ตอนที่19 แพทย์ลึกลับ
พนักงานโรงแรมตอบรับอย่างยินดี“ได้ค่ะ รอสักครู่นะคะ”
หลังจากนั้นซ่งเย่กรอกเอกสารและยื่นบัตรธนาคารให้กับพนักงานโรงแรมโดยตรง
พนักงานรูดบัตรและหักเงินของเธอเรียบร้อยแล้วส่งมอบกุญแจห้องพักให้กับเธอทันที
“้าให้พนักงานไปส่งของให้ไหมคะ?”พนักงานสาวถามอย่างนอบน้อมเมื่อเห็นว่าซ่งเย่มีเงินจ่ายค่าห้องพัก
“ไม่เป็ไรค่ะ”ซ่งเย่ปฏิเสธโดยตรง
เนื่องจากเธอสามารถสะพายกระเป๋าเป้และกระเป๋าเดินทางได้อย่างสบาย
เมื่อเก็บของเข้าห้องพักเรียบร้อยแล้ว
ซ่งเย่ให้ลุงโจวกลับไปส่งที่โรงเรียนและบอกให้ลุงโจวกลับเมืองกรีนทันที
“ผมจะมารับพรุ่งนี้ตอนเย็นนะครับ”ลุงโจวตอบรับอย่างนอบน้อม
“มาตอนบ่ายเลยก็ได้ค่ะสอบไม่นาน” ซ่งเย่เปลี่ยนแปลงเวลานัดหมายกับลุงโจว
“ได้ครับ”ลุงโจวรับคำและขับรถกลับเมืองกรีน
ซ่งเย่เดินไปทานอาหารกลางวันที่โรงอาหารของโรงเรียนมัธยมอันดับหนึ่งเมืองเหอเป่ย
มีสายตานักเรียนหลายคนจ้องมองเธอด้วยความสนใจและอิจฉาปะปนกัน
ขณะซ่งเย่ก้มหน้านั่งทานอาหารอยู่นั้น
ได้มีหญิงสาวร่างเล็กผมยาวรวบเป็หางม้าใส่แว่นตาท่าทางเป็มิตรคนหนึ่งมานั่งทานข้าวตรงข้ามกับเธอ
และทักทายซ่งเย่ว่า“สวัสดีเพื่อนนักเรียน เธอมาจากโรงเรียนไหนหรือคะ?”
น้ำเสียงที่เป็มิตรนั้นทำให้ซ่งเย่เงยหน้าขึ้นมองและเห็นหน้าตาของเด็กสาวน่ารักคนหนึ่ง
เธอจึงตอบกลับเสียงเรียบว่า“มัธยมอันดับหนึ่งเมืองกรีนค่ะ”
“นั่นดีมาก ฉันมาจากโรงเรียนอันดับสองของเมืองกรีนชื่อ ผานอี้อี้ ยินดีที่ได้รู้จัก เธอชื่ออะไรหรือคะ?”
ซ่งเย่มองเห็นแววตาที่จริงใจของเด็กสาวตรงหน้าจึงใจอ่อนและบอกชื่อตนเอง“ซ่งเย่ค่ะ”
“ซ่งเย่ เธอสอบแล้วจะกลับเมืองกรีนเลยไหมคะ?” ผานอี้อี้ชวนคุยอย่างอารมณ์ดี
“ไม่ค่ะมีสอบบ่าย” ซ่งเย่ตอบตามตรง
“หือเธอสอบสองวิชาหรือคะ?”ผานอี้อี้อึ้งไปทันทีเมื่อได้รับคำตอบจากซ่งเย่และถามซ้ำอย่างไม่แน่ใจ
“ไม่ค่ะ สอบ 4วิชา” ซ่งเย่ขยายความหมายของคำตอบ
“เธอเก่งมากค่ะซ่งเย่ฉันสอบวิชาเดียวก็แย่แล้ว มันยากมากเลย” ผานอี้อี้ชื่นชมซ่งเย่และบ่นให้กับตนเอง
“ค่ะ”ซ่งเย่พยักหน้ารับรู้เล็กน้อย
จากนั้นทั้งสองคนทานอาหารร่วมกันจนเสร็จเรียบร้อยโดยมีผานอี้อี้ชวนคุยเป็ระยะ
“ฉันไปก่อนนะคะถ้ามีโอกาสคงได้เจอกัน บ๊ายบาย” ผานอี้อี้กล่าวลาซ่งเย่อย่างเป็กันเองก่อนจะเดินไปอีกทาง
ซ่งเย่ส่ายหัวเล็กน้อยกับความช่างเจรจาของผานอี้อี้
แต่เธอไม่ได้รู้สึกรำคาญใจแต่อย่างใดเพราะว่าอี้อี้รู้จักพูดและหยุดตามสถานการณ์
ทำให้ซ่งเย่ไม่รู้สึกอึดอัดใจ
ใกล้เวลาสอบสำหรับวิชาฟิสิกส์
ซ่งเย่เดินเข้าห้องสอบอีกห้องหนึ่ง
และมีสายตาของใครบางคนที่จ้องมองเธออย่างแปลกใจพลางบ่นพึมพำเสียงเบา
“หือเธอสอบสองวิชาเหมือนกันหรือ?”
เมื่อซ่งเย่นั่งประจำที่ได้ครู่หนึ่ง
กรรมการคุมห้องสอบเป็หญิงวัยกลางคนได้เดินแจกเอกสารสอบให้กับนักเรียนทุกคน
เวลา 13.30 น. กรรมการส่งสัญญาณให้เริ่มทำข้อสอบได้
ซ่งเย่ก้มหน้ามองคำถามคร่าวๆก่อนขีดเขียนคำตอบอย่างสบายใจ
แต่นักเรียนอีกหลายคนต่างบ่นพึมพำและขมวดคิ้วที่พบว่าข้อสอบแข่งขันยากกว่าที่ได้เรียนมาจากโรงเรียนตนเอง
เวลา 14.30 น.ซ่งเย่ลุกขึ้นยืนเตรียมเดินไปส่งเอกสาร
แต่เผอิญอาจารย์หญิงวัยกลางคนที่เดินตรวจแต่ละแถวของนักเรียนในห้องสอบ
ได้เดินมาถึงตำแหน่งของซ่งเย่พอดีและเมื่อมองเห็นท่าทีของซ่งเย่จึงถามขึ้นด้วยความสงสัย
“นักเรียนทำข้อสอบเสร็จแล้วหรือคะ?”
“ใช่ค่ะ”ซ่งเย่ตอบกลับเสียงเรียบและยื่นเอกสารให้กับอาจารย์หญิงวัยกลางคน
อาจารย์หญิงตรวจกระดาษคำตอบแต่ละหน้าคร่าวๆเมื่อเห็นว่ามีการขีดเขียนครบทุกข้อ
เธอจึงโบกมืออนุญาตให้ซ่งเย่ออกจากห้องสอบไปได้
“ขอบคุณค่ะ”ซ่งเย่กล่าวขอบคุณอาจารย์ก่อนเดินออกจากห้องสอบท่ามกลางสายตาของเพื่อนนักเรียนคนอื่น
มีเสียงพึมพำด้วยความแปลกใจและสงสัยจากหลายคนในห้อง
แต่ซ่งเย่ไม่ได้สนใจเสียงเ่าั้
……….
ในตอนนี้ซ่งเย่เดินออกไปเรียกรถแท็กซี่ที่หน้าประตูโรงเรียนมัธยมอันดับหนึ่งเมืองเหอเป่ย
พลันมีรถฮัมเมอร์สีเขียวเข้มมาจอดตรงหน้าเธอพอดี
“ไปไหนหรือสาวน้อยให้ผมไปส่งไหมครับ?” หลิวเย่กดกระจกรถยนต์ลงและชะโงกหน้ามาถามเธออย่างอารมณ์ดี
ซ่งเย่เอียงคอมองอย่างแปลกใจที่พบหลิวเย่ที่นี่
“คุณมาทำอะไรคะ?” เธอถามตรงไปตรงมา
“ผ่านมาพอดีครับ”หลิวเย่ตอบตามตรง
เนื่องจากเขามีภารกิจพิเศษตามตัวคนร้ายขององค์กรKA มาที่เมืองนี้และบังเอิญขับรถผ่านมาทางนี้พอดี
“ไปส่งโรงพยาบาลประชาชนได้ไหมคะ?” ซ่งเย่พยักหน้าเข้าใจและบอกเขาตามจริง
“ได้สิครับ”หลิวเย่ยิ้มเล็กน้อยอย่างเข้าใจพลางคิดในใจว่า“สงสัยเธอจะไปเรียนรู้ทางการแพทย์ที่นั่นแน่ๆ”
จู่ๆซ่งเย่ส่งเสียงถามหลิวเย่ขึ้นมากะทันหัน“คุณพาไปซื้อเข็มหน่อยสิคะ”
“หือเข็มที่ใช้สำหรับแพทย์แผนจีนหรือครับ?”หลิวเย่หรี่ตาถามเธออย่างสนใจ
“ใช่ค่ะ”ซ่งเย่พยักหน้ายอมรับ
“ได้ครับ”หลิวเย่เข้าใจความคิดของเธอและขับรถตรงไปยังร้านจำหน่ายอุปกรณ์และสมุนไพรแผนจีน
เสียงเบรกล้อรถหยุดที่หน้าร้าน“คลินิกแผนจีนเหอเป่ย”
ซ่งเย่ก้าวลงจากรถและตรงเข้าไปในร้านทันที
หลิวเย่เห็นอาการรีบร้อนของเธอเขาอมยิ้มอย่างนึกสนุกในใจกับการกระหายใคร่รู้ของสาวน้อย
ดังนั้นเขาจึงไม่ได้ตามเธอไปเพราะคิดว่าสาวน้อยอาจจะอยากทำอะไรด้วยตนเอง
ครู่หนึ่งซ่งเย่เดินกลับมายังรถ
หลิวเย่จึงถามขึ้นมาว่า“ได้เข็มไหมครับ?”
“ได้ค่ะแต่เป็แบบธรรมดาไม่เหมือนกับในหนังสือ” ซ่งเย่ตอบตามจริง
“อ้อแบบพิเศษชนิดที่มี 108 เล่มน่ะอยากได้ไหมครับ?”หลิวเย่หลอกล่อสาวน้อยของตนเองทันที
“อยากได้ค่ะ”ซ่งเย่มองหลิวเย่ด้วยแววตาเป็ประกายและตอบตามตรง
“หอมแก้มผมสิแล้วจะหามาให้ครับ”หลิวเย่ได้ทียื่นข้อเสนออย่างเห็นแก่ตัว
ซ่งเย่ครุ่นคิดครู่หนึ่งจากนั้นหอมแก้มหลิวเย่อย่างรวดเร็ว“จุ๊บ”
หลิวเย่พลันตัวแข็งทื่ออย่างใที่พบว่าเธอทำจริงๆ
เขาหัวเราะอย่างมีความสุข“ฮ่าๆ” และตอบตกลงเธออย่างพึงพอใจว่า “แล้วจะเอามาให้พรุ่งนี้ได้ไหมครับ?”
“ได้ค่ะ”ซ่งเย่พยักหน้ารับอย่างมีความสุข
แต่เป็ความสุขคนละแบบกับหลิวเย่
เนื่องจากความสุขของซ่งเย่คือการมีอุปกรณ์ที่ดีเพื่อใช้ในการรักษาโรค
แต่ความสุขของหลิวเย่คือเขาค้นพบว่าสาวน้อยของตนเองเริ่มมีความรู้สึกเหมือนกับคนทั่วไปมากขึ้นแล้ว
เมื่อซ่งเย่ได้เข็มและหลิวเย่ไปส่งเธอที่โรงพยาบาลประชาชน
ทั้งสองคนได้แยกย้ายกันไปทำภารกิจของแต่ละคน
ซ่งเย่เดินตรงเข้าไปในโรงพยาบาลและยืนเฝ้ามองแพทย์ทำการตรวจวินิจฉัยและรักษาโรคคนป่วยในห้องฉุกเฉิน
หนึ่งชั่วโมงต่อมา
ซ่งเย่นั่งหลับตาทบทวนขั้นตอนและกระบวนการของแพทย์ที่ตรวจวินิจฉัยและรักษาโรคคนป่วยจำนวน10 คน
มีคนป่วยที่มีอาการป่วยแตกต่างกัน
เธอพยักหน้าอย่างเข้าใจเมื่อเปรียบเทียบกับความรู้ที่ได้จากการอ่านหนังสือ
ซ่งเย่ได้ข้อสรุปสำหรับแพทย์แผนตะวันตกหลายประเด็น
ต่อมาซ่งเย่เดินตรงไปยังห้องตรวจรักษาด้านแพทย์แผนจีน
เธอพบว่าห้องปิดประตูเป็สัดส่วนที่มิดชิดและเป็ส่วนตัวมากเกินไปจนสังเกตไม่ได้
เธอจึงเปลี่ยนใจตรงไปยังตึกผู้ป่วยในที่มีคนป่วยนอนรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล
ในห้องผู้ป่วยรวมทั่วไปห้องหนึ่งซึ่งมีคนป่วยอยู่4 คนและญาติคนป่วยอีกหลายคน
เตียงด้านนอกสุดเป็ชายชราที่ไม่มีญาติเฝ้าดูแล
ซ่งเย่ทำทีเข้าไปอ่านเอกสารผลการตรวจร่างกายและวินิจฉัยของแพทย์ที่เขียนไว้ที่เตียงคนป่วย“โรคไมเกรน”
ชายชราซึ่งมีอาการสะลึมสะลือได้พูดเสียงเบาถามซ่งเย่ขึ้นมา“คุณหมอมาแล้วหรือครับ วันนี้ผมมึนหัวเล็กน้อย”
ซ่งเย่เดินไปยืนข้างเตียงและหันหลังให้กับคนป่วยและญาติจากเตียงอื่นๆ
จากนั้นเธอจับชีพจรของเขาเพื่อตรวจสอบวินิจฉัยของแพทย์อีกครั้ง
เมื่อจับชีพจรและพบว่าชายชราป่วยเป็โรคไมเกรนจริง
ซ่งเย่หยิบเข็มออกจากกระเป๋าเป้และบอกกับชายชราว่า
“ฝังเข็มแบบแพทย์แผนจีนช่วยรักษาโรคได้้าไหมคะ?”
“โอ้ จริงหรือคุณหมองั้นทำเลยครับ ผมทรมานกับมันมามากแล้ว” ชายชราส่งเสียงตื่นเต้นยินดีและอนุญาตทันที
ซ่งเย่หยิบเข็มมาปักลงบนร่างกายของชายชราอย่างรวดเร็ว
หลังจากนั้นสิบนาทีซ่งเย่รีบเก็บเข็มกลับคืนและจับชีพจรชายชราตรวจสอบอีกครั้ง
“อืม ใช้ได้”ซ่งเย่พึมพำเบาๆกับตัวเอง
เวลานี้ชายชรารู้สึกเบาสบายจนผล็อยหลับไป
ซ่งเย่เดินออกจากห้องอย่างสบายใจเมื่อพบว่าผลการทดลองในคนป่วยรายแรกได้ผลดีเกินคาด
จากนั้นเธอเดินไปสังเกตคนป่วยที่ห้องอื่นแต่พบว่ามีคนป่วยและญาติเฝ้าดูแลอย่างใกล้ชิด
ทำให้หมดโอกาสในการทดลองทักษะของตนเอง
ซ่งเย่จึงกลับไปนั่งที่ม้านั่งหน้าห้องฉุกเฉินอีกครั้ง
จนกระทั่งอีกหนึ่งชั่วโมงต่อมา
ปรากฏว่ามีอุบัติเหตุเกิดขึ้นและมีคนได้รับาเ็เข้ามามากถึง5 คน
มีทั้งชายชาายและหญิงวัยกลางคน ชายหนุ่มและเด็กหญิงอายุราว 7 ขวบ
แพทย์และพยาบาลทุกคนต่างเข้าไปรุมล้อมรักษาชายชราและชายหญิงวัยกลางคน
เนื่องจากพวกเขามีาแสาหัสหลายตำแหน่ง
ส่วนชายหนุ่มมีพยาบาลกำลังทำแผลให้กับเขาอยู่ในห้องฉุกเฉิน
เด็กหญิงาเ็น้อยที่สุดโดยมีแค่รอยฟกช้ำตามร่างกายซึ่งนั่งอยู่บนรถเข็นคนเดียว
ซ่งเย่เดินเข้าไปหาเด็กหญิงที่ร้องไห้เบาๆแต่มีท่าทางหวาดกลัวอย่างเห็นได้ชัดเจน
“เดี๋ยวพวกเขาก็ปลอดภัยจ้ะ”ซ่งเย่พยายามหาคำที่ดีมาอธิบายและปลอบใจเด็กหญิง
จูพ่านพ่านสะอื้นเล็กน้อยและเงยหน้ามองซ่งเย่อย่างแปลกใจ
“เธอต้องเข้มแข็งนะจ้ะ”ซ่งเย่ปลอบใจและถือโอกาสแอบจับชีพจรของเด็กหญิง
“ค่ะ”เด็กหญิงรับคำเสียงเบาปนเสียงสะอื้นไห้
ซ่งเย่ขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อพบว่ามีเืคั่งในทรวงอกของเด็กหญิง
เธอครุ่นคิดวิธีรักษาอย่างเร่งด่วนเพื่อช่วยชีวิตน้อยๆ
จากนั้นเธอตัดสินใจผสมผสานวิธีรักษาระหว่างฝังเข็มและนวดทุยนา
“พี่จะนวดให้รู้สึกสบายตัวตกลงไหมจ๊ะ?”ซ่งเย่เสนอวิธีช่วยให้เธอผ่อนคลายก่อนที่จะฝังเข็ม
เนื่องจากซ่งเย่กลัวว่าเด็กหญิงจะต่อต้านการรักษาและส่งเสียงโวยวาย
นั่นจะเป็ปัญหาสำหรับเธอ
จูพ่านพ่านได้ยินเสียงที่อ่อนโยนจากซ่งเย่จึงให้ความร่วมมือและตอบตกลง“ค่ะ”
ซ่งเย่นั่งลงตรงหน้าเด็กหญิงและเริ่มนวดจากฝ่ามือไล่ขึ้นไป
เมื่อเด็กหญิงรู้สึกสบายและผ่อนคลาย
ซ่งเย่ถือโอกาสเปิดกระดุมเสื้อผ่ากลางของเด็กหญิงและปักเข็มตามจุดสำคัญ
จากนั้นลงมือนวดส่วนอื่นๆต่อไป
สิบห้านาทีต่อมา
ซ่งเย่จับชีพจรตรวจสอบอาการของเด็กหญิงอีกครั้ง
เมื่อพบว่าอาการของเด็กหญิงคงที่แล้ว
นั่นคือเืไม่ออกเพิ่มและก้อนเืที่คั่งอยู่ในทรวงอกฝ่อเล็กลง
ซ่งเย่จึงหยุดการกระทำและรีบเก็บเข็มอย่างรวดเร็ว
เพราะเธอมีเวลาน้อยเกินไปจึงไม่สามารถรักษาเด็กหญิงให้หายขาดได้
แต่ช่วยประคองอาการเพื่อให้แพทย์คนอื่นมารักษาเด็กหญิงต่อไป
ในเวลานี้แพทย์และพยาบาลเริ่มเข้ามาตรวจวินิจฉัยอาการของชายหนุ่มและเด็กหญิง
ซ่งเย่เดินหลบออกไปพร้อมกับหยิบโทรศัพท์ออกมาแก้ไขภาพในกล้องวงจรปิดของโรงพยาบาล
เธอไม่้าแสดงตัวให้คนอื่นพบเห็นเวลานี้
ตอนนี้เวลา19.00 น. ซ่งเย่โบกมือเรียกรถแท็กซี่ไปส่งที่โรงแรม
..........
ทางด้านเด็กหญิงจูพ่านพ่านที่ได้รับการตรวจร่างกายและเอ็กซเรย์อย่างละเอียด
พลันสร้างความประหลาดใจให้กับแพทย์ที่ตรวจอาการของเด็กหญิงเป็อย่างมาก
เนื่องจากแพทย์พบว่าอาการของเด็กหญิงดีขึ้นมากโดยไม่มีเืออกจากทรวงอกเพิ่ม
และที่สำคัญคือก้อนเืหดเล็กลงจนไม่ไปบดเบียดอวัยวะอื่นและสร้างความเสียหายได้
นี่มันเกิดอะไรขึ้น?!
ร่างกายของเด็กหญิงสามารถรักษาตนเองได้หรือ?!
ด้วยความสงสัยแพทย์ชายวัยกลางคนจึงสอบถามเด็กหญิงโดยตรง
“หนูน้อยตอนนี้อาการหนูดีขึ้นมาก เกิดอะไรขึ้นกับหนูก่อนหมอจะมาตรวจให้ไหมครับ?”
จูพ่านพ่านมองหน้าแพทย์ชายอย่างงุนงง
แต่ทันใดนั้นเธอจำความช่วยเหลือของซ่งเย่ได้
จูพ่านพ่านยิ้มกว้างและบอกแพทย์ชายอย่างอารมณ์ดีว่า
“ใช่แล้วค่ะ มีพี่สาวส๊วยสวยสวยมาก มาช่วยนวดให้หนูและเอาเข็มอันเล็กๆมาปักตรงนี้ ตรงนี้ ตรงนี้แต่มันไม่เจ็บเลยค่ะ พี่สาวนวดให้
หนูสบายจนเกือบหลับไปแล้วแต่แล้วพี่สาวก็ไปไหนไม่รู้ค่ะ”
จูพ่านพ่านเล่าอย่างมีความสุขด้วยแววตาเป็ประกายและชี้นิ้วมือไปตามจุดที่เธอจำได้คร่าวๆว่าซ่งเย่ปักเข็มตรงไหนบ้าง สุดท้ายเธอ
พูดเสียงเศร้าที่ซ่งเย่จากไปโดยไม่ได้บอกชื่อ
หมอเหอหยงกวนขมวดคิ้วแน่นกับคำบอกเล่าของจูพ่านพ่าน
นั่นเป็เพราะว่าแพทย์ที่ขึ้นเวรคืนนี้มีแค่ตนเองกับหมอชายอีกคนเท่านั้น
ไม่มีหมอผู้หญิงสวยๆนั่น
แล้วหมอผู้หญิงมาจากที่ไหนกัน?!
ที่สำคัญคือโรงพยาบาลนี้ไม่มีหมอผู้หญิงที่สามารถฝังเข็มได้
โรงพยาบาลมีแต่หมอแพทย์แผนจีนที่เป็ผู้ชายทั้งนั้น
หมอเหอหยงกวนจึงสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแพทย์ลึกลับคนนั้น
“หนูน้อยหนูช่วยเล่าได้ไหมครับว่าหมอผู้หญิง เอ่อ...พี่สาวคนนั้นมีลักษณะอย่างไร?”
จูพ่านพ่านพยักหน้าอย่างเต็มใจและบอกว่า
“ได้สิค่ะ พี่สาวสวยมากผมยาว ตาโต ใส่เสื้อเชิ้ตกางเกงยีนส์ค่ะอ้อ...ที่สวยมากคือดวงตาพี่สาวเป็สีม่วงอ่อนๆ”
ข้อมูลเพิ่มเติมจากจูพ่านพ่านยิ่งทำให้หมอเหอหยงกวนประหลาดใจมากยิ่งขึ้น
เห็นทีเขาต้องไปตรวจสอบกล้องวงจรปิดให้ชัดเจน
แต่อาการที่ดีขึ้นของเด็กหญิงเป็หลักฐานที่ชัดเจนถึงทักษะทางการแพทย์ขั้นสูงในการรักษาคนป่วย
ซึ่งทำให้หมอเหอหยงกวนประทับใจอย่างยิ่ง
..........
รุ่งเช้าชายชราที่ป่วยเป็โรคไมเกรนตื่นขึ้นมาด้วยความสดชื่นและกระปรี้กระเปร่า
เขาฮัมเพลงในคออย่างมีความสุขที่นอนหลับอย่างสบาย
เมื่อแพทย์ประจำตัวคนป่วยมาตรวจตามปกติ
ชายชราพลันถามหมอขึ้นมาว่า“คุณหมอครับ หมอผู้หญิงไปไหนแล้วครับ ผมว่าจะขอบคุณเธอ”
“หืม ทำไมหรือครับลุง?”
“ผมหายดีแล้วครับรู้สึกสดชื่นขึ้นมาก” ชายชราพูดอย่างอารมณ์ดี
แพทย์ประจำตัวส่ายหัวพลางคิดว่าชายชราคิดไปเอง
เขาจึงลงมือตรวจสอบร่างกายของชายชราอย่างละเอียดและพบกับความประหลาดใจ
“นี่ลุงหายดีจริงแล้วหรือ?”
ชายชราเมื่อมองเห็นท่าทางของแพทย์อย่างงุนงง
จึงเอ่ยชมเชยแพทย์หญิงลึกลับทันที
“นี่เป็เพราะมีหมอผู้หญิงมาฝังเข็มให้กับผมนะนี่ผมถึงได้หายดีแบบนี้”
หมอหยุนจงขมวดคิ้วแน่นเนื่องจากโรงพยาบาลประชาชนแห่งนี้
ไม่มีหมอผู้หญิงที่สามารถฝังเข็มได้
มีแต่ชายชราและชายวัยกลางคนที่เป็แพทย์แผนจีนสามคนเท่านั้น
นี่มันเกิดอะไรขึ้นกับคนป่วยกันแน่?!
หมอหยุนจงจึงสอบถามเกี่ยวกับแพทย์หญิงปริศนาเพิ่มเติมกับชายชรา
“ลุงกู่บอกลักษณะของหมอผู้หญิงคนนั้นได้ไหมครับ?”
ลุงกู่ครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนส่ายหัวเบาๆและตอบว่า
“ผมเห็นไม่ชัดนักเธอน่าจะยังเป็เด็กสาวอยู่ ผมยาวสลวย แต่หน้าตาเห็นไม่ชัดเจนครับ”
หมอหยุนจงขมวดคิ้วหนักกว่าเดิมพลางคิดว่าจะไปค้นหาคำตอบในภายหลัง
จากนั้นเขาอนุญาตให้ชายชราออกจากโรงพยาบาลได้
“ขอบคุณครับคุณหมอ”ลุงกู่ดีใจที่จะได้กลับบ้านเสียทีเพราะเขาไม่มีเงินมากพอที่จะจ่ายได้อีกแล้ว
……….
ทางด้านซ่งเย่ที่ไม่ได้รับรู้ว่าการแอบเข้าไปทดสอบทักษะการรักษาของเธอนั้นได้สร้างความโกลาหลให้กับโรงพยาบาลประชาชนเป็
อย่างมาก
แพทย์ทุกคนล้วนสงสัยว่าแพทย์ลึกลับคนนั้นคือใคร?!
ขณะที่ซ่งเย่กำลังทานอาหารเช้าที่ห้องอาหารของโรงแรม
พลันซ่งจูหว่านเดินมาใกล้เธอและพูดจาเหน็บแนมอย่างอิจฉาว่า
“ไม่นึกเลยว่าน้องสาวจะเก่งขนาดนี้ได้เข้าร่วมสอบแข่งขันตั้ง 4 วิชาแน่ะ”
ซ่งเย่เงยหน้ามองซ่งจูหว่านด้วยสีหน้าเ็าเรียบเฉยก่อนตอบเธอไปว่า
“นั่นสิก็ดีกว่าบางคนที่ได้แค่อันดับ 5 และไม่รู้ว่าจะสอบผ่านระดับจังหวัดไหม?”
ซ่งเย่พูดยาวๆ พลางตอบกลับซ่งจูหว่านอย่างเย้ยหยัน