ่งร้อยเหรียญทองครั้งที่สอง”
เฉินซือหยางไม่เพียงแต่จิบน้ำชา แต่มันยังยกมือป้องปากะโเสียงดังช่วยโฆษกในพิธีนับอย่างแข็งขัน
“หนึ่งร้อยเหรียญทองครั้งที่สาม!”
แล้วชายหนุ่มก็ลุกปรบมือให้ผู้ชนะด้วยความยินดีพร้อมกับคนจำนวนมาก เทียนเฟยจึงแทบจะกระอักน้ำชาที่ดื่มลงไปออกมา บุรุษร่างสูงใหญ่ล่ำสันรีบกล่าวทัดทาน
"คุณชาย ขืนท่านเปิดประมูลเช่นนี้มีหวังนายท่าน…”
เทียนเฟยทุบจอกน้ำชาลงยังโต๊ะ สายตาถลึงมองเฉินซือหยาง
“หุบปาก!”
ด้านผู้าุโเฉิงอี้ได้กล่าวขอบคุณเทียนเฟยผู้ชนะการประมูล ก่อนให้คนของตนเขียนสัญญาส่งมอบของเป็ลายลักษณ์อักษรและลงนามร่วมกันกับผู้ชนะจนเสร็จสรรพ จากนั้นก็เริ่มให้คนนำของชิ้นต่อไปเข้ามาเปิดประมูลต่อทันที