เสียงของกลุ่มคนที่เคยออกตามหาคนไปทั่วลำน้ำเชี่ยวกรากตลอดระยะทางยาวกว่ายี่สิบลี้ผ่านมาร่วมหกเดือนทุกอย่างเริ่มหวนคืนสู่วิถีชีวิตแห่งความเรียบง่ายเหมือนเช่นที่เคยผ่านมาจำนวนคนที่ออกตามหาเริ่มเบาบางจนไม่เหลืออีกเลยเหมือนกับชื่อของกู้เซียนเซียนที่ค่อยๆเลือนหายไปจากความทรงจำของผู้คนในละแวกนั้นต่างจากวันแรกๆ ที่นางหายตัวไปลู่หานแทบจะเกณฑ์ยอดฝีมือทั้งหมดที่มีไล่พลิกผืนน้ำขุดผิวดินขึ้นมาตรวจสอบเพื่อตามหานางแต่นอกจากซากเศษไม้ที่หลุดร่อนแตกหักจากตัวรถม้าแล้วกระทั่งศพของชายที่ตกลงไปพร้อมกันกับนางก็ยังหาไม่พบ
ลือกันว่าลึกลงไปใต้น้ำจุดที่นางตกลงไปอาจมีน้ำวนอยู่ต่อให้คนที่ตกลงไปจะมีวิทยายุทธ์ล้ำเลิศแค่ไหนก็ไม่อาจฝ่ากระแสน้ำวนเชี่ยวกรากแห่งนี้ไปได้มีแต่จะถูกดูดลงไปช้าหรือเร็วเท่านั้น
ความเข้มข้นในการตามหาเด็กสาวจึงเริ่มจืดจางลงท่ามกลางความหวังอันริบหรี่ตามระยะเวลาที่ทอดยาวออกไป
ขณะย่างเข้าสู่เดือนที่ห้า ไป๋เลี่ยงหลินที่ดูอิดโรยและสิ้นหวัง ก็ตัดสินใจละวางทางโลก หันหน้าเข้าสู่วิถีแห่งมรรคามุ่งหาความสงบตามที่นางคาดหวังเอาไว้แต่เดิมเพียงแต่การจากลาทางโลกวันนี้ช่างห่างไกลจากจุดหมายปลายทางเดิมที่นางวาดหวังไว้ในตอนแรกเพราะมันคือการออกเดินทางเข้าสู่วิถีชีวิตเสมือนเกิดใหม่ของนางเพื่อให้หลุดพ้นจากความทุกข์ทรมานต่อการพลัดพรากอย่างไม่มีวันหวนคืนของหลานสาว
จดหมายที่เขียนไว้ด้วยลายมือเพียงสั้นๆถูกพับวางอยู่บนโต๊ะหนังสือในห้องนอนของไป๋เลี่ยงหลินนางหวังว่าเฝิงหลานจะมีโอกาสได้อ่านมันในสักวัน
‘ ชีวิตที่เป็นไปอย่างเรียบง่าย ไม่มีการแก่งแย่ง ไม่มีการดิ้นรนเพื่อแสวงหา ปล่อยทุกอย่างให้เป็นไปตามครรลองของธรรมชาติ ทำประโยชน์ให้ผู้อื่นโดยไม่หวังผลตอบแทน เหล่านี้คือชีวิต คือความสุขอย่างแท้จริง ‘ *(1)
วันหนึ่งในฤดูร้อนพระอาทิตย์ทรงกลดสะท้อนแสงสีรุ้งออกมาทั่วบริเวณ ท่ามกลางอากาศอบอุ่นเสียงระฆังใหญู่ถูกเคาะดังกังวานไปทั่วหุบเขา ไป๋เลี่ยงหลิงสวมชุดสีขาวทั้งตัวเกล้าผมเป็นมวยสูงเรียบง่าย ก้าวเดินด้วยเท้าเปล่าอย่างสงบผ่านประตูเหล็กขนาดใหญ่เข้าไปภายในอารามวาสี*(2) โดยมีอาจารย์และเหล่าสานุศิษย์ยืนรอรับอยู่เบื้องหน้าก่อนสวมเสื้อคลุมเต๋าชิ้นที่สามให้กับนางประกอบพิธีบวชอย่างเรียบง่าย ขณะที่นางนั่งคุกเข่าอยู่หน้ารูปปั้นปรมาจารย์ฉวนเจิน ไป๋เลี่ยงหลินตั้งจิตอธิฐานเปล่งวาจาไม่ก้าวข้ามออกจากอารามตัดขาดจากโลกภายนอก มุ่งบำเพ็ญเพียรสู่วิถีแห่งมรรคาตราบจนชีวิตจะหาไม่
ภายนอกอารามเมื่อประตูเหล็กขนาดใหญ่ค่อยๆขยับปิดลงช้าๆ เฝิงหลานที่มีน้ำตาเอ่อคลออยู่เต็มหน่วยตาจึงค่อยๆทรุดตัวลงนั่งโขกศีรษะคารวะแก่ไป๋เลี่ยงหลินที่ยืนหันหลังอยู่ไกลๆน้ำตาของนางไหลอาบไปทั่วใบหน้าหยดลงไปบนพื้นดินที่นางนั่งก้มหน้าคุกเข่าอยู่จนเปียกชุ่มที่ด้านข้างยังมีบุรุษรูปร่างสูงสง่างามยืนอยู่ไม่ไกล เขาคือสหายของคนขับรถม้าที่ยืนมองดูภาพเบื้องหน้าด้วยความสงบจวบจนประตูใหญ่ปิดสนิทลง ตัดขาดพวกเขาออกจากกันไปตลอดกาล
“ ไปกันเถิด “ ภายในรถม้าคันใหญ่ตกแต่งอย่างหรูหราจอดเทียบอยู่ใต้เชิงเขาไกล้กับทางขึ้นไปยังอารามลู่หานเอ่ยบอกแก่ลู่หลินเบาๆหลังได้ยินเสียงเคาะระฆังใหญ่ดังกังวานออกมาจากด้านในอารามอีกครั้งบ่งบอกถึงสัญญาณปิดประตูเหล็กบานใหญ่ทางด้านหน้าหลังจบพิธีกรรมสำคัญ
ลู่หลินเอนตัวพิงขาของบิดาเอ่ยพูดด้วยเสียงเครือก้อนสะอื้น “ ข้าคิดถึงพี่เซียนเซียน “หลังสิ้นเสียงของบุตรสาว ผู้เป็นบิดาทำได้เพียงตบลงไปบนหลังมือนุ่มเล็กที่วางอยู่บนตักของเขาก่อนพยักหน้าทอดสายตามองออกไปยังทิวทัศน์ภายนอกหน้าต่างรถม้าเอ่ยตอบกลับด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ แล้วมันจะผ่านไป “ เหมือนเช่นที่เขาเคยผ่านการสูญเสียมารดาของนางมาก่อนแม้ในช่วงแรกจะทรมานแทบขาดใจ แต่เมื่อกาลเวลาผันผ่านแม้แต่ใบหน้าของสตรีผู้เป็นที่รักก็ยังลางเลือนในความทรงจำ
สิ่งที่ลู่หลินได้มาหลังจากการจากไปของกู้เซียนเซียนคือ เสียงของนาง
แต่สิ่งที่ต้องแลกคืนไปคือชีวิตของเด็กสาวผู้หนึ่งที่ฝังร่างจมลงใต้แม่น้ำเชี่ยวกรากอันเย็นเยียบ
บ้านพักชายทะเลในเขตซานตง อยู่ห่างจากหัวเมืองหลังทางตอนใต้โดยอาศัยการเดินทางประมาณ 5 วัน
เด็กสาวอายุประมาณ 13 ปีนอนไม่รู้สึกตัวมาตั้งแต่เมื่อห้าเดือนก่อนแต่วันนี้ในหัวของนางราวกับจะได้ยินเสียงดังก้องหนักแน่นสะท้อนอยู่ภายในแทบตลอดเวลาจนอยากจะร้องตะโกนออกมาด้วยความรำคาญ
ปลายนิ้วชี้ซีดขาวผ่ายผอมจนเหมือนหนังติดกระดูกเริ่มกระดิกตามเสียงกังวานที่ประเดี๋ยวดังเข้ามาใกล้ สักพักก็ดังถอยห่างออกไป เพราะร่างกายไร้เรี่ยวแรงจนไม่สามารถยกมือทั้งสองข้างขึ้นมาปิดหูได้แม้จะพยายามมากแค่ไหนก็ตามสิ่งที่ทำได้จึงมีเพียงแค่ปลายนิ้วที่ขยับไปมาเล็กน้อยจนแทบดูไม่ออกเท่านั้น
‘ห.น ว..ก หู..’ เสียงที่เปล่งออกมาเบาๆแทบจะฟังไม่ได้ศัพท์แต่ก็ชัดเจนเพียงพอที่บุรุษซึ่งเฝ้าอยู่ข้างกายตลอดเวลาจะรับรู้ได้ ตั้งแต่เห็นนิ้วเล็กๆนั้นเริ่มขยับเบาๆตั้งแต่เช้า จนกระทั่งตอนนี้ ยังได้ยินเสียงเล็กๆแหบพร่าเอ่ยละเมอขึ้นมาอีก ดวงตาอันพร่ามัวเอ่อล้นด้วยม่านน้ำ ริมฝีปากแดงปรากฏร้อยยิ้มกว้างก่อนที่เขาจะซุกหน้าลงไปที่ข้างแขนผอมของนางปกปิดเสียงสะอื้นเบาๆ
แม้ว่าเด็กสาวบนเตียงจะยังนอนหลับตานิ่งไม่ไหวติงแต่สติรับรู้กลับเริ่มชัดเจนมากขึ้น นางมองเห็นแผ่นหลังของไป๋เลี่ยงหลินกำลังคุกเข่าลงทำอะไรบางอย่างท่ามกลางกลุ่มคนแต่งตัวคล้ายนักบวช กำลังสวดมนต์ห้อมล้อมรอบตัวนาง เพียงแค่มองความรู้สึกอบอุ่นกลับเริ่มสัมผัสได้จากปลายนิ้วมือก่อนแผ่ขยายไปทั่วร่างเบียดไล่ความหนาวเย็นให้ออกไปอย่างช้าๆ
สักพักภาพตรงหน้าก็ลางเลือนราวกับมีหมอกควันมากั้นขวางไว้ แต่สัมผัสแห่งความอบอุ่นที่มือกลับยังคงอยู่เหมือนมันถูกกอบกุมเอาไว้ด้วยมือที่ร้อนกว่าพร้อมๆกับหยดน้ำอุ่นๆที่ไหลมากระทบผิวบริเวณหลังมือของนางจนรู้สึกร้อนลวก
“ เด็กโง่ หากตื่นแล้วก็อย่ามัวแต่นอนขี้เซาอยู่เลย พี่ชายมีของดีมาให้ดูเยอะแยะเลย ” ชายหนุ่มที่ด้านข้างเตียงพูดพลางคลายห่อผ้าที่วางไว้ข้างตัวออกด้วยมือเพียงข้างเดียว
เขายื่นของมาตรงใบหน้าของนางชี้ชวนให้นางดูทีละอย่าง
“ นี่ไง เจ้าเคยขอข้าไว้ชิ้นนี้มันไม่ได้ดูปลอมแค่นิ้ว แต่นี่เป็นมือปลอมทั้งอันเชียวนะ! “ เขาพยายามพูดใส่อารมณ์ให้เต็มไปด้วยความสนุกสนานประหนึ่งว่านางกำลังนั่งพูดคุยอยู่กับเขาจริงๆ
“ แต่…ไม่ดีๆ เด็กผู้หญิงจะเอาของน่ากลัวแบบนี้ไปทำไม เดี๋ยวก่อน .. “ เขาพูดพลางยกหลังมือปาดน้ำตาที่ไหลออกมาจากหัวตาไปด้วยก่อนวางมือปลอมทิ้งไว้ที่ด้านข้างตัว แล้วหยิบของเล่นชิ้นใหม่ขึ้นมาแทน “ ชิ้นนี้ไปไง ในวันเกิดเจ้าปีก่อน ข้าเตรียมไว้ให้แล้ว เป็นกระต่ายผ้าตัวเล็กขนาดสองฝ่ามือที่เปลี่ยนชุดได้ถึงสิบแบบเจ้าน่าจะถูกใจมากกว่า “ ตอนที่เขาเอ่ยมือก็บีบตัวกระต่ายไปมาให้นางดูไปด้วย เจ้ากระต่ายตัวเล็กเหมือนว่ามันกำลังผงกหัวขยับแขนไปมาอยู่ด้านหน้านาง
“ เจ้าได้ยินที่ข้าพูดไหม ไม่สนใจจะตื่นมาเล่นกับข้าอย่างนั้นหรือ “ เขายังคงพูดต่ออยู่คนเดียวมืออีกข้างที่กอบกุมมือเล็กของนางไว้ถูกเขาเขย่าเบาๆไปด้วยหลังจากเห็นว่าปลายนิ้วมือของนางไม่กระดิกต่ออีกแล้ว
ชายหนุ่มวางตุ๊กตาลงที่ข้างหมอนของนางก่อนดึงผ้าห่มหนาของเด็กสาวห่มให้มันไปด้วย สายตาของเขาเลื่อนกลับมายังมือข้างที่ถูกเขากอบกุมไว้ก่อนใช้มือทั้งสองของเขาโอบกระชับมือเล็กแห้งนั่นไว้และค่อยๆเป่าลมอุ่นๆเข้าไปช้าๆสลับกับขยับนวดกดจุดไปมาอยู่ตลอดเวลาเพียงหวังว่าจะได้เห็นนางขยับปลายนิ้วได้อีกครั้ง
“ เพลงที่ข้าสอน เจ้าจะดีดได้ดีสักแค่ไหนกันมิใช่สมควรบรรเลงให้พี่ชายฟังหน่อยหรือ “ เขาเอ่ยยิ้มๆขยับปลายนิ้วของเขาไล่ลูบไปที่ปลายนิ้วผอมแห้งบนมือเล็กๆไปด้วย “ดูเหมือนจะห่างไกลการฝึกซ้อมไปมากจริงๆ “
“ พี่..ชาย..หนาน …? “ เด็กสาวส่งเสียงพึมพำในลำคอ ริมฝีปากขยับไปมาช้าๆดวงตาลึกโหลยังคงปิดสนิท
ที่ด้านข้างชายหนุ่มรีบเงยหน้าเพ่งมองไปยังใบหน้าเล็กตอบของนางราวกับไม่เชื่อหูของตนเอง น้ำตาหยดแล้วหยดเล่าไหลบ่าลงไปเปื้อนแขนเสื้อสีขาวของนางจนเปียกชุ่ม “ เจ้า..กลับ..ม มา แล้ ว จริงๆ ..“
*(1) หลักธรรมของเล่าจื๊อจากคัมภีร์เหลาจื่อหรือ“เต๋าเต๋อจิง” (เต๋าเต็กเก็ง)
*(2) อารามวาสีคือ อารามสำหรับถือผู้สันโดษโดดเดี่ยว หมายถึงวิถีชีวิตทางศาสนาที่นักบวชเน้นสละชีวิตทางโลก