...ในถ้ำกลางป่า หวังอี้นั่งเหม่อมองฝนที่ตกพรำ เลือดที่หัวไหล่หยุดไหลแล้วแต่ความปวดร้าวกลับทวีขึ้นเรื่อยๆ จนเขานอนไม่หลับ
เด็กน้อยทอดสายตามองม่านฝนที่โปรยปรายภาพในวัยเด็กพลันผุดขึ้นในห้วงความคิด
ครั้งหนึ่งเขาเคยหกล้มจนหัวเข่ามีเืไหล
ท่านปู่รีบมาหา นั่งยองๆ เป่าลมร้อนๆก่อนจะหยิบสมุนไพรทาแผล
"ฟู่...ฟู่...เดี๋ยวก็หายแล้ว"
ท่านปู่ก้มลงเป่าแผลเบาๆ
"ยังเจ็บอยู่ไหม?"
เด็กน้อยส่ายหน้าทั้งที่น้ำตายังคลอ ปู่มองหลานแล้วยิ้มบางๆ
"เห็นไหมปู่บอกแล้ว เดี๋ยวก็หาย"
น้ำตาไหลอาบแก้มวันนี้ไม่มีมือชายชราเหี่ยวย่นคู่นั้นอีกแล้ว ไม่มีท่านปู่ก้มลงเป่าแผลให้อีกแล้ว เหลือเพียงสายฝนที่ตกลงมาพร้อมกับความหนาวเหน็บที่แทรกซึมเข้าสู่หัวใจ
สายฝนทำให้ความเหงาอ้างว้างเกาะกินจิตใจข้า
เวลาผ่านไปสักพักหวังอี้เช็ดน้ำตา ระลึกถึงคำสอนของท่านปู่
"ร้องไห้ได้แต่อย่านาน"
เด็กน้อยสูดหายใจลึกก่อนจะลุกขึ้นไปหาไม้แห้งมาก่อไฟ แต่กิ่งไม้เปียกฝนหมด เขาจึงค่อยๆเลือกทีละกิ่งเอามีดขูดเปลือกออกให้ได้เนื้อไม้ด้านในที่ยังแห้ง นี่เป็ทักษะเอาตัวรอดที่ท่านปู่เคยสอนข้า
หลังจากก่อไฟได้แล้วเขาเห็นรังนกหนึ่งร่วงตกอยู่ใต้โคนต้นไม้ ลูกนกส่งเสียงร้องแม่นกบินวนอยู่เหนือหัวด้วยความห่วงลูกๆโดยไม่กลัวฝน
หวังอี้มองรอบๆตรวจตราดูก่อนว่าปลอดภัยไหม เพราะบางทีอาจมีสัตว์นักล่าจ้องเหยื่ออยู่ก็ได้
เมื่อแน่ใจว่าไม่มีอะไรแล้วเขาจึงเอารังนกและลูกนกนั้นใช้ปราณทำให้ตัวเขาลอยขึ้นเพื่อ เอารังและลูกนกกลับไปวางไว้ที่เดิม
แม่นกดีใจรีบบินลงหาลูกๆหวังอี้มองด้วยสายตาลึกซึ้งก่อนจะพูดว่า
"พวกเ้าโชคดีกว่าข้าเสียอีกเพราะยังมีแม่"
เด็กน้อยลอยตัวลงพื้นเดินกลับเข้าถ้ำและนั่งหลับโดยที่ในมือกำกระบี่ไว้แน่น
คืนนั้นฝนพรำทั้งคืนจนเช้า
หวังอี้พักรักษาตัวอยู่ในถ้ำครึ่งเดือนพอแผลต่างๆเริ่มแห้งตกสะเก็ดแล้วจึงเดินออกสำรวจ
ห่างไปราวๆ5 ลี้(2.5 กม.)เขาพบศพคนตายจำนวนมาก ศพพวกนี้น่าจะตายมาสักพักแล้วเพราะเนื้อหนังก็ถูกพวกสัตว์ป่าและอีกามาแทะกินไปเยอะแล้วไม่มั่นใจว่าเป็ทหารหรือผู้ใดบ้างเพราะทรัพย์สินมีค่าก็ไม่มีแล้ว น่าจะถูกพวกโจรมาปล้นไปหมดแล้วเช่นกัน
แต่เขาก็ไม่ประมาทพยายามไม่อยู่ในที่โล่งเพื่ออำพรางตัวเพราะปู่เคยสอนไว้ว่า
"ศพน่ากลัวแต่คนที่ทำให้เป็ศพน่ากลัวกว่า"
เดินไปอีกสักพักหวังอี้เจอรองเท้าเด็กข้างหนึ่งเขาสังเกตว่ารางเท้านี้สวยงามหรูหรา แต่ไม่มีรอยเื เขาจึงปีนต้นไม้ขึ้นไปที่ยอดไม้แล้วใช้ปราณทำให้ตัวลอยขึ้นสูงจากยอดไม้อีก7.5 ฉื่อ(2.5 เมตร) นั่นทำให้หวังอี้มองเห็นป่ากว้างไกล
และแล้วเขาก็เจอคนที่ตามหาหวังอี้ลงมาและรีบเดินไป
เมื่อพบแล้วหวังอี้ไม่ได้เดินเข้าไปทันที เธอหลบอยู่หลังต้นไม้ใหญ่คอยสังเกตอยู่เกือบครึ่งชั่วยาม เพื่อตรวจดูร่องรอยโดยรอบ ทั้งรอยเท้าเศษกิ่งไม้ที่หัก และเงาตามพุ่มไม้ เผื่อว่าจะมีผู้ใหญ่ซ่อนตัวอยู่
เมื่อแน่ใจว่าเหลือเพียงเด็กหญิงคนเดียวเขาจึงค่อย ๆ เดินออกมา
เด็กหญิงอายุราว11-12 ปีคนนั้นนั่งซุกอยู่ในซอกมุมหนึ่งร้องไห้ไม่หยุดจนตาบวมช้ำไปหมด
เมื่อเด็กน้อยเห็นหวังอี้ก็กลัวมากเอากิ่งไม้เหวี่ยงมั่วๆ หลับตาร้องไห้อย่างหวาดกลัว
หวังอี้เอาขนมและอาหารแห้งยื่นให้แววตาเขาจ้องมองให้เห็นว่าเขาไม่มีเจตนาร้าย เด็กหญิงซึ่งหิวมากจึงรับอาหารและขนมมากินหวังอี้จึงไปนั่งข้างๆได้
หวังอี้ชำเลืองมอง เด็กหญิงคนนี้แต่งกายไม่ธรรมดา น่าจะระดับเศรษฐี
กินเสร็จแล้วหวังอี้แบกสาวน้อยขึ้นหลังกลับมาที่ถ้ำเพื่อเอายาทาข้อเท้าที่ฟกช้ำให้
เด็กหญิงพอได้กองไฟอุ่นๆและพี่ชายร่างสูงยาวอยู่ข้างๆ ก็ผ่อนคลายลงมาก
ผ่านไปพักใหญ่เด็กน้อยจึงพูดกับหวังอี้
"เ้า"
"หือ?”
เด็กหญิงเม้มริมฝีปากและก้มหน้าลง
"ทุกคนตายหมดแล้ว"
หวังอี้แค่พยักหน้าไม่พูดไม่ปลอบใจ เพราะเขาคิดว่าคำพูดใดก็ไม่มีประโยชน์กับคนที่เพิ่งสูญเสียทุกอย่างไปเขาจึงทำแค่ยื่นกระบอกน้ำให้อีกเด็กสาว
"ดื่มน้ำก่อน"
เด็กหญิงรับไปดื่มทั้งน้ำตา
หวังอี้ถาม
"เ้าจำได้ไหมว่าเกิดอะไรขึ้น?"
เด็กหญิงตัวสั่นมือที่ถือกระบอกน้ำกำแน่น
"พวกนั้น สวมหน้ากาก ฆ่าคนคุ้มกันข้าทุกคน”
หลังจากฟังรายละเอียดเื่แล้วหวังอี้คิดในใจ นี่มันยิ่งกว่าโจรป่าธรรมดาแล้ว น่าจะเป็นักฆ่า และเด็กหญิงคนนี้น่าจะเป็บุคคลสำคัญกว่าที่ข้าคิดไว้ตอนแรก
“เ้าจะทำอะไรต่อ?”
“กลับบ้าน”
“บ้านเ้าอยู่ไหน?”
“แคว้นฉิน”
หวังอี้ครุ่นคิดข้าก็กำลังจะไปสำนักป้าเจี้ยน(กระบี่อหังการ)เพื่อศึกษาวิชากระบี่เฟิงเตียน แคว้นฉินตามที่ศิษย์พี่แนะนำอยู่แล้ว ทางเดียวกันพอดี
แค่เด็กคนนี้อันตรายหากเดินทางด้วยกันข้าอาจพบอันตรายยิ่งกว่าโจรป่านั่นหลายเท่าเลยก็ได้
ในใจหวังอี้นั้นปฏิเสธเขาคิดแค่จะส่งเด็กหญิงกลับเข้าเมืองใกล้ๆแล้วปล่อยให้ดิ้นรนเอง แต่เด็กหญิงก็เหมือนรู้เข้ามาซบมาอ้อนพี่ร่างสูง
"เ้าจะพาข้ากลับบ้านไหม?"
หวังอี้ตอบทันที
"ไม่"
เด็กหญิงจ้องหน้าหวังอี้ด้วยความไม่พอใจนิดๆหวังอี้ถอนหายใจและพุดว่า
"คนคุ้มกันเ้าพวกนั้นมีฝีมือกว่าข้ายังไม่รอดแล้วข้าจะเอาอะไรไปสู้กับคนที่จะสังหารเ้าล่ะ?"
เด็กหญิงเงียบหวังอี้พูดต่อ
"ข้าไม่อยากตาย"
เด็กหญิงมองหน้าพี่ชายร่างสูงด้วยแววตาจริงจัง
“ถ้าข้าจ่ายค่าจ้างล่ะ?"
“หึ! ของทุกอย่างถูกปล้นหมด เ้าล้มละลายแล้ว"
"หมายถึงตระกูลข้าไง"
หวังอี้ยกมือห้าม
"ข้าไม่เชื่อสัญญาลมๆแล้งๆ"
เด็กหญิงกัดริมฝีปากนี่คือครั้งแรกในชีวิต ที่ฐานะของนางใช้ไม่ได้ผล
คืนนั้นหวังอี้แกล้งนอนหลับเพราะอยากรู้ว่าเด็กหญิงจะทำอะไร
เด็กหญิงค่อยๆลุก เดินไปที่กระเป๋าหวังอี้ หวังอี้ยังลืมตาแอบมองไม่เคลื่อนไหว
ถ้านางขโมยของข้าก็จะได้ใช้เป็ข้ออ้างเอานางไปทิ้งไว้หมู่บ้านใกล้ๆนี่ซะเลย
แต่ที่ไหนได้เด็กหญิงเอาเศษผ้าที่เย็บเป็ผ้าห่มมาคลุมให้หวังอี้ แล้วก็กลับไปนอนข้างๆเช่นเดิม
นั่นทำให้หวังอี้ชะงักและเริ่มลังเลใจ โดยไม่เห็นว่าเด็กหญิงด้านหลังนั้นก็แกล้งนอนเช่นกันเธอยิ้มที่มุมปากเล็กๆ
ข้ารู้ทันเ้าหรอกเทียบกับของไร้ค่าในกระเป๋านั่น ข้าจะเอาตัวรอดกลับถึงแคว้นฉินได้ยังไง มีแต่ต้องพึ่งเ้าเท่านั้นเื่อะไรข้าจะปล่อยเ้าไปล่ะ หึหึ
เช้าวันรุ่งขึ้นหวังอี้ตื่นเขามองหาเด็กหญิงไม่เจอ จึงคิดว่าเธอไปแล้วกระมัง
แต่ที่ไหนได้เด็กหญิงเก็บเห็ดกลับเข้ามาในถ้ำ และวางไว้หน้าหวังอี้พร้อมกับพูดว่า
"ข้าไม่ใช่ภาระจำไว้"
เด็กชายตรวจสอบเห็ดที่เอามาพบว่าไม่มีพิษกินได้หมดจึงย่างเห็ดกินกันจนอิ่ม
“เ้านี่ขี้ระแวงจริง”
“ยุคสมัยนี้คนที่ไม่มีพิงหลังเช่นข้า ถ้าอยากมีชีวิตรอดก็ต้องรอบคอบ”
เด็กหญิงกินเห็ดย่างและมองหน้าพี่ชายร่างสูงโย่งด้วยแววตาลึกซึ้ง
ทั้งคู่อยู่ด้วยกันในถ้ำต่ออีกครึ่งเดือนเพราะหวังอี้ไม่ไว้ใจว่าพวกนักฆ่ายังดักซุ่มรออยู่ไหม
พออยู่นานๆก็เบื่อหวังอี้ตัดไม้ไผ่มาทำเป็เบี้ยในหมากแล้วทำกระดานหมากที่ปกติเขานั่งเล่นกับศิษย์พี่ทุกๆคืน ฆ่าเวลา
เด็กหญิงเดินยิ้มเข้ามา
“ข้าเล่นด้วยได้ไหม?”
หวังอี้วางเบี้ยเขาก้าวเดินไปข้างหน้า1 ตัวแล้วพูดว่า
“อย่าหาว่าข้ารังแกเด็กล่ะ”
เด็กหญิงยิ้มร่านั่งลงเล่นหมากกับหวังอี้ๆพูดขึ้นมาว่า
"เ้าไม่กลัวหรือว่าข้าอาจเป็นักฆ่า?"
"?”
"ถ้าข้าเป็นักฆ่าข้าจะรอให้เ้าเชื่อใจก่อน แล้วค่อยฆ่า”
“ความผิดหวังและความกลัวนั้นช่างอร่อยเหลือเกิน ข้าชอบ หึหึ”
เด็กหญิงตัวแข็งหวังอี้ยิ้มรีบวางหมากกินตัวขุน
“รุกฆาต!”
เด็กหญิงรู้แล้วว่าเ้าโย่งนี่มันหลอกรบกวนสมาธิข้าเขาก้มมองกระดานหมากด้วยสีหน้าไม่พอใจ ก่อนจะสูดลมหายใจเข้า
"รสนิยมเดียวกับข้าเลยถ้าเป็ข้าๆก็จะทำเหมือนกัน"
หวังอี้กลืนน้ำลายอึ่กเพราะอย่าลืมว่าเขาก็เป็บุตรบุญธรรมสกุลอิงที่หนีตายมาเช่นกัน
เด็กหญิงเห็นสีหน้าเขาเปลี่ยนรีบวางหมากโต้กลับในทันทีหวังอี้จึงรู้ตัวแล้วว่าเขาโดนย้อนแผนเสียแล้ว
กระดานนั้นผลคือทั้งคู่เสมอกัน
วันนั้นพวกเขาเล่นกันต่อจนไม่ไปไหนผลคือ หวังอี้แพ้ 1 องค์หญิงแพ้ 1 ตาที่สามเสมอกัน
ทั้งคู่มองหน้ากันอย่างชื่นชมหวังอี้คิดในใจว่าเด็กอายุเท่านี้กลับมาความสามารถมากขนาดนี้ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ แล้วหวังอี้ก็คิดถึงศิษย์พี่ที่สอนเขาเล่นหมาก
เช้าวันถัดมาหวังอี้เดินออกไปเอาน้ำ เขาเห็นรอยเกือกม้าใหม่ๆ มีประมาณสิบกว่าตัว
“นี่มันเกือกม้าของทหาร”
เขาคุกเข่าลงแตะดินดินยังชื้นแปลว่าเพิ่งผ่านไปไม่นาน
เขารีบกลับถ้ำพูดกับเด็กหญิงสั้นๆ
"เก็บของ"
"เกิดอะไรขึ้น?"
"ข้าไม่มั่นใจ แต่อาจมีคนตามหาเ้าอยู่ก็ได้"