ตอนที่ 19 เอาเด็กให้เซิ่งอันหนิงรับเลี้ยง
โจวสือซวินคาดไม่ถึงว่าจู่ ๆ เซิ่งอันหนิงเสนอว่าจะกลับบ้านไปด้วยกันกับตน เมื่อพูดเช่นนั้นแล้ว สถานที่นั้นก็เป็สถานที่ที่หญิงสาวรังเกียจ
และเมื่อดูท่าทางของเซิ่งอันหนิง สองวันมานี้เธอไม่กลับบ้านเลย เื่ราวต่าง ๆ ในตระกูลเซิ่งเธอก็ดูจะไม่รู้สักนิด
โจวสือซวินเม้มปาก เขาเองก็ไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไรดี ในท้ายที่สุดชายหนุ่มจึงตอบตกลงไป
เซิ่งอันหนิงไม่ได้หวังว่าชายหนุ่มพูดน้อยผู้นี้จะพูดอะไร เมื่อมองไปยังม้วนผ้านวมที่มัดไว้บนเตียงอีกหลัง เธอจึงเอ่ยถามขึ้นด้วยความสงสัย “พวกแม่ของคุณล่ะ?”
โจวสือซวินเองก็ไม่เข้าใจ หลังจากที่เซิ่งอันหนิงออกไปไม่นาน จูกุ้ยฮวาก็นั่งอย่างเบื่อหน่าย และบอกว่าจะออกไปเดินเล่น ดังนั้นนางจึงพาโจวเอ้อร์นีไปด้วย
เมื่อคิดถึงคนที่ก้าวร้าวอย่างจูกุ้ยฮวา ชายหนุ่มจึงเอ่ยขอโทษต่อเซิ่งอันหนิง “แม่ของผมนิสัยไม่ค่อยจะดีนัก ส่วนน้องสาวก็ได้นิสัยไม่ดีมาจากที่บ้าน”
เซิ่งอันหนิงโบกมือ “แล้วมันเกี่ยวอะไรกับฉันล่ะ? คนแบบนี้วันข้างหน้าไม่ช้าก็เร็วจะถูกเอาเปรียบ เมื่อถูกเอาเปรียบและได้บทเรียนแล้วก็จะเปลี่ยนเป็ซื่อตรงเอง”
เมื่อพิจารณาดูแล้วก็ควรจะบอกเื่ที่โจวเอ้อร์นีตั้งครรภ์ต่อโจวสือซวิน
สีหน้าของโจวสือซวินที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงเลยมานับร้อยนับพันปี ในที่สุดก็เปลี่ยนแปลง สีหน้าประหลาดใจของชายหนุ่มแฝงไปด้วยความไม่ปักใจเชื่อ “ไม่มีทางหรอกมั้ง?”
ในยุคนี้อย่าว่าแต่เื่ท้องก่อนแต่งเลย ขนาดรักกันอย่างมั่นคงก็ไม่สามารถมีพฤติกรรมที่ใกล้ชิดกันเกินไปได้ มิเช่นนั้นก็จะถูกนินทาจนวันตาย
ในความคิดของคนหัวโบราณแบบโจวสือซวิน ชายหนุ่มเองก็คงไม่มีทางเชื่อว่าโจวเอ้อร์นีจะทำเื่แบบนี้
เซิ่งอันหนิงอุทานออกมา คาดไม่ถึงว่าโจวสือซวินยังมีความคิดหัวโบราณแบบนี้ “ฉันจะบอกคุณเอาไว้ อย่าคิดจะหาคู่ให้กับน้องคุณเลย นั่นไม่ใช่การบังคับคนอื่นเหรอ? ดู ๆ ไปก็น่าจะสี่เดือนแล้ว รีบหาวิธีจัดการเสียเถอะ ไม่อย่างนั้นก็ทำได้แค่ให้เด็กเกิดออกมา”
โจวสือซวินขมวดคิ้วแน่น แม้ความสัมพันธ์ระหว่างชายหนุ่มและน้องสาวจะไม่ได้ลึกซึ้งมากนัก แต่โจวสือซวินก็ไม่สามารถมองดูเฉย ๆ ได้ และจูกุ้ยฮวาก็้าให้เอ้อร์นีมีคู่ครอง ดูเหมือนว่านางจะยังไม่รู้เื่นี้
เวลานี้จูกุ้ยฮวาและโจวเอ้อร์นีกำลังนั่งอยู่ในโรงอาหารของรัฐ ทั้งคู่มองไปรอบ ๆ ด้วยความแปลกใจ และฝั่งตรงข้ามยังมีเซี่ยวเยี่ยนนั่งยิ้มอยู่
เซี่ยวเยี่ยนรินน้ำให้กับจูกุ้ยฮวา “คุณป้าเข้าเมืองมาั้แ่เมื่อไหร่คะ?”
จูกุ้ยฮวาฉีกยิ้มกว้าง คาดไม่ถึงเลยว่าสาวสวยผู้นี้ไม่เพียงแต่จะพูดจากระตือรือร้น แต่ยังพาพวกหล่อนมากินข้าวที่โรงอาหารอีกด้วย เมื่อมองดูครัวที่ตั้งอยู่ข้างหลังแล้ว ลักษณะดูจะไม่ค่อยดีเท่าไรนัก
“เพิ่งจะถึงวันนี้นี่เอง เธอรู้จักกับลูกชายฉันหรือ เธอถ่อมตัวเกินไปแล้ว จริง ๆ กินก๋วยเตี๋ยวข้างทางก็ได้แล้ว ไม่เห็นต้องมากินที่โรงอาหารเลย ”
เซี่ยวเยี่ยนหัวเราะ “ไม่เป็ไรค่ะ นาน ๆ ทีพวกคุณจะเข้าเมืองมาสักครั้ง จะให้พวกคุณกินก๋วยเตี๋ยวได้อย่างไรคะ ฉันขอสั่งหมูสามชั้นผัดซอสแดง เกี๊ยวเนื้อใส่ผักสามชั่ง ถ้าหากว่าไม่พอพวกเราค่อยสั่งอีกก็ได้”
จูกุ้ยฮวาได้ยินเช่นนั้นก็อดที่จะยิ้มขึ้นไม่ได้ “พอแล้ว ๆ เธอจะมีน้ำใจเกินไปแล้วนะ”
เซี่ยวเยี่ยนหัวเราะ “พี่โจวาเ็อยู่ แน่นอนว่าเขาจะต้องไม่มีเวลาดูแลพวกคุณแน่ ๆ การที่ฉันพาพวกคุณออกมาทานข้าวก็นับว่าเป็เื่ที่ควรทำค่ะ”
จูกุ้ยฮวาอดที่จะถอนหายใจไม่ได้ เมื่อฟังหญิงสาวผู้นี้พูดจาและจัดแจงสิ่งต่าง ๆ ดูเหมือนจะดีกว่าเซิ่งอันหนิงเป็อย่างมาก แถมยังพาพวกหล่อนออกมากินอาหารอีก
เซิ่งอันหนิงแอบไปกินข้าวที่โรงอาหารโดยที่ไม่เรียกพวกหล่อนด้วยซ้ำ
ยิ่งเปรียบเทียบก็ยิ่งดีกว่าเซิ่งอันหนิงเป็อย่างมาก จูกุ้ยฮวาจึงอดใจไม่ไหวที่จะพูดจาไร้สาระ “แม่หนู เธอช่างมีจิตใจเมตตาจริง ๆ ลูกชายฉันช่างอับโชคนัก ได้ผู้หญิงแบบนั้นมาเป็เมีย โถ่เอ๊ย ถ้าได้เธอมาเป็สะใภ้ หลังจากนี้ชีวิตของฉันก็คงจะมีความสุขมาก ๆ”
เซี่ยวเยี่ยนรู้สึกเขินอายเล็กน้อย “คุณป้า คุณป้าอย่าพูดแบบนี้สิคะ อันหนิงก็นิสัยดีอยู่นะคะ”
เมื่อเอ่ยถึงเซิ่งอันหนิง จูกุ้ยฮวาก็อดถอนหายใจออกมาไม่ได้ “หึ นังนั่นน่ะหรือ? หล่อนเป็คุณหนูมาจากในเมือง ไม่ได้ให้ความสนใจอะไรกับครอบครัวพวกเราหรอก พวกเราจะเลือกสะใภ้คนนี้มาทำไมล่ะ ได้หล่อนมาก็เหมือนกับได้พระมากราบไหว้บูชา”
เซี่ยวเยี่ยนจงใจทำเป็ตกตะลึง “จริงหรือคะ? ทำไมเป็แบบนี้ล่ะ? แต่ว่าก็เคยได้ยินคนในหอพักพูดถึงสะใภ้โจวบ้างเหมือนกัน ว่านิสัยของหล่อนไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่”
จูกุ้ยฮวาเบะปาก “ไม่ใช่ว่าหล่อนนิสัยไม่ดี แต่น่าจะถูกตามใจจนเสียคนน่ะ”
ระหว่างพูดคุยกัน หมูสามชั้นผัดซอสแดงสองจานก็ถูกยกมาวาง ชิ้นเนื้อถูกผัดจนมีสีแดงสด ชั้นไขมันกระเพื่อมและส่งกลิ่นหอม
จูกุ้ยฮวามีดวงตาเป็ประกายขึ้นทันที ในตอนปีใหม่ บ้านของพวกเขายังไม่กล้าที่จะกินเนื้อขนาดนี้เลย
จูกุ้ยฮวาไม่สนใจที่จะสนทนากับเซี่ยวเยี่ยน นางรีบหยิบตะเกียบขึ้นมาและคีบชิ้นเนื้อเข้าปากไป
โจวเอ้อร์นีเองก็รีบคีบชิ้นเนื้อเข้าปากเช่นกัน น้ำมันเลี่ยน ๆ ที่อยู่ในปากกลับทำให้ท้องไส้รู้สึกปั่นป่วนขึ้นมาทันที เอ้อร์นีพยายามกลืนชิ้นเนื้อลงไป แต่ก็ไม่สามารถฝืนอาการคลื่นไส้ของตนเองได้
เด็กสาวรีบปิดปากและกลับหลังหันไปในทันที
เซี่ยวเยี่ยนที่ไม่รู้สถานการณ์ของตระกูลครัวโจวพิจารณาดูวัยของโจวเอ้อร์นีก็คิดว่าหล่อนน่าจะแต่งงานแล้ว อย่างไรเสียเด็กสาวในชนบทมักจะแต่งงานเร็ว จึงอดไม่ไหวที่จะถามออกไป “เป็อะไรไป? เธอกำลังท้องอยู่ใช่ไหม?”
ใบหน้าของจูกุ้ยฮวาโกรธเคืองขึ้นมาทันที นางขว้างตะเกียบลงบนโต๊ะ “เธอพูดอะไรของเธอ? เอ้อร์นีของพวกเรายังไม่ได้แต่งงานจะท้องได้ยังไง”
เซี่ยวเยี่ยนจึงรีบเอ่ยขอโทษขึ้น “ขออภัยคุณป้าจริง ๆ ค่ะ ฉันไม่รู้ หรือว่ากินอะไรที่มันแสลงท้องหรือเปล่า?”
โจวเอ้อร์นีใจนแทบจะคลั่ง จึงรีบตบหน้าอกและกลืนลงไป “ไม่เป็ไรค่ะ ไม่เป็ไร เจออากาศเย็น ๆ แล้วกินของคาวไม่ลงน่ะค่ะ”
เซี่ยวเยี่ยนยังไม่ปักใจเชื่อทั้งหมด หล่อนจึงรีบรินน้ำให้และไปสั่งโจ๊กข้าวขาวให้เด็กสาวหนึ่งชาม
ต่อมาจูกู้ยฮวากินหมูผัดซอสแดงสองจาน กินเกี๊ยวไปมากกว่าครึ่ง เมื่อรู้สึกว่าตนเองอิ่มจนมาถึงคอแล้ว จึงค่อย ๆ วางตะเกียบลง
โจวเอ้อร์นีอดทนต่อความอยากอาหารของตนและกินโจ๊กไปสองชาม โชคดีที่ระหว่างนั้นไม่ได้อาเจียนออกมา
เมื่อกินจนอื่มแล้ว และยังเหลือเกี๊ยวอีกจำนวนหนึ่ง จูกุ้ยฮวาก็ไม่เกรงใจแม้แต่น้อย นางดึงผ้าเช็ดหน้าออกมาจากกระเป๋าและวางเกี๊ยวสี่ชิ้นลงไป ก่อนห่อเอาไว้เพื่อที่จะเก็บไว้กินตอนกลางคืน
เพราะนางเองก็มองออกว่าตอนกลางคืนเซิ่งอันหนิงน่าจะไม่สนใจพวกหล่อน
เมื่อถึงหน้าประตูโรงพยาบาล เซี่ยวเยี่ยนยังซื้อแอปเปิ้ลจำนวนหนึ่งให้กับทั้งสอง หลังจากนั้นจึงบอกลาด้วยหน้าตายิ้มแย้ม
เมื่อจูกุ้ยฮวามองดูเซี่ยวเยี่ยนจากไปไกลแล้ว จึงหันกลับมาจ้องโจวเอ้อร์นี “แกเคยนอนกับไอ้สารเลวเฝิงชุนเซิงนั่นแล้วใช่ไหม?”
โจวเอ้อร์นีใจนิญญาแทบจะหลุดออกจากร่าง เด็กสาวรีบส่ายหน้า “ไม่ ไม่เคยนะคะ”
จูกุ้ยฮวาไม่ได้โง่เขลา เมื่อดูท่าทางตื่นตระหนกของเอ้อร์นีและการแสดงออกใน่สั้น ๆ ใบหน้าของผู้เป็แม่ก็ได้เคร่งขรึมขึ้น หลังจากนั้นจึงกัดฟันพูด “ทำไมแกถึงได้ไร้ยางอายขนาดนี้ ไอ้ชั่วนั่นทิ้งเด็กไว้ในท้องของแก ขนาดเซิ่งอันหนิงยังดูออก แกยังกล้าที่จะปิดบังฉันอยู่หรือ? หรือแกคิดจะให้มารหัวขนในท้องแกมันออกมาดูโลก? ”
โจวเอ้อร์นีตกตะลึง “แม่ ฉันไม่อยาก ไม่อยากคลอด”
หากคลอดเด็กออกมา ชีวิตของหล่อนก็คงจะจบสิ้นลง
จูกุ้ยฮวาใบหน้าสั่นระริกด้วยความโกรธ ถ้าไม่ใช่เพราะว่านี่คือหน้าโรงพยาบาล นางก็คงจะตบโจวเอ้อร์นีไปแล้ว
ทำไมจึงเกิดเื่บ้า ๆ เช่นนี้ขึ้นมาได้
โจวเอ้อร์นี้มองดูจูกุ้ยฮวาทั้งน้ำตา “แม่ แม่ว่าเราจะทำยังไงดีคะ?”
จูกุ้ยฮวาเองก็ร้อนรนเช่นกัน “หาทางเอามารหัวขนนี่ออกก่อน ถ้าทำไม่ได้จริง ๆ ก็ค่อยเอาให้พี่รองของแกกับเซิ่งอันหนิงดูแลก็แล้วกัน ! ! !”
…………………………………………………………………………………………………………………………
สารจากผู้แปล
งามไส้แล้วไหมล่ะ ยุคนั้นขนาดคบกันเป็แฟนยังอยู่ใกล้ชิดกันไม่ได้เลย นี่ท้องก่อนแต่งและยังท้องไม่มีพ่ออีก
อย่าคิดจะผลักภาระมาให้อันหนิงเชียว
ไหหม่า(海馬)