ชายายอดพิษ พิชิตใจอ๋องมัจจุราช [นิยายแปล]

    บทที่ 47 ฝันร้ายว่าเข้าหอ (เปิดฟรีวันที่ 8 มกราคม 2569)

    ในความคิดของฉู่จิ้งเสียน ฉู่จี้เฟิงเป็นเหมือนมัจจุราชกระหายเลือด ไม่น่าจะมีสตรีคนใดหลงรักเขา

    ก่อนหน้านี้ ฮ่องเต้เคยส่งนางกำนัลบางคนให้ฉู่จี้เฟิง แต่ไม่นานก็ต้องตายกันหมด หากซูอิ่นเย่ว์ฉลาด นางควรเข้าใจว่าการใช้ชีวิตร่วมกับฉู่จี้เฟิงไปตลอดนั้นเป็นไปไม่ได้ วันใดที่เขาอารมณ์ไม่ดีอาจฆ่านางทิ้งก็เป็นได้

    หากซูอิ่นเย่ว์นอกใจจริง นอกจากจะได้กำจัดนางแล้ว ยังทำให้ฉู่จี้เฟิงกลายเป็นตัวตลกของเมืองหลวงอีกด้วย

    เรื่องดีเช่นนี้ ฉู่จิ้งเสียนย่อมต้องผลักดันให้เกิดขึ้น

     

    ไม่กี่วันต่อมา อาการบาดเจ็บของฉู่จี้เฟิงก็หายไปเกือบหมด

    ระหว่างนั้นเขายังคงดื้อรั้นออกไปข้างนอกหลายครั้ง หนึ่งในนั้นเขาไปพบฉินเย่

    เขาหยิบกล่องแพรออกมาแล้วกล่าวว่า “นี่คือ ‘ห่วงคล้องใจ’ ที่เจ้ามอบหมายให้ช่างตีขึ้นมา”

    ตระกูลฉินสืบทอดมากว่าร้อยปี เลี้ยงดูช่างฝีมือชั้นยอดไว้สำหรับสร้างอาวุธและอาวุธลับโดยเฉพาะ

    ห่วงคล้องใจนี้เป็นของคู่กัน หากกำไลทองสวมเข้ากับร่างกายผู้ใดแล้ว จะไม่มีวันถอดออกได้ ต่อให้หนีไปสุดขอบฟ้า ก็สามารถถูกตามหาได้ด้วยจี้เชื่อมใจ และมีเพียงจี้เชื่อมใจเท่านั้นที่สามารถปลดห่วงคล้องใจได้

    ฉู่จี้เฟิงเปิดดูอยู่ครู่หนึ่ง แต่ในแววตาไม่มีความรู้สึกใดๆ

    ฉินเย่กล่าวต่อ “เหตุใดสิ่งนี้จึงถูกเรียกว่าห่วงคล้องใจ เพราะอดีตฮ่องเต้ตกหลุมรักหญิงงามคนหนึ่ง นางมีวรยุทธ์สูงส่ง อาจหนีไปได้ทุกเมื่อ ดังนั้นจึงสั่งให้ช่างสร้างสิ่งนี้ขึ้นมา เมื่อนางสวมใส่แล้ว ไม่ว่านางจะหนีไปที่ใด ฮ่องเต้ก็สามารถติดตามไปได้”

    ฉู่จี้เฟิงปิดกล่องแพรกลับ ดูเหมือนจะไม่มีความสนใจฟังเรื่องราวนี้

    ฉินเย่จ้องเขาแน่วแน่ กล่าวต่อ “สตรีผู้นั้นไม่ได้รักฮ่องเต้ ซ้ำยังเกลียดชังที่ถูกใช้สิ่งนี้กักขังตัวนาง ท้ายที่สุดนางเลือกปลิดชีพตัวเอง ดีกว่าต้องเป็นของฮ่องเต้”

    ฉู่จี้เฟิงได้ยินผลลัพธ์นี้แล้วไม่พอใจนัก เงยหน้าขึ้น สายตาเย็นเยียบ “วันนี้เจ้าพูดมากเกินไปแล้ว”

    เขาหยิบของขึ้นแล้วเตรียมจะจากไป

    ฉินเย่รีบลุกขึ้น กล่าวอย่างร้อนรน “ซื่อจื่อ ท่านอย่าทำร้ายผู้อื่น”

    ฉู่จี้เฟิงรู้สึกแปลกใจ เขาหันไปจ้องฉินเย่ “เจ้ารู้ว่าข้าจะใช้สิ่งนี้กับใคร คนผู้นั้นเกี่ยวข้องอะไรกับเจ้า ถึงทำให้คนเย็นชาเช่นเจ้าถึงกับเอ่ยปากพูดแทนนางเช่นนี้”

    ฉินเย่ชะงักไปชั่วขณะ รู้ตัวว่าตนเองเผลอแสดงอารมณ์มากเกินไป

    ใช่แล้ว ฉู่จี้เฟิงจะใช้สิ่งนี้กับใคร เขายังพอท้วงติงได้ แต่คนผู้นั้นกลับเป็นภรรยาของฉู่จี้เฟิง! เขามีสิทธิ์อะไรมายุ่งเกี่ยว

    “หากซื่อจื่อระแวงนาง เช่นนั้นก็...” ฉินเย่หยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวต่อ “ก็หย่ากับนางเสีย เพื่อตัดปัญหาในภายหลัง”

    ฉู่จี้เฟิงกล่าวเย็นชา “หรือว่าข้าจะรักนางไม่ได้งั้นรึ”

    ฉินเย่เหมือนกับได้ยินเรื่องที่น่าตกใจที่สุดในชีวิต เขาก้าวถอยหลังหนึ่งก้าว ใช้มือพยุงโต๊ะไว้ แล้วจ้องมองฉู่จี้เฟิงด้วยความตกตะลึง

    นี่มันฟ้าผ่ากลางวันแสกๆ หรือต้นไม้เหล็กออกดอกกันแน่!

     

    หลังจากร่ำลาฉินเย่แล้ว ระหว่างทางก็มีองครักษ์ชื่อหลงมาส่งข่าว บอกว่าฮ่องเต้ฉี่อู่เรียกตัวเขาเข้าเฝ้าในวัง

    หลังจากกลับจวน เขาสั่งให้จี้หมัวมัวเตรียมเสื้อผ้าให้ เพราะเขาต้องออกจากเมืองเพื่อทำภารกิจ

    จี้หมัวมัวลังเลอยากจะทัดทาน แต่เพราะเป็นราชโองการ จึงไม่อาจปฏิเสธได้

    ฉู่จี้เฟิงมองหาซูอิ่นเย่ว์ในห้องด้านใน แต่ไม่พบ ก็รู้ว่านางคงกำลังยุ่งอยู่ในห้องยา

    เมื่อมองผ่านหน้าต่างเข้าไป เขาเห็นนางกำลังตั้งใจบดสมุนไพร จนแม้แต่ตอนที่เขาเดินเข้าไปในห้อง นางก็ยังไม่ทันสังเกต

    เมื่อนางจัดการงานในมือเสร็จ ฉู่จี้เฟิงจึงเอ่ยขึ้น “ฝ่าบาทมีราชโองการให้ข้าไปจับสายลับแคว้นเหลียงที่หลบหนี ข้าต้องออกจากเมืองสักระยะ”

    ซูอิ่นเย่ว์ได้ยินเสียงพลันสะดุ้งตกใจ

    นางตบหน้าอกตัวเอง ปรับลมหายใจให้เป็นปกติ สีหน้าฉายความไม่พอใจ “ข้าไม่ได้บอกให้ท่านพักฟื้นดีๆ หรืออย่างไร ท่านยังจะดื้อออกจากเมืองไปทำงานอีก ท่านคงไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วใช่หรือไม่”

    ช่วงหลายวันที่ผ่านมาทั้งสองอยู่ด้วยกันตลอดเวลา ซูอิ่นเย่ว์ยิ่งกล้าพูดเสียงดังกับเขาโดยไม่ลังเล

    ฉู่จี้เฟิงใช้ราชโองการของฮ่องเต้เป็นข้ออ้าง “ราชโองการฝ่าฝืนไม่ได้ เช่นนั้นเจ้าจะเข้าเฝ้าฮ่องเต้ ขอให้พระองค์ส่งผู้อื่นไปแทนข้าหรือไม่”

    ซูอิ่นเย่ว์มองค้อนเขา รู้ว่าเขาจงใจให้เรื่องยุ่งยากแก่ตนเอง

    นางหยิบดูขวดยาบนชั้นกล่าว “หากท่านไม่อยากไป ยังจะมีใครกล้าบังคับท่านได้อีกหรือ จะไปก็ไปเถิด ถือว่าไม่มีหมอเช่นข้าแล้วกัน อย่างไรเสีย ข้าก็รักษาโรคของท่านไม่ได้อยู่ดี”

    ฉู่จี้เฟิงแย้มยิ้มบาง “เช่นนั้น ข้าจะไม่แบ่งสินเดิมของเจ้าแล้ว ทั้งเงินทองและโฉนดที่นำกลับจากจวนสกุลซู ข้าจะยกให้เจ้าทั้งหมด”

    ซูอิ่นเย่ว์ตกใจจนหันไปมองฉู่จี้เฟิง “ท่าน...ท่านพูดจริงหรือ”

    จู่ๆ ได้เงินจำนวนมหาศาล นางถึงกับพูดติดขัด

    ฉู่จี้เฟิงพยักหน้า “ข้าไม่เคยคืนคำ”

    “ดี ดี” ซูอิ่นเย่ว์เปิดกล่องเล็กๆ ออกมา ข้างในบรรจุยาลูกกลอนที่นางปรุงขึ้นอย่างพิถีพิถัน “ที่จริงแล้วร่างกายท่านพิเศษ สามารถควบคุมพิษในร่างได้ บางครั้งออกจากเมืองไปทำธุระก็ไม่เป็นไร ยาพวกนี้ช่วยปรับสมดุลห้าธาตุในร่าง ท่านเก็บไว้ป้องกันตัวเถิด”

    นางกลัวว่าเขาจะเปลี่ยนใจ รีบยัดกล่องยาใส่มือเขา แต่ฉู่จี้เฟิงกลับไวกว่า คว้ามือนางไว้

    มือของเขากว้างและเย็นเฉียบ ทำให้นางชะงักไป ดวงตาเบิกกว้างจ้องเขาอย่างตกตะลึง

    “เช่นนั้นข้าก็มีของให้เจ้าเช่นกัน”

    ไม่เปิดโอกาสให้นางปฏิเสธ กำไลทองคำเรืองรองก็ถูกสวมเข้ากับข้อมือนาง

    หญิงสาวก้มหน้ามอง ยังไม่ทันตั้งตัวก็รู้สึกถึงความเย็นเฉียบแตะลงบนหน้าผาก ทำให้นางตัวแข็งค้าง ไม่กล้าหายใจแม้แต่น้อย

    “ข้าจะรีบกลับมา รอข้าอย่างว่าง่าย” น้ำเสียงของฉู่จี้เฟิงอ่อนโยนอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

    หลังจากฉู่จี้เฟิงจากไปนานแล้ว ซูอิ่นเย่ว์ยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิม ร่างกายแข็งทื่อ จนกระทั่งเสียงกระดิ่งบนกำไลดังขึ้น นางถึงได้สติกลับมา

    ใบหน้าของนางซีดเผือด สัมผัสหน้าผากของตนโดยไม่รู้ตัว พบว่ามันร้อนจัด!

    นี่ต้องเป็นเรื่องโกหกแน่ๆ …

    ฉู่จี้เฟิงจะมาจูบนางได้อย่างไร

    หรือว่าเขาจะถูกบางสิ่งเข้าสิง?

    นางยกมือขึ้นมองกำไล พลันรู้สึกเลื่อนลอย เพราะเรื่องนี้ช่างน่าตกใจเกินไป นางจึงสะกดจิตตัวเองว่านี่เป็นไปไม่ได้ และบังคับให้ตนเองลืมเรื่องนี้ไป

    จี้หมัวมัวเดิมทีจัดของของนางกลับไปยังเรือนหลัก แต่ครานี้นางดื้อดึง เป็นตายก็ยืนกรานจะย้ายกลับไปนอนที่เรือนหลัง

    คืนนั้นนางนอนไม่หลับ พลิกตัวไปมา กว่าจะหลับได้ก็ตกอยู่ในฝันลึก

    นางฝันถึงวันที่ถูกลอบสังหาร เห็นภาพฉู่จี้เฟิงคอยปกป้องนางปรากฏขึ้นอีกครั้ง

    แต่ใครจะรู้ว่าภาพกลับพลิกเปลี่ยนไป กลายเป็นคืนเข้าหอ นางสวมผ้าคลุมเจ้าสาวสีแดง นั่งรอสามีด้วยความกังวลใจ

    มีฝีเท้าคู่หนึ่งเดินเข้ามาใกล้ จากนั้นมีมือหนึ่งยกผ้าคลุมเจ้าสาวขึ้น

    ซูอิ่นเย่ว์เงยหน้าขึ้นอย่างขวยเขิน เบื้องหน้าคือใบหน้าหล่อเหลาดุจปีศาจที่ทำให้แผ่นดินล่มสลาย นางเรียกเสียงอ่อน “ซื่อจื่อ…”

    ฝันมาถึงตรงนี้ ซูอิ่นเย่ว์ก็สะดุ้งตื่น ส่งเสียงร้องด้วยความตกใจ

    นางลุกขึ้นนั่ง หายใจหอบหนัก

    ภายในห้องมืดสนิท นางเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าฉู่จี้เฟิงออกจากเมืองไปแล้ว คืนนี้นางนอนอยู่คนเดียวในเรือนหลัง

    “ทำไมถึงฝันเห็นเขา ซ้ำยังเป็นคืนเข้าหออีก” ซูอิ่นเย่ว์ตบหน้าอกตนเอง “ไม่ได้ ไม่ได้ ข้าจะคิดเช่นนี้ได้อย่างไร หากถึงเวลานั้น ข้าคงไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองตายอย่างไร”