กระทั่งรถม้าเริ่มเคลื่อนตัวโคลงเคลง นางจึงค่อยๆ คลายหมัดที่ตนกำไว้แน่นเมื่อครู่นี้
ข้างในเป็นนกหวีดขนาดเล็กรูปร่างมีเอกลักษณ์ ร้อยด้วยด้ายสีแดงดูวิจิตรงดงาม ราวกับจี้ที่สามารถห้อยเป็นสร้อยคอได้
ตอนนี้เยี่ยนเจาเจาไม่มีจิตใจมาพิเคราะห์ว่านกหวีดใช้ประโยชน์อะไรได้บ้างเขี่ยนกหวีดด้วยปลายนิ้วแล้วไม่คิดอีก
แต่เยี่ยนเจาเจาพลันนึกเรื่องหนึ่งออกกะทันหัน
เป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง
นางวางแผนและรอมาเนิ่นนาน คำนวณดู ในที่สุดก็ใกล้ถึงเวลาแล้ว
เยี่ยนเจาเจาตะโกนเรียกคนขับรถข้างนอกให้เขาพาตนไปหอเทียนเซียงทันที แล้วลากรถเปล่ากลับจวนสกุลหยวน
หอเทียนเซียงถือเป็นกิจการของเยี่ยนเจาเจาและยังมีคนที่หนานหมิงเหอทิ้งไว้ที่นั่นส่วนหนึ่งเยี่ยนเจาเจาเตรียมไปหอเทียนเซียงเพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้า จากนั้นค่อยไปจวนว่าการ
ในจวนว่าการมีคนผู้หนึ่งที่เยี่ยนเจาเจาอยากจะไปพบ
เป็นคนร้ายกาจคนหนึ่ง
และบุคคลนี้ก็เป็นหนึ่งในความเสียดายเมื่อชาติก่อนของตน
พูดตามตรง มองจากสายตาของเยี่ยนเจาเจาใต้เท้าเจ้าเมืองซูโจวไม่ใช่คนฉลาด รับตำแหน่งได้ไม่นานใต้เท้าผู้นี้ก็โดนคนสังหาร
ใช่ โดนสังหาร
ด้วยวิธีนองเลือดที่สุด โดนตัดศีรษะโยนไว้หน้าประตูจวนเจ้าเมืองส่วนร่างกายที่เหลือถูกโยนให้สุนัขกินที่ป่าช้า
ใต้เท้าเจ้าเมืองผู้นี้นามว่าเว่ยวั่งสวิน เขาสูงวัยแล้ว และมีประวัติติดตัวอันยาวนาน
เว่ยวั่งสวินเป็นจิ้นซื่อสมัยท่านปู่ของเยี่ยนเจาเจายังครองราชย์ต่อมามือสกปรกในราชสำนักเพราะเกี่ยวข้องกับคดีทุจริต จึงโดนย้ายไปเป็นนายอำเภอที่อำเภอเล็กๆแห่งหนึ่งในเมืองซูโจว
แต่เรื่องนี้ก็มิอาจขัดขวางการเลื่อนขั้นของเว่ยวั่งสวินใต้เท้าผู้นี้เสาะหาช่องทางเก่ง ไม่นานก็ได้เป็นเจ้าเมืองของเมืองซูโจวทั้งยังได้รับความโปรดปรานจากฮ่องเต้หญิงเพราะทักษะการปกครองที่ไม่เลว
รูปแบบการใช้คนที่เป็นเอกลักษณ์ขององค์ฮ่องเต้หญิงเป็นอุบายหนึ่งนางรู้ว่าเว่ยวั่งสวินไม่ใช่คนดี แต่กลับไม่เลิกใช้งานเขาเพราะเหตุนี้มองในบางแง่อาจดูโหดเหี้ยม แต่มันไม่มีทางเลือกนัก
เว่ยวั่งสวินตรงตามสำนวนลูกผู้ชายสิบปีล้างแค้นก็ยังไม่สายจิตใจคับแคบอย่างยิ่ง
ใต้เท้าผู้รับผิดชอบคดีทุจริตสมัยนั้นคือรองหัวหน้าศาลต้าหลี่[1] เจียงหย่ง เว่ยวั่งสวินโดนเขาปลดจากตำแหน่งจึงเจ็บแค้นเจียงหย่งหาใดเปรียบ ลอบดักซุ่มโจมตีอยู่หลายปี สืบหาช่องทางไปไม่น้อยสุดท้ายก็ดึงตัวเจียงไหว หลานชายสายตรงของสกุลเจียงที่ดูแลคดีของตนเอง มาเป็นขุนนางที่เมืองซูโจวได้สำเร็จ
เดิมทีเจียงไหวเป็นคุณชายตระกูลขุนนางที่ชื่นชอบการทัศนาจรวางตัวสง่างามมีราศี สอบขุนนางเพื่อรายงานครอบครัวโดยเฉพาะเมื่อสอบได้ตำแหน่งจิ้นซื่อ ปรารถนาในเทือกเขาลำเนาไพรของซูโจวจึงมาเป็นขุนนางที่เมืองซูโจว
เจียงไหวไม่กระตือรือร้นกับงานราชการ คงเพราะไม่ทะเยอทะยานนักไม่ทันตั้งตัวก็โดนเว่ยวั่งสวินจับผิดแล้วโดนดึงลงจากเก้าอี้ ขังเอาไว้ในคุกหลังดำเนินการ
ประจวบเหมาะกับราชสำนักวุ่นวายท่านปู่ของเจียงไหวถูกใส่ความจนติดคุก และตายอย่างอนาถในนั้น สกุลเจียงเกิดความโกลาหลสุดท้ายก็ไม่มีใครสนใจเจียงไหวอีก
เว่ยวั่งสวินทรมานเจียงไหวอย่างหนัก ถึงขั้นตัดอวัยวะเพศทั้งยังสั่งคนหักขาทั้งสองข้าง แทงดวงตาข้างหนึ่ง และคว้านหูเขาไปหนึ่งข้างทรมานจนอดีตคุณชายรูปงามเป็นคนก็ไม่ใช่เป็นผีก็ไม่เชิง
สุดท้ายเจียงไหวใกล้จะขาดใจตายเว่ยวั่งสวินก็โยนเจียงไหวทิ้งที่ป่าช้า และล่อหมาป่ามาหยามเกียรติเขาอีกครั้ง
แต่คาดไม่ถึงว่าเจียงไหวยังไม่ตาย
และไม่มีผู้ใดทราบว่าเจียงไหวรอดมาได้อย่างไร
ทว่าเจียงไหวรอดกลับมาแล้ว
ทุกคนล้วนเห็นเจียงไหวเดินถือไม้เท้า ลากขาสองข้างกลับมาที่หน้าประตูจวนว่าการเขียนวลี “ฟ้าดินเที่ยงธรรม” บนประตูใหญ่ของจวนด้วยเลือดแล้วหายไปไร้ร่องรอย
จากนั้นเว่ยวั่งสวินก็ตาย
ตระกูลของเว่ยวั่งสวินนับสิบหกคนล้วนไม่ดีตายกันทั้งสิ้น คนแรกที่ตายคือเว่ยวั่งสวิน
เว่ยวั่งสวินตายอย่างกะทันหันในจวนเจ้าเมือง ศีรษะของเขาได้หายไป
ขณะที่คนสกุลเว่ยรีบหาส่วนศีรษะของเขานั้นก็พบว่าศพของเว่ยวั่งสวินที่ตั้งอยู่ในจวนสกุลเว่ยเหลือเพียงหนังมนุษย์เปื้อนเลือดภายในชั่วข้ามคืน
คนสกุลเว่ยค้นหาหลายครั้งยังไม่เจอฆาตกรปั่นทุกคนจนหัวหมุนอยู่เบื้องหลัง
สุดท้ายศีรษะของเว่ยวั่งสวินก็ถูกหมาป่าคาบมาโยนตรงหน้าประตูใหญ่จวนสกุลเว่ยอย่างอาจหาญ
มีคนตามหมาป่าไปค้นหาและพบศพไม่มีผิวหนังเนื้อเหวอะหวะอยู่ที่ป่าช้า
ยามนั้นฝูงหมาป่ากำลังกัดกินศพอย่างบ้าคลั่งตัวศพไม่เป็นรูปเป็นร่างนานแล้ว
บ่าวรับใช้สกุลเว่ยจำได้ว่าศพนั้นน่าจะเป็นเว่ยวั่งสวินเจ้าเมืองซูโจวคนก่อนจากเนื้องอกบนเท้าซ้าย
หลังจากพบศพของเว่ยวั่งสวินคนสกุลเว่ยก็เริ่มล้มหายตายจากติดๆ กัน
บ้างตกน้ำอย่างไร้สาเหตุ บ้างแขวนคอตายกลางดึกยังมีคนเชือดคอตนเองด้วยดาบ มีจุดจบที่ไม่ดีกันสักคน
ไม่ถึงครึ่งเดือนคนสกุลเว่ยก็ตายหมด กระทั่งหลานชายที่ยังทารกของเว่ยวั่งสวินก็ยังตายเพราะอาการป่วยเฉียบพลัน
คดีฆาตกรรมสกุลเว่ยเป็นคดีใหญ่สะเทือนขวัญ จนเกิดความสะพรึงกันไปทั้งเมืองซูโจวฆาตกรไปมาไร้ร่องรอย แต่กลับไม่ทำร้ายผู้บริสุทธิ์นอกเหนือจากคนสกุลเว่ยเลยสักคน
ทุกคนต่างบอกว่าเจียงไหวเป็นผู้ก่อหายนะของสกุลเว่ย ทว่ากลับไร้หลักฐานไม่มีผู้ใดพบร่องรอยของเจียงไหว
สองปีต่อมาเผ่าเป่ยหรง [2] ได้หวนกลับมาอีกครั้งผู้นำทัพคือเฟิงหุยเสวี่ย แม่ทัพใหญ่ชื่อเสียงเลื่องลือของเป่ยหรง และนำที่ปรึกษาที่ฉลาดมากแผนการราวปีศาจมาด้วยคนหนึ่ง
ได้ยินว่าที่ปรึกษาผู้นั้นเดิมเป็นชาวจงหยวน ใบหน้าขาดวิ่นมีดวงตาข้างเดียว ขาพิการมิอาจเข้าสนามรบ ทำได้เพียงนั่งรถเข็นไม้ชั่วชีวิต
แต่ที่ปรึกษาร่างกายไม่สมประกอบผู้นี้กลายเป็นหอกข้างแคร่ของแคว้นต้าซี
เขาอายุน้อยและบ้าบิ่น เบื้องหลังมีเฟิงหุยเสวี่ยคอยสนับสนุนเสมือนเสือร้ายเพิ่งลงจากเขา เมื่อยามนี้มันคว้าโอกาสเอาไว้ได้ จึงสาบานว่าจะให้ต้าซีชดใช้ความผิดพลาดของตนด้วยหยาดโลหิต
ต่อมาเยี่ยนเจาเจาจึงทราบว่าคนผู้นี้คือเจียงไหว
เจียงไหวมีจิตใจที่งดงามละเอียดอ่อนไม่สนใจสภาพการณ์โดยรวมของใต้หล้า หลงใหลบทกลอน ตำรา ลำนำและสุราแต่เว่ยวั่งสวินทรมานจนเขาเดือดดาล ทำให้หัวใจวัยกำดัดมากความสามารถที่เปี่ยมด้วยอารมณ์สุนทรีย์เปลี่ยนไป
เจียงไหวเกลียดชังแวดวงขุนนางของต้าซี เกลียดชังชาวต้าซีทุกคนจึงเปลี่ยนไปเข้าร่วมกับเผ่าเป่ยหรง และออกอุบายวางแผนการโต้กลับให้เป่ยหรงอย่างห้าวหาญ
เยี่ยนเจาเจาไม่อยากย้อนคิดว่าเจียงไหวนำพาเคราะห์ร้ายมาสู่ต้าซีเพียงใดแต่เยี่ยนเจาเจาจำได้เรื่องหนึ่ง การรบจนสิ้นชีพของท่านแม่ของนางมีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับเจียงไหว
อันที่จริงเยี่ยนเจาเจามีความเกลียดชังต่อเจียงไหวที่เคยสังหารองค์หญิงฉงหยางทางอ้อมแต่ความชิงชังส่วนนี้ไม่ได้ลึกซึ้ง น้อยกว่าที่มีต่อพวกเยี่ยนฟางอู๋และเหลียงอินในยามนั้นมาก
เพราะความเกลียดชังที่เจียงไหวมีต่อต้าซีนั้นคล้ายกัน ความเกลียดชังของเขามาจากจิตวิญญาณส่วนลึกที่เว่ยวั่งสวินทรมานเขามาจากการตายอย่างไม่เป็นธรรมของท่านปู่เจียงหย่ง เขาจึงจงเกลียดจงชังบุคคลที่เกี่ยวข้องกับแคว้นต้าซีทุกคนไม่ใช่เจาะจงให้องค์หญิงฉงหยางสิ้นชีวิตคนเดียว
ตัวเยี่ยนเจาเจาเลยคิดว่าในเมื่อชาติก่อนคนอย่างเจียงไหวเป็นคมดาบของเฟิงหุยเสวี่ยได้ชาตินี้ก็ต้องเป็นดาบในมือนางได้เช่นกัน
นอกจากนี้ เจียงไหวยังได้รับการปฏิบัติไม่เป็นธรรมด้วย
เยี่ยนเจาเจาชื่นชมคนเก่งกาจมีปณิธานเสมอไม่ว่ากัวซีฉือหรือเจียงไหว เรื่องราวชาติก่อนล้วนเป็นอดีตไปแล้ว
ชาตินี้คนที่เยี่ยนเจาเจาเผชิญหน้าต่างขาวสะอาดเป็นคนมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยวตั้งแต่แรกเริ่มทั้งนั้นขอเพียงเยี่ยนเจาเจาสามารถมอบเวทีที่ดีกว่าให้พวกเขา สามารถทำให้พวกเขาศรัทธาตนสุดหัวใจยินดีกระทำทั้งสองฝ่าย เหตุใดจะไม่ได้เล่า?
เยี่ยนเจาเจานึกถึงเจียงไหวหลังจากมาเมืองซูโจวไม่นานแต่ไม่รู้ว่าเพราะการรัฐประหารของฝูอ๋องเกิดขึ้นล่วงหน้าหรือไม่ เจียงไหวจึงไม่ได้ดำรงตำแหน่งที่ซูโจวตามกำหนดเดิมเหมือนชาติก่อนกลับเพิ่งมาถึงปีนี้แทน
นางจำเป็นต้องทราบสถานการณ์ชนชั้นขุนนางของต้าซี หลังไตร่ตรองในที่สุดนางก็ถ่ายทอดความปรารถนาของตนเองแก่ท่านแม่และท่านป้าผ่านผู้อาวุโสหยวนมู่
ผู้ใหญ่ทั้งสองต่างเห็นว่าความต้องการของเยี่ยนเจาเจาส่งผลดีชาติกำเนิดของนางวันหน้าต้องกุมอำนาจได้อย่างแน่นอน นางเต็มใจรู้ความก่อนถือเป็นเรื่องวิเศษ
องค์ฮ่องเต้หญิงสัญญาว่าจะส่งข่าวคราวผ่านอาวุโสหยวนมู่ทุกๆครึ่งเดือน ให้เยี่ยนเจาเจาเข้าใจสถานการณ์ปัจจุบันของราชสำนัก ไม่ปล่อยให้นางดวงตามืดบอดแล้ว
ซึ่งเยี่ยนเจาเจาพบว่าคราวนี้เจียงไหวโดนครอบครัวเร่งรัดมาและเจียงหย่งไม่ได้เกี่ยวพันกับการเปลี่ยนอำนาจของฝูอ๋อง
แต่เยี่ยนเจาเจาไม่รู้ว่าเรื่องราวในชาติก่อนจะเกิดขึ้นอีกหรือไม่จึงเตรียมการล่วงหน้า โดยบอกท่านป้าว่าติดหนี้น้ำใจของสหายสกุลเจียงในเมืองหลวงสกุลเจียงเป็นตระกูลสุจริต หากมีสิ่งใดเกิดขึ้นกับสกุลเจียงรบกวนท่านป้าช่วยสอบสวนคดีให้กระจ่าง อย่าปล่อยให้คนบริสุทธิ์ถูกใส่ร้ายป้ายสี
นี่เป็นครั้งแรกที่เยี่ยนเจาเจาแทรกแซงสถานการณ์บ้านเมืองอย่างเป็นทางการแม้ข้ออ้างที่ใช้จะไม่น่าเชื่อถือเท่าไรนักแต่การอภัยโทษขุนนางคนหนึ่งเป็นเรื่องง่ายดายยิ่งนักสำหรับองค์ฮ่องเต้หญิง นางจึงตอบตกลง
หลังเยี่ยนเจาเจาทราบสถานการณ์เมืองเซียงเฉิงชัดเจน จึงค่อยตรวจสอบท่าทีปัจจุบันของเจียงไหวและพบว่าไม่ดีสักเท่าไร
เจียงไหวดำรงตำแหน่งว่างงานในเมืองซูโจว พูดง่ายๆคือเขาไม่มีอะไรทำจริงๆ วันธรรมดาไม่ต้องทำสิ่งใดเลยมักออกไปท่องเขาลำเนาไพรนอกชานเมืองตามลำพัง สบายเป็นอย่างยิ่ง
ทว่าเขาไม่รู้ว่าข้างบนยังมีเว่ยวั่งสวินที่จ้องจับผิดเขาอยู่หากพูดจาเข้มงวดสักหน่อย เจียงไหวค่อนข้างละเลยหน้าที่ทีเดียว
คำนวณจากเวลา เกรงว่าเจียงไหวใกล้จะโดนเว่ยวั่งสวินแก้แค้นแล้วเว่ยวั่งสวินคงลงมือกับเขาไม่ช้าก็เร็ว
เยี่ยนเจาเจาไม่มีคนที่เรียกใช้ได้ เดิมทีอยากใช้ช่วงปิดภาคเรียนออกตามหาคนแต่ก็ยังไม่ทันการ
นางครุ่นคิดเรื่องร้ายแรงมากมายในใจวางความเศร้าจากการพรากจากทั้งหมดไปได้พักหนึ่ง มาตอนนี้เพิ่งนึกได้ว่าตนกำลังกำนกหวีดที่หนานหมิงเหอมอบให้ไว้
หากเป็นของเล่นหรูหราโอ่อ่า หนานหมิงเหอน่าจะมอบให้นานแล้วนับประสาอะไรกับนกหวีดหน้าตาอัปลักษณ์ จะต้องมีอะไรบางอย่างแน่
เยี่ยนเจาเจาสำรวจนกหวีดในมือตนอย่างละเอียดรอบหนึ่งกลับไม่พบสิ่งใด เลยนำมาเป่าเบาๆ เหนือริมฝีปากตามหน้าที่ของมัน
คาดไม่ถึงว่านกหวีดตัวนี้จะเสียงบอดเยี่ยนเจาเจาเป่าหลายทีก็ไม่ได้ยิน
น่าแปลก
เยี่ยนเจาเจาเพิ่งจะคิดว่าแปลก พลันได้ยินเสียงตะกุยประหลาดรวมทั้งเสียงพึ่บพั่บดังมาจากหน้าต่างฉลุของรถม้าที่ตนเองนั่งราวกับมีนกน้อยตัวหนึ่งเคาะอยู่ข้างนอกหน้าต่าง
เยี่ยนเจาเจาเปิดหน้าต่างรถม้า จู่ๆก็มีก้อนสีขาวราวหิมะบินเข้ามาข้างใน ร่อนลงตรงหัวเข่าเยี่ยนเจาเจาก่อนเอียงศีรษะมองนางอย่างใคร่รู้
เป็นนกพิราบตัวหนึ่ง
เยี่ยนเจาเจารู้วิธีส่งจดหมายผ่านนกพิราบ ความจริงนกพิราบส่งจดหมายชั้นยอดไม่ใช่จะฝึกให้เชื่องได้ง่ายดายแต่นกพิราบน้อยสีขาวปลอดทั้งตัว มีแต้มดำราวกับสีหมึกเล็กน้อยบนปีกเบื้องหน้าดูน่ารักน่าชังยิ่งนัก
นางคิดครู่หนึ่งก่อนหยิบเมล็ดสนกำมือหนึ่งวางกลางฝ่ามือนกพิราบตัวนั้นกระพือปีกท่าทางดีใจ แต่กลับไม่กล้าบุ่มบ่ามขึ้นมือเยี่ยนเจาเจาคล้ายจะได้รับการฝึกสอนมาอย่างเข้มงวดและมีประสิทธิภาพ
นกพิราบน่ารักเป็นที่ชอบพอของเยี่ยนเจาเจาและรู้ว่าหนานหมิงเหอทุ่มเทมากเพียงใด
ตอนนี้เองที่เยี่ยนเจาเจาเพิ่งเห็นห่วงเล็กๆ บนขาข้างขวาของนกพิราบมีกระดาษข้อความเสียบอยู่ข้างบนแผ่นหนึ่ง
พี่ชายรองทิ้งกระดาษข้อความไว้ให้นางหรือ?
ในดวงตาเยี่ยนเจาเจาปรากฏแววยินดีนางปลดกระดาษออกจากขานกพิราบ คลี่ออกดู ข้างในเป็นลายมืองดงามประณีตของหนานหมิงเหอตามคาด
“ไปครานี้นานสุดครึ่งเดือนกว่า กำหนดกลับก่อนเทศกาลซ่างหยวนไม่ต้องคิดถึง”
น้ำหมึกบนกระดาษยังใหม่ เยี่ยนเจาเจาเดาว่าคงเขียนตอนทั้งสองแยกจากกันไม่นาน
นางรู้สึกใจสงบลง หลังคิดก็ม้วนกระดาษกลับคืนและคลายเชือกดอกไม้บนผม มัดกระดาษเบาๆ ก่อนผูกติดกับขานกพิราบ
นกพิราบตัวน้อยกินอิ่มแปล้ จิกนิ้วเยี่ยนเจาเจาอย่างสนิทสนม แล้วนำกระดาษข้อความกับเชือกดอกไม้ของเยี่ยนเจาเจาบินออกจากหน้าต่างไป
------------------------------------------------------
เชิงอรรถ
[1] ศาลต้าหลี่ หมายถึง หนึ่งในเก้าสำนักใหญ่แห่งราชสำนักทำหน้าที่ดูแลรับผิดชอบเกี่ยวกับคดีอาญา คล้ายศาลยุติธรรม
[2] เผ่าเป่ยหรง หมายถึงชนเผ่าอนารยชนทางตอนเหนือในสมัยยุคชุนชิว