บทที่ 2
อดีตที่แสนขื่นขม
3 วันต่อมา
ปุ๋ง ปุ๋ง
"อือ....ข้าตื่นแล้วฮุ่ยเฮา....."เจียงเฟิงลืมตาตื่น เมื่อรู้สึกตัวว่ามีอะไรบางอย่างมาสะกิดที่แขนของตนเอง ก็พบว่าเป็ฮุ่ยเฮา ปลาทองสีแดงนั้นเอง เจียงเฟิงได้ตั้งชื่อให้กับปลาทองของตน โดยปลาทองสีแดงชื่อ ฮุ่ยเฮา สีทองชื่อฮุ่ยเจีย สีขาวชื่อฮุ่ยเหมย สีดำชื่อฮุ่ยเจิน สีฟ้าชื่อฮุ่ยน่า
ปลาทองของเจียงเฟิง ลอยอยู่ข้างกายของตนเองตลอดสามวันมานี้ ตนค้นพบว่าปลาทองทั้งห้าความสามารถพิเศษของแต่ละตัวนั้นไม่เหมือนกัน เช่นฮุ่ยเจียสามารถที่จะสร้างเกราะป้องกันเป็ฟองอากาศได้ ตอนที่เจียงเฟิงจะตกเตียงก็ได้ฮุ่ยเจียช่วยเอาไว้ ส่วนฮุ่ยเฮาสามารถพ่นะุไฟได้ ฮุ่ยเหมยสามารถพาเขาหายตัวได้ไปในระยะสั้นๆ ฮุ่ยเจินสามารถพลางตัวของเขาได้1เค่อ (ประมาณ15นาที) ส่วนฮุ่ยน่าสามารถให้เจียงเฟิงหายใจในน้ำได้ ซึ้งแต่ละตัวก็มีความสามารถต่างกัน ทำให้ท่านพ่อของเจียงเฟิงรู้ก็ หัวเราะชอบใจ พลางชมเจียงเฟิงมาตั้งหลายประโยค
ปุ๋ง ปุ๋ง
"ฮุ่ยเจีย ไปตาม ลิ่วจือมาหาข้าหน่อยสิ บอกว่าข้าตื่นแล้ว"พูดจบฮุ่ยเจียก็แหวกว่ายอากาศออกไปข้างนอก เพื่อไปบอกลิ่วจือว่าตนเองตื่นแล้ว นั้นก็เป็อีกอย่างที่ทำให้เจียงเฟิงชอบ เพราะเขาจะได้ไม่ต้องฟังเสียงลิ่วจือบ่นเขาตอนปลุก ให้องครักษ์ฮุ่ยเฮาปลุกยังดีกว่า
"มาแล้วขอรับ นายน้อย อ่างล้างหน้า เชิญนายน้อยนั่งที่เก้าอี้ขอรับ เดี๋ยวข้าน้อยจะมัดผมให้"ผ่านไปสักพักฮุ่ยเจียก็ลอยเข้ามาในห้อง พร้อมกับลิ่วจือที่ยกอ่างล้างหน้าเข้ามาหาเจียงเฟิง
"อืม.....วันนี้ข้าขอรวมผมแค่ครึ่งหัวละกัน แล้วเอาปิ่นลายดอกบัวปักพอ"เจียงเฟิงพูดจบก็ลุกขึ้นไปนั่งที่เก้าอี้ ตรงโต๊ะเครื่องแป้ง ปล่อยให้ลิ่วจือคอยปรนนิบัติตนเองอย่างเช่นทุกวัน
"วันนี้นายน้อย มีฝึกควบคุมพลังตอน ยามซื่อ (09:00-10:59) ตอนกลางวันนายน้อยจะรับสำรับที่เรือนหรือที่สวนกลางตำหนักดีขอรับ"พอรวบผมเสร็จ ลิ่วจือก็เอ่ยถามขึ้นมา
"ข้าไม่อยากฝึกพลัง อะไรทั้งสิ้น ทำไมท่านแม่กับท่านพ่อถึงอยากให้ข้าเรียนกันนะ ข้าเป็บุรุษ ก็ต้องไปอ่านตำรา หรือไม่ก็ ปลูกผักสิ ถึงจะเป็วิถีลูกผู้ชายธรรมดาๆอย่างข้า "เจียงเฟิงตัดพ้อ ก่อนที่จะลุกขึ้น ออกจากห้องมาโดยมีลิ่วจือเดินตามหลังออกมาพร้อมกับองครักษ์ปลาทองทั้ง5 เพื่อไปยังลานฝึกยุทธ ที่ตั้งอยู่ใจกลางของจวนตละกูลลู่
"ก็เพราะพลังของท่านตื่นก่อนกำหนด ท่านพ่อของท่านคงจะเป็กังวล กลัวท่านจะควบคุมพลังไม่ได้จึงจ้างวานอาจารย์มาคอยฝึกสอนท่านเอาไว้ก่อนนะขอรับ"ลิ่วจือพูดแก้ให้บิดาของเจียงเฟิง
"ข้าไม่อยากมีพลังนี่น่า อยากเป็คนธรรมดากินๆ นอนๆ แบบนี้ไปตลอด มีท่านพ่อ ท่านแม่ พี่ใหญ่ พี่รอง พี่หญิง? ไม่ต้องกังวลอะไร ไม่ต้องไปาเ็เพราะไปต่อสู่กับมาร ชีวิตสงบสุขที่ข้าใฝ่ฝัน พังสลายไปแล้ว..."เจียงเฟิงบ่นออกมาอีกรอบ ก่อนที่จะจำใจเดินไปที่ลานอย่างทำอะไรไม่ได้ คงต้องทำตามบิดาบอกเพียงเท่านั้น
"เจียงเอ๋อร์....."พอถึงลานประลองก็ได้ยินเสียงทุ้ม เรียกเจียงเฟิงเอาไว้ก่อนที่จะหันไปมอง
"พี่รอง!...ท่านกลับมาเมื่อไหร่ขอรับ"เจียงเฟิงรีบวิ่งไปหาพี่รองอย่างคำนึงหา พี่รอง หรือ ลู่ เจียงิ อายุ15หนาว นานทีจะได้กลับมาที่จวนสักทีเนี่องจากจะต้องไปเรียนการค้าในเมืองลู่เฟิน เพื่อสืบทอดกิจการของครอบครัว
ครอบครัวตละกูลลู่นั้น นับว่ามั่งคั่งรำรวยที่สุดในแคว้นลู่ เนื่องจากการเปิดกิจการร้านอาหารลู่ไห่หรง ร้านอาหารลู่ไห่หรงมีสาขาทุกที่ทั้ง7แคว้นของอาณาจักรหนานจิง อีกทั้งการส่งออกสมุนไพรก็สร้างรายได้ไม่น้อย ทำให้เจียงเฟิงนั้นไม่ต้องทำกินอะไรก็สามารถอยู่ได้ทั้งชีวิต อย่างไม่อดอยาก
"ข้าพึ่งกลับมาเมื่อครู่เอง ท่านพ่อได้ส่งข่าวไปหาข้าว่าเจียงเอ๋อร์นั้น ทักษะ์ได้ตื่นขึ้นก่อนกำหนด ข้าอยากจะมาให้เห็นกับตาว่าจริงหรือไม่ คงจะจริงดังที่ท่านพ่อกล่าว ว่าเ้ามีพลังขึ้นมาแล้ว"พี่รองเอ่ยก่อนที่จะชี้ไปยังหมู่ปลาทองที่ว่ายวนอยู่รอบรอบตัวเจียงเฟิง
"แล้วทักษะิญญาเ้ามีชื่อว่าอันใดละ"พี่รองถามเจียงเฟิง
"ยังไม่ทราบเลยขอรับท่านพี่รอง คงต้องไปที่หุบเขาอนธการ ถึงจะได้รู้ว่าทักษะิญญาข้ามีชื่อว่าอันใด"เจียงเฟิงส่ายหน้า เพราะตัวเจียงเฟิงนั้นไม่รู้ว่าทักษะิญญาของตนเองนั้นเรียกว่าอันใด
"อย่างนี้นิเอง หุบเขาอนธการ เ้ายังไม่เคยไปสินะ เพราะตอนที่ข้า พี่ใหญ่ แล้วน้องหญิง ไปปลุกทักษะิญญาเ้าก็เอาแต่งอแงไม่อยากไปสักนิด"พี่รองพูดขึ้น ใช่ เจียงเฟิงไม่เคยไปที่หุบเขาอนธการเลย เนื่องจากเขาไม่ได้สนใจที่อยากจะไปดู เขาขอนอนอยู่ที่เรือนกินขนม นอนเล่นยังซะดีกว่า "อีกสามวัน หุบเขาก็จะเปิดให้ผู้คนเข้าไปปลุกพลังกันแล้วนิ ท่านพ่อคงพาเ้าไปเมื่อถึงตอนนั้น"
"แต่ข้า..ไม่อยากไปเลยท่านพี่รอง ข้าอยากอยู่แบบคนธรรมดา แบบเดิมที่ข้าเป็อย่างทุกวัน"
"บางทีการที่์ส่งพรวิเศษมาให้เ้ามันอาจจะเป็บัญชาลิขิตของฟ้า เพื่อที่เ้าจะใช่พลังของเ้าช่วยเหลือคนอื่นก็ได้นะ เจียงเอ๋อร์ การมีพลังมันก็ไม่แย่เสมอไปหรอกนะ"พี่รองพูดปลอบเจียงเฟิง
"ถ้าท่านบอกว่าการปลุกทักษะิญญาไม่ได้แย่แล้วทำไมท่านไปปลุกทักษะิญญาถึงมีข้อผิดพลาดกับท่านละท่านพี่"เจียงเฟิงถามออกไป เจียงเฟิงจำได้แม่นว่าปีที่ท่านพี่รองไปปลุกทักษะิญญา เจียงิเป็คนเดียวที่ปลุกผิดพลาด ทำให้ไม่สามารถที่จะรับพลังจาก์ได้ ทำให้เจียงินั้นโดนพลังของตัวเองสะท้อนกลับมาทำร้ายตัวของตนเอง "ขาขวาของท่านพี่รอง....คงไม่เป็แบบนี้"
เจียงเฟิง จำได้ดีเหตุการณ์คราวนั้นทำให้พี่รองของเขานั้นเดินไม่ได้ไปตั้งหลายเดือน พอเดินได้ก็ไม่สามารถกลับไปฝึกยุทธแบบเก่าได้ ทำให้พี่รองต้องทิ้งความฝันที่จะเข้าสำนักปราบมารไป แล้วต้องมาเรียนการค้าเพื่อสืบทอดกิจการของตระกูลแบบนี้
"ฟังนะ เจียงเอ๋อร์ การที่เ้ากลัวการปลุกทักษะิญญาถ้ามันเป็เพราะข้า ข้าก็คงจะเสียใจที่ความผิดพลาดของข้า ครั้งนั้นมันทำให้เ้ากลัวแล้วต้องละทิ้งโลกของผู้ฝึกตนไป มันคงเป็ตราบาปติดตัวข้าไปชั่วชีวิต ครั้งยังเด็กเ้ายังชอบตามพี่ใหญ่มาที่ลานฝึกตน คอยดูพี่ใหญ่ของเ้าฝึกฝน อยู่ตลอด ปากพล่ำบอกท่านพ่อท่านแม่ว่าอยากเป็1ใน 8 ขุนพล์เหมือนท่านพ่อกับท่านแม่ ถ้าเ้ายังจำได้ก็จงทำตามเจตนาของเ้าต่อไป "พี่รองเดินมาตบบ่าเจียงเฟิง ก่อนที่จะยิ้มให้ "ส่วนข้า จะดูแลกิจการครอบครัวแล้วฝากให้เ้า เป็ผู้ฝึกตนแทนข้าด้วยนะ เจียงเอ๋อร์"
"อึก......ท่านพี่รอง"เจียงเฟิง ก็ร้องไห้ออกมา ก่อนที่จะคว้าตัวพี่รองมากอด ใช่ แต่ก่อนเจียงเฟิง อยากจะเก่งเหมือนท่านพ่อ อยากเป็ 1 ใน 8 ขุนพล์ เหมือนท่านพ่อ แต่พอเกิดเหตุการณ์กับพี่รองขึ้น ทำให้เขาเปลี่ยนความคิดั้แ่นั้นเป็ต้นมา ไม่ใช่เพราะเจียงเฟิงขี้ขลาด แต่ร่างบางกลัวที่จะรักษาชีวิต เพื่ออยู่กับท่านพ่อ ท่านแม่ แล้วบรรดาท่านพี่ๆให้นานนานไม่ได้ เพราะตอนนั้นพี่รองก็เกือบตาย รักษาชีวิตตัวเองไว้ไม่ได้ แต่ยังดีที่ปีนั้นมี 1 ใน12 ขุนพลเทพ ที่พลังของนางนั้นสามารถรักษาแผลได้ทันที ไปร่วมดูด้วยทำให้พี่รองรอดตายมาได้
"ร้องไห้ออกมาให้พอ แล้วก็เดินตามความฝันของเ้าได้แล้ว พี่จะคอยสนับสนุนเ้าเอง เจียงเอ๋อร์"พี่รองกอดปลอบเจียงเฟิงอีกครั้ง ทำให้เจียงเฟิง อบอุ่นหัวใจ คลายความกลัวไปได้หลายส่วน
"ขอรับท่านพี่รอง ขอสัญญาว่าจะเป็คนที่เก่งที่สุดในดินแดนหนานจิงให้ได้ เพื่อปกป้องท่านพ่อ ท่านแม่ พี่รอง พี่หญิง? และทุกคนในตระกูลลู่ ข้าจะทำให้ได้"เจียงเฟิงสลัดเอาความกลัวออก ก่อนที่จะส่งยิ้ม ให้เจียงิด้วยสายตาที่แน่วแน่
"ดีมาก เจียงเอ๋อร์ ไปวันนี้ไม่ต้องไปเรียนฝึกฝน ข้าบอกท่านพ่อไว้แล้วว่าจะพาเ้าไปเก็บผลท้อที่ท้ายเมือง ตอนที่ข้าผ่านมาเห็นผลท้อสุก ดูน่าทานเป็อย่างมาก"พอบรรยากาศหายดึงเคลียดพี่รองก็ชวนเจียงเฟิงไปเก็บดอกท้อที่ท้ายเมือง
"ดีเลยท่านพี่รอง ข้าอยากกิน ลูกท้อเชื่อมอยู่พอดีเลย เราไปเก็บกันแล้วเอามาฝากท่านพ่อกับท่านแม่ด้วยดีไหมท่านพี่รอง"พอเจียงเฟิงเช็ดคราบน้ำตาเสร็จก็ เดินตามพี่รองไปด้วยอารมณ์ดี เพราะเขาไม่ต้องเขาไปฝึกฝนแล้ววันนี้
"ตามใจเ้า จะขนมาเท่าไหร่ก็ตามใจ"พี่รองยิ้มก่อนที่ทั้งคู่จะเดินมาที่หน้าตำหนัก เพื่อขึ้นรถม้าไปเก็บผลท้อกันที่ท้ายเมือง
ลู่ เจียงิ ลูบหัวน้องชายก่อนที่เขาจะเหม่อมองไปบนฟ้า ด้วยสายตาที่ว่างเปล่า ในใจที่สงบนิ่งกลับร้อนระอุขึ้นมาเมื่อต้องนึกถึงเหตุการณ์ในครั้งนั้น มันทำให้เขาต้องกลายเป็แบบนี่ คนคนนั้นที่ขอเจียงิคัดเลือกทักษะ์ก่อนตน ทำให้เจียงิให้คนคนนั้นแทรกไปอยู่ตรงหน้า คนที่ได้กลิ่นเหมือน...แม้จะน้อยนิด....มันก็คือกลิ่นสาปของไอมาร เขาน่าจะระวังตัวมากกว่านี้ ไม่งั้นเื่แบบนั้นคงไม่เกิดขึ้น เจียงิหลับตาทำใจให้สบาย ก่อนที่จะทำสีหน้าเป็ปกติ แล้วเดินขึ้นรถม้าไป.......