วิถีแห่งผู้สังเวยชีวิต : ปลดล็อกมหาเวทต้องห้ามด้วยระบบขยายหมื่นเท่า!

    บทที่ 23 ดันเจี้ยนระดับเงิน ศัตรูคู่แค้นมาเจอกัน!

            “หลินหาน ไม่คุยกับนายแล้วนะ แม่ฉันมาแล้ว ไว้เจอกันพรุ่งนี้!”

     

            สิ้นเสียง สัญญาณสายโทรศัพท์ก็ตัดไปทันที

     

            หลินหานอดไม่ได้ที่จะหลุดหัวเราะออกมา เขารู้สึกคิดถึงช่วงเวลาที่เคยเที่ยวเล่นกับหวังเฉียง

     

            แม้จะเพิ่งแยกย้ายกันได้ไม่นาน แต่สำหรับเขาแล้ว หลายวันที่ผ่านมานี้ราวกับยาวนานนับปี เรื่องราวที่ประโคมเข้ามามันมากมายเหลือเกิน

     

            หลังจากส่งพิกัดสถานที่และเวลาของวันพรุ่งนี้ให้หวังเฉียงแล้ว หลินหานก็โยนโทรศัพท์ไว้ด้านข้างแล้วค่อย ๆ หลับตาลง

     

            แม้ผู้ใช้อาชีพคลาส 2 จะสามารถอดนอนติดต่อกันได้หลายวันโดยไร้ปัญหา แต่ความเหนื่อยล้าทางจิตใจนั้นไม่อาจลบล้างไปได้ง่าย ๆ

     

            วันรุ่งขึ้น หลินหานตื่นแต่เช้ามาจัดการแต่งตัวให้เรียบร้อย ก่อนจะใช้ค่ายกลเทเลพอร์ตขนาดเล็กพกพามุ่งหน้าไปยังสถานที่ตั้งของดันเจี้ยนระดับเงินทันที

     

            รอไม่นาน หวังเฉียงก็เดินทางมาถึงจุดนัดพบ หวังเฉียงเดินเข้ามาวาดแขนกอดคอหลินหาน พลางยิ้มยียวน “หลินหาน ให้พี่ชายคนนี้เช็กหน่อยสิว่าโดนเคี่ยวกรำจนซูบผอมไปบ้างหรือเปล่า”

     

            “ไปไกล ๆ เลย” หลินหานกลอกตาใส่

     

            ทั้งสองคนพูดคุยหยอกล้อกันพลางเดินตรงไปยังจุดตรวจบัตร

     

            ทันใดนั้น เสียงหนึ่งก็ดังขัดขึ้นหยุดเท้าของคนทั้งคู่ไว้

     

            “โฮ่! นี่ไม่ใช่หลินหาน อัจฉริยะอันดับหนึ่งของโรงเรียนพวกเราหรอกเหรอ”

     

            เกาชงเดินนำกลุ่มคนจำนวนหนึ่งมาหยุดอยู่เบื้องหน้าของคนทั้งสอง เขาเอ่ยเย้ยหยันว่า “คิดไม่ถึงเลยว่า จะได้มาเจอนายในสถานที่แบบนี้ หรือว่าผู้สังเวยชีวิตอย่างนายจำเป็นต้องมาเก็บเลเวลด้วยเหมือนกัน”

     

            “เกาชง นายอย่าหาเรื่องจะดีกว่า” หลินหานปรายสายตาเย็นชาให้ ไร้ซึ่งประกายมิตรไมตรี

     

            “ไอ้ขยะอย่างแก มีสิทธิ์อะไรมาพูดขู่ฉัน!” เกาชงด่าทอ

     

            นับตั้งแต่หลินหานกลายเป็นผู้สังเวยชีวิต อดีตอันดับหนึ่งผู้เคยอยู่สูงส่งในสายตาเขาก็ไม่ต่างอะไรไปจากมดปลวก เขาไม่จำเป็นต้องแสดงท่าทีนอบน้อมต่อหน้าหลินหานอีกต่อไป

     

            ตอนนี้เขาสามารถเหยียบหัวหลินหานได้อย่างเต็มภาคภูมิ เพื่อให้อีกฝ่ายได้รับรู้รสชาติของความรู้สึกก้มหน้าไม่กล้าสบตาคนอย่างที่เขาเคยเป็น

     

            “เกาชง พอได้แล้ว!” หวังเฉียงก้าวออกมายืนกั้นข้างกายหลินหาน เขาไม่มีวันยอมให้ใครมาดูถูกเพื่อนสนิทเด็ดขาด

     

            “เหอะ! หวังเฉียง ฉันแนะนำให้นายหาคนดี ๆ มาร่วมทีมเถอะ พกไอ้หลินหานไปด้วยสำหรับนายมีแต่จะเป็นตัวถ่วง นอกจากเลเวลจะขึ้นช้าแล้วยังเสียเวลาเปล่า”

     

            เกาชงชี้ไปยังกลุ่มคนที่อยู่ด้านหลังตน พลางคุยโตอย่างวางท่า “ดูให้ดี นี่คือทีมเก็บเลเวลระดับเงิน ไม่ว่าจะเป็นความเร็วในการเคลียร์ดันเจี้ยนหรืออัตรารักษาความปลอดภัยล้วนเป็นระดับมืออาชีพ แต่นายกลับพกตัวถ่วงมาด้วย ฉันมองเห็นอนาคตอันริบหรี่ของนายเลยละ”

     

            หวังเฉียงตั้งท่าจะเถียงกลับ แต่หลินหานรั้งตัวเขาไว้ เมื่อเห็นว่าทั้งสองคนไม่อยากจะเสวนาด้วย เกาชงก็แค่นเสียงเย็น ก่อนจะนำกลุ่มคนที่เรียกตัวเองว่าเป็นยอดฝีมือเดินก้าวเข้าสู่สนามทดสอบไป

     

            “หลินหาน ทำไมไม่ปล่อยให้ฉันตอกหน้ามันไปสักหน่อยวะ” หวังเฉียงหัวเสียอย่างมาก

     

            หลินหานแบมือยิ้มกล่าว “นายจะไปจริงจังกับไอ้ขยะแบบนั้นทำไม มันมีความสามารถแค่ไหน เดี๋ยวพอถึงวันสอบคัดเลือกเข้าศึกษาก็ได้รู้กันเอง ตอนนี้ไปต่อปากต่อคำให้เสียเวลาทำไม”

     

            หวังเฉียงคิดตามแล้วก็เห็นด้วย จากนั้นหลินหานก็ยื่นบัตรผ่านประตู นำทางหวังเฉียงก้าวเข้าสู่สนามทดสอบทันที

     

            “ที่นี่ดูเหมือนจะเป็นสนามรบโบราณเลยแฮะ” หวังเฉียงกวาดสายตามองไปรอบ ๆ กลิ่นอายแห่งความไม่สงบแผ่ซ่านมาจากทุกสารทิศ เขาจึงเอ่ยเตือนว่า “หลินหาน เดี๋ยวคอยหลบอยู่ข้างหลังฉันไว้นะ วางใจได้ วันนี้ฉันจะปกป้องนายเอง”

     

            หลินหานไม่ได้เอ่ยตอบ ทันใดนั้น สัญญาณอันตรายก็พุ่งวาบขึ้นในหัวของเขา!

     

            “ระวัง!”

     

            เขายื่นมือผลักหวังเฉียงออกไป พร้อมถอยร่นฉากหลังในทันที ตรงตำแหน่งที่หวังเฉียงเคยยืนอยู่ ปรากฏร่างของซอมบี้ทหารจำนวนมากมุดผุดขึ้นมาจากใต้ผืนดิน

     

            “เชี่ย!” หวังเฉียงใจหายวาบ

     

            ถ้าเมื่อครู่หลินหานไม่ช่วยผลักออกไป เกรงว่าสถานการณ์คงยุ่งยากกว่านี้มาก

     

            “หลินหาน มอนสเตอร์ที่นี่คนละเรื่องกับในเขตผู้เล่นใหม่เลยว่ะ” หวังเฉียงบอกพลางสะบัดมือร่ายการ์ดจำนวนมากออกมา

     

            ชั่วพริบตานั้น ละอองเวทมนตร์ธาตุต่าง ๆ ก็ปะทุขึ้นทั่วสนามรบโบราณ

     

            “งั้นเหรอ” หลินหานกลับไม่ได้รู้สึกว่ามันแตกต่างกันตรงไหน สำหรับเขาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นมอนสเตอร์ประเภทใด ตอนนี้ย่อมไม่มีตัวไหนทนทานอานุภาพการกวาดล้างของมหาเวทต้องห้ามได้ทั้งนั้น

     

            “หวังเฉียง ข้างหลัง!”

     

            ในระหว่างที่กำลังคุยกัน ซอมบี้ทหารตัวหนึ่งก็ย่องเข้ามาเกือบถึงแผ่นหลังของหวังเฉียง เขาหันกลับไปซัดหมัดใส่ทันควัน ทว่าซอมบี้ทหารตัวนั้นกลับเพียงแค่เซถอยหลังไปสองสามก้าว ก่อนจะพุ่งเข้าใส่อีกครั้ง

     

            อาชีพของหวังเฉียงคือปรมาจารย์การ์ด ซึ่งไม่ได้ถนัดการต่อสู้ระยะประชิด เขาจึงซัดการ์ดออกไปใบหนึ่งพลางรีบถอยฉากเพื่อรักษาระยะห่าง

     

            “ทำไมมันอึดขนาดนี้วะ!” แม้จะโดยการ์ดเปลวเพลิงระเบิดใส่ แต่ซอมบี้ทหารก็ยังคงตะเกียกตะกายพุ่งเข้ามาใกล้จนแทบจะเอื้อมมือถึงตัวเขา

     

            ในวินาทีนั้นเอง! หลินหานก็มาปรากฏตัวขึ้นตรงหน้าหวังเฉียง พร้อมซัดหมัดตรงออกไปหนึ่งหมัด!

     

            ตูม!

     

            เสียงโซนิคบูมระเบิดดังกึกก้อง หัวของซอมบี้ทหารตัวนั้นกระเด็นปลิวหายไปทันที

     

            “เป็นอะไรไหม” หลินหานถามด้วยความเป็นห่วง

     

            หวังเฉียงยืนเบิกตากว้างนิ่งอึ้งไปเลยทันที!

     

            ภาพที่เขาเห็นเมื่อครู่มันคืออะไรกัน!?

     

            หลินหานใช้เพียงหมัดเดียว ต่อยหัวซอมบี้ทหารจนหลุดกระเด็นเนี่ยนะ!?

     

            นี่มันใช่เรื่องที่มนุษย์ปกติจะทำได้จริง ๆ เหรอ!?

     

            ยิ่งไปกว่านั้น... หลินหานเป็นสายฮีลไม่ใช่เหรอ!?

     

            แม้ตัวเขาจะไม่ได้เป็นนักรบ แต่ปรมาจารย์การ์ดก็ถือเป็นอาชีพสายต่อสู้ สมรรถภาพร่างกายโดยรวมย่อมต้องเหนือกว่าหลินหาน ทว่าหมัดของเขากลับทำอะไรมอนสเตอร์ไม่ได้เลย แต่หลินหานที่เป็นสายฮีล กลับซัดหมัดเดียวปิดคิลได้เนี่ยนะ!?

     

            เป็นเรื่องบังเอิญจริง ๆ เหรอ?

     

            ขณะที่หวังเฉียงกำลังสงสัย ซอมบี้ทหารอีกตัวก็พุ่งเข้ามาใกฃ้ แต่หลินหานกลับก้าวออกมายืนบังหน้า แล้วซัดหมัดต่อยพวกมันร่วงหล่นทีละตัวราวกับผู้ใหญ่หยอกเด็ก

     

            “หลินหาน นาย... นายเป็นผู้สังเวยชีวิตจริง ๆ เหรอวะ” ในที่สุดหวังเฉียงก็อดใจไม่ไหว เอ่ยถามออกไปด้วยความความสงสัย

     

            “ก็จริงสิ” หลินหานยิ้ม

     

            แม้พละกำลังระดับนี้สำหรับผู้สังเวยชีวิตจะดูน่ากลัวไปหน่อย แต่ก็น่าเชื่อถือกว่าการปล่อยมหาเวทต้องห้ามกวาดล้างล่ะนะ

     

            “หรือว่าระบบจะระบุสายอาชีพให้นายผิด” หวังเฉียงเริ่มลังเล “สายฮีลจะมีพลังต่อสู้ขนาดนี้ได้ยังไง แต่นายทำเอาฉันช็อกจริง ๆ นะ ฉันเริ่มสงสัยแล้วว่าหรือจริง ๆ แล้วนายเป็นนักรบซ่อนคมกันแน่”

     

            เผชิญกับข้อกังขาของเพื่อนสนิท หลินหานก็ยิ้มตอบเพื่อคลายบรรยากาศตึงเครียดลง “อะไรกัน ไม่อนุญาตให้เพื่อนอย่างฉันมีสมรรถภาพร่างกายดีกว่าคนอื่นหน่อยเหรอ”

     

            “แต่นี่มันดีเกินมนุษย์มนาไปแล้วโว้ย!” แม้หวังเฉียงจะประหลาดใจ แต่เพราะทุกคนย่อมมีความลับเฉพาะตัว เขาจึงไม่คิดจะซักไซ้ไล่เลียงต่อให้มากความ

     

            “สกิลอัญเชิญสายฟ้า!” หวังเฉียงชูแขนทั้งสองข้างขึ้น

     

            “เทพแห่งสายฟ้าผู้ทรงเกียรติ โปรดมอบอานุภาพอัสนีอันไร้ขีดจำกัด ชี้แนะทัณฑ์สายฟ้า ณ ดินแดนแห่งนี้! สาวกผู้ภักดีขอศรัทธาต่อท่าน เทพแห่งสายฟ้า! โปรดเริ่มชำระล้างมลทินบาป ณ ดินแดนแห่งนี้ด้วยเถิด!”

     

            กระแสอัสนีบาตสายแล้วสายเล่าขานรับการเรียกขานของหวังเฉียง ฟาดกระหน่ำลงมาจากชั้นฟ้า

     

            ชั่วพริบตานั้น สนามรบโบราณพลันสว่างไสวไปด้วยแสงอัสนี

     

            หากหวังเฉียงเคยเห็นหลินหานร่ายทักษะอาณาเขตโกลาหลมาก่อน เขาคงจะได้รู้ว่าอานุภาพสายฟ้าที่แท้จริงมันน่าสะพรึงกลัวขนาดไหน สกิลอัญเชิญสายฟ้าเบื้องหน้านี้ เมื่อเทียบกับมหาเวทต้องห้ามแล้ว ก็เป็นเพียงแค่เด็กน้อยที่ยังโตไม่เต็มวัยเท่านั้น

     

            “เทพแห่งสายฟ้าผู้ทรงเกียรติ! โปรดชำระล้างบาปและลงทัณฑ์พวกมันด้วยเถิด!”