#ลู่หลินไม่อินประวัติศาสตร์

    ตอนที่ 24 : เจียฮว๋าซานคือเทพ

    ตอนที่ 24 : เจียฮว๋าซานคือเทพ “…..นี่เจ้าหมายความว่า….”“ใช่แล้วขอรับ…ภูเขาไฟเจียฮว๋าซานกำลังจะระเบิดครั้งใหญ่และผลักเอาลาวาทั้งหมดออกมากวาดล้างทุกสิ่งทุกอย่างในเมืองโจว ทั้งบ้านเรือนและผู้คน….และมันกำลังจะเกิดขึ้นในอีกสามสิบวันข้างหน้านี้แล้ว….."“!!!!!!!!”จบคำกล่าวของลู่หลินสีหน้าของทุกคนในบริเวณนั้นก็ดูตกใจเป็นอย่างยิ่งนอกเหนือจากความร้ายแรงของภูเขาไฟและระยะเวลาอันแสนกระชั้นชิดแล้ว ข้อมูลมากมายที่ได้รับรู้จากป๋ายอี้หลินในวันนี้ก็ขัดกับความเชื่อที่สืบต่อกันมาหลายยุคสมัยเป็นอย่างยิ่งแม้ในกลุ่มของพวกเขาทุกคนจะเป็นคนที่มีความรู้มีปัญญา ผ่านการรบทัพจับศึกเผชิญความเป็นตายมามาก รู้ดีว่าเรื่องเทพเจ้านั้นเป็นแค่เพียงที่พึ่งทางใจ มิอาจดลบันดาลปาฏิหาริย์ให้เกิดในสนามรบได้เท่ากับการลงมือกระทำด้วยตัวเอง แต่โดยพื้นฐานแล้วพวกเขาทุกคนก็เคารพศรัทธาเทพเจ้าเป็นอย่างยิ่งตามสิ่งที่ปลูกฝังมานานนมว่าเทพเจ้าเป็นผู้สร้างโลกและดูแลผู้คนให้อยู่เย็นเป็นสุขภูเขาเจียฮว๋าซานเป็นดั่งสัญลักษณ์อันเกรียงไกรของอาณาจักรฉิน อยู่คู่เมืองโจวนี้มาตั้งแต่ก่อนก่อตั้งอาณาจักรเสียอีก ชาวบ้านได้เห็นความยิ่งใหญ่ของภูเขานี้ที่แสดงอิทธิฤทธิ์ไปควบคู่กับอำนาจของราชวงศ์และอาณาจักรที่ขยายอำนาจแผ่ไปเรื่อย ๆ แล้ว ทุกคนก็พร้อมจะปักใจเชื่อว่าเป็นเพราะเทพภูเขาเจียฮว๋าซานเป็นผู้ช่วยอำนวยอวยพรและคอยปกปักรักษาอาณาจักรจริงๆ จนเกิดเป็นเทศกาลบูชาเทพภูเขาเจียฮว๋าซานเป็นประจำในช่วงปลายเดือนจิ่วเย่ของทุกปี จัดงานทีก็เฉลิมฉลองกันยาวนานหลายวัน บ่งบอกว่าความเชื่อนี้ได้รับการยอมรับและอยู่คู่กับวิถีชีวิตคนมาอย่างยาวนานมาวันนี้กลับมีชายคนหนึ่งถึงกับกล้าเอ่ยปากบอกว่าภูเขาเจียฮว๋าซานเทพเจ้าของผู้คนนี้เป็นภูเขาไฟที่กำลังจะก่อภัยมหันต์ฆ่าล้างชีวิตคนหลายหมื่นคนแล้ว จึงเป็นเรื่องยากอย่างมากที่คนจะยอมรับ“จะมากไปแล้วกระมัง…ป๋ายอี้หลิน…… ที่ข้าเอ่ยถามข้อคิดเห็นของเจ้า ก็มิใช่ว่าจะให้เจ้าเปิดปากพูดเรื่องอัปมงคลไร้สาระลบหลู่เทพเจ้าได้ตามใจหรอกนะ….”เป็นโจวหยางอ๋องที่อดรนทนไม่ได้ต้องเอ่ยปากห้ามปรามออกมา สีหน้าและแววตาก็ดูขึงขังขึ้นอย่างชัดเจน ก่อนหน้านี้เห็นคนตรงหน้าคิดดีคิดถูกมาหลายคราจึงได้ไว้ใจและอยากลองฟังความคิดความอ่านดูบ้าง หากเป็นเรื่องที่ดีก็จะได้นำเอาไปพิจารณามาปรับใช้ให้เหมาะสม ไม่คาดว่าป๋ายอี้หลินคนร้ายกาจคนนี้จะหาญกล้าถึงขั้นกล่าวร้ายต่อเทพเจ้าที่เคารพของคนทั้งอาณาจักรเช่นนี้ยอมรับอย่างหนึ่งว่าเขาเชื่อว่าเหตุการณ์แผ่นดินไหวและลาวาที่ผุดขึ้นมาตามรอยแยกของผืนดินนั้นเป็นเพราะอิทธิฤทธิ์ของภูเขาเจียฮว๋าซานจริงรวมทั้งเห็นกับตาแล้วว่ามันสร้างหายนะต่อชาวเมืองได้อย่างคาดไม่ถึง แต่ถึงกระนั้นทุกคนก็ยังรับรู้และยอมรับได้เพราะทุกครั้งที่เจียฮว๋าซานแสดงอำนาจแม้จะมีความสูญเสียเกิดขึ้นบ้าง แต่หลังจากนั้นสิ่งที่ตามมาก็คือความเจริญรุ่งเรืองของอาณาจักรที่มากขึ้นทุกขณะดังนั้นต่อให้เขาจะอยากรู้ความเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นเป็นระยะๆ เพื่อที่จะหาทางช่วยเหลือราษฎรให้ปลอดภัยอย่างไร แต่ก็ไม่เคยคิดโทษเทพเจ้าว่าเป็นผู้ก่อให้เกิดภัยพิบัติเลยสักครั้ง แม้ลึกๆ แล้วจะไม่อยากให้เจียฮว๋าซานแสดงอิทธิฤทธิ์อีกก็ตาม แต่ก็ไม่อาจพูดออกมาได้เพราะมันไม่ต่างจากการเป็นกบฏคิดคดไม่อยากให้อาณาจักรรุ่งเรืองคำถามที่ติดอยู่ในใจโจวหยางอ๋องหวงเทียนหยางมายาวนานก็คือ…ความรุ่งโรจน์ของอาณาจักรจำเป็นต้องแลกมาด้วยชีวิตของราษฎรที่บริสุทธิ์จริงหรือ? … หากเทพภูเขาเจียฮว๋าซานปกปักรักษาอาณาจักรด้วยความเมตตาจริง ใยสิ่งที่ต้องมอบตอบกลับไปถึงได้โหดร้ายนัก….คำกล่าวของโจวหยางอ๋องช่างขัดใจลู่หลินนัก ในสภาพที่ร่างกายก็แทบจะทนความร้อนและความเหนื่อยอ่อนไม่ไหวทั้งยังต้องตั้งสติบอกเล่าเรื่องราวอย่างรอบคอบก็นับว่าหนักหน่วงพอแล้ว ยังต้องมาเจอคำสบประมาทมาดร้ายจากความงมงายอีก คนสมัยใหม่อย่างลู่หลินจึงรู้สึกหงุดหงิดเป็นอย่างมาก จากที่ตั้งใจว่าจะอธิบายอย่างใจเย็นก็เผลอพูดจาขวานผ่าซากตอบกลับไปแทน“……เทพเจ้าที่ท่านกล่าวขานถึงคือสิ่งใดกัน ใช่ภูเขาไฟเจียฮว๋าซานหรือไม่? หากในภูเขาไฟมีเทพเจ้าจริงไยไม่ควบคุมดูแลลาวาให้ดี กลับปล่อยให้ไหลบ่าออกมาทำร้ายผู้คน แบบนี้ไม่เท่ากับท่านเทพบกพร่องต่อหน้าที่หรือ?”คำตอบของลู่หลินจี้ตรงกลางใจหวงเทียนหยางได้อย่างพอดิบพอดี แต่ก็ไม่อาจแสดงท่าทีคล้อยตามได้มากนักคำโบราณกล่าวว่าสายล่อฟ้าย่อมต้องโดนฟ้าผ่าฉันใด ป๋ายอี้หลินยามนี้ก็สมควรถูกตำหนิเช่นนั้น ต่อให้เรื่องราวนั่นจะเป็นจริงตามคำก็ตาม แต่การโต้เถียงไม่ไว้หน้าใครแทนที่จะทำให้คนยอมฟังความคงมิแคล้วยิ่งต่อต้านมากกว่าเดิมอีกทั้งความเชื่อที่ฝังหัวมานานนมผลักดันให้ความรู้สึกที่มีต่อคำพูดเหล่านั้นมีแต่จะยิ่งเป็นไปในทางด้านลบ แม้ลึกๆ แล้วจะเห็นว่าจริงก็ตามซุนอวี้เซวียนและองครักษ์เจิ้งเองก็รู้สึกไม่ต่างกัน อีกทั้งความรู้สึกขุ่นเคืองยังมีมากกว่าเพราะพวกเขานับถือเทพภูเขาเจียฮว๋าซานมาก คำกล่าวของลู่หลินจึงไม่ต่างกับการลบหลู่เทพเจ้าอย่างรุนแรงเลยสักนิด ท่าทียามมองมาที่ป๋ายอี้หลิน แววตาจึงเต็มไปด้วยความโกรธเคือง แต่ก็ไม่อาจแสดงท่าทีอันใดออกมาได้มากนัก เพราะต่อให้ชายคนนี้จะเป็นที่ชิงชังของคนทั้งจวนอ๋องอย่างไร ก็ยังอยู่ภายใต้ความคุ้มครองจากราชโองการขององค์ฮ่องเต้ ทั้งคู่จึงได้แต่สงบปากสงบคำและรอดูท่านอ๋องของตนออกแรงกำราบคนปากกล้าด้วยตนเอง“นี่เจ้า… กล้ากล่าววาจาสามหาวนัก!”ยามโกรธเกรี้ยว โจวหยางอ๋องหวงเทียนหยางนับว่าเป็นคนที่โมโหร้ายน่ากลัวนัก พื้นฐานนิสัยเดิมมิใช่คนช่างพูดช่างจาต่อปากต่อคำอยู่แล้ว ยามหงุดหงิดจึงถนัดใช้ภาษากายมากกว่า ปากเอ่ยตำหนิลู่หลินได้ไม่กี่คำ แต่ฝ่ามือหนากลับจับกระชากดึงแขนเล็กในท่าคุกคามเรียบร้อยแล้ว เป็นสัญญาว่าหากยังไม่หยุดสามหาวคงได้ลงมือหนักกว่านี้แน่“!!!!!!”ปฏิกิริยาทางด้านร่างกายของป๋ายอี้หลินยังคงเป็นการสั่นกลัวแบบที่เกิดขึ้นเป็นประจำ แต่แววตาที่สบมองกันในยามนี้กลับดูดื้อรั้นนัก ไม่มีวี่แววความสำนึกผิดอันใดฉายอยู่ในนั้นเลยทำให้โจวหยางอ๋องหวงเทียนหยางรู้สึกกรุ่นโกรธมากขึ้นอีกลู่หลินตกใจและหวาดกลัวมากกับท่าทีคุกคามแบบนั้น ก็ในเมื่อตัวเองให้เขาเป็นคนอธิบายเอง อีกทั้งก่อนหน้านี้ก็ยังเชื่อถือในคำพูดกันอยู่ จึงไม่ได้คาดคิดเลยแม้แต่น้อยว่าข้อมูลของเขาจะถูกต่อต้านอย่างรุนแรงและมองว่าเป็นการไม่เคารพต่อเทพเจ้าขนาดนี้แต่เมื่อระลึกได้ว่าความเชื่อเหล่านี้ฝังรากลึกจนแม้แต่ประวัติศาสตร์ยังบันทึกเอาไว้แบบนั้นก็เริ่มเข้าใจได้บ้างแม้มันยากจะยอมรับก็ตาม เพราะเข้าใจดีว่าการจะเปลี่ยนแปลงความเชื่อของคนที่ฝังรากลึกมายาวนานจำเป็นต้องค่อยเป็นค่อยไปและใช้เวลา ความรู้สึกหลักๆ ที่มีในตอนนี้จึงเป็นความหงุดหงิดที่ถูกกระทำรุนแรงและพูดจาไม่ดีใส่มากกว่าความโกรธเคืองในด้านอื่นๆร่างกายของป๋ายอี้หลินอ่อนแอมากเกินไป ก่อนหน้านี้ก็หมดแรงไปหลายรอบ ได้พ่อวัตถุโบราณนี่พูดจี้ปมทีก็มีแรงฮึดที แต่กว่าจะถึงยอดเขาแม้จะมีคนช่วยอุ้มขึ้นมา แต่สภาวะอากาศร้อนจัดและหายใจได้น้อยก็พาให้ร่างกายอ่อนเพลียจนแทบทรงตัวไม่ไหวแล้ว มายามนี้ยังถูกคนแรงดีออกแรงยื้อยุดฉุดกระชากอย่างรุนแรงอีกจึงเริ่มออกอาการวิงเวียนหน้ามืดยืนไม่อยู่ขึ้นมา…แต่ลู่หลินก็คือลู่หลิน ฉายา'#ลู่หลินไม่อินประวัติศาสตร์' ไม่ได้ได้มาเล่นๆ เขาเชื่อในความเท่าเทียมกันมากกว่าระบบเจ้าขุนมูลนายอยู่แล้ว แม้จะหวาดเกรงอำนาจและบารมีอีกฝ่ายมากเพียงใด ก็ไม่อาจจะยอมให้ใครมาข่มเหงตนเองได้ง่ายๆ ถูกทำรุนแรงจนเจ็บปวดขนาดนี้ หากไม่ต่อต้านเลยก็ใช่ที่ ร่างกายอ่อนแอสู้ไม่ไหว ก็จะขอใช้อาวุธเดียวที่มี ก่อนจะเป็นลมสลบวูบลงไป ขอด่ากราดพ่อวัตถุโบราณนี่ให้หนักๆ สักทีเถิด!“วาจาสามหาวหรือจะสู้กิริยาสามหาว! ท่านเป็นอ๋องแล้วแตะต้องไม่ได้หรือ? คิดว่าจะลงมือกับราษฎรอย่างไรก็ได้หรือไร? ข้าโดนรังแกไม่มีสิทธิ์พูดจาชี้แจ้งหรือป้องกันตัวบ้างเลยหรือ?!? มิน่าเล่าท่านจึงได้เห็นดีเห็นงามยกย่องสิ่งที่ไม่มีตัวตนเป็นเทพเจ้าได้ทั้งยังยอมมองข้ามชีวิตคนมากมายที่ต้องมาสูญเสียไปเพราะความงมงายไร้เหตุผลนี้!”“!!!!”ลู่หลินกลั้นใจด่ากราดออกมาได้ยืดยาว จนได้เห็นสีหน้าและแววตาโจวหยางอ๋องโกรธเกรี้ยวเป็นอย่างยิ่ง ทั้งแรงฉุดกระชากแขนที่ตอนนี้จู่โจมมาถึงสองข้างแล้วก็ยังหนักหน่วงจนทั้งร่างแทบลอยหวือโยกคลอนไปซ้ายขวาตามแรงชักจูงของผู้กระทำได้อย่างง่ายดาย“คนอย่างเจ้ามันบาปหนานัก! ตัวเองเลวทรามยังไม่พอยังกล้าลากผู้อื่นไปเลวกับตนด้วยเชียวรึ?!!!”จบคำกล่าวอย่างดุดันของโจวหยางอ๋อง ร่างสูงใหญ่ก็ออกแรงผลักอย่างแรงจนลู่หลินล้มคว่ำไปกับพื้น จังหวะที่ผลักนั้น ผ้าปิดจมูกก็หลุดออกไปด้วยจนลู่หลินเผลอสูดอากาศพิษเข้าไปเต็มปอด ไม่นานสติก็เริ่มขาดห้วงไป ทั้งที่ความจริงแล้วในใจอยากลุกขึ้นมาตอบโต้อีกฝ่ายใจจะขาด“……..”“……..”ซุนอวี้เซวียนและองครักษ์เจิ้งจ้องมองภาพนั้นอยู่ครู่ใหญ่ ยอมรับว่าสมใจนักที่เห็นคนปากเปราะถูกลงโทษ คิดว่าหากยังกล้าหาเรื่องอีกก็จะยืนดูอยู่แบบนี้ ไม่คิดช่วยเหลือแม้แต่นิดแต่รออยู่นานอีกฝ่ายก็ยังไม่คิดลุกขึ้นมาต่อความ กลับยังนอนหมอบนิ่งอยู่อย่างนั้นหรือว่า….“แย่แล้วท่านอ๋อง คุณชายป๋ายสลบไปแล้ว!”
    _______________________Talk#ขอบคุณคอมเมนต์ค่าE-Book ที่ Meb ภาค 1 ออกแล้วมี 80 ตอน เพิ่มตอนพิเศษ 5 ตอน ราคา 299 บาทE-Book ที่ Meb ภาค 2 ออกแล้วมี 67 ตอน เพิ่มตอนพิเศษ 3 ตอน ราคา 299 บาทสนใจสั่งซื้อเข้าไปที่ Meb กดค้นหานักเขียน Giffyguf เจอเลยค่ะ
    สำคัญ! ก่อนซื้อเข้าไปดูรายละเอียดข้อมูลเนื้อหาในเล่มในตอนที่ 1 ก่อนนะคะ ขอบคุณที่สนับสนุนค่า >_<