ตอนที่ 11 ยอดเขาชางฉยง (2)
หลินเฉินยังง่วนอยู่กับผมตัวเอง คิดไม่ถึงว่าฉือม่อที่อยู่หลังกายจะส่งเสียงขึ้นมากะทันหัน“อาจารย์ ข้าช่วยท่านเองขอรับ”
ฮะ! เขาเหลือบมองร่างเล็กๆ ของเ้าฉือม่อนั่นทีหนึ่งแววตาเต็มไปด้วยความรู้สึกที่ว่า ‘ไม่ต้องบอกก็รู้’ ยิ่งไปกว่านั้นนี่น่าจะเป็สิทธิพิเศษสำหรับคนเป็นางเอกเท่านั้นไม่ใช่เหรอ
พอฉือม่อเห็นสีหน้าท่าทางแบบนั้นก็รู้ทันทีว่าอีกฝ่ายกำลังคิดอะไร ทว่าโดยไม่รอให้หลินเฉินอ้าปากพูดฉือม่อก็ชิงเอ่ยขึ้นก่อน “อาจารย์ ข้าเคยช่วยคนอื่นรวบผมมาก่อนท่าน...เชื่อใจข้าได้ขอรับ”
ในเมื่อลูกศิษย์พูดมาถึงขั้นนี้แล้ว เขายังจะทำอะไรได้อีกอย่างไรเสียนี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาได้ดื่มด่ำกับสิทธิพิเศษของคนเป็นางเอกเพิ่มสิทธิพิเศษมาอีกสักครั้งก็ไม่เห็นเป็ไร
ฉือม่อเห็นหลินเฉินพยักหน้า ก็รุดเข้าไปหาอีกฝ่ายทันทีแล้วค่อยๆ ประคองเส้นผมของเขาขึ้นมาหนึ่งช่อ
เส้นผมดำขลับในมือเป็เงาวับ ผิวัันุ่มลื่นราวแพรไหมชั้นเลิศเขารับหวีที่หลินเฉินยื่นมาให้ แล้วค่อยๆ หวีผมให้อีกฝ่ายทีละน้อย
หลินเฉินมองฉือม่อที่กำลังตั้งใจหวีผมให้ตนเองผ่านคันฉ่องเขาพลันซาบซึ้งน้ำตาไหลขึ้นมา อาจารย์ไม่ได้เื่อย่างเขาทำอะไรอยู่เนี่ย!
โชคดีที่ฉือม่อหวีครู่เดียวก็เสร็จ หลินเฉินส่องคันฉ่องดูยิ่งมองก็ยิ่งพึงพอใจ เ้าเด็กนี่ฝีมือดีไม่เลวเลยแต่ถึงในใจนึกชื่นชมจนอารมณ์ดีแค่ไหน ผู้าุโแห่งยอดเขาซู่ิคนนี้ก็ยังแสดงสีหน้าเ็าอยู่เช่นเดิม
ฉือม่อวางหวีลงแล้วถอยไปอยู่ด้านข้างเงียบๆสุดท้ายก็เก็บความสงสัยเอาไว้ไม่ได้ เอ่ยถามขึ้น“อาจารย์...จะเดินทางไปไหนหรือขอรับ”
หลินเฉินกำลังจัดแจงแขนเสื้ออยู่เมื่อได้ยินคำถามนั้นก็เหลือบมองอีกฝ่ายทีหนึ่ง ถึงค่อยตอบเสียงเรียบ “ใช่แล้ววันนี้ข้าจะไปยอดเขาชางฉยง” ถ้าอย่างนั้นก็ถือโอกาสบอกอีกฝ่ายไปเลยแล้วกันไม่งั้นเขาก็ไม่รู้จะบอกฉือม่ออย่างไรดี
บ้าบอ! อาจารย์จะออกไปข้างนอกจำเป็ต้องรายงานลูกศิษย์ด้วยเหรอเขาเป็อาจารย์แบบนี้เรียกได้ว่าล้มเหลวสุดๆ แต่เขาก็นึกขึ้นได้ว่าถ้าอยู่ๆฉือม่อมาหาเขา แล้วเห็นว่าเขาไม่อยู่ คงต้องร้องไห้ตาบวมอีกแน่
พอคิดมาถึงตรงนี้ ผู้าุโหลินก็อดกลั้นความปวดหัวนั้นกลับลงไป
ไม่นานเขาก็รู้สึกตัวได้ว่าระหว่างที่กำลังชักช้ายืดยาดอยู่นี้ เวลาก็ได้ล่วงเลยมา จวนจะใกล้เวลานัดหมายแล้ว
เขาท่องคาถาจากนั้นแหวนสีเงินในมือก็เปลี่ยนเป็กระบี่ส่องประกายสว่างเล่มหนึ่งก่อนที่เขาจะเดินทางไปก็ไม่ลืมที่จะเอ่ยร่ำลาฉือม่อ หลังทำทุกอย่างเสร็จสิ้นเขาก็ขึ้นไปยืนบนฝูอิ่งแล้วขี่กระบี่หายลับไป
ภายในห้องเหลือเพียงฉือม่อผู้เดียวลมพัดประตูส่งเสียงดังปึง ฉือม่อยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิมบนฝ่ามือยังรู้สึกได้ถึงความนุ่มลื่นจากเส้นผมของคนผู้นั้น เขานิ่งค้างไปชั่วครู่สุดท้ายก็ปิดประตูลงแล้วไปฝึกวิชาทีู่เาด้านหลังต่อ
ทางด้านหลินเฉินในฝั่งนี้นั้นใช้เวลาเพียงสิบห้านาทีก็เดินทางมาถึงยอดเขาชางฉยง
สมแล้วที่ยอดเขาแห่งนี้เป็ยอดเขาหลักของสำนักเชวี่ยอวิ๋นครั้งก่อนที่เขามานั้นรีบร้อนไปหน่อย เลยไม่ทันได้สังเกตอย่างละเอียด วันนี้พอได้เห็นก็อดไม่ได้ที่จะชื่นชมทิวทัศน์งดงามตรงหน้า
ตำหนักที่สร้างขึ้นจากหยกขาวเมื่อต้องแสงอาทิตย์แล้วก็ส่องแสงนวลอบอุ่น ครั้นทอดมองออกไปไกลโพ้นก็ให้ความรู้สึกดุจแหวกว่ายทะลุฟากฟ้า เมฆหมอกปกคลุมบางเบาให้ความรู้สึกราวกับอยู่ในตำหนักเทพ์
เทียบกับยอดเขาซู่ิของเขาแล้วนั่นเรียกได้ว่าถ้ำยาจกเลยทีเดียว
เมื่อหลินเฉินเข้าไปในตำหนักสายตาของผู้คนล้วนจับจ้องมาที่เขาอย่างไม่รู้ตัวนั่นเพราะเขาโดดเด่นจนดึงดูดสายตาคนมากเกินไปนั่นเอง
ผู้มาใหม่อยู่ในชุดคลุมตัวยาวสีขาวบริสุทธิ์เดิมทีสีขาวก็เป็สีที่ยากจะสวมให้ดูดีได้อยู่แล้ว แต่เมื่อมันมาอยู่บนตัวเขากลับขับให้ดูดีอย่างพอเหมาะ ทั้งยิ่งเสริมให้เขาดูสูงส่งบริสุทธิ์ไร้สิ่งใดเจือปนมากกว่าเดิม ผมยาวดำขลับราวกับสายน้ำตกถูกรวบเอาไว้แน่นด้วยผ้าผูกผมเรียบง่ายเพียงเส้นเดียวขับให้เขาดูคล่องแคล่วสะอาดตา เทียบกับในอดีตแล้วความดุดันน่าเกรงขามของเขาลดลงไปไม่น้อย เพิ่มความรู้สึกมีชีวิตชีวาขึ้นมา
เขาค่อยๆ ก้าวเดินเข้าไป เรือนร่างตั้งตรงเด่นสง่าฝีเท้าหนักแน่นมั่นคงสีสันเดิมที่ปรากฏอยู่ทั่วบริเวณนั้นราวกับอ่อนจางลงไปในฉับพลันดวงตาของพวกเขาทุกคนล้วนมีแต่ภาพสีขาวโพลน ราวกับเห็นเทพ์ตัวจริงที่ยิ่งใหญ่กว่า์ชั้นเก้าแบบนั้น
**ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่ https://www.readawrite.com/a/270f92ed871ddcac593159d4b48f26a8