บทที่ 22 นายพลจ้าว
หลินชีเยี่ยขมวดคิ้วแน่น “คุณหมายความว่ายังไง?”
จ้าวคงเฉิงยิ้มเล็กน้อย หยิบบุหรี่ออกมาจากกระเป๋าอย่างไม่รีบร้อน “รังเกียจไหม?”
“รังเกียจ”
จ้าวคงเฉิง “...”
จ้าวคงเฉิงได้แต่เก็บบุหรี่กลับเข้าไปอย่างจนใจ พิงหลังกับพนักเก้าอี้ ดวงตาฉายแววระลึกความหลัง
“ตอนที่ฉันยังเด็ก ฉันก็เหมือนนาย”
“ตรง ๆ นะ การเปิดหัวข้อแบบนี้มันเชยไปหน่อย”
“...”
“ไม่เป็ไร คุณพูดต่อเถอะ”
“ตอนอายุหกขวบ พ่อของฉันก็เสียชีวิตด้วยโรคภัย แม่ของฉันต้องทำงานสองอย่างเพื่อเลี้ยงดูฉันจนเติบใหญ่” จ้าวคงเฉิงลูบกล่องบุหรี่ด้วยน้ำเสียงที่สงบนิ่ง
“ยุคสมัยนั้นมันเรียบง่าย ความคาดหวังของแม่ที่มีต่อฉันในตอนนั้นก็คือ เรียนให้จบมัธยมต้น แล้วกลับมาเป็ผู้ใหญ่บ้าน แต่งงานมีเมีย มีลูกสักสองสามคน ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขกับครอบครัว”
“นายก็รู้ เด็กวัยรุ่นมักจะมี่วัยต่อต้าน”
“ตอนที่เรียนจบมัธยมต้น ผลการเรียนของฉันก็ไม่เลว ถ้ากลับไปเป็ผู้ใหญ่บ้านก็ไม่ยากนัก แต่ฉันกลับไม่สนใจคำคัดค้านของแม่ แล้วตัดสินใจไปเป็ทหาร”
“จริง ๆ แล้วแม่ก็ไม่ได้คัดค้าน แค่ดูเหมือนจะไม่ค่อยพอใจ วันที่ฉันออกจากบ้าน เธอยืนอยู่ที่ประตู มองฉันเงียบ ๆ จนฉันเดินไปบนถนนหลังบ้าน เธอก็มองฉัน พอฉันเดินไปถึงทางเข้าหมู่บ้าน เธอก็ยังคงมองฉัน…”
“หลังจากนั้น ฉันก็เดินไปถึงสถานีขนส่งในเมือง แต่ใจยังอดเป็ห่วงไม่ได้ จึงแอบย่องกลับไปดู... พบว่าแม่ยังคงยืนอยู่ที่นั่น มองไปทางที่ฉันเดินจากไปอย่างเหม่อลอย”
“บอกตามตรง ตอนนั้นฉันเคยคิดที่จะอยู่ที่นั่น ไม่ไปไหนแล้ว แต่สุดท้ายก็ตัดใจจากมาเป็ทหาร”
จ้าวคงเฉิงถอนหายใจยาว “หลังจากนั้น ยศทหารของฉันก็สูงขึ้นเรื่อย ๆ จนได้เข้าหน่วยรบพิเศษ และเนื่องจากฉันถนัดการต่อสู้ระยะประชิด จึงถูกโยกย้ายมาประจำการในหน่วยพิทักษ์ราตรี”
“ต่อมา ฉันใช้โอกาส่วันหยุดกลับบ้าน เพื่อไปเยี่ยมแม่ แต่กลับพบว่า…”
จ้าวคงเฉิงหยุดพูดกะทันหัน
หลินชีเยี่ยเอ่ยถามอย่างระมัดระวัง “แม่ของคุณ... เสียชีวิตแล้วหรือ?”
“ไม่ใช่ เธอแต่งงานใหม่แล้ว”
หลินชีเยี่ย “...”
“ตอนแม่ผมยังสาว เธอทำงานหนักเกินไปจนสุขภาพทรุดโทรม แต่เดิมเธออยากให้ฉันกลับไปเป็ข้าราชการในหมู่บ้าน เพื่อที่จะได้ดูแลแม่ได้ แต่ตอนนั้นฉันไม่ได้คิดถึงเื่นี้ จึงเลือกที่จะไปเป็ทหาร”
“หลังจากนั้น เธอทนไม่ไหวที่ต้องอยู่คนเดียว จึงแต่งงานใหม่ อย่างน้อยก็ยังมีคนดูแลในยามแก่ชรา”
“น่าเสียดายที่ตอนนั้นฉันเข้าประจำการในหน่วยพิทักษ์ราตรีแล้ว ไม่สามารถอยู่เคียงข้างเธอเพื่อดูแลยามชราได้นาน บอกตามตรง ตอนที่ได้ยินข่าวการแต่งงานของแม่ ฉันรู้สึกโล่งใจจริง ๆ”
หลินชีเยี่ยครุ่นคิด “แล้วคุณเล่าเื่นี้ให้ผมฟังทำไมครับ?”
จ้าวคงเฉิงค่อย ๆ ลุกขึ้นยืน จ้องตาหลินชีเยี่ย “พวกเราต่างก็เคยมีสิ่งที่รักและหวงแหน แต่เมื่อตัวเองเติบโตขึ้น เราก็มักจะมองข้ามสิ่งเ่าั้ไปโดยไม่รู้ตัวเพราะความเคยชิน แล้วหันไปให้ความสนใจกับสิ่งอื่น…”
“ตอนนั้นฉันก็เป็แบบนั้น แต่นายไม่เหมือนกัน หลินชีเยี่ย”
“นายฉลาดกว่าฉันในตอนนั้น รู้จักคิดมากกว่าฉัน นายมีความคิดของตัวเอง นายอยากอยู่เคียงข้างครอบครัวของนาย”
“นี่มันดีจริง ๆ”
“ในเมื่อนายเลือกทางนี้แล้ว ก็จงเดินต่อไปให้ดี”
“เื่การปกป้องโลก ปล่อยให้เป็หน้าที่ของเราก็พอ”
เขาหันกลับไปหยิบกระดาษคราฟต์บนโต๊ะ แล้วยื่นให้หลินชีเยี่ย
“ฉันเพิ่งเจอป้าของนายมา คนดีแบบนี้หายากมากในยุคนี้ ฉันรู้ถึงสถานการณ์ของครอบครัวนายในตอนนี้ เงินนี่นายเอาไปเถอะ”
หลินชีเยี่ยไม่ลังเลแม้แต่น้อย “ผมไม่เอาครับ”
“ฉันเป็หน่วยพิทักษ์ราตรี ฉันไม่ขาดเงิน”
“งั้นผมก็ไม่เอาครับ”
“นี่ฉันให้ป้าของนาย นายต้องรับไว้!”
“ป้าของผมก็ไม่รับเหมือนกัน”
จ้าวคงเฉิงมุมปากกระตุก จ้องมองหลินชีเยี่ยอยู่นาน ไม่มีใครยอมใคร
ผ่านไปสักพัก จ้าวคงเฉิงเอ่ยขึ้นอีกครั้ง “หลินชีเยี่ย... ฉันแก่แล้ว ไม่อยากเห็นความผิดหวังที่ตัวเองเคยประสบ เกิดขึ้นต่อหน้าต่อตาอีกครั้ง แม้ว่าจะเกิดขึ้นกับคนอื่นก็ตาม”
“งั้นคุณก็หลับตาลงสิ ไม่ต้องมอง” หลินชีเยี่ยมีท่าทีแน่วแน่ “ถึงครอบครัวเราจะยากจน แต่เราก็มีจุดยืนของตัวเอง ผมจะไม่รับเงินของทหาร”
"ยิ่งไปกว่านั้น ตาของผมหายดีแล้ว ผมมีความสามารถ ผมจะไม่ปล่อยให้เกิดความผิดหวังขึ้น"
จ้าวคงเฉิงอ้าปากราวกับจะพูดอะไรบางอย่าง แต่สุดท้ายก็ไม่ได้พูดอะไร เพียงแค่ฝืนยิ้มออกมา
"เงินพวกนี้คุณเอาไปให้ภรรยาและลูก ๆ ของคุณใช้ไม่ดีกว่าเหรอ?" หลินชีเยี่ยเอ่ยขึ้นอีกครั้ง
"ฉันบอกแล้วไงว่าสวัสดิการของหน่วยพิทักษ์ราตรีนั้นดีมาก ถึงแม้ฉันจะตายในสนามรบ ภรรยาและลูกของฉันก็ไม่ต้องลำบากเื่อาหารการกินไปตลอดชีวิต แถมยังเข้าเรียนมหาวิทยาลัยที่ดี ๆ ได้ด้วย ย่อมมีอนาคตที่สดใส" จ้าวคงเฉิงเเห็นว่าไม่สามารถโน้มน้าวหลินชีเยี่ยเชื่อได้ จึงได้แต่เก็บกระดาษคราฟต์อีกครั้ง
"แล้วคุณไม่มีความฝันอะไรบ้างเหรอ?"
"ความฝันของฉันน่ะเหรอ?" จ้าวคงเฉิงนั่งลงบนเก้าอี้ เลิกคิ้วขึ้น "ฉันมีความฝัน ั้แ่ตอนเด็ก ๆ แล้ว"
"คืออะไร?"
"ได้เป็นายพลในกองทัพ! แล้วก็มีเหรียญตราเกียรติยศเต็มอกเสื้อ ใส่ชุดทหาร แล้วกลับหมู่บ้านอย่างภาคภูมิใจ ให้พวกที่ดูถูกแม่ฉันรู้ว่า ลูกชายของแม่… เป็นายพล!" แววตาของจ้าวคงเฉิงเปล่งประกาย
หลินชีเยี่ยชะงักไปครู่หนึ่ง ไม่รู้ทำไม เมื่อมองไปที่จ้าวคงเฉิงตรงหน้า เขาก็อดนึกถึงหลี่อี้เฟยไม่ได้...
ดูเหมือนพวกเขาจะเป็คนประเภทเดียวกัน
"แล้วตอนนี้คุณได้เป็หรือยังครับ?"
"ไม่ ยังห่างไกลอีกมาก" จ้าวคงเฉิงยิ้มแห้ง ๆ "ในฐานะหน่วยพิทักษ์ราตรี ฉันไม่สามารถติดเหรียญตราเกียรติยศออกไปเดินเล่นข้างนอกได้หรอกนะ ความฝันนี้… สุดท้ายก็เป็ได้แค่ความฝัน"
หลินชีเยี่ยนิ่งเงียบ
"เอาล่ะ งั้นฉันก็ไปก่อนนะ" จ้าวคงเฉิงลุกขึ้นยืน เดินมาหาหลินชีเยี่ยแล้วยื่นมือขวาออกมา
"ขอให้นายมีอนาคตที่สดใส หลินชีเยี่ย"
หลินชีเยี่ยมองหน้าจ้าวคงเฉิงอย่างเงียบงัน ดูเหมือนจะไม่มีเล่ห์เหลี่ยมเหมือนก่อนแล้ว...
เขายื่นมือออกไป จับมือกันแน่น "ขอให้วันหนึ่งคุณได้รับเกียรติยศเต็มตัวนะครับ ท่านนายพลจ้าว"
จ้าวคงเฉิงยกยิ้ม หันหลังเดินออกจากห้อง
"เดี๋ยวก่อน เหรียญตราของคุณ" หลินชีเยี่ยร้องเรียกเขา หยิบเหรียญตราบนโต๊ะขึ้นมาโบกไปมา
จ้าวคงเฉิงตบหน้าผาก "ดูความจำฉันสิ เกือบลืมไปแล้ว! นี่มันชีวิตของฉันเลยนะ!"
อีกฝ่ายรับเหรียญตรามา กวาดตามองครู่หนึ่ง เหมือนนึกอะไรได้ "จริงสิ นายได้อ่านประโยคด้านหลังหรือเปล่า?"
"อ่านแล้วครับ"
"เป็ไง เท่ไหม?"
"เท่มาก คุณเขียนเองเหรอครับ?"
"ไม่ใช่ นี่เป็คำปฏิญาณที่พวกเราให้ไว้ตอนเข้าหน่วยพิทักษ์ราตรี" จ้าวคงเฉิงโยนเหรียญตราขึ้นไปในอากาศเหมือนโยนเหรียญ แล้วคว้ารับไว้อย่างมั่นคง ก่อนจะเก็บเข้ากระเป๋า "แต่… ฉันชอบมันนะ"
"เดี๋ยวก่อน"
"มีอะไรอีก?"
"ข้างนอกฝนตกหนัก เอาร่มนี่ไปสิครับ"
"ขอบใจ ร่มคันนี้ฉันไม่คืนแล้วนะ"
"เอาไปเถอะ ถือว่าเป็… ค่าตอบแทนที่ปกป้องโลกนี้ละกัน"
"น่าสนใจ ฉันไปจริง ๆ ล่ะ"
"ลาก่อน"
จ้าวคงเฉิงถือร่มสีดำ เปิดประตูแล้วเดินออกไป หลินชีเยี่ยนยืนอยู่ข้างหน้าต่าง มองตามเขาไปอย่างเงียบงัน
ท่ามกลางสายฝน เขาลูบเหรียญตราในกระเป๋าแล้วพึมพำเบา ๆ
‘หากรัตติกาลพึงมาเยือน
ข้าจะยืนหยัดเบื้องหน้าทุกสรรพสิ่ง
ชักดาบข้ามห้วงลึก
โลหิตหลั่งรินย้อมนภา!’
...
ฝนตกหนักขึ้นเรื่อย ๆ
จ้าวคงเฉิงกางร่ม ขึ้นรถสีดำอย่างไม่รีบร้อน หยิบซองบุหรี่ออกจากกระเป๋า ตั้งใจจะเพลิดเพลินกับความเงียบสงบ
ในขณะนั้นเอง หูฟังของเขาพลันดังขึ้น!
เสียงของผู้ชายคนหนึ่งดังมาจากข้างใน
มือที่ถือบุหรี่สั่นเทิ้ม ดวงตาพลันเบิกกว้าง!