เสิ่นฮองเฮาส่งม้วนกระดาษอักษรมงคลให้นางกำนัลคนสนิทนำไปเก็บรักษาอย่างดี ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเนิบช้าทว่าแฝงความเยือกเย็น
"ตำหนักในมีกฎระเบียบเข้มงวด วันนี้เ้าบังอาจกล่าวหาว่าองค์หญิงสี่โกหก หากข้าปล่อยปละละเลยไปง่าย ๆ วันหน้าคงมีคนอยากทำตามอย่างเอาได้"
"เื่นี้ฮองเฮาเห็นควรลงทัณฑ์เช่นไร" ไทเฮาเอ่ยเสริม ราวกับอนุญาตให้นางออกคำสั่งจัดการได้เต็มที่
"่นี้ไทเฮาทรงพระบรรทมไม่ค่อยสนิท ทั้งยังปวดศีรษะบ่อยครั้ง หม่อมฉันคิดว่าให้เว่ยลี่เฟยคัดพระคัมภีร์ขอพร เพื่อภาวนาให้ไทเฮาทรงมีพระพลานามัยที่แข็งแรงก็น่าจะดีเพคะ... เอาสักสามสิบเก้าจบเป็อย่างไร"
"สามสิบเก้าจบ!"
เว่ยลี่เฟยเผลออุทานออกมาด้วยความลืมตัวและใสุดขีด
พระคัมภีร์หนึ่งจบมีสองร้อยเจ็บสิบตัวอักษร แล้วนี่ยังให้คัดถึงสามสิบเก้าจบ จะนางคัดมากมายเช่นนั้น ้าให้ข้อมือนางหักไปข้างหนึ่งเลยใช่หรือไม่!
"ดียิ่ง..." ไป๋ไท่เฮาพยักหน้าอย่างพอพระทัย
"ส่วนองค์หญิงสี่นั้นเฉลียวฉลาดเกินวัยมากนัก หม่อมฉันขอมอบรางวัลให้เป็ชุดเครื่องประดับมุก และชุดเครื่องแต่งกายฤดูหนาวที่กรมวังเพิ่งตัดเย็บขึ้นมาใหม่จากขนสุนัขจิ้งจอกสีขาว ไทเฮาทรงคิดเห็นเช่นไรเพคะ" ฮองเฮาแย้มยิ้มอย่างอ่อนโยน ทั้งยังถือโอกาสเปิดช่องให้ไทเฮาได้ร่วมประทานรางวัลด้วย
"ดี... องค์หญิงสี่ เ้าอยากได้รางวัลสิ่งใดเพิ่มเติมอีกหรือไม่" ไป๋ไท่เฮาตรัสถามด้วยความเอ็นดู
จางลี่เซียนลอบตื้นตันใจจนขอบตาอุ่นวาบ ดูเหมือนว่าในยามนี้บุตรสาวของนางจะได้เข้าไปอยู่ในสายตาของสตรีผู้สูงศักดิ์ที่สุดในวังหลังแห่งนี้แล้ว
ผิดกับเว่ยลี่เฟยที่กำผ้าเช็ดหน้าบิดไปมาจนแทบจะขาดคามือ ในอกอัดอั้นตันใจจนแทบะเิ
เหตุใดแผนการที่นางตั้งใจจะขัดขาและเหยียบย่ำสองแม่ลูกเรือนท้ายตำหนักผู้นั้น กลับกลายเป็การส่งเสริมให้พวกนางได้ดิบได้ดีต่อหน้าไทเฮาไปเสียได้!
"ขอบพระทัยไทเฮา ขอบพระทัยฮองเฮาเพคะ จื่อจือไม่้าสิ่งใดเพิ่มเติมแล้ว นอกจากเครื่องเขียนชุดใหม่กับน้ำหมึก หลังจากนี้จะได้ฝึกคัดอักษรเพิ่มเติม เพื่อขอพรให้ท่านย่ามีสุขภาพแข็งแรง อยู่เป็ร่มโพธิ์ร่มไทรให้จื่อจือไปนาน ๆ เพคะ"
เสียงเจื้อยแจ้วหลุดออกมาจากริมฝีปากสีชมพูจิ้มลิ้ม ท่าทางที่พยายามพูดจาฉะฉานทีละคำอย่างเหนียมอายตามประสาเด็กนั้น ไม่ได้ทำให้ไทเฮารู้สึกว่าตนกำลังถูกประจบสอพลอเลยแม้แต่น้อย กลับกันยิ่งทำให้ทรงรู้สึกรักใคร่เอ็นดูหลานสาวที่เคยละเลยคนนี้มากขึ้นเป็เท่าทวี
"หลานย่า..." น้ำเสียงของไป๋ไท่เฮาสั่นเครือเล็กน้อยด้วยความซาบซึ้ง "หลังจากนี้... เ้าก็มาหาข้าที่ตำหนักทุกวันเถิด"
คำสั่งนั้นราวกับสายฟ้าฟาดลงมากลางห้องโถงใหญ่ของตำหนัก ในที่สุดองค์หญิงสี่ผู้ถูกลืมเลือน ก็ได้กลายเป็บุคคลสำคัญที่ผู้ใดในวังหลังก็มิอาจมองข้ามได้อีกต่อไปแล้ว!
"ขอบพระทัยเพคะเสด็จย่า" หลงจื่อเหว่ยรีบคุกเข่ารับคำสั่งทันที
ในคราวแรกหลงจื่อเหว่ยไม่ได้คิดอยากจะแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นเื่ความโปรดปรานกับผู้ใด แต่นางก็ตระหนักได้แล้วว่า แม้พวกนางสองแม่ลูกจะใช้ชีวิตอยู่เงียบ ๆ อย่างเจียมตนเพียงใด ก็ยังไม่วายถูกผู้คนรังแกและเหยียบย่ำอย่างไม่เป็ธรรม
ในเมื่อโอกาสทองมาอยู่ตรงหน้าเช่นนี้แล้ว ไม่สู้เกาะกิ่งไม้สูงอย่างไทเฮา เอาไว้เป็ร่มเงาใหญ่คอยคุ้มครองป้องกันภัยไม่ดีกว่าหรืออย่างไร
คำว่า 'ท่านย่า' ที่หลุดมาจากปากของก้อนแป้งนุ่มนิ่ม ะเืเข้าไปถึงก้นบึ้งหัวอกของหญิงชราวัยกว่าห้าสิบผู้นั้นมากนัก
นางผ่าน่เวลาคาวเืและเหตุการณ์โหดร้ายในวังหลังมาเนิ่นนาน นับั้แ่อดีตฮ่องเต้สิ้นพระชนม์ไป หัวใจก็ไร้ซึ่งความอบอุ่นหล่อเลี้ยงมานานแสนนาน
ยามนี้ได้มีหลานสาวตัวน้อยหน้าตาน่าเอ็นดูคอยพูดจาออดอ้อนเช่นนี้ ก็นับว่าชโลมจิตใจให้กระปรี้กระเปร่าขึ้นมาได้มากจริง ๆ
"หมัวมัว... ไปหยิบชุดเครื่องเขียนบรรณาการที่ข้าได้รับมาในพิธีสำคัญ นำมามอบให้องค์หญิงสี่เสีย" ไป๋ไท่เฮาหันไปสั่งการเสียงเรียบ ทว่าใบหน้ากลับเปี่ยมล้นไปด้วยรอยยิ้ม
หลงจื่อเหว่ยเดินกอดชุดเครื่องเขียนล้ำค่าที่ได้รับประทานมาจากไทเฮา กลับเรือนท้ายตำหนักอย่างอารมณ์ดี ท่อนขาสั้นก้าวอย่างเริงร่าผิดกับตอนขามาลิบลับ
เมื่อมาถึงเรือนท้ายตำหนัก ภาพที่ปรากฏตรงหน้าก็ทำให้นางต้องลอบยิ้มกริ่มในใจ
เหล่านางกำนัลและขันทีที่เคยร่วมมือกันยักยอกโกงข้าวของเครื่องใช้ ถ่านให้ความอบอุ่น รวมถึงเบี้ยหวัดรายเดือนของพวกนางสองแม่ลูกไป ยามนี้ต่างพากันมายืนเรียงแถวหน้าซีดเซียว พวกนางก้มหน้าไม่สบตา มีเพียงไม่กี่คนที่จะใจกล้าพอจะเงยหน้าขึ้นมาสบตาองค์หญิงน้อยผู้นี้ได้
ในวังหลวงแห่งนี้ข่าวสารแพร่กระจายเร็วยิ่งกว่าสายลม มีใครบ้างไม่รู้ว่าเว่ยลี่เฟยเพิ่งถูกสั่งกักบริเวณให้คัดพระคัมภีร์จนข้อมือแทบหัก และมีใครบ้างไม่รู้ว่าองค์หญิงสี่กลายเป็แก้วตาดวงใจคนใหม่ของไป๋ไท่เฮาไปแล้ว!
เมื่อเห็นว่าสองแม่ลูกมีร่มไม้ใหญ่ให้พักพิงและไม่ใช่คนที่ใครจะมารังแกได้ง่าย ๆ อีกต่อไป บรรดาคนรับใช้ที่รู้ทิศทางลมจึงรีบนำเอาข้าวของเครื่องใช้ อาหารการกินเนื้อดี และเงินเบี้ยหวัดที่ควรจะเป็ของพวกนางทั้งหมดมาส่งคืนให้ครบทุกรายการ ซ้ำยังคอยเสนอตัวรับใช้อย่างกระตือรือร้นเพราะกลัวความผิดจะมาถึงตัว
หลังจากนี้ สองแม่ลูกคงได้ใช้ชีวิตในเรือนท้ายตำหนักอย่างสุขสบายไปได้สักพักทีเดียว
หลังจากที่ผู้คนทั้งหมดแยกย้ายกันเดินทางกลับตำหนักของตนไปแล้ว เสิ่นฮองเฮายังคงนั่งมองตัวอักษรมงคล จื่อซุนหม่านถัง [1] อยู่นานแสนนาน โดยไม่มีผู้ใดทันได้สังเกตเห็นแววตาแสนเศร้าสร้อย ที่พาดผ่านดวงตาคู่สวยเพียงชั่วครู่หนึ่ง
เสิ่นฮองเฮามีนามเดิมว่าเสิ่นหร่งหัว นางถือกำเนิดมาจากตระกูลเสิ่นอันยิ่งใหญ่ บิดาดำรงตำแหน่งอัครเสนาบดีฝั่งซ้าย ขุนนางขั้นหนึ่งผู้กุมบังเหียนและดูแลขุนนางฝ่ายพลเรือนทั้งหมดในใต้หล้า ถือเป็ขั้วอำนาจที่ใหญ่โตและกว้างขวางที่สุดในราชสำนัก
นางเกิดมาพร้อมกับชะตาหงส์เพื่อเป็คู่บัลลังก์ั ทว่าหลังจากที่ให้กำเนิดองค์รัชทายาทได้ไม่นาน นางก็เกิดอาการตกเืครั้งใหญ่ จนร่างกายทรุดโทรมและมีอาการป่วยด้วยโรคมดลูกเย็น ทำให้ไม่สามารถปรนนิบัติรับใช้ฝ่าาได้บ่อยครั้งเท่าเก่า ซ้ำร้ายอาการป่วยนี้ยังทำให้นางกลายเป็สตรีที่มีบุตรยากยิ่งขึ้นไปอีก
เื่ลับนี้มีคนล่วงรู้น้อยมาก นอกจากนางกำนัลและหมัวมัวคนสนิทที่อยู่ร่วมในเหตุการณ์คราวนั้นแล้ว ก็ไม่มีผู้ใดล่วงรู้อีกเลย
เห็นทีคำอวยพรมงคลนี้ คงจะเปลืองแรงองค์หญิงสี่เสียเปล่าแล้ว...
ฮองเฮาทรงพึมพำในใจด้วยความท้อแท้ ทว่าไม่รู้เพราะสิ่งใดดลใจที่ทำให้รู้สึกว่า ไม่ควรนำผลงานพู่กันชิ้นนี้ไปเก็บรวบรวมไว้ในห้องคลังสมบัติหลวงเหมือนของชิ้นอื่น ๆ
"หมัวมัว... นำอักษรแผ่นนี้ไปแขวนไว้ในห้องนอนของข้าที" พูดจบก็นึกขึ้นถึงอีกเื่หนึ่งได้ จึงสั่งการต่อ "อ้อ... แล้วก็ส่งคนไปคอยช่วยเหลือ เว่ยลี่เฟยใน่ที่นางต้องคัดพระคัมภีร์ด้วยเล่า เลือกส่งคนที่ไว้ใจได้ไปเท่านั้นนะ"
หมัวมัวคนสนิทสบตาผู้เป็นายก็เข้าใจในความหมายแฝงได้ทันที ฮองเฮาทรง้าส่งคนไปคุมประพฤติและจับตาดูเว่ยลี่เฟยคัดพระคัมภีร์อย่างใกล้ชิด
เพื่อป้องกันไม่ให้นางกำนัลคนอื่นแอบยื่นมือเข้าช่วยเหลือคัดแทนโดยเด็ดขาด!
กว่าเว่ยลี่เฟยจะคัดพระคัมภีร์ได้ครบสามสิบเก้าจบด้วยตนเอง นางคงต้องเก็บตัวหายหน้าหายตาไปจากตำหนักในอีกนานแสนนาน เพราะในระหว่างการคัดคัมภีร์มงคลนั้น สนมผู้คัดจะต้องถือศีลกินเจ งดเว้นเนื้อสัตว์ และห้ามเข้าเฝ้าปรนนิบัติรับใช้ฮ่องเต้ในยามค่ำคืนโดยเด็ดขาด
การสั่งให้คัดพระคัมภีร์ภาวนา จึงเปรียบเสมือนบทลงโทษอันอำมหิตแเีในตำหนักใน ที่สามารถตัดคู่แข่งในการพลิกป้ายปรนนิบัติฮ่องเต้ไปได้ในคราวเดียวอย่างถูกต้องตามธรรมเนียม!
หลังจากนั้นไม่นาน มหาขันทีคนสนิทข้างกายฮ่องเต้ก็เดินทางมาแจ้งที่ตำหนักคุนหนิงของฮองเฮาว่า คืนนี้ฮ่องเต้จะเสด็จมาประทับค้างแรมด้วย ทำให้นางต้องรีบเตรียมตัวต้อนรับด้วยความดีใจ
และในคืนนั้นเอง... เสิ่นฮองเฮากลับไม่มีอาการปวดมวนท้องน้อยจากอาการมดลูกเย็นอย่างที่เคยเป็มาตลอดหลายปี ร่างกายของนางกลับมารู้สึกอบอุ่นและเบาสบายอย่างน่าประหลาด ส่งผลให้นางสามารถปรนนิบัติรับใช้ฮ่องเต้ได้อย่างเต็มที่และราบรื่น ต่างจากครั้งก่อน ๆ ที่ต้องละเว้นเพราะร่างกายอ่อนแอ
ในที่สุด ฮ่องเต้ก็ทรงพึงพอพระทัยจนประทับอยู่ที่ตำหนักของฮองเฮาเนิ่นนานถึงสามราตรีติดต่อกัน!
สีพระพักตร์ของเสิ่นฮองเฮายามที่บรรดาพระสนมทั้งหลายต่างพากันมาเข้าเฝ้าถวายพระพรในตอนเช้า จึงดูอิ่มเอิบ ผุดผ่อง และสดใสเปล่งประกายยิ่งกว่าดวงจันทร์วันเพ็ญเสียอีก
เชิงอรรถ
^ลูกเต็มบ้านหลานเต็มห้อง