สายลมยามค่ำคืนพัดโชยมาอย่างแ่เบา หอบเอากลิ่นอายของดอกไม้ิญญาที่ปลูกประดับประดาอยู่ทั่วลานกว้างของคฤหาสน์ตระกูลเฉินมาแตะจมูก ทว่าสำหรับเด็กหนุ่มที่ยืนตระหง่านอยู่อย่างโดดเดี่ยวบนยอดเจดีย์โบราณเก้าชั้นที่สูงที่สุดในละแวกนั้น กลิ่นหอมเ่าั้กลับถูกแทนที่ด้วยกลิ่นคาวเืที่คุกรุ่นอยู่ในจิติญญา ั์ตาของหลินเฟยทอประกายสีแดงก่ำท่ามกลางความมืดมิด มือขวาของเขากำป้ายหยกทองคำดำที่ได้รับมาจากหอการค้าหมื่นสมบัติแน่นจนเกิดเสียงดังกรอบแกรบ แสงไฟจากโคมระย้าสีแดงนับพันดวงที่แขวนอยู่ตามกำแพงหินสีขาวของคฤหาสน์อัครมหาเสนาบดีเฉิน ส่องสว่างไสวราวกับจะท้าทายความมืดมิดของรัตติกาล ทหารยามในชุดเกราะหนักเดินลาดตระเวนอย่างขวักไขว่และเป็ระเบียบ บ่งบอกถึงความเข้มงวดและอำนาจบารมีที่ล้นฟ้าของเ้าของคฤหาสน์หลังนี้
สิบปี... สิบปีเต็มที่ข้าต้องทนทุกข์ทรมานอยู่อย่างสุนัขข้างถนน หลินเฟยพึมพำกับตนเองด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบแต่แฝงไปด้วยความเย็นเยียบที่สามารถแช่แข็งิญญาของผู้ที่ได้ยิน ภาพในอดีตผุดขึ้นมาในห้วงความทรงจำราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน ภาพของบิดาผู้เป็ดั่งวีรบุรุษที่ยืนหยัดปกป้องครอบครัวจนหยดเืสุดท้าย ภาพของมารดาที่ใช้ร่างกายนุ่มนวลของนางรับคมกระบี่แทนเขา และภาพใบหน้าอันหล่อเหลาที่ฉาบด้วยรอยยิ้มจอมปลอมของเฉินเทียนอี้ ชายผู้เป็สหายรักร่วมสาบานที่แทงข้างหลังบิดาของเขาอย่างเืเย็นเพื่อแย่งชิงสมบัติและคัมภีร์ยุทธ์ประจำตระกูล บัดนี้ชายผู้นั้นได้เสวยสุขอยู่บนกองเืและน้ำตา ก้าวขึ้นเป็อัครมหาเสนาบดีผู้มีอำนาจล้นมือในจักรวรรดิเมฆาสมุทร มีคฤหาสน์ที่โอ่อ่ายิ่งกว่าพระราชวัง มีทรัพย์สินศฤงคารและข้าทาสบริวารนับหมื่น
แต่ความสุขจอมปลอมเ่าั้ กำลังจะถูกกระชากลงสู่ขุมนรก หลินเฟยแสยะยิ้มอำมหิต เขาไม่ได้คิดจะบุกเข้าไปสังหารเฉินเทียนอี้ในคืนนี้ การทำเช่นนั้นเป็การกระทำของคนโง่เขลาที่ถูกโทสะครอบงำ คฤหาสน์ของอัครมหาเสนาบดีย่อมต้องมีค่ายกลป้องกันระดับสูงและยอดฝีมือระดับแก่นแท้ซ่อนตัวอยู่อย่างมากมาย การลอบเร้นเข้าไปอาจทำให้เขาตกอยู่ในวงล้อมและเสียเปรียบได้ เป้าหมายของเขาคืองานประมูลนภาลัยที่จะจัดขึ้นในอีกเจ็ดวันข้างหน้า สถานที่ที่เฉินเทียนอี้จะนำ 'ด้ามกระบี่เหล็กขึ้นสนิม' ซึ่งก็คือชิ้นส่วนที่สามของศาสตราไร้ลักษณ์ ออกมาประมูลเพื่อสร้างสายสัมพันธ์กับผู้มีอำนาจ เขาจะใช้เวทีนั้น เพื่อประกาศก้องให้ทั้งจักรวรรดิได้รับรู้ถึงการกลับมาของตระกูลหลิน และใช้คมกระบี่สีเืของเขา ตัดสินโทษปะาให้แก่ผู้ทรยศต่อหน้าผู้คนนับหมื่น
หลินเฟยละสายตาจากคฤหาสน์ตระกูลเฉิน เขาสะบัดเสื้อคลุมสีดำ ร่างกายของเขาเลือนหายไปจากยอดเจดีย์ราวกับภูตผีที่กลืนหายไปในความมืด เขาใช้วิชาก้าวพริบตาอสรพิษขั้นสูงสุด ผสานกับเคล็ดวิชาเร้นกายที่เรียนรู้จากศาสตราไร้ลักษณ์ เคลื่อนที่ลัดเลาะไปตามเงาของอาคารสูงและตรอกซอกซอยที่สลับซับซ้อนของมหานครเมฆาสมุทร ความเร็วของเขานั้นเหนือกว่าสายลม ไม่มีทหารยามหรือผู้ฝึกยตนคนใดในเมืองที่สามารถตรวจจับการมีอยู่ของเขาได้ แม้แต่ค่ายกลตรวจจับที่ติดตั้งไว้ตามสี่แยกก็ไม่อาจััถึงความผันผวนของพลังลมปราณได้เลย ร่างของเขาเคลื่อนไหวอย่างอิสระเสรีประดุจเงามัจจุราชที่ไร้ตัวตน
ไม่นานนัก หลินเฟยก็มาหยุดอยู่ที่หน้าโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่ลึกเข้าไปในย่านที่พักอาศัยของชนชั้นสูง โรงเตี๊ยมแห่งนี้มีชื่อว่า 'เรือนหยกร้อยบุปผา' เป็สถานที่พักแรมระดับหรูหราที่ต้อนรับเฉพาะผู้ฝึกยตนที่มีฐานะร่ำรวยและมีระดับพลังที่แข็งแกร่งเท่านั้น การตกแต่งภายในเต็มไปด้วยกลิ่นอายของความสงบเงียบและหรูหรา กลิ่นหอมของไม้จันทน์แดงและกำยานิญญาลอยอบอวลไปทั่วบริเวณ หลินเฟยเดินก้าวเข้าไปด้านในด้วยท่วงท่าที่สง่างามและเยือกเย็น พนักงานต้อนรับที่สวมชุดกี่เพ้าผ้าไหมรีบเดินเข้ามาต้อนรับด้วยรอยยิ้มหวาน แม้จะเห็นว่าหลินเฟยสวมชุดคลุมสีดำที่ดูเรียบง่าย แต่รังสีความกดดันที่แผ่ซ่านออกมาบางเบาจากตัวเขาก็บ่งบอกถึงสถานะที่ไม่ธรรมดา
ข้า้าห้องพักระดับสูงสุดที่เงียบสงบที่สุด และมีค่ายกลป้องกันการรบกวนที่ดีที่สุด หลินเฟยกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบ ไร้ซึ่งอารมณ์ความรู้สึกใดๆ เขาล้วงมือเข้าไปในสาบเสื้อและโยนศิลาิญญาระดับกลางจำนวนสิบก้อนลงบนโต๊ะไม้ต้อนรับ ศิลาิญญาเหล่านี้เปล่งประกายแสงสีฟ้าอ่อนและอัดแน่นไปด้วยพลังิญญาบริสุทธิ์ เพียงพอที่จะจ่ายค่าเช่าห้องพักระดับสูงสุดได้เป็เดือน
พนักงานต้อนรับดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงระคนยินดี นางรีบกวาดศิลาิญญาลงลิ้นชักและโค้งคำนับอย่างนอบน้อมที่สุด ได้เ้าค่ะนายท่าน เรือนหยกร้อยบุปผาของเรามีห้อง '์เร้นกาย' ซึ่งตั้งอยู่บนชั้นสูงสุดของอาคาร เป็ห้องพักที่สร้างจากหินหยกิญญาทั้งห้อง มีค่ายกลป้องกันระดับ์ที่สามารถต้านทานการสอดแนมจากผู้ฝึกยตนระดับแก่นแท้ขั้นสูงสุดได้อย่างสมบูรณ์แบบ เชิญนายท่านตามข้าน้อยมาทางนี้เลยเ้าค่ะ
หลินเฟยเดินตามพนักงานต้อนรับขึ้นบันไดหยกไปยังชั้นสูงสุดของโรงเตี๊ยม เมื่อเปิดประตูห้องพัก '์เร้นกาย' เข้าไป เขาก็ต้องยอมรับว่าสถานที่แห่งนี้สมชื่อจริงๆ ภายในห้องกว้างขวางตกแต่งด้วยเครื่องเรือนหยกและไม้หอมหมื่นปี เตียงนอนกลางห้องทำจากหยกเย็นสลักลวดลายเมฆา บนเพดานมีค่ายกลรวบรวมพลังิญญาที่คอยดึงดูดพลังธรรมชาติรอบเมืองหลวงให้ไหลเวียนเข้ามาภายในห้องอย่างต่อเนื่อง อากาศภายในอัดแน่นไปด้วยละอองพลังิญญาจนแทบจะกลั่นตัวเป็หยดน้ำ หลินเฟยพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ เขาโบกมือไล่พนักงานต้อนรับให้ออกไปและปิดประตูลงกลอนอย่างแ่า
ทันทีที่อยู่ตามลำพัง หลินเฟยไม่ได้ขึ้นไปนอนพักผ่อนบนเตียงหยกแต่อย่างใด เขาเดินไปหยุดอยู่ที่กลางห้อง นั่งขัดสมาธิลงบนพื้นหยกเย็นเฉียบ สูดลมหายใจเข้าลึกยาวเพื่อปรับสมดุลของร่างกายและจิตใจ เขาล้วงมือเข้าไปในสาบเสื้อและนำแหวนมิติที่ได้รับมาจากผู้าุโหม่าแห่งหอการค้าหมื่นสมบัติออกมา แหวนวงนี้บรรจุศิลาิญญาระดับกลางจำนวนแสนก้อน ซึ่งเป็ทรัพยากรการฝึกตนที่มหาศาลเกินกว่าที่ศิษย์ของสำนักใหญ่บางแห่งจะหาได้ตลอดทั้งชีวิต หลินเฟยสะบัดข้อมือ ปลดปล่อยศิลาิญญานับพันก้อนให้ลอยออกมากระจัดกระจายอยู่รอบตัวเขา ศิลาิญญาเหล่านี้ส่องแสงสีฟ้าสว่างจ้าจนห้องทั้งห้องสว่างไสวราวกับเวลากลางวัน
ถึงเวลาเตรียมความพร้อมสำหรับการต่อสู้ที่แท้จริงแล้ว หลินเฟยพึมพำกับตนเอง เขาหลับตาลง โคจรพลังปราณสีทองแดงในจุดตันเถียนที่กว้างใหญ่ไพศาลราวกับมหาสมุทร ทะเลสาบแห่งพลังชีวิตสีเืเริ่มกระเพื่อมและหมุนวนอย่างบ้าคลั่ง ก่อตัวเป็พายุหมุนขนาดั์ที่ทรงอานุภาพ พลังดูดกลืนที่มหาศาลถูกปลดปล่อยออกมาจากรูขุมขนทั่วร่างของเขา ศิลาิญญาระดับกลางนับพันก้อนที่ลอยอยู่รอบตัวเริ่มสั่นะเื พลังงานบริสุทธิ์สีฟ้าที่ถูกอัดแน่นอยู่ภายในถูกกระชากออกมาอย่างรุนแรง พุ่งเป็สายน้ำแสงสีฟ้าหลากเข้าสู่ร่างกายของหลินเฟยอย่างตะกละตะกลาม
กระบวนการดูดซับพลังงานดำเนินไปอย่างบ้าคลั่งและดิบเถื่อน หากเป็ผู้ฝึกยตนระดับสร้างฐานขั้นสูงสุดทั่วไป การดูดซับศิลาิญญาระดับกลางทีละพันก้อนพร้อมกัน ย่อมทำให้เส้นชีพจระเิแตกซ่านและธาตุไฟเข้าแทรกจนเสียชีวิตได้อย่างง่ายดาย ทว่าร่างกายของหลินเฟยที่ถูกหล่อหลอมและสร้างขึ้นใหม่ด้วยพลังของศาสตราไร้ลักษณ์นั้น แข็งแกร่งและทนทานเหนือล้ำกว่าสามัญสำนึก เส้นชีพจรของเขาเปรียบเสมือนแม่น้ำที่กว้างใหญ่ที่สามารถรองรับกระแสน้ำป่าที่เชี่ยวกรากได้อย่างไม่มีปัญหา พลังงานสีฟ้าที่พุ่งทะลักเข้ามาถูกปราณสีทองแดงเข้าล้อมกรอบและบดขยี้อย่างโเี้ กลั่นกรองสิ่งเจือปนและเปลี่ยนสภาพให้กลายเป็พลังปราณสีเืบริสุทธิ์ เติมเต็มลงสู่จุดตันเถียนอย่างต่อเนื่อง
ศิลาิญญาก้อนแล้วก้อนเล่าสูญเสียพลังงานจนกลายเป็เพียงก้อนหินสีเทาขุ่นมัวและแตกสลายกลายเป็ผุยผงร่วงหล่นลงสู่พื้น หลินเฟยยังคงนำศิลาิญญาชุดใหม่ออกมาจากแหวนมิติและดูดซับอย่างไม่หยุดหย่อน เวลาล่วงเลยผ่านไปหนึ่งวัน หนึ่งคืน สองวัน สองคืน อุณหภูมิภายในห้องพักพุ่งสูงขึ้นจนอากาศรอบตัวบิดเบี้ยว ร่างกายท่อนบนของหลินเฟยชุ่มโชกไปด้วยหยาดเหงื่อและของเสียสีดำคล้ำที่ถูกขับออกมาจากรูขุมขน กล้ามเนื้อทุกมัดปูดโปนและเต้นตุบๆ ตามจังหวะการสูบฉีดของโลหิต เส้นเืดำใต้ิัเปลี่ยนเป็สีทองแดงเรืองรอง รังสีความกดดันที่แผ่ซ่านออกมาจากตัวเขารุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนค่ายกลป้องกันของห้องพักต้องทำงานอย่างหนักเพื่อไม่ให้พลังงานรั่วไหลออกไปภายนอก
ในวันที่ห้าของการเก็บตัวฝึกตน ศิลาิญญาระดับกลางจำนวนห้าหมื่นก้อนได้ถูกดูดกลืนไปจนหมดสิ้น จุดตันเถียนของหลินเฟยบัดนี้อัดแน่นไปด้วยพลังปราณสีทองแดงที่เข้มข้นจนแทบจะจับตัวเป็ของแข็ง ทะเลสาบสีเืหยุดการหมุนวนและกลับมาสงบนิ่ง แต่มันเป็ความสงบที่แฝงไปด้วยความน่าสะพรึงกลัวดุจพายุที่รอการปะทุ หลินเฟยไม่ได้ตั้งใจจะทะลวงเข้าสู่ขอบเขตแก่นแท้ในเวลานี้ เพราะการทะลวงขอบเขตใหญ่ต้องใช้เวลาในการเตรียมตัวและความเข้าใจในเจตจำนงของฟ้าดินอย่างลึกซึ้ง หากเร่งรีบเกินไปอาจทำให้รากฐานไม่มั่นคง สิ่งที่เขาทำคือการสะสมพลังปราณให้ถึงขีดจำกัดสูงสุดของขอบเขตสร้างฐาน และผลักดันศักยภาพของร่างกายให้พร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์
เมื่อพลังปราณอิ่มตัว หลินเฟยก็เปลี่ยนจุดโฟกัสไปยังกระดูกสันหลังของตนเอง สถานที่ซึ่งชิ้นส่วนที่สองของศาสตราไร้ลักษณ์สถิตอยู่ เขาเพ่งจิติญญาเข้าไปเชื่อมต่อกับชิ้นส่วนแห่งคมดาบนั้น ทันทีที่จิตประสานกัน ห้วงมโนทัศน์ของเขาก็ถูกดึงเข้าสู่มิติที่มืดมิดและเวิ้งว้าง ท่ามกลางความว่างเปล่า ปรากฏเงาของดาบขนาดั์สีเืที่ปักตระหง่านอยู่ มันแผ่กลิ่นอายของการทำลายล้างและการเข่นฆ่าที่ดุร้าย ป่าเถื่อน ราวกับจะฉีกกระชากจักรวาลให้ขาดสะบั้น เสียงกระซิบโบราณที่คุ้นเคยดังก้องขึ้นในมิติแห่งนั้น
เ้าดูดซับพลังงานไปมากมายเพื่อหล่อเลี้ยงข้า ช่างเป็ภาชนะที่ยอดเยี่ยมเสียนี่กระไร เด็กน้อย จิติญญาแห่งศาสตราไร้ลักษณ์เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เย่อหยิ่ง ทว่าการมีเพียงพลังลมปราณที่มหาศาลนั้น ยังไม่เพียงพอที่จะดึงเอาอานุภาพที่แท้จริงของคมดาบแห่งความพินาศออกมาได้ หากเ้า้าจะตัดผ่านทุกสรรพสิ่ง เ้าต้องปลุกเจตจำนงกระบี่ขั้นที่สองให้ตื่นขึ้น
เจตจำนงกระบี่ขั้นที่สอง? หลินเฟยถามกลับในใจ เขารู้ดีว่าเจตจำนงกระบี่คือสิ่งที่เหนือกว่าวิชากระบี่ทั่วไป มันคือการใช้จิติญญาผสานเข้ากับคมดาบ ผู้ที่บรรลุเจตจำนงกระบี่สามารถใช้กิ่งไม้ธรรมดาตัดเหล็กกล้าได้ราวกับตัดเต้าหู้ ในการต่อสู้กับอสูรพายุโลหิต เขาได้ััถึงขอบเขตของการรวมศูนย์พลังงานจนกลายเป็เส้นด้ายกระบี่ไร้ลักษณ์ แต่นั่นยังไม่ใช่ความสมบูรณ์แบบ
ถูกต้อง จิติญญาโบราณตอบ เจตจำนงกระบี่ขั้นแรกของเ้าคือ 'การไร้รูปลักษณ์' การแปรเปลี่ยนพลังปราณให้คมกริบและรวมศูนย์ แต่เจตจำนงกระบี่ขั้นที่สองคือ 'การตัดขาด' มันไม่ใช่เพียงการตัดผ่านวัตถุทางกายภาพ แต่มันคือการตัดผ่านกฎเกณฑ์ ตัดผ่านพลังลมปราณของศัตรู ตัดผ่านมิติ และแม้กระทั่งตัดผ่านความเชื่อมโยงของิญญา เมื่อเ้าบรรลุเจตจำนงขั้นนี้ ดาบของเ้าจะไม่ถูกหยุดยั้งด้วยเกราะลมปราณหรือค่ายกลใดๆ อีกต่อไป จงจมดิ่งลงไปในความลึกล้ำของคมดาบแห่งข้า และค้นหาความหมายของการตัดขาดที่แท้จริง
หลินเฟยหลับตาลงในห้วงมโนทัศน์ เขาเดินเข้าไปใกล้เงาดาบขนาดั์สีเื เอื้อมมือออกไปัักับคมดาบที่ส่องประกายเจิดจ้า วินาทีที่ปลายนิ้วัั ภาพนิมิตมากมายก็หลั่งไหลเข้าสู่สมองของเขาราวกับน้ำป่า ภาพของาในยุคา ภาพของเทพเ้าและอสูรขนาดั์ที่ถูกฟาดฟันจนร่างขาดสะบั้น ภาพของดวงดาวที่ถูกผ่าครึ่งด้วยการโจมตีเพียงครั้งเดียว ทุกภาพล้วนแฝงไปด้วยความรู้สึกของการถูกตัดขาด การสูญเสียความเชื่อมโยง และความว่างเปล่าที่ตามมา หลินเฟยจมดิ่งลงสู่ห้วงแห่งการทำความเข้าใจ เขาลืมเลือนวันเวลา ลืมเลือนความเ็ปทางร่างกาย จิติญญาของเขาหลอมรวมเข้ากับเจตจำนงแห่งการทำลายล้างอย่างช้าๆ
ในวันที่หกของการเก็บตัวฝึกตน ในที่สุดหลินเฟยก็ลืมตาขึ้นในโลกแห่งความเป็จริง ั์ตาของเขาไม่ได้ส่องประกายสีเือย่างดุดันอีกต่อไป แต่มันกลับดูสงบนิ่งและลึกล้ำจนน่าสะพรึงกลัว ทว่าหากใครได้จ้องมองลึกลงไปในดวงตาคู่นั้น จะรู้สึกราวกับว่าิญญากำลังถูกมีดโกนที่มองไม่เห็นกรีดเฉือน หลินเฟยยกมือขวาขึ้น ควบแน่นดาบปราณสีทองแดงขึ้นมาในมือ ดาบเล่มนี้ดูเรียบง่ายและไม่สะดุดตาเหมือนในอดีต มันไม่มีประกายแสงเจิดจ้า ไม่มีรังสีอำมหิตที่แผ่ซ่าน แต่เมื่อหลินเฟยตวัดดาบเบาๆ ไปยังโต๊ะหยกิญญาที่ตั้งอยู่มุมห้อง คลื่นกระบี่ที่มองไม่เห็นก็แหวกอากาศออกไปอย่างเงียบกริบ
ไม่มีเสียงปะทะ ไม่มีรอยแตกร้าวที่สังเกตได้ทันที ทว่าเสี้ยววินาทีต่อมา โต๊ะหยกิญญาที่แข็งแกร่งและทนทานต่อการโจมตีของยอดฝีมือระดับสร้างฐาน ก็เลื่อนไถลและแยกออกเป็สองซีกอย่างเรียบเนียน รอยตัดนั้นราบเรียบและสมบูรณ์แบบจนแทบมองไม่เห็นช่องว่าง ความน่ากลัวของการโจมตีนี้คือมันไม่ได้ใช้แรงกระแทก แต่มันใช้การ 'ตัดขาด' โครงสร้างของสสารในระดับที่เล็กที่สุด นี่คือผลสัมฤทธิ์ของการตื่นรู้แห่งเจตจำนงกระบี่ขั้นที่สอง 'สะบั้นไร้ลักษณ์'
หลินเฟยสลายดาบปราณ รอยยิ้มเ็าที่เต็มไปด้วยความมั่นใจปรากฏขึ้นบนใบหน้า ด้วยพลังปราณที่อิ่มตัวถึงขีดสุดและเจตจำนงกระบี่ขั้นที่สอง ข้าพร้อมแล้วสำหรับการเผชิญหน้ากับยอดฝีมือในงานประมูลนภาลัย เขาขยับตัวลุกขึ้นยืน พลังปราณสีทองแดงแผ่ซ่านออกมาชำระล้างคราบเหงื่อและสิ่งสกปรกบนร่างกายจนสะอาดหมดจด เขาสวมชุดคลุมสีดำตัวใหม่ที่ดูหรูหราและประณีตกว่าเดิมเล็กน้อย เพื่อให้เหมาะสมกับสถานะของแขกวีไอพีระดับป้ายทองคำดำ
ทว่าเขายังมีเวลาอีกหนึ่งวันก่อนที่งานประมูลจะเริ่มขึ้น การเก็บตัวอยู่แต่ในห้องไม่ใช่วิสัยของเขา หลินเฟย้าออกไปสำรวจความเคลื่อนไหวภายนอกและสืบข่าวเพิ่มเติมเกี่ยวกับขุมกำลังต่างๆ ที่เดินทางมาร่วมงานประมูล เขาใช้วิชาเร้นกายสะกดกลิ่นอายลมปราณให้เหลือเพียงระดับรวมปราณขั้นสูงสุดอีกครั้ง ดึงฮู้ดขึ้นปิดบังใบหน้า และก้าวเดินออกจากโรงเตี๊ยมเรือนหยกร้อยบุปผา มุ่งหน้าสู่ย่านการค้าและตลาดมืดของมหานครเมฆาสมุทร
บรรยากาศในเมืองหลวงวันนี้คึกคักและตึงเครียดกว่าเมื่อหลายวันก่อนอย่างเห็นได้ชัด ผู้คนเดินขวักไขว่กันอย่างเร่งรีบ ทหารยามของจักรวรรดิเพิ่มจำนวนการลาดตระเวนขึ้นเป็สองเท่า ท้องฟ้าเบื้องบนเต็มไปด้วยเรือเหาะิญญา สัตว์พาหนะระดับสูง และรถม้าบินได้ ที่ประดับประดาด้วยตราสัญลักษณ์ของสำนักใหญ่ ตระกูลเก่าแก่ และราชวงศ์จากแคว้นต่างๆ ที่เดินทางมารวมตัวกัน ขุมกำลังที่หลินเฟยสังเกตเห็นมีั้แ่ 'สำนักเพลิงผลาญฟ้า' ผู้เชี่ยวชาญวิชาธาตุไฟ 'ตำหนักวารีหยก' ที่เก่งกาจด้านการแพทย์และค่ายกล ไปจนถึง 'ราชวงศ์เงาทมิฬ' จากดินแดนทางใต้ที่ลึกลับและโเี้ ยอดฝีมือระดับแก่นแท้เดินกันขวักไขว่ราวกับเป็เื่ปกติ บ่งบอกถึงความสำคัญของสมบัติล้ำค่าที่จะถูกนำมาประมูลในครั้งนี้
หลินเฟยเดินลัดเลาะไปตามตรอกซอกซอยที่มืดมนและแออัด มุ่งหน้าเข้าสู่ตลาดมืดใต้ดินที่ซ่อนตัวอยู่ใต้จัตุรัสเมืองหลวง ตลาดมืดแห่งนี้เป็แหล่งรวมสินค้าผิดกฎหมาย ข่าวกรองลับ และนักฆ่ารับจ้าง มันเป็สถานที่ที่กฎหมายของจักรวรรดิส่องไม่ถึง กลิ่นอายของความโลภและความอันตรายลอยคลุ้งไปทั่วบริเวณ แผงลอยที่ปูด้วยผ้าสีดำวางขายสิ่งของประหลาด ทั้งชิ้นส่วนสัตว์อสูรหายาก ยาพิษไร้สีไร้กลิ่น และคัมภีร์ยุทธ์ที่เปื้อนเื
เป้าหมายของหลินเฟยในการมาที่นี่คือการหาซื้อวัสดุบางอย่างเพื่อใช้ในการสร้างค่ายกลพรางตัวและอุปกรณ์หลบหนีในยามฉุกเฉิน แม้เขาจะมั่นใจในความแข็งแกร่งของตนเอง แต่การต้องเผชิญหน้ากับขุมอำนาจระดับทวีปย่อมประมาทไม่ได้ เขาเดินดูสินค้าตามแผงต่างๆ อย่างเงียบๆ ประเมินคุณภาพและราคาด้วยสายตาที่เฉียบแหลม
ในขณะที่เขากำลังต่อรองราคา 'ศิลามายาซ่อนเงา' กับพ่อค้าหน้าบากคนหนึ่ง เสียงเอะอะโวยวายก็ดังขึ้นจากทางด้านหลัง กลุ่มชายฉกรรจ์สี่คนที่สวมชุดคลุมสีม่วงเข้มปักลายอสรพิษ กำลังเดินเบียดเสียดฝูงชนเข้ามาด้วยท่าทีเย่อหยิ่งและก้าวร้าว ผู้คนที่ขวางทางถูกพวกมันผลักกระเด็นไปคนละทิศคนละทางโดยไม่สนใจไยดี รังสีพลังของพวกมันอยู่ในระดับสร้างฐานขั้นปลาย บ่งบอกถึงความแข็งแกร่งและภูมิหลังที่ไม่ธรรมดา
หลีกทางไปให้หมด! นายน้อยแห่งสำนักอสรพิษม่วงกำลังจะเดินผ่าน ใครขวางทางตาย! หนึ่งในลูกสมุนะโกร้าว พลางใช้ปลอกดาบกระแทกพ่อค้าชราคนหนึ่งจนล้มกลิ้งไปกับพื้น
ตรงกลางของกลุ่มชายฉกรรจ์ ปรากฏร่างของชายหนุ่มรูปร่างผอมบาง ผิวซีดเซียว และมีแววตาที่เ้าเล่ห์ประดุจงูพิษ มันคือนายน้อยแห่งสำนักอสรพิษม่วง ขุมกำลังนอกรีตที่มีชื่อเสียงด้านการใช้พิษและการลอบสังหาร มันเดินกางพัดจีบที่วาดลายงูพิษอย่างสบายอารมณ์ สายตาของมันสอดส่ายมองหาสินค้าที่ถูกใจ จนกระทั่งสายตาของมันมาสะดุดเข้ากับ 'หยกโลหิตอสูร' ชิ้นหนึ่งที่วางอยู่บนแผงลอยข้างๆ จุดที่หลินเฟยยืนอยู่
เถ้าแก่ หยกโลหิตอสูรชิ้นนี้ ข้าเอา จ่ายไปห้าสิบศิลาิญญา นายน้อยอสรพิษม่วงกล่าวอย่างเอาแต่ใจ พลางโยนถุงศิลาิญญาเล็กๆ ลงบนแผงลอย
พ่อค้าเ้าของแผงหน้าซีดเผือด รีบส่ายหน้าปฏิเสธอย่างหวาดกลัว นะ... นายน้อย หยกโลหิตอสูรชิ้นนี้เป็ของหายาก ข้าน้อยรับมาก็ราคาห้าร้อยศิลาิญญาแล้ว ห้าสิบศิลาิญญานั้นน้อยเกินไปจริงๆ ขอรับ ได้โปรดเห็นใจคนหาเช้ากินค่ำด้วยเถิด
นายน้อยอสรพิษม่วงหรี่ตาลง แววตาของมันทอประกายความโเี้ สามหาว! ข้าให้ราคาห้าสิบก็ถือว่าเมตตามากแล้ว แกกล้าปฏิเสธข้าเชียวรึ? พวกเรา พังร้านมันซะ แล้วเอาของมา!
ลูกสมุนทั้งสามคนหัวเราะร่วน ชักอาวุธออกมาเตรียมจะพังแผงลอยและทุบตีพ่อค้าชรา ทว่าก่อนที่พวกมันจะได้ลงมือ ร่างในชุดคลุมสีดำของหลินเฟยก็ก้าวออกมายืนขวางหน้าพวกมันเอาไว้ด้วยท่าทีที่สงบนิ่ง หลินเฟยไม่ได้มีเจตนาจะทำตัวเป็วีรบุรุษผดุงความยุติธรรม แต่การเอะอะโวยวายของพวกสวะเหล่านี้มันรบกวนการเจรจาซื้อขายศิลามายาซ่อนเงาของเขา
เสียงเห่าหอนของพวกเ้าน่ารำคาญยิ่งนัก ไสหัวไปซะ ก่อนที่ข้าจะหมดความอดทน หลินเฟยเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบและเ็าจนบาดลึก
นายน้อยอสรพิษม่วงและลูกสมุนชะงักไปชั่วครู่ พวกมันประเมินกลิ่นอายลมปราณของหลินเฟยที่ถูกสะกดไว้ในระดับรวมปราณขั้นสูงสุด แล้วก็ะเิเสียงหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง ฮ่าๆๆ! ไอ้ขยะระดับรวมปราณ แกกล้ามาสั่งสอนข้าเชียวรึ? สงสัยจะอยากตายเร็วสินะ ฆ่ามันซะ!
ลูกสมุนคนหนึ่งพุ่งตัวเข้าหาหลินเฟยด้วยความเร็วสูง ดาบโค้งในมืออาบยาพิษสีม่วงตวัดฟันหมายจะบากหน้าอกของเด็กหนุ่ม ทว่าหลินเฟยไม่ได้ขยับตัวหลบ เขาเพียงแค่ยกนิ้วชี้ขวาขึ้นมาอย่างแ่เบา เจตจำนงกระบี่ขั้นที่สอง 'สะบั้นไร้ลักษณ์' ถูกจำลองไว้ที่ปลายนิ้ว เขาตวัดนิ้วชี้ผ่านอากาศธาตุไปข้างหน้าอย่างเงียบกริบ
ฉึบ!
ไม่มีคลื่นปราณสีเื ไม่มีเสียงปะทะที่รุนแรง ร่างของลูกสมุนที่กำลังพุ่งเข้ามาหยุดชะงักกลางอากาศ ดาบโค้งที่เกือบจะััเสื้อคลุมของหลินเฟยร่วงหล่นลงพื้นเสียงดังเคร้ง วินาทีต่อมา ร่างของมันก็ถูกแบ่งออกเป็สองซีกั้แ่ศีรษะจรดหว่างขาอย่างเรียบเนียน เืสีแดงสดพุ่งกระฉูดรดใบหน้าของนายน้อยอสรพิษม่วงและลูกสมุนที่เหลือ การสังหารที่รวดเร็ว เด็ดขาด และไร้ร่องรอยนี้ เกิดขึ้นในเสี้ยววินาทีจนไม่มีใครมองทันว่าหลินเฟยใช้วิชาอะไร
รอยยิ้มเยาะเย้ยบนใบหน้าของนายน้อยอสรพิษม่วงแข็งค้าง มันเบิกตากว้างด้วยความหวาดกลัวสุดขีด ขาทั้งสองข้างสั่นสะท้านอย่างควบคุมไม่ได้ ลูกสมุนอีกสองคนที่เหลือก็มีสภาพไม่ต่างกัน พวกมันเพิ่งตระหนักได้ว่าเด็กหนุ่มในชุดคลุมดำเบื้องหน้าไม่ใช่ขยะระดับรวมปราณ แต่เป็มัจจุราชที่จำแลงกายมา
กะ... แกเป็ใคร! กล้าสอดมือเข้ายุ่งเื่ของสำนักอสรพิษม่วง แกจะต้องเสียใจ! นายน้อยอสรพิษม่วงพยายามข่มขู่ด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ พลางก้าวถอยหลังเตรียมจะวิ่งหนี
ข้าเตือนพวกเ้าแล้ว หลินเฟยไม่ปล่อยให้พวกมันหนีรอด เขาใช้วิชาก้าวพริบตาอสรพิษ ร่างของเขาเลือนหายและไปปรากฏขึ้นเบื้องหน้าของนายน้อยอสรพิษม่วงและลูกสมุนในพริบตา นิ้วชี้และนิ้วกลางถูกประกบเข้าด้วยกัน ตวัดผ่านอากาศอีกครั้ง
ฉึบ! ฉึบ! ฉึบ!
เสียงตัดขาดที่แ่เบาดังขึ้นสามครั้งซ้อน ร่างของนายน้อยอสรพิษม่วงและลูกสมุนอีกสองคนหยุดนิ่ง ดวงตาของพวกมันเบิกกว้างด้วยความสิ้นหวัง ก่อนที่ลำคอของทั้งสามจะปรากฏรอยตัดที่บางเฉียบ ศีรษะทั้งสามหลุดกระเด็นออกจากบ่าพร้อมกัน ร่างไร้ิญญาล้มตึงลงกองกับพื้น ท่ามกลางความตกตะลึงเงียบกริบของผู้คนในตลาดมืดใต้ดิน
หลินเฟยสะบัดนิ้วมือไล่หยดเืที่มองไม่เห็นทิ้งไป เขาหันกลับมาหาพ่อค้าที่กำลังยืนสั่นงันงก โยนศิลาิญญาระดับกลางจำนวนหนึ่งก้อนลงบนแผงลอย ข้าเอาศิลามายาซ่อนเงาชิ้นนั้น ไม่ต้องทอน
เขารับศิลาสีเทาหม่นมาเก็บไว้ในสาบเสื้อ ก่อนจะก้าวเดินฝ่าฝูงชนที่กำลังแหวกทางให้อย่างหวาดกลัว มุ่งหน้าออกจากตลาดมืดใต้ดินอย่างสง่างาม การจัดการกับพวกสวะเหล่านี้เป็เพียงการวอร์มอัพเล็กๆ น้อยๆ เพื่อทดสอบความคมกริบของเจตจำนงกระบี่ขั้นที่สองเท่านั้น เป้าหมายที่แท้จริงของเขากำลังรออยู่ในงานประมูลนภาลัยในวันพรุ่งนี้
คืนนี้ มหานครเมฆาสมุทรดูสว่างไสวและคึกคักเป็พิเศษ แต่สำหรับหลินเฟย มันคือค่ำคืนสุดท้ายของความสงบสุขก่อนที่พายุโลหิตแห่งการทำลายล้างจะพัดกระหน่ำ เขาเดินกลับถึงห้องพัก '์เร้นกาย' นั่งขัดสมาธิลงบนเตียงหยกเย็น และเริ่มปรับสมดุลลมปราณเป็ครั้งสุดท้าย ั์ตาของเขาทอประกายสีเืเจิดจ้าในความมืด รอยยิ้มเ็าที่เต็มไปด้วยความมั่นใจปรากฏขึ้นบนใบหน้า
พรุ่งนี้... ตำนานแห่งศาสตราไร้ลักษณ์จะถูกจารึกขึ้นด้วยเืของผู้ทรยศ เฉินเทียนอี้ จงเตรียมตัวรับผลกรรมที่เ้าได้ก่อไว้เถิด!