บทที่ ยี่สิบสี่
ผ่านมาราวสองสัปดาห์ที่ออกมาจากเมืองผิงต๋าไร้ซึ่งวี่แววของดาวตก ลู่อิงิเริ่มอับจนหนทาง ไปมาก็หลายเมืองแล้วไม่มีใครรู้เื่ดาวตกเลยทั้งที่คาดว่าเหลือเพียงสองสามชิ้นเท่านั้น
จนกลายเป็เหมือนเวลานี้มาท่องเที่ยวอยู่กับท่านจอมมารมากว่าตามหาเศษดาว
“เหม่อลอยอะไรนัก” สวีจ้าวหรงเอ่ยถามบนหลังม้าอีกตัว ม้าที่กว่านางจะยอมไล่ให้เขาไปมีเป็ของตัวเองบอกจะจ่ายซื้อให้ก็ดื้อด้านอยู่สามวัน มาทนนั่งเบียดกันบนม้าตัวเดียวอยู่ได้จนลู่อิงิบอกว่าถ้าไม่มีม้าของตัวเองนางจะยกม้าของนางให้แล้วจะยอมไปเดินเท้าถึงได้ยอมมีเป็ของตนเอง
“ข้าเปล่าเหม่อเสียหน่อย ข้าเพียงคิดว่ามีที่ไหนควรไปหาอีก”
“ไปเรื่อยๆ ..ไม่เห็นต้องเร่งร้อน”สายตาเขาก็เอนมองไปเบื้องหน้าทำเป็ชมทิวทัศน์ไปด้วย เสียงเอื่อยๆนั่นแสดงว่าจอมมารผู้นี้ก็ไม่มีกิจธุระได้เช่นกันเขาสามารถอยู่กับนางได้อีกตราบนาน
“โถ ได้แบบนั้นก็ดียิ่ง แต่ความจริงข้าก็มีเวลาจำกัด ไม่ใช่ลงมาเก็บเศษดาวเล่นๆเสียหน่อย”สวีจ้าวหรงคงคิดว่าการที่นางมาตามเก็บเศษดาวเป็เื่ยามว่างไม่มีประโยชน์อะไรถึงให้ตอบให้นางเดินทางไปเรื่อยๆ
ถึงกระนั้นผ่านมาสองเดือนกว่าเข้าเดือนที่สามเท่านั้นทุกวันนี้ลู่อิงิยังไม่แน่ใจเลยว่าจะหาเศษเสี้ยวทุกชิ้นมาได้ครบใครจะรู้ว่าชิ้นสุดท้ายอาจจะสาบสูญก็ได้
“เ้าไม่ลองบอกข้าดูล่ะว่าเก็บมันไปทำไม ข้าอาจจะลองช่วยหาก็ได้”
“แต่ท่านก็บอกก่อนว่ามาช่วยข้าทำไมแล้วข้าอาจจะบอกว่าเก็บไปทำอะไร”กล่าวจบนางก็รู้สึกภูมิใจไม่น้อย เดี๋ยวนี้นางต่อปากต่อคำเก่งขึ้นเยอะหลังได้ทดสอบขีดจำกัดของท่านจอมมารตลอดนับสัปดาห์ที่ผ่านมาผลที่ได้ลู่อิงิก็คาดว่าเขาดูจะมีน้ำอดน้ำทนกับนางชนิดที่คาดไม่ถึงเลยพูดอะไรก็ไม่ถือสาไม่เกิดโทสะจนเผลอคิดว่าบางทีเขายอมให้ความสนิทสนมเกินไปด้วยซ้ำ
“นี่นับข้อต่อรองหรือ”
“แล้วได้ไหมเล่าท่าน แต่ห้ามโกหกนะ”
“ถ้าข้าบอกว่าข้ามาช่วยภรรยาผิดตรงไหน”
สิ่งนี้ก็นับเป็อีกเื่ที่ลู่อิงิว่าเขาก็มีอารมณ์ขันไม่ใช่ครั้งแรกที่เอ่ยเช่นนี้เสียเมื่อไร “โธ่เอ๊ย แค่นี้ก็นับว่าโกหกแล้วข้าไม่มีวันบอกท่านหรอกว่าเศษดาวเอาไปทำอะไรได้”
หลังจากที่เื่จริงว่านางเป็หญิงถูกเปิดเผยสวีจ้าวหรงก็พูดเช่นนี้บ่อยขึ้นเรื่อยๆเขาคงคิดว่านางจะหลงเชื่อคำคนเ้าชู้ของท่านจอมมารหรือ อย่าหวัง!นางรู้ทันใบหน้างดงามนั้นหรอก
“ข้าโกหกเ้าเมื่อใด กราบไหว้ฟ้าดินร่วมกันแล้วให้เป็อะไร?”
“เป็สหายก็กราบไหว้ฟ้าดินได้”
“หึ” สวีจ้าวหรงพ่นลมส่งเสียงออกมาพร้อมมองนางด้วยหางตาอย่างไม่พอใจแล้วจู่ๆ ก็กระทุ้งสีข้างม้าขึ้นนำไป ทิ้งให้ลู่อิงิงงตาแตก ‘นี่นางพูดอะไรผิด?’ ก็จริงนี่สหายร่วมสาบานเยอะแยะ จอมมารอะไรดูน้อยใจเก่งนัก
ตลอดสองชั่วยามที่ขี่ม้ามาร่างสูงใหญ่ไม่หันมองนางสักเสี้ยวหน้าเห็นทีจะเกิดไม่พอใจนางเข้าจริงๆ เสียแล้วไม่รู้ว่าตนเองต้องแก้อาการน้อยใจนั้นอย่างไร จนทั้งสองมาถึงหมู่บ้านเล็กๆแห่งหนึ่ง ซึ่งตอนนี้ก็ใกล้มืดแล้วสักครึ่งชั่วยามคงมืดสนิทคงต้องหาที่พักค้างแรมแถบนี้
“เราพักที่นี่กันดีไหม” ลู่อิงิแสร้งหาเื่พูดคุยโดยเอ่ยถามผู้ร่วมเดินทางอีกคน
“..แล้วแต่เ้า” ดูเขาทำท่าเข้าบุรุษช่างน้อยใจผู้นี่พูดทั้งที่ไม่หันมามองหน้ากันเสียด้วยซ้ำภาพนี้ทำให้หญิงสาวคิดว่าเขาช่างน้อยใจเหมือนหมาตัวใหญ่ที่เห็นเ้าของไปเล่นกับหมาตัวอื่นอะไรของเขากัน
“ท่านจอมมาร!..ถ้าท่านยังน้อยใจอยู่ข้าจะคิดว่าท่านเป็ผู้อื่นปลอมตัวมาแล้วนะ”
มือหนาดึงบังเหียนม้าให้หยุดนิ่งเขายอมผินใบหน้ามามองเซียนน้อยในชุดของคุณชายผู้ดีสีเขียวเข้มที่มักจะใส่เป็ประจำเขาหยุดชั่วอึดใจหลังคลายปมที่คิ้วที่ขมวดอยู่ออกแล้วกล่าว“ผู้ใดจะบังอาจปลอมเป็ข้า”
แบบนี้ค่อยฟังดูเป็ท่านจอมมารขึ้นหน่อยเสียงทุ้มต่ำเ็าแบบนี้ดูมีอำนาจไม่ใช่แบบก่อนหน้าเอาแต่พูดว่านางเป็ภรรยาเขา!
“ท่านอาจจะไม่รู้นะแต่ครู่หนึ่งก่อนหน้านี้ท่านทำตัวเหมือนเป็เสี่ยวหรงวัยเด็กเลย”ลู่อิงิจำเด็กน้อยแก้มกลมหน้าใสที่ชอบอ้อนใส่นางด้วยตาโตๆตอนนั้นใครจะไปคิดว่าเขาเป็สวีจ้าวหรง
คิดถึงแล้วก็อยากบีบแก้มซาลาเปาของเสี่ยวหรงตอนเป็ร่างเด็กนั้นน่ารักยิ่งนักจนทำให้นางเผลออมยิ้ม
สวีจ้าวหรงเห็นเซียนมุมปากยกขึ้นเวลากล่าวถึงตัวเขาในร่างเด็กก็พอใจไม่น้อย“เสี่ยวหรงก็คือข้า ข้าก็คือเสี่ยงหรง ไม่ดีอย่างไร?”
“ดีสิ”ลู่อิงิรีบพยักหน้าทันทีหลายครั้งติดต่อกันก่อนจะเอ่ยประโยคต่อไปทำเอาบุรุษใกล้ตัวที่ยิ้มอย่างพอใจอยู่พลันหุบยิ้ม“ดีมากจนข้าอยากให้ท่านอยู่ในร่างนั้นต่อมากกว่า กลับเป็เสี่ยวหรงอีกได้ไหม?”ใช่ๆ ถ้าร่างเบื้องหน้านี้เปลี่ยนเป็เสี่ยวหรงนางคงกล้าหยิกแก้มเขามากว่าเป็สวีจ้าวหรงร่างหนุ่มแน่นอน
“นี่เ้า..หมายความว่าจะให้ข้าเปลี่ยนร่างเป็เด็กหรือ!” อ่าน้ำเสียงแบบนี้ไม่ได้แล้วสวีจ้าวหรงไม่เคยเสียงต่ำเ็าแต่พยายามสกัดกั้นอารมณ์เช่นนี้มาก่อน นี่เขาคงไม่ได้จะกำลังโมโหนางใช่ไหมความรู้สึกว่าเหยียบเท้าเข้ายมโลกครึ่งก้าวเป็เช่นนี้นี่เอง
“ชะช้าก่อน..ข้าเปล่าเลยเพียงคิดว่าท่านจอมมารนั้นสง่างามมากแต่สง่างามจนข้าหวาดเกรงหากเป็เสี่ยวหรงข้าอาจจะลดความหวาดเกรงได้บ้างอีกทั้งเวลาข้าเรียกเสี่ยวหรงเราก็ดูสนิทสนมกันดีด้วย” เป็อย่างไรวิชาปากหวานช่างฉอเลาะของข้าไม่ใช่น้อยเลยใช่หรือไม่นี่นางยกยอปอปั้นอีกฝ่ายแทบจะเป็คนช่างประจบอยู่แล้วยอมชมขนาดนี้ท่านต้องห้ามอารมณ์เสียอีก
“ข้าห้ามเ้าเรียกชื่อนั้นเมื่อไร ข้าให้เรียกตั้งนานแล้วมิใช่หรือเ้าไม่เรียกเอง”
ลู่อิงิมองร่างสูงอาภรณ์มืดสนิทเขาสูงกว่านางมากกว่าหนึ่ง่ศีรษะตัวก็หนาว่าให้คุณชายลู่ให้เรียกเขาเสี่ยวหรงใครเห็นใครได้ยินคงว่าประหลาดน่าขบขันเอาสิมีอย่างที่ต้าเกอ [1]ตัวบางตัวจิ๋วแบบนางบ้างเซียนน้อยปล่อยความคิดไปเรื่อยเปื่อยทั้งยังแอบขำอยู่คนเดียวจนสวีจ้าวหรงต้องเรียกสติกลับมา
“หรือเ้าไม่กล้าเรียก?”
“อ่า..ไว้ข้าคิดดูอีกทีแล้วกัน เวลาหาที่พักก่อนเถอะ”
เซียนน้อยควบม้าเหยาะๆอยู่ในหมู่บ้านพยายามมองหาสถานที่ให้พักแรมอย่างโรงเตี๊ยมหรือบ้านเช่าก็ได้แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่เห็นสักอย่าง หมู่บ้านนี่เล็กเกินไปขนาดร้านค้ายังมีน้อย เผลอๆที่ไม่มีเจอก็เพราะไม่มีอยู่เลยก็เป็ได้
หาต่อไปอย่างไร้ทิศทางเช่นนี้ไม่เกิดประโยชน์ลู่อิงิเห็นบ้านไม้หลังเล็กที่ใกล้จะขี่ม้าผ่านหน้าบ้านไม้มีหญิงเลยวัยกลางคนมาเล็กหน่อยกำลังเก็บของที่หน้าบ้านอยู่พอดีจึงควบม้าไปอยู่หน้าบ้านหลังนั้นและเอ่ยทักหญิงสูงวัย“ข้าพอจะถามทางได้หรือไม่ท่านป้า?”
“ได้สิ จะไปที่ใดหรือจ๊ะหนู” หนูหรือ? เพิ่งเคยมีคนเรียกนางว่าหนูครั้งแรกั้แ่มาถึงโลกมนุษย์
“คือพวกข้าหาที่พักกันอยู่ ท่านป้าพอจะแนะนำให้ได้ไหม”
“ถ้าหมู่บ้านนี้ไม่มีหรอกหนู หมู่บ้านเล็กแค่นี้เอง มีอยู่กันไม่กี่หลังใครจะมาเที่ยวพัก”อย่างที่คิดไม่มีผิดถ้าปกติลู่อิงิเดินทางคนเดียวแล้วหาที่พักไม่ได้ก็จะไปแอบหลบพักที่ศาลเ้าหรือกระท่อมพักสำหรับคนล่าสัตว์ในป่าแต่่นี้มีคนติดสอยมาด้วยให้พักที่รกร้างก็อย่างไรอยู่
“แล้วถ้าเข้าเมืองหาที่พักอีกไกลไหมท่านป้า”
“อ่อ นี่พวกหนูไม่มีที่พักกันสินะ งั้นพักที่หลังเล็กของป้าดีไหมลูกชายป้าเข้าเมืองพอดี” หญิงสูงวัยใจดีเอ่ยชวนง่ายๆให้คนแปลกหน้าทั้งสองเข้าพักเสียด้วยกันซึ่งปกติคงหาไม่ค่อยได้ที่จะไว้ใจกันขนาดนี้
“เกรงใจท่านป้า เดี๋ยวเรารีบควบม้าเข้าเมืองดีกว่า”
“ไม่ดีๆ” ท่านป้าผู้ใจดีรีบโบกมือใส่นางทั้งยังหน้านิ่วคิ้วขมวด“จะขี่ม้าในป่าดึกๆ ได้อย่างไร เป็สาวเป็นางอันตราย” ลู่อิงิตาเบิกโตคลายข้อสงสัยก่อนหน้าทันทีที่สตรีสูงวัยเรียกลู่อิงิว่าหนู‘นี่ดูออกเลยหรือว่าเป็หญิง’ เซียนน้อยรีบก้มสำรวจร่างตนเองที่แต่งกายเป็บุรุษมาหลายเดือนจนคุ้นชินแล้วแต่ดูอย่างไรก็คุณชายลู่นี่
นางทนความสงสัยไม่ไหวหันไปหาสวีจ้าวหรงให้ช่วยตัดสินว่าตอนนี้นางดูไม่เหมือนคุณชายรักสนุกตรงไหน“นี่ข้า..ดูเป็หญิงจริงหรือ” แต่เขากลับทำเงียบเพียงแค่ส่งยิ้มเยาะเย้ยส่งมาให้ทำนั้น
“อย่าสงสัยอีกเลย มาเถอะๆ ทั้งคู่นั่นแหละ”หญิงสูงวัยใจดีกวักมือให้ทั้งสองเข้ามาอาศัยพักค้างคืนด้วยอีกครั้ง
เมื่อไม่รู้ว่าระยะอีกไกลเท่าไรจะถึงตัวเมืองทั้งไม่อยากพาท่านจอมมารผู้สูงส่งไปค้างแรมในวัดร้างลู่อิงิจึงตัดสินใจยอมลงจากม้าแล้วตามหญิงสูงวัยไป
หลังผูกม้าเรียบร้อยท่านป้าก็พาทั้งสองเข้าบ้านก่อนจะเอ่ยไถ่ถามอย่างเป็กันเอง“นี่พวกเ้าเป็สามีภรรยาใช่ไหม จะเดินทางไปไหนกัน”
ครั้งก่อนก็ชะงักค้างเพราะถูกมองออกว่าเป็หญิงปลอมตัวเป็ชายมาครั้งนี้นางยังถูกมองว่าเป็ภรรยาของสวีจ้าวหรงอีกริมฝีปากเล็กบ้างคงลู่อิงิพลันสั่นเครือพูดปฏิเสธไม่ออกอยู่ชั่วอึดใจแต่่เวลานั้นบุรุษชุดดำข้างกายกลับชิงตอบเสียก่อน เสียแต่ว่าเขาไม่ปฏิเสธนี่สิ!
“ใช่แล้วท่านป้า ฉะนั้นจัดห้องเดียวพอ” จอมมารเฮงซวย! เขาแกล้งนางอีกแล้วท่านติดข้าหนึ่งครั้งแล้วฝากไว้ก่อนเถอะ ไว้ตอนเขาหลับนางจะแกล้งคืนบ้าง!
“ได้ๆ พวกเ้าพักห้องของลูกชายป้าแล้วกัน”หญิงใจดีพาทั้งคู่มาถึงห้องที่เก็บสะอาดเป็อย่างดีถึงจะไม่มีคนอยู่อาศัยแสดงให้เห็นว่าผู้เป็เ้าของนี้ได้รับความใส่ใจดูแลจากท่านป้าคนนี้เสมอ
“ขอบคุณท่านป้าเ้าค่ะ”
“ไปผลัดเปลี่ยนชุดก่อนเถอะแล้วออกมาทานข้าวด้วยกัน”หญิงใจดีกล่าวจบก็เมียงมองหนึ่งบุรุษหนึ่งสตรีที่แต่งกายเช่นบุรุษพอพบว่าทั้งสองไม่มีใครถือสัมภาระมาสักคนก็ส่ายหน้าน้อยๆ“นี่ไม่มีเสื้อผ้าไว้เปลี่ยนกันใช่ไหม งั้นเดี๋ยวป้าเอามาให้ รอเดี๋ยวหนึ่ง”
ลู่อิงิยังไม่ทันจะได้เอ่ยว่าไม่เป็ไรพวกเราทั้งสองไม่จำเป็ทั้งเื่กินหรือจัดหาเสื้อผ้าท่านป้าผู้นั้นก็หมุนตัวออกไปเสียแล้ว เพียงไม่นานก็กลับมาพร้อมเสื้อผ้าในมือสองชุด
“ชุดนี้ของลูกชายป้าเอง เ้าเอาไปใส่ก่อนนะแต่อาจจะเล็กสักหน่อยลูกชายป้าตัวไม่สูงใหญ่ขนาดนี้ ส่วนนี้ของแม่หนูเป็ชุดสมัยสาวๆ ของป้า แต่ป้าเก็บไว้อย่างดีอย่าถือสาเลยนะแล้วชื่ออะไรกันบ้างล่ะ?” หลังส่งเสื้อผ้ามาให้นางกับสวีจ้าวหรงแล้วก็ยังชวนคุยอีกเล็กน้อย
“ข้าชื่ออิงิเ้าค่ะท่านป้า ลู่อิงิ” ไหนๆ ก็รู้ว่าเป็ผู้หญิงแล้วบอกชื่อจริงเลยก็แล้วกัน “ส่วนเขาเรียกแค่หรงก็พอเ้าค่ะ”นางไม่รู้ว่าสวีจ้าวหรงจะไม่พอใจหรือไม่ที่ตนเอ่ยตอบชื่อเขาไปแบบนี้
“อืมๆ ชื่อแบบนี้เรียกง่ายดีนะ” อีกฝ่ายพอได้รู้ชื่อของชายหนุ่มก็ไม่ได้แสดงความแปลกใจที่ทำไมถึงชื่อสั้นเพียงนี้หรือทำไมถึงไม่บอกชื่อจริง
และแน่นอนว่านามจริงของคนมีสายเืเทพมารไม่มีเ้าของนามคนไหนยอมเอ่ยบอกง่ายๆชื่อก็เปรียบดั่งชีวิต ยิ่งสายเืมารชั้นสูงยิ่งเป็ความลับถ้าหากบอกใครไปก็หมายความว่ายกชีวิตให้คนผู้นั้นอย่างลู่อิงิที่รู้ก็เพราะไม่มีอะไรปกปิดนักอ่านได้แต่ถึงรู้ไปนางก็ไม่คิดว่าจะแสดงตัวได้ เพราะมันจะนำภัยมาเสียมากกว่า
“ส่วนข้าชื่อฝูเหลียน เรียกป้าเหลียนก็ได้ตอนนี้ก็ไปอาบน้ำเปลี่ยนชุดกันก่อน หลังบ้านมีบึงอยู่แล้วค่อยมาทานข้าวกัน”
“ได้เ้าค่ะป้าเหลียน”
ป้าเหลียนชี้บอกทางเสร็จก็เดินออกไปดูเหมือนว่านางจะอาศัยอยู่บ้านคนเดียว ลูกชายคงไปทำงานในเมืองแถบนี้หญิงสูงวัยคงจะเหงาน่าดูถึงเปิดบ้านรับคนแปลกหน้ามาพักอาศัยแบบนี้แต่บ้านเรือนแถวนี้ก็อยู่กันอย่างเงียบสงบและไม่ใช่ครอบร่ำรวยตัวป้าเหลียนก็เลยวางใจคงรับแขกง่ายๆ เช่นนี้
ถ้าให้ลู่อิงิเทียบระหว่างโรงเตี๊ยมกับบ้านหลังเล็กๆนางตอบได้ทันทีว่าชอบบ้านแบบนี้หนึ่งคือความคุ้นชินที่ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ที่สวนสระชายขอบ์สองคือโรงเตี๊ยมผู้คนพลุกพล่านวุ่นวายข้อดีสำหรับโรงเตี๊ยมที่ทำให้นางเลือกพักมาตลอดเพราะหาง่ายเท่านั้น
ตอนนี้นางยกเสื้อผ้าสตรีในมือขึ้นสำรวจดูเป็ชุดสีสันสดใสที่ตนไม่ได้สวมใส่มานานขนาดตอนเป็เซียนชายขอบบนแดน์นางยังไม่สวมสุดสีอ่อนหวานเช่นนี้มากนักเหมาะแล้วที่ป้าเหลียนบอกว่าเป็ชุดสมัยนางสาวๆถ้าไม่นับชุดเ้าสาวครั้งก่อนที่ผ้าหนักและหนาลู่อิงิก็ไม่ใส่ผ้ากระโปรงมาั้แ่ถึงโลกมนุษย์ชุดกระโปรงตัวนี้ไม่ได้มีลวดลายวิจิตรนักไร้การปักลายอย่างพวกหญิงชั้นสูงมักจะมีแต่เป็ชุดสีเหลืองนวลชายกระโปรงมีย้อมผ้าให้สีเข้มกว่าด้วยสีส้ม
หลังสำรวจเสื้อผ้าชุดใหม่เรียบร้อยลู่อิงิก็ดันตัวร่างสูงให้ออกจากห้องไป“ถ้าทันอย่างอาบน้ำก็เชิญก่อนได้เลย”กล่าวจบลู่อิงิก็เตรียมจะปิดประตูใส่หน้าท่านจอมมาร เพราะนางจะไม่อาบแค่ได้ยินว่าอาบที่ริมบึงก็หวิวแล้วเก็บไปอาบในเมืองดีกว่าจึงคงจะเปลี่ยนชุดเลย
แต่ฝ่ามือของชายหนุ่มก็ดันเอาไว้ก่อนทำให้ประตูปิดไม่สนิท“เ้าไม่ ข้าก็ไม่” เอ้า! แล้วเกี่ยวอะไรกับนางไม่เห็นเข้าใจ
“นั้นก็เื่ของท่าน แต่ช่วยออกไปก่อนสักครู่ได้ไหม ข้าจะเปลี่ยนชุด”พอพูดจบสวีจ้าวหรงก็มองจ้องผ่านประตูที่แง้มอยู่มาที่ร่างบางซึ่งเป็การมองเปรยตาขึ้นลงศีรษะจรดปลายเท้า “อะ..อะไร” นางเผลอถามกลับเสียงสั่นแก้อาการขัดเขินจากสายตานั้น
ขณะพยายามดันประตูปิดก็ปิดไม่ได้เสียทีแต่สวีจ้าวหรงไม่ยอมตอบความหมายของการมองเมื่อครู่ แล้วจู่ๆเขาสะบัดหน้าหนีเดินหนีไปดื้อๆ เซียนน้อยได้ทีดันประตูปิดทันใดอีกมื้อที่กอดเสื้อผ้าสีเหลืองไว้ก็แนบอกก็รู้สึกถึงอวัยวะด้านในที่เต้นระรัว“ฮูว” นางรีบพ่นลมไล่ความรู้สึกแปลกๆนั้นแล้วเปลี่ยนชุดใหม่ที่เนื้อผ้าเนื้อลื่นมือสวมเสร็จก็หมุนตัวสำรวจหน้ากระจกสำริดดูเหมือนชุดที่ใส่จะหลวมนิดหน่อยแต่ไม่ถึงกับเป็ปัญหาก่อนจะมองไปที่ศีรษะแล้วก็รู้สึกว่าเกล้าผมแบบนี้ดูไม่เหมาะกับชุดเท่าไร
“เปลี่ยนผมน่าจะดี”หญิงสาวนั่งลงที่หน้ากระจกแล้วปลดกว้านหยกออกเปลี่ยนผมเป็ทรงแบ่งเกล้ามวยขึ้นไป้าอีกส่วนก็ถักเปียห้อยลงมาสองข้าง
ภาพหญิงสาวที่ปรากฏในกระจกบานนี้จึงไม่เหมือนคนที่คุ้นตาตอนนั้นที่ใส่ชุดเ้าสาวนางไม่ได้มีเวลามาพิจารณาตัวเองเช่นนี้ ทั้งยังใส่แบบขอไปทีเพราะพะว้าพะวังแต่เื่จับปีศาจพรายน้ำ ตอนนี้ก็รู้สึกดีเหมือนกันได้แต่งตัวเสียบางจะได้ไม่ลืมว่ายังเป็ผู้หญิงอยู่
เซียนน้อยแต่งกายจัดผมเรียบร้อยก็เดินออกมาจากห้องนางเดินไปส่วนด้านหน้าบ้านก็เห็นสวีจ้าวหรงเปลี่ยนเครื่องแต่งกายเรียบร้อยนั่งอยู่กับป้าเหลียน
“มานั่งๆ แต่งตัวแบบนี้แล้วน่าเอ็นดูขึ้นจมเลย”ป้าเหลียนเอ่ยชมนางระหว่างที่เดินไปนั่งรวมโต๊ะด้วย
“ขอบคุณท่านป้า”
“ข้าคุยกับสามีเ้า เขาบอกว่าพึ่งแต่งงานกันยังไม่ถึงเดือนเลย ข้ายินดีด้วยเ้าทั้งสองเหมาะสมกันนัก”
“งั้นหรือ? ..เสี่ยวหรง!?” ลู่อิงิหันหน้าไปถลึงตาใส่ชายหนุ่มทั้งเน้นเสียงย้ำหนักนี่เขาเล่าความอะไรไม่รู้ผิดๆ ถูกๆใช่จำเป็จะต้องสร้างเื่มาหลอกป้าเหลียนขนาดนี้
“เสียดายข้าไม่มีสุรายินดีเลี้ยงรับรอง ไม่เช่นนั้นจะดื่มให้ด้วย”
“ไม่เป็เ้าค่ะ แค่ป้าเหลียนให้ที่พักก็พอแล้ว เดี๋ยวพรุ่งนี้เราก็ออกเดินทางไปแต่เช้า”ลู่อิงิพูดปฏิเสธไป แต่ในใจเปี่ยมทั้งความเกรงใจและคำขอบคุณ
“จริงสิ ว่าแต่พวกเ้าจะไปไหนกัน”ป้าเหลียนเอ่ยถามมาก็นึกได้เช่นกันว่ายังไม่ได้ถามหาข่าวเื่ดาวตกแถวนี้เลยลู่อิงิจึงเริ่มถามเกี่ยวกับสิ่งที่ตามหาอยู่เสียก่อน
“แล้วป้าเหลียนได้ยินข่าวเื่ดาวตกมาบ้างไหมเ้าคะ?”
“อ่อ เื่นั้น สองสามเดือนก่อนใช่ไหม ข้าเห็นๆแถมบุตรชายที่อยู่ในเมืองกลับบ้านมาเดือนก่อนก็เล่าให้ฟังว่ามีไปตกที่หมู่บ้านในแถบชายป่าคนแห่ไปดูกันยกใหญ่ แต่พอเล่าต่อๆ มาว่าเป็เหมือนหินเล็กๆ ก็ผิดหวังกันหมด”
ใช่แน่ๆเสี้ยวเล็กขนาดนั้นถ้าไม่มีใครว่าเป็เศษดาวก็คงไม่รู้คนที่เก็บได้ไม่เห็นไม่รู้จักคงปัดทิ้งง่ายๆลู่อิงิคิดแล้วดีใจจนยิ้มแก้มแทบปริเพราะจากที่คาดการณ์ชิ้นส่วนที่ขาดไปคงเหลืออีกเพียงสองสามชิ้นไม่เกินนี้นางจะได้เสร็จภารกิจเสียที ถ้ากินเวลาไม่ถึงหนึ่งปีจากนี้จะได้ลองหาทางบำเพ็ญเพิ่มบารมีอย่างที่บอกเคยนางฟ้าเซียนรุ่ยเซียงจริงๆเสียที
“นี่ที่พวกเ้าพากันเดินทางรอนแรมก็เพราะอยากไปเห็นว่าเศษดาวเป็อย่างไรหรือ”ป้าเหลียนเอ่ยถาม
“เ้าค่ะท่านป้า ข้าอยากจะแวะไปดูเสียหน่อย”
“อยู่ทางตะวันตกของเมืองนู้น ถ้าอยากเห็นก็ลองเดินทางไปดูแต่แม่หนูนี่ทะเล้นนักเป็สาวออกเรือนแล้วยังรักสนุกสามีเ้าก็ตามใจยอมพาไปแบบนี้ต้องเอาใจมากๆ รู้ไหมอิงิ” ใครจะไปเอาใจเขากันได้ยินแล้วน่ากลัวเซียนสาวแทบขนลุกซู่
แต่สมัยโบราณแบบนี้ยุคที่หญิงสาวถ้าแต่งงานแล้วชีวิตก็เป็ของฝ่ายชายจริงๆจะออกมาเร่ร่อนเช่นนางคงไม่ได้ลู่อิงิที่ออกเรือนแล้วเลยดูว่ามีสามีรักตามอกตามใจสินะ
“อ่า เราทานข้าวกันเถอะป้าเหลียน”พูดต่อก็กระดากอายเื่สามีภรรยาอะไรไม่รู้นางเลยพูดตัดบทพร้อมเริ่มคว้าตะเกียบคีบกับข้าวบนโต๊ะใส่ถ้วยข้าวของป้าเหลียนเพื่อเปลี่ยนเื่
“ได้ๆ ทานกันๆ พวกเ้าก็น่าจะหิวแล้ว เดินทางมาทั้งวันสินะ”
ถึงไม่หิวและไม่จำเป็ต้องกินอาหารแบบมนุษย์แต่ลู่อิงิก็สนุกอยู่ดีที่ได้ทานอาหาร ก็ความสนุกอยู่ที่การรับรสอาหารนี่ไม่ใช่ความรู้สึกอิ่ม อาหารที่ป้าเหลียนทำก็อร่อยถูกปาก ยิ่งผัดฟองเต้าหู้เม็ดบัวกับเห็ดยิ่งรสชาติดีนางทานเข้าไปเยอะมาก
“เ้าชอบสิ่งนี้หรือ” อยู่ๆสวีจ้าวหรงก็เอ่ยถามนางที่ยังคงคีบฟองเต้าหู้กินไม่หยุดนี่นางชอบออกนอกหน้าจนเขาคงสังเกตเห็นสินะ
“อืม ท่านก็ลองสิ”นางก็หวังดีคิดว่าท่านจอมมารคงไม่เคยทานมาก่อนจึงคีบใส่ถ้วยให้บ้าง เพราะวันๆคงมุ่งแต่ฝึกวิชาหาทางครองสามภพ ไม่ได้มาพักผ่อนหย่อนใจแบบนี้
“อร่อยดี” สวีจ้าวหรงเอ่ยหลังจากได้ลองชิมไปคำหนึ่ง
หลังจากที่ทานอาหารเย็นเสร็จและช่วยเก็บล้างป้าเหลียนเข้าห้องไปพักผ่อนหนึ่งเซียนหนึ่งมารจึงต้องมาอยู่ด้วยกันสองคน แต่นางไม่อยากกลับเข้าห้องไปอยู่สองคนในสถานที่ยากต่อการหลบเลี่ยงตอนเข้าไปในห้องครั้งแรกเห็นเตียงนอนยังถอนหายใจเลย มันออกจะคับแคบเกินไปหน่อยลู่อิงิจึงเลือกจะออกไปสูดอาการข้างนอกดีกว่า
“ข้าไปเดินเล่นข้างนอกหน่อยนะ”เพียงแค่นางพูดเช่นนี้ร่างสูงก็ยืนขึ้นเตรียมจะตามมาด้วยทันที “ท่านจะมาด้วยหรือ?”
“ใช่”
หมู่บ้านเล็กๆนี้ช่างสงบเหลือเกินสำหรับการที่พึ่งออกจากผิงต๋าที่เต็มไปด้วยเื่เย้ายวนใจนางเดินมาถึงบริเวณบึงที่อยู่หลังบ้านนั้นกว้างที่ป้าเหลียนเคยบอกเอาไว้
สภาพพื้นที่แถบนี้เรียกได้ว่ามีน้ำอุดมสมบูรณ์ทำให้โดยรอบมีพืชพรรณขึ้นมากมาย เราสองคนที่เดินห่างๆ กันไม่กี่ก้าวระยะห่างที่กำลังดีไม่ได้ไกลกันจนเหมือนแยกกันเดินแต่ก็ไม่ใกล้จนอึดอัด
หญิงสาวที่เดินก้มมองปลายเท้ากำลังเตะชายกระโปรงพลิ้วตนเองหยุดลงเมื่อมาถึงขอบบึงนางมองทิวทัศน์ออกไปไกลท่ามกลางความมืดมิดแต่ได้แสงดาราสกาวสะท้อนพื้นน้ำระยิบระยับจนในที่สุดก็อดใจไม่ไหวเอ่ยถามบุรุษที่เห็นอยู่ปลายสายตาเขายืนซ้อนหลังนิ่งงันไม่ขยับ “ท่านชอบที่นี่ไหม?” ก่อนที่หญิงสาวค่อยๆเอนใบหน้ามาเล็กน้อยพอให้เห็นเสี้ยวหน้างดงามของสวีจ้าวหรง“ข้าว่าที่นี่คล้ายที่พักข้าบน์เลย ต่างแค่ไม่มีดอกบัวสุดลูกหูลูกตาเท่านั้น”
“อิงิ” อยู่ๆ เสียงเรียบแต่แฝงความอ่อนโยนก็เอ่ยแทรกนางขึ้นมา
“หื้อ?” เป็ครั้งแรกที่สวีจ้าวหรงเรียกชื่อนางเช่นนี้เซียนน้อยจึงหยุดพูดแล้วหันกลับไปหา ร่างสูงที่อยู่ในชุดชาวบ้านฐานะกลางๆเนื้อผ้าที่เทียบกับชุดเก่าของเขาไม่ได้เลย นางก็ไม่รู้ว่าจะใส่สบายหรือไม่ทั้งขนาดยังดูเล็กกว่าร่างเขาด้วยตอนนี้เขาเลยดูเหมือนองค์ชายตกอับที่อยู่ในซีรีส์ที่นางชอบดู รู้ว่าตกอับแต่ก็รู้ว่าเป็องค์ชายเช่นกัน
“เ้าชอบใช่ไหม? ชีวิตเช่นนี้ สถานที่แบบนี้”
ลู่อิงิพลันยิ้มออกมาอย่างอดไม่ได้กับคำถามของท่านจอมมารก่อนที่จะได้เอ่ยวาจาใด“ชอบสิ ชอบมาก ข้าสามารถอยู่แบบนี้ได้เป็ร้อยๆ ปีเชียวนะท่านต้องไม่รู้แน่ว่าข้าแก่กว่าที่เห็นท่านเห็นมากนัก”
ความจริงนั้นตัวนางก็ไม่รู้ว่าสถานที่สวยงามเช่นนี้จะเป็แบบนี้ไปอีกนานเท่าไรเมื่อศึกสามภพเกิดขึ้นแผ่นดินคงลุกเป็ไฟ แต่ใครจะหยุดได้เขาคือจอมมารที่มีอำนาจเหลือล้น
“และคงจะดีถ้ารักษาที่แบบนี้เอาไว้ได้”ไม่รู้สายไปหรือยังแต่นางก็ยังอยากให้เขารู้ว่าานำมาซึ่งการสูญเสีย
ขณะที่กำลังคิดว่าจะเอ่ยอย่างไรดีว่าไม่อยากให้เกิดาอีกฝ่ายก็พูดตอบกลับมาก่อน “ข้าเข้าใจแล้ว”
[1] พี่ใหญ่