ครึ่งชั่วยามผ่านไปอาหารที่ย่างไว้ก็เริ่มเย็นชืดแต่ัจอมบ่นยังไม่กลับมาชายหนุ่มนั่งมองไปทางทิศที่ัอย่างลอยจากไปอย่างรอคอย จนฟ้ามืดลงเขาก็เห็นงูขาวที่คุ้นตาค่อยๆเลื้อยเข้ามาอย่างช้าๆ
“อาหารเย็นชืดหมดแล้ว ข้าจะอุ่นให้ใหม่”
“ไม่ต้อง ข้ากินได้ เ้าพักผ่อนเถอะ”
“เสี่ยวอี้ เ้าติดตามข้ามานานตอนนี้เ้าก็โตเป็หนุ่มแล้วสมควรจะแยกจากข้าไปเริ่มชีวิตของตนได้แล้วข้าเองก็ถึงเวลาต้องเลิกท่องเที่ยวเสียที”
“ท่านจะกลับไปจำศีลแล้วหรือขอรับ”
“ข้าเองก็ทิ้งภาระหน้าที่มายาวนานข้าได้พบกับัตนอื่นๆที่สืบเชื้อสายเดียวกันกับข้าพวกเขาอาศัยอยู่ในสถานที่ห่างไกลที่มนุษย์ไม่สามารถเข้าไปอาศัยอยู่ได้ในเวลานี้มีเหตุการณ์ที่ยากลำบากต่อพวกเขา จำเป็ต้องได้รับการช่วยเหลือจากข้าดังนั้นข้าสมควรที่จะกลับไปรับผิดชอบหน้าที่ของตนเองเสียทีเ้าเองก็ได้รับการถ่ายทอดหลายสิ่งหลายอย่างจากข้าแล้ว คิดว่าเ้าก็สมควรกลับไปอยู่ร่วมกับพวกมนุษย์เสียทีดังนั้นพวกเราก็สมควรลาจากกันเสียที”
“แต่ข้า ไม่มีครอบครัวไม่มีจุดหมาย ไม่รู้ว่าจะไปที่ใด”
สิ้นเสียงของชายหนุ่มทั้งสองก็เงียบลงพวกเขาอยู่ด้วยกันมานานัเห็นเด็กน้อยเติบโตจนเป็ชายหนุ่มก็มีความรู้สึกผูกพันอย่างบอกไม่ถูกสำหรับ่เวลาของชีวิตที่ยาวนานของมัน ชีวิตมนุษย์แสนสั้นเท่าฝุ่นปลิวผ่านตาเท่านั้นหากแยกจากกันครานี้ทั้งสองอาจไม่มีโอกาสได้พบกันอีกเลยก็ได้
“ข้า แซ่ฟ่าน ชื่อหงอี้ ฟ่านหงอี้ ท่านจดจำข้าให้ได้ข้ากลัวว่าจากกันครั้งนี้คงไม่ได้พบกับท่านอีกแล้ว ท่านต้องจำข้าเสี่ยวอี้ให้ได้นะขอรับ”
“เสี่ยวอี้ ข้าคือ หนิงหลง ไม่ใช่ชื่อที่เ้าเรียกข้าตามอำเภอใจว่าท่านไป๋”
“ก็ท่านไม่เคยบอกชื่อกับข้านี่ขอรับ”
เสี่ยวอี้รู้สึกน้อยใจตลอดเวลาสองปีที่ผ่านมาเขาไม่รู้ว่าัขาวมีชื่อว่าอย่างไรจะเรียกว่าัขาวตลอดก็ไม่สะดวกใจจึงเรียกตามสีของร่างกายอีกฝ่าย
“เอาหล่ะๆ อย่าทำหน้าแบบนั้น นี่เป็ครั้งสุดท้ายที่เราจะอยู่ด้วยกันข้าจะให้เ้าได้เห็นร่างที่แท้จริงของข้าในภาพร่างมนุษย์ข้าเองดีใจที่ได้รู้ว่าสิ่งที่เรียกว่ามนุษย์มีจิตใจที่ดีงามอยู่เช่นเ้า”
ร่างัขนาดั์ค่อยๆย่อขนาดลงกลายร่างเป็มนุษย์สตรีในชุดแต่งกายสีขาวรวบผมสีดำขลับอย่างง่ายๆปักด้วยปิ่นหยกสีขาวมีตุ้งติ้งขนาดเล็กห้อยลงมาดูงดงาม ยืนหันหลังห่างออกไปเพียงสองก้าวก่อนที่จะค่อยๆหันร่างกลับมาใบหน้างดงามดวงตากลมโตคิ้วเรียวงามริมฝีปากเชิดรั้นมองดูมั่นใจในตนเองทั้งยังดูเหยียดยามทุกสิ่งในสายตาราวกับว่าโลกทั้งโลกไม่มีสิ่งใดสำคัญ
“ท่าน.. เป็สตรีหรือ ข้าคิดมาตลอดว่าท่านเป็บุรุษมาตลอด ข้า ข้าหยาบคายใส่ท่านหลายครั้งเหตุใดท่านไม่บอกข้าว่าเป็สตรีข้าๆ”
“ข้าๆๆ อะไร ทำไมัมีแต่เพศผู้หรือไง ข้าเป็สตรีแล้วไม่ใช่ัหรือไงบุรุษสตรีแยกแยะเพื่อสิ่งใด”
“ท่านอายุเท่าไหร่กันแน่ เหตุในร่างมนุษย์จึงดูงดงามเช่นนี้”
“เ้าเด็กบ้า ข้าใช้ร่างมนุษย์ในรูปลักษณ์นี้มาตลอดข้าอายุเท่าใดจำเป็ต้องเปลี่ยนรูปลักษณ์มนุษย์ให้เพิ่มตามด้วยหรืออย่างไรเ้าเคยเห็นสตรีที่อายุแสนกว่าปีหรือไม่”
“ขอโทษขอรับ ข้าแค่ถามเพราะอยากรู้ไม่ได้อยากเห็นตอนท่านน่าเกลียดสักหน่อย”
“ฮึ แน่นอนข้างดงามตลอด ไม่เคยน่าเกลียดแม้เ้าอยากเห็นก็คงหมดโอกาส”
ฟ่านหงอี้รู้สึกไม่อยากห่างจากหนิงหลงัขาวที่สั่งสอนเขามากมายใน่สองปีที่ผ่านมาให้เขากลับไปหามนุษย์จะต้องทำตัวอย่างไรเขายังนึกไม่ออกแต่ถ้าให้อยู่กับนางคงจะดีกว่า
“พวกเราต้องแยกจากกันจริงๆ หรือ”
“เ้าคิดว่ามนุษย์อย่างเ้าสามารถอยู่ในแดนัได้หรือถ้าเ้าทำได้ก็ไปอยู่กับข้าได้”
“ท่านพูดจริงนะ จากนี้ไปให้ข้าเรียกท่านว่าหนิงหลงได้หรือไม่”
“ได้”
“เ้าวางแผนว่าจะทำอย่างไรต่อไป”
“ข้าจะท่องเที่ยวไปทั่วดินแดนมนุษย์ ข้าจะเสาะแสวงหาวิธีการให้สามารถไปอยู่กับท่านให้ได้หนิงหลง”
“ข้าหวังว่าได้พบเ้าอีกครั้งเช่นกัน ข้าจะรอเ้า”
ทั้งสองคนนั่งคุยรำลึกความหลังกันตลอดทั้งคืนจนเช้าก็บอกลากันก่อนที่จะแยกจากัหนิงหลงได้มอบจี้บางๆให้กับชายหนุ่มเก็บไว้เป็ที่ระลึก
“สิ่งของที่อยู่ในที่พักแห่งนั้นยาม้าใช้ให้เ้านึกถึงมันแล้วใช้เวทย์ที่ข้าสอนเรียกมันออกมาทั้งหมดที่เ้าเคยเห็นล้วนให้เ้าหรืออยากกลับไปที่นั่นเ้าก็ได้รับสิทธิ์ในการเข้าไปได้สำหรับนี่ข้าให้เ้าเก็บไว้เป็ที่ระลึกหากเ้าได้รับอันตรายก็ให้เอาเืหยดลงบนมันข้าจะไปช่วยเ้าเอง”
“ข้าจะเก็บไว้อย่างดี หนิงหลงท่านรอข้าสักวันหนึ่งข้าจะต้องไปหาท่านให้พบ”
ชายหนุ่มเรียกสร้อยคอจากในถ้ามาหนึ่งเส้นลวดลายไม่ดึงดูดสายตานักร้อยจี้ใส่คล้องคอเอาไว้เขาไม่รู้ว่าจี้ที่ได้มาคือเกล็ดัของหนิงหลง
“หึ หากเ้าทำได้จริงข้าจะรอยังไงเสียข้าก็มีอายุมายาวนานคงไม่ตายก่อนเ้าแน่นอน”
“ท่าน พูดไม่เป็มงคลเลย หนิงหลงท่านเรียกชื่อข้าแทนเสี่ยวอี้ได้หรือไม่ข้าโตแล้วมิใช่เด็กๆ”
“ฮ่าฮ่า เ้าโตเป็หนุ่มแล้ว รู้จักอายเสียด้วย ได้ได้ หงอี้ หงอี้พอใจหรือยัง”
ชายหนุ่มยืนยิ้มให้กับเงาร่างของสตรีที่ค่อยๆจางหายกลายเป็ัตัวใหญ่ลอยอยู่กลางอากาศส่งเสียงคำรามดังสนั่นก่อนที่จะหายลับไปต่อหน้า
ชายหนุ่มยืนนิ่งอยู่นานก่อนจะเริ่มเก็บสิ่งของต่างๆ(เขาจะเก็บไว้เป็ที่ระลึก) ไม่รู้ว่าความผูกพันนี้เกิดขึ้นั้แ่เมื่อไรเขามีเพียงัั์อยู่เคียงข้างในคราบงูขาวมานานหลายปียามนี้อยู่ตัวคนเดียวรู้สึกเหงาเหลือเกินเขาอยากติดตามอยู่ข้างกายไม่ว่าจะเป็ัั์งูขาว หรือสาวงาม
ไม่ว่าจะต้องลำบากเท่าใดเขาจะต้องหาทางไปยังดินแดนัให้ได้ ดังนั้นจำเป็ต้องเสาะหาคนที่มีข้อมูล หนิงหลงสิ่งที่ท่านให้ข้ามาทุกอย่างข้าจะใช้มันเพื่อเสาะแสวงหาดินแดนั
เมื่อวานเขาได้เข้าไปในที่พักของหนิงหลงค้นหาอยู่นานในที่สุดเขาก็ได้ในสิ่งที่คิดว่ามีประโยชน์เป็ตำราการรักษาตำราเวทย์มนต์และตำราการใช้อาวุธที่เดิมทีฝึกแค่ให้สะดวกในการใช้จับสัตว์มาเป็อาหารแต่ตอนนี้เขามีเป้าหมายจำเป็ต้องฝึกทุกศาสตร์ที่มีอยู่ให้มากที่สุดเขาต้องฝึกมันทุกวันจึงเลือกที่จำเป็บางส่วนย่อขนาดแล้วนำติดตัวไปด้วย โชคดีที่หนิงหลงสอนเขาเอาไว้
เขาะโขึ้นไปบนยอดไม้มองไปทุกทิศต้องไปยังหมู่บ้านเพื่อหาข้อมูลใช้เวลาเดินลงเขาห้าวันจึงได้เห็นหมู่บ้าน ชายหนุ่มมองเห็นคนเดินสวนทางมา จึงเดินเข้าไปทักเพื่อสอบถามรายละเอียด
“ท่านลุง ไม่ทราบว่าที่นี่คือเมืองใดหรือขอรับ”
ชายชรามองดูชายหนุ่มรูปร่างสูงเพรียวที่แต่งกายด้วยผ้าเนื้อดีดูไม่เหมือนชาวบ้านแถวนี้ จึงยิ้มให้แล้วตอบอย่างใจดี
“ที่นี่หมู่บ้านเสวียนเฉิน เมืองลู่อี้ พ่อหนุ่มเดินทางมาจากที่ใดกันรึ”
“ข้าท่องเที่ยวไปทั่วแค่เพียงผ่านทางมาไม่ทราบว่าจากนี้ไปจะมีที่พักค้างคืนได้บ้างขอรับ”
“ข้าก็ไม่แน่ใจนะ ในหมู่บ้านนี้เป็หมู่บ้านเล็กๆไม่มีโรงเตี๊ยมให้พักหรอกพ่อหนุ่มห่างออกไปสักยี่สิบลี้มีหมู่บ้านซ่างเหวินที่มีขนาดใหญ่กว่าหมู่บ้านเราพอมีโรงเตี๊ยมให้พักแต่ถ้าเ้าไม่เื่มากนักห่างไปสักสี่ห้าลี้จะมีอารามเล็กๆอยู่ที่นั่นก็คงขอพักค้างได้สักคืนนะ”
“ขอบคุณมากขอรับท่านลุง”
“ไม่เป็ไรๆ”
ฟ่านหงอี้กล่าวขอบคุณอีกฝ่ายก็ผงกศีรษะรับรู้ต่างคนต่างก็เดินจากไป เขาตัดสินใจพักค้างที่อารามเพราะไม่คุ้นเคยกับการอยู่ใกล้ชิดผู้คน ผู้คนเริ่มเดินสวนมาเขาััได้ถึงการถูกแอบมองน่าจะเป็เพราะเขาเป็คนแปลกหน้าจึงทำเหมือนไม่รู้สึกเดินต่อไปจนถึงอาราม
เขาเดินผ่านเดินผ่านประตูตรงเข้าไปถึงโถงด้านในจุดธูปปักลงในกระถางธูปเมื่อเดินออกได้พบนักพรตชราที่เดินออกมาจากด้านหลังกำลังจะกวาดใบไม้ด้านข้างจึงตรงเข้าไปสอบถาม
“นักพรตขอรับข้าน้อยเดินทางผ่านมาหาที่พักไม่ได้ ท่านลุงที่ข้าพบแนะนำให้มาที่นี่ข้าอยากขอพักค้างคืนสักคืน ไม่ทราบว่าท่านนักพรตจะกรุณาช่วยข้าได้หรือไม่”
“ฮ่าฮ่าๆ ได้ๆที่อารามนี้มีข้าอยู่เพียงลำพัง เ้าพักค้างที่นี่ได้ แต่อาหารเ้าต้องทำเอาเอง ห้องครัวอยู่ด้านหลังออกประตูไปส่วนห้องพักตามข้ามาสิ”
“ขอบพระคุณขอรับ”
“เ้าพักค้างคืนที่นี่ได้ตามสะดวกแต่ข้าวของเครื่องใช้อาจไม่สะดวกนัก หาก้าอาบน้ำด้านหลังมีบ่อน้ำเ้าสามารถตักได้จากที่นั่นเ้าตามสบายนะ ข้าต้องไปทำความสะอาดด้านหน้าก่อน”
หลังจากมองสำรวจห้องพักแล้วก็ทำความสะอาดให้พอพักอาศัยได้ดูจากสภาพภายในห้องแล้วคงไม่มีคนพักอาศัยมาเป็เวลานานหน้าต่างมีรูลมผ่านเข้ามาได้ชายหนุ่มร่ายมนต์ซ่อมแซมส่วนที่ชำรุดภายในห้อง ก่อนที่จะปิดประตูแล้วเดินออกไปช่วยนักพรตท่านนั้นกวาดลานด้านหน้าที่หันมามองด้วยความแปลกใจก่อนจะยิ้มออกมาด้วยความยินดี(ปกติคนเดินทางที่ผ่านมาส่วนใหญ่มักอยู่แต่ในห้องแล้วก็จากไป)ชายหนุ่มคนนี้ลักษณะดีงามทั้งยังมีมารยาท ออกมาช่วยทำงานเล็กๆน้อยเช่นนี้ นี่นับเป็คนแรกที่นักพรตได้พบจึงรู้สึกดีด้วยเป็อย่างมาก
“ท่านนักพรตอยู่ที่นี่มานานแล้วหรือขอรับ”
“ใช่ นานนับสิบๆปีแล้วเดิมที่ข้าก็ไม่ใช่คนในหมู่บ้านแห่งนี้ข้าเดินทางท่องเที่ยวไปทั่วถือได้ว่าเป็นักแสวงหาโชคก็ว่าได้เคยมีครอบครัวแต่ก็ตายจากไปหมดจากภัยธรรมชาติเมื่ออายุมากขึ้นก็อยากอยู่อย่างสงบจึงหาไปเรื่อยจนมาพบอารามแห่งนี้เข้าเมื่อก่อนก็มีนักพรตคนอื่นอยู่แต่เพราะหลายปีก่อนเกิดภัยแล้งขึ้นจึงค่อยๆเหลือข้าเพียงคนเดียว”
นักพรตพูดเล่าเื่ราวให้เขาฟังเสมือนพูดกับตัวเองจนจบก็หันมามองหน้าชายหนุ่ม
“เ้าหล่ะเป็คนที่ไหน”
“ข้าเดิมเป็คนหมู่บ้านเซ่อจี้เมืองอวิ๋น คนที่บ้านไม่มีแล้วจึงเดินทางไปทั่วอยากเสาะแสวงหาโอกาสให้กับชีวิต”
“ยังหนุ่มอยู่ชีวิตเพิ่งเริ่มต้นก็ควรเป็เช่นนั้นเ้าอยากทำอาชีพอะไรหล่ะ”
“ข้าแค่อยากตามหาสัตว์เวทย์สัตว์วิเศษ หรือสัตว์เทพ ท่านว่ามันเป็ไปได้หรือไม่”
“สัตว์ในตำนานหรือเมื่อนานมาแล้วข้าก็เคยได้ยินนักเดินทางพูดถึงนะนักฝึกสัตว์วิเศษกับนักล่าสัตว์วิเศษ ทว่าทั้งสองอาชีพนี้มีอันตรายอย่างมาก รายได้ดีมีคนนับหน้าถือตาต้องฝึกฝนจนมีความเก่งกล้าแต่ถ้าเ้าสนใจก็ลองไปที่เมืองจงหลางดูสิ ที่นั่นใกล้กับป่าเ้าอสูรย์ได้ยินว่ามีสำนักฝึกฝนทั้งสองอาชีพนี้ตั้งอยู่”
“ขอบคุณที่กรุณาบอกขอรับ”