นางเพียง้าลองหยั่งเชิงดูว่าชายผู้นี้จะเปิดแหวนหยกได้จริงหรือไม่ ต่อให้เขาเปิดได้จริงๆ ก็ไม่ควรมีปฏิกิริยารุนแรงถึงเพียงนั้นมิใช่หรือ
“เ้ามั่นใจหรือว่าจะให้เปิดแหวนนั่น?” น้ำเสียงของเขายังคงทุ้มนุ่ม แต่กลับแฝงไว้ด้วยความแหบพร่าเล็กน้อย ยิ่งทำให้ฟังดูเย้ายวนลึกซึ้ง...ราวกับบุรุษที่เพิ่งระบายความใคร่
ฮวาชิงเหยียนรีบสะบัดไล่ความคิดเหลวไหลออกจากหัว นางพยักหน้ากล่าว “หากท่านช่วยข้าเปิดแหวนนี้ได้ ข้าจะมอบโอสถน้ำทะลวงพลังปราณให้ท่านหนึ่งขวด เป็อย่างไร”
เขาดูเหมือนกำลังครุ่นคิดว่าจะตอบรับดีหรือไม่
ฮวาชิงเหยียนแอบเบ้ปาก ก็แค่บอกวิธีเปิดแหวนหยก จำเป็ต้องลังเลนานถึงเพียงนี้หรือ นี่เขาคิดว่าโอสถน้ำทะลวงพลังปราณน่ะปรุงได้ง่ายนักหรือไร
ตอนนั้นนางใช้เงินกว่าหลายสิบล้านตำลึงทองในการรวบรวมสมุนไพรจนครบ ถึงจะปรุงออกมาได้หนึ่งขวด และเพราะเป็ขวดแรกจึงเก็บไว้ในมิติเก็บของมาตลอด
ภายหลังเมื่อนางกลายเป็แพทย์ประจำเขตทหารพิเศษ ระดับสมุนไพรจึงไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป อยากใช้อะไรก็มีให้เลือกเต็มที่
หากไม่ใช่เพราะในมิติเก็บของยังมีโอสถน้ำทะลวงพลังปราณอยู่อีกขวด นางไม่มีทางเอามันมาแลกกับวิธีเปิดแหวนหยกนี้เด็ดขาด
ทว่าเขากลับยังคงลังเล ทั้งที่นางรู้ดีว่าในแคว้นหลงลี่ โอสถทะลวงพลังปราณนั้นนอกจากราชวงศ์จะมีเพียงหนึ่งเม็ดแล้ว ผู้อื่นไม่มีทางได้เลย
ขณะฮวาชิงเหยียนกำลังสบถในใจ เขาก็เอ่ยว่า “ตกลง อีกครึ่งเดือนข้าจะให้คนมาสู่ขอ หลังจากนั้นไม่เกินหนึ่งเดือน...ข้าจะมารับเ้าเป็ภรรยา”
เอ่ยจบก็หมุนกายจากไป ทิ้งฮวาชิงเหยียนให้ยืนนิ่งเป็รูปปั้นแกะสลักอยู่ตรงนั้นอย่างโดดเดี่ยว
อะไรนะ!!
เมื่อครู่ตอนอาบน้ำอยู่นางเผลอพูดอะไรผิดไปหรือไม่ หรือว่าหูนางมีปัญหา ทั้งที่เพียงอยากรู้วิธีเปิดแหวนหยก แต่บุรุษผู้นั้นกลับบอกว่าจะมาสู่ขอ?!
หูของเขามีปัญหาหรือ!
ฮวาชิงเหยียนยังรู้สึกอัดอั้นไม่หายเพราะคำพูดของบุรุษสวมหน้ากากเงิน คืนนั้นนางฝันทั้งคืนว่าเขาไล่ตามนางพลางพร่ำพูดว่าจะมารับนางเป็ภรรยา
พอเช้าตื่นขึ้นมา ความกดดันบนร่างก็หนักหนาเป็พิเศษ ก็ร่างนี้เพิ่งอายุสิบห้าปี ยังไม่บรรลุนิติภาวะด้วยซ้ำ!
หากเจอเขาอีกครั้ง นางต้องเอาคืนให้สาสม เขากล้าแกล้งนางแบบนี้ได้อย่างไร!
ฮวาชิงเหยียนไม่เคยคิดจะจริงจังกับคำพูดของเขา พอตื่นเช้าขึ้นมาก็เริ่มฝึกตนทันที
นางจำได้ว่าในคัมภีร์ฝึกพลังปราณกล่าวไว้ว่า ตอนรุ่งอรุณแสงแรกของวันคือ่เวลาที่ไอปราณม่วงพลุ่งพล่านที่สุด เหมาะแก่การฝึกตนอย่างยิ่ง
ฮวาชิงเหยียนนั่งขัดสมาธิในลานเรือน ขณะดวงอาทิตย์เพิ่งโผล่พ้นขอบฟ้า นางก็เริ่มฝึกทันที
นางััได้อย่างชัดเจนว่าพลังพิเศษบางอย่างหลั่งไหลเข้าสู่จุดตันเถียน ทำให้ทั้งร่างรู้สึกสดชื่นลื่นไหล
จนกระทั่งตะวันลอยสูงขึ้น ฮวาชิงเหยียนจึงเลิกฝึกปราณ
‘ตอนนี้เ้าอยู่ระดับหลอมปราณขั้นสี่แล้วหรือ’
เพิ่งลุกขึ้นยืน เสียงของจิติญญาแห่งคัมภีร์ก็ดังขึ้นในทะเลจิตสำนึกด้วยน้ำเสียงแปลกใจเล็กน้อย
ฮวาชิงเหยียนพยักหน้ารับ “ใช่ ดูท่าว่าไอปราณม่วงจะวิเศษจริงๆ แค่ครึ่งชั่วยามก็ทำให้ข้าเลื่อนขั้นถึงสองระดับ”
จิติญญาแห่งคัมภีร์ถึงกับพูดไม่ออกไปชั่วขณะ ฮวาชิงเหยียนรับเื่ที่ตนเองใช้เวลาเพียงครึ่งชั่วยามเพื่อเลื่อนระดับถึงสองขั้นอย่างหน้าตาเฉย ทั้งที่ความจริงแล้ว บางคนแม้จะทุ่มทั้งชีวิตก็อาจฝึกได้เพียงถึงระดับหลอมปราณขั้นสี่หรือห้าเท่านั้น แม้แต่ผู้มีพร์ระดับรากิญญาเดี่ยว ยังต้องใช้เวลาสี่ถึงห้าปีกว่าจะไปถึงระดับหลอมปราณขั้นสี่ แต่ฮวาชิงเหยียนกลับใช้เวลาเพียงวันเดียวก็ไปถึงระดับหลอมปราณขั้นสี่แล้ว...
นอกจากเ้านายคนก่อนแล้ว จิติญญาแห่งคัมภีร์ก็เพิ่งเคยพบผู้มีพร์สูงส่งถึงเพียงนี้อย่างฮวาชิงเหยียน ไม่เสียแรงที่เป็อัจฉริยะรากิญญาครบถ้วน ช่างน่าหวาดหวั่นนัก
ฮวาชิงเหยียนไม่รู้เลยว่าความเร็วในการฝึกของตนทำให้จิติญญาแห่งคัมภีร์ผู้หยิ่งทะนงตกตะลึง แต่สำหรับนางแล้ว ระดับสี่น่ะยังอ่อนนัก เพราะเ้าคู่หมั้นจอมชั่วจวินอู๋ชิงนั่นอยู่ระดับเก้าแล้ว
นางได้ยินว่างานเลี้ยงวันคล้ายวันเกิดของเขาที่จะจัดขึ้นในอีกไม่นาน ฮ่องเต้จะพระราชทานโอสถทะลวงพลังปราณซึ่งในแคว้นหลงลี่นี้มีเพียงเม็ดเดียวให้เขา
ส่วนบุรุษสวมหน้ากากเงินนั่น นางดูไม่ออกว่าเขาอยู่ระดับใด แต่รู้ว่าต้องลึกล้ำจนมิอาจหยั่งถึง แล้วทำไมเขาถึงอยากได้โอสถน้ำทะลวงพลังปราณกัน หรือว่า...เขาแค่แกล้งนาง?
ไม่ว่านางจะคิดอย่างไรก็รู้สึกเหมือนถูกแกล้ง ฮวาชิงเหยียนไม่อยากให้ตัวเองจำเื่ขายหน้าพรรค์นี้อีก จึงพยายามลืมไปเสีย
เมื่อนางล้างหน้าบ้วนปากเสร็จก็เริ่มปรุงโอสถให้ซูซื่อกับฮวาเฮ่าเย่ว์ เนื่องจากร่างกายของทั้งสองคนอ่อนแอมาก อีกทั้งสมุนไพรที่จำเป็ต่อการรักษาก็ยังหาได้ไม่ครบ โอสถที่นางปรุงตอนนี้จึงเป็เพียงโอสถน้ำบำรุงพื้นฐานเท่านั้น
หลังจากตั้งหม้อปรุงโอสถแล้ว ฮวาชิงเหยียนก็เริ่มลงมือทำอาหาร เพื่อให้มั่นใจว่าในเดือนนี้จะไม่มีใครต้องทนหิวอีก ครั้งนี้นางจึงซื้อเสบียงมาเพียงพอสำหรับหนึ่งเดือน
พอกินข้าวเสร็จ ก็มีเสียงเรียกดังแ่เบามาจากลานเรือน
“คุณหนูรองอยู่หรือไม่เ้าคะ”
เสียงนั้นกดต่ำอย่างจงใจ แฝงไว้ด้วยความระแวดระวังราวกับกลัวว่าจะมีใครลอบได้ยินเข้า
ซูซื่อกับฮวาเฮ่าเย่ว์กำลังดื่มยาอยู่ ได้ยินเสียงก็ชะงักมืออย่างไม่รู้ตัว ฮวาชิงเหยียนจึงบอกให้ทั้งสองดื่มต่อ แล้วเดินออกไปดู
พอเดินออกมาก็พบสาวใช้หน้ากลมวัยราวสิบสามสิบสี่ปี นางกำลังชะโงกชะแง้ แววตาเต็มไปด้วยความร้อนรน พอเห็นฮวาชิงเหยียนก็รีบพูดเสียงสั่น “คุณหนูรอง ท่านไปดูเซี่ยจู๋หน่อยเถิดเ้าคะ นาง...นางใกล้ไม่ไหวแล้ว”
เซี่ยจู๋?
ฮวาชิงเหยียนนึกถึงสาวใช้ที่ช่วยนางถือของครานั้น แล้วบอกสาวใช้หน้ากลมรอสักครู่ ก่อนจะเข้าไปแจ้งซูซื่อกับฮวาเฮ่าเย่ว์ จากนั้นก็ออกเดินทางพร้อมให้สาวใช้หน้ากลมนำทาง
ระหว่างทางก็ได้รู้เื่ของเซี่ยจู๋ไม่น้อย
เพราะวันนั้นเซี่ยจู๋หายไปนาน ฮวาเย่ว์โหรวจึงลงโทษนางด้วยการโบยยี่สิบไม้ สองวันผ่านไปไม่มีหมอรักษา าแเริ่มติดเชื้อ อาการก็แย่ลงเรื่อยๆ จนจะรักษาชีวิตไว้ไม่ได้แล้ว
สาวใช้หน้ากลมนางนี้เพิ่งเข้าจวนได้ไม่นาน ทว่าสนิทกับเซี่ยจู๋พอสมควร เมื่อวานจึงไปเยี่ยมด้วยความเป็ห่วง พอเช้านี้เห็นเซี่ยจู๋แทบหายใจรวยริน จึงตัดสินใจไม่สนอะไรอีก และรีบมาหาฮวาชิงเหยียนทันที
ฮวาชิงเหยียนตามสาวใช้ไปถึงเรือนพักบ่าวรับใช้เรือนหนึ่ง เป็เรือนที่ให้พวกบ่าวต่ำต้อยอาศัยอยู่ แม้ไม่ได้รับการดูแลให้ดีนัก แต่ก็ยังดูดีกว่าเรือนเก่าของเ้าของร่างเดิม
ทันทีที่ก้าวเข้าไป ฮวาชิงเหยียนก็เห็นเซี่ยจู๋นอนซมอยู่บนเตียงด้วยสภาพเหงื่อแตกเต็มหน้า ริมฝีปากแห้งผาก พวงแก้มแดงจัด อีกทั้งยังไข้ขึ้นสูงด้วย มองเพียงแวบเดียวนางก็รู้แล้วว่าเซี่ยจู๋กำลังติดเชื้อ
“ไปต้มน้ำมาให้ข้า นำสุรากับมีดมาด้วย”
ฮวาชิงเหยียนพูดเสียงเรียบ อาการแบบนี้นางเคยเห็นมานับไม่ถ้วนในชาติก่อน ต่อให้สถานการณ์ของเซี่ยจู๋จะอันตราย แต่นางก็ไม่รีบร้อน หากรักษาทันเวลาก็ไม่เป็อะไรมาก แต่หากปล่อยทิ้งไว้ เซี่ยจู๋อาจตายเพราะติดเชื้อ หรือต่อให้รอดมาได้ก็คงกลายเป็คนปัญญาอ่อน
ฮวาชิงเหยียนกำลังจะก้าวไปตรวจดูาแของเซี่ยจู๋ ทว่าสาวใช้หน้ากลมกลับพูดด้วยสีหน้าเก้อเขิน “คะ...คุณหนูรอง บ่าวไม่รู้ว่าจะไปเอาสุราจากที่ใดเ้าค่ะ”
พูดจบก็รีบก้มหน้าด้วยความละอาย แม้นางเพิ่งเข้าจวนมาไม่นาน แต่ก็พอรู้ดีว่าฐานะของฮวาชิงเหยียนในจวนต่ำต้อยเพียงใด กระทั่งยังด้อยกว่าพวกบ่าวเช่นพวกนางเสียอีก หากตนเอ่ยชื่อฮวาชิงเหยียนไปขอสุรากับพวกผู้ดูแล ไม่เพียงไม่ได้สุรา แต่ยังอาจถูกลงโทษอย่างรุนแรงเสียด้วยซ้ำ
ฮวาชิงเหยียนเองก็เหมือนจะนึกขึ้นได้ถึงฐานะของตนในจวน สีหน้าจึงเคร่งขรึมขึ้นทันที ดูท่าว่านางคงต้องเริ่มลงมือเสียที ฮวาเจิ้นเซี่ยไม่เพียงยึดบรรดาศักดิ์อันควรเป็ของฮวาเฮ่าเย่ว์ไป แต่ยังปล่อยให้เหล่าบ่าวรับใช้เหยียดหยามครอบครัวของนาง กระทั่งจะขอสุราสักไหยังเป็เื่ยาก นางจึงสั่งว่า “เ้าช่วยไปต้มน้ำให้ข้าก่อน ที่เหลือข้าจะจัดการเอง”
เื่ต้มน้ำร้อนสาวใช้หน้ากลมยังพอทำได้ จึงพยักหน้าแล้วรีบวิ่งออกไปทันที
แต่ทันใดนั้นก็มีเสียงร้องดังขึ้นจากลานเรือน
“อ๊าาาา!”
ฮวาชิงเหยียนรีบเดินออกไปดู นางเห็นสาวใช้หน้ากลมนอนหงายอยู่บนพื้น โดยมีหญิงชราหน้าตาบูดบึ้งคนหนึ่งยืนจังก้าจ้องเขม็งอยู่
ดูจากตำแหน่งที่ยืน ฮวาชิงเหยียนก็พอเดาได้ว่าคงเดินชนกันโดยไม่ได้ตั้งใจ ด้วยปะทะกันอย่างรุนแรง สาวใช้หน้ากลมจึงเสียหลักล้มลงไปกับพื้น
หญิงชราตวาดขึ้นเสียงดัง “เสี่ยวเหมย! ตาเ้ามองไม่เห็นหรืออย่างไรถึงกล้าชนข้า! แค่คันเนื้อคันหนังก็พอว่า ยังจะมาทำตัวโง่งมเหมือนนางเซี่ยจู๋นั่นอีก! นางนั่นกล้าไปสุงสิงกับคนไร้ค่าฮวาชิงเหยียน สมควรแล้วที่โดนคุณหนูใหญ่ลงโทษ! วันนี้ข้าจะสั่งสอนเ้าให้หลาบจำ!”
พูดจบก็เข้ามาบีบแขนของสาวใช้หน้ากลมด้วยแรงมหาศาล สีหน้าก็เต็มไปด้วยความเหี้ยมเกรียม
“โอ๊ย เจ็บเ้าค่ะ! ขออภัยเ้าค่ะไช่หมัวมัว [1] ข้าไม่ได้ตั้งใจจริงๆ อย่าทำข้าเลย...”
สาวใช้หน้ากลมเพียงร้องขอด้วยน้ำตาคลอเบ้า ไม่กล้าตอบโต้เลยแม้แต่น้อย
แต่หญิงชรากลับยังไม่ยอมหยุด “ข้าดูออกว่าเ้าตั้งใจ! เ้านี่มันพวกเดียวกับเซี่ยจู๋ชัดๆ! ทั้งที่คุณหนูใหญ่เมตตาโบยนางนั่นแค่ยี่สิบไม้ หากเป็ข้า ข้าจะจับฟาดให้ตายเลย!”
ทันใดนั้น เสียงเย็นเยียบทรงพลังก็ดังขึ้น
“เ้าจะฟาดใครจนตายกัน?”
หญิงชราซึ่งกำลังบีบแขนสาวใช้หน้ากลมอยู่ชะงัก นางเงยหน้ามองอย่างใ ก่อนจะนิ่งงันไปเมื่อเห็นฮวาชิงเหยียนที่ยืนอยู่หน้าประตูห้องจ้องเขม็งมาทางนี้
แววตาของฮวาชิงเหยียนคมกริบ ไช่หมัวมัวถึงกับตัวสั่นสะท้าน สายตาคู่นั้นช่างน่าหวาดหวั่นจนนางรู้สึกหนาวเยือกไปทั้งร่าง แต่ไม่นานไช่หมัวมัวก็ได้สติ รีบเบนสายตาไปทางอื่นแล้วเอ่ยประชดเสียงแหลม “โอ้ ที่แท้ก็คุณหนูรองนี่เอง แล้วเหตุใดถึงมาอยู่ในเรือนของพวกบ่าวเล่า ถึงคุณหนูรองจะรู้ตัวว่าเป็คนไร้ค่า ไร้พลังฝึกปราณจนกระทั่งด้อยกว่าพวกบ่าว แต่ก็ไม่ควรลดตัวลงมาเช่นนี้กระมัง หากนายท่านกับฮูหยินรู้เข้าคงเศร้าใจแทบขาดใจเป็แน่”
สาวใช้หน้ากลมหน้าตาบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บ ลอบมองฮวาชิงเหยียนอย่างลังเล ฮวาชิงเหยียนจึงส่งสัญญาณให้นางรีบออกไป
เมื่อได้รับคำสั่ง นางย่อมไม่อยากอยู่เผชิญหน้ากับไช่หมัวมัวอีกจึงรีบจากไปทันที
ไช่หมัวมัวเองก็ไม่ได้คิดจะไล่ตาม เพราะนางลงไม้ลงมือกับพวกสาวใช้ แต่ไม่ได้จะลงโทษให้ถึงตายเป็ปกติอยู่แล้ว เมื่อเห็นฮวาชิงเหยียนไม่โต้ตอบ สีหน้าก็ยิ่งเหยียดหยัน ในความทรงจำของนาง ฮวาชิงเหยียนก็เป็แบบนี้เสมอ ขี้ขลาด อ่อนแอ ปล่อยให้พวกตนเหยียบย่ำดูแคลนมาตลอด ไม่เคยกล้าตอบโต้แม้แต่ครึ่งคำ
ไช่หมัวมัวหน้าเชิดเดินเข้ามาใกล้ ยกมือหมายจะผลักฮวาชิงเหยียนพลางพูดเสียงหยัน “คุณหนูรอง โปรดหลีกไปเถิด บ่าวมารับตัวเซี่ยจู๋ นางหาญกล้าทรยศคุณหนูใหญ่ สมควรตายยิ่งกว่าตาย บ่าวจะพานางไปให้คุณหนูใหญ่ตัดสินชะตาด้วยตนเอง”
แครก!
“อ๊ากกกก!!”
พูดยังไม่ทันจบประโยคดี ไช่หมัวมัวก็รู้สึกถึงแรงบิดมหาศาลที่มือ กระดูกของนางถูกฮวาชิงเหยียนหักในพริบตา ความเ็ปแผ่ซ่านไปทั้งแขน จนนางกรีดร้องออกมา
ใช้เวลาหลายอึดใจกว่านางจะเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น...
ฮวาชิงเหยียนหักข้อมือของนาง! ทั้งที่นางเป็ถึงผู้ฝึกยุทธ์ระดับหลอมปราณขั้นสี่ เป็ถึงไช่หมัวมัวผู้ติดตามใกล้ชิดของฮวาเย่ว์โหรว แต่กลับถูกคนไร้ค่าหักมือได้!
ความอัปยศนี้เ็ปยิ่งกว่าร่างกายหลายเท่า นางพลันกรีดร้องลั่นด้วยโทสะ “คุณหนูรอง! เ้าหักแขนข้า! ข้าจะฆ่าเ้า!”