ในห้องบัญชาการใต้ดินอันมืดสลัวซึ่งถูกซ่อนไว้ในหุบเขาลึก หลงเฟยกำลังยืนอยู่หน้าจอโฮโลแกรมขนาดใหญ่ที่เปล่งแสงสีฟ้าจางๆ ขึ้นมาอย่างเงียบเชียบ ที่ปลายจอมีกราฟและข้อมูลที่ไม่คุ้นตาสำหรับคนในยุคนี้ปรากฏขึ้นอย่างต่อเนื่อง เป็ข้อมูลที่ได้จากการวิเคราะห์พลังงานลึกลับที่หลงเฟยตรวจจับได้จากซากโบราณสถานใกล้ๆ และรวมถึงพลังงานที่แผ่ออกมาจากหญิงสาวที่เขาเพิ่งพบเจอในคืนพายุฝน
"ข้อมูลแสดงความถี่ของพลังงานตรงกันถึง 78% นี่มันเป็เื่บังเอิญหรืออะไรกัน" หลงเฟยพึมพำกับตัวเองด้วยความสงสัย
ซุนเจี๋ยเดินเข้ามาพร้อมกับสำรับอาหารเรียบง่ายในมือ เขารู้ดีว่าหากหลงเฟยอยู่ในโหมดค้นคว้าวิจัยแล้ว จะไม่มีใครสามารถรบกวนเขาได้ง่ายๆ นอกจากเื่ที่สำคัญจริงๆ และแน่นอนว่าอาหารก็เป็เื่สำคัญสำหรับร่างกายมนุษย์ในยุคนี้
"ท่านแม่ทัพพ่ะย่ะค่ะ ท่านหมกมุ่นกับเื่นี้มาสองวันสองคืนแล้ว" ซุนเจี๋ยกล่าวด้วยความเป็ห่วง "โปรดพักผ่อนบ้างเถิด"
หลงเฟยหันมามองซุนเจี๋ย ดวงตาที่เคยเต็มไปด้วยความเ็าปรากฏแววครุ่นคิด “ซุนเจี๋ย เ้าเคยได้ยินเื่ 'ศิลาแห่งดวงดาว' หรือไม่”
ซุนเจี๋ยเลิกคิ้วเล็กน้อย “ศิลาแห่งดวงดาวหรือพ่ะย่ะค่ะ? เป็เพียงตำนานปรัมปราในยุคโบราณ ว่ากันว่าเป็หินวิเศษที่ตกลงมาจากฟากฟ้าเมื่อครั้งโลกเพิ่งถือกำเนิด ว่ากันว่ามันมีพลังในการสร้างหรือทำลายล้างโลกได้พ่ะย่ะค่ะ”
“ตำนาน… หรือเื่จริง” หลงเฟยกล่าวพลางเลื่อนหน้าจอโฮโลแกรมให้แสดงภาพของหุบเขาที่เขาเพิ่งเดินทางไป “พลังงานที่ฉันตรวจจับได้จากที่นั่น ตรงกับพลังงานที่แผ่ออกมาจากศพของชายที่พยายามแย่งชิงสิ่งของบางอย่างจากฉันในวันที่ฉันเพิ่งมาถึงโลกนี้”
เขายังคงจำได้ถึงเหตุการณ์ที่เขาตื่นขึ้นมาในซากปรักหักพังแห่งสนามรบ เขาไม่ได้แค่ต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอด แต่เขายังต้องแย่งชิงวัตถุบางอย่างที่ถูกทิ้งไว้ข้างศพทหารคนหนึ่ง วัตถุชิ้นนั้นเปล่งแสงอ่อนๆ และมีโครงสร้างพลังงานที่ไม่คุ้นตา ถึงแม้จะพยายามวิเคราะห์ด้วยเทคโนโลยีที่มีอยู่แต่ก็ยังไม่สามารถระบุที่มาได้ แต่ตอนนี้เขากลับพบความเชื่อมโยงของมันกับตำนานโบราณ
"ถ้าศิลาแห่งดวงดาวมีอยู่จริง และมีพลังงานเช่นนี้" หลงเฟยกล่าวต่อ "มันอาจเป็กุญแจสำคัญที่จะพาฉันกลับไปโลกเดิม หรืออาจจะเป็ภัยคุกคามที่สามารถทำลายโลกใบนี้ได้เลยก็ได้"
ความอยากรู้อยากเห็นในฐานะนักวิทยาศาสตร์ผสานเข้ากับสัญชาตญาณของการเอาตัวรอด ทำให้เขาตัดสินใจที่จะออกตามหามันอีกครั้ง แต่คราวนี้เขาไม่ได้ไปคนเดียว เขาได้สร้างชุดเครื่องมือพิเศษที่ใช้ในการสืบหาพลังงานโดยเฉพาะ และได้มอบเครื่องมือชิ้นหนึ่งให้กับซุนเจี๋ยไว้ใช้ในการช่วยเหลือ
“เ้าอยู่ที่นี่ ดูแลฐานที่มั่น” หลงเฟยสั่ง “ฉันจะออกไปตามหาต้นตอของพลังงานนี้”
ในคืนที่จันทร์เต็มดวง หลงเฟยสวมชุดคลุมสีดำที่กลมกลืนไปกับความมืดมิด เขาเดินทางออกจากฐานลับเพียงลำพัง การเคลื่อนไหวของเขาเงียบเชียบและรวดเร็วราวกับเงา เขาใช้ความสามารถในการมองเห็นในที่มืดด้วยระบบอินฟราเรดที่ซ่อนอยู่ในชุดของเขา ทำให้การเดินทางในยามค่ำคืนของเขาง่ายดายกว่าคนทั่วไปหลายเท่าตัว
เขามุ่งหน้าไปยังทิศทางที่ข้อมูลพลังงานชี้ไปอย่างไม่ลังเลใจ ระหว่างทางเขาต้องเผชิญกับสัตว์ป่าและอุปสรรคทางธรรมชาติมากมาย แต่ด้วยความรู้และไหวพริบของเขา ทำให้เขาสามารถเอาชนะมันได้อย่างง่ายดาย เขาััได้ถึงพลังงานลึกลับที่เข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเขาเข้าไปในป่าลึก
ในที่สุด เขาก็มาถึงยังซากโบราณสถานแห่งหนึ่งซึ่งถูกทอดทิ้งมานานนับพันปี มันเป็สถานที่เดียวกันกับที่เขาตรวจจับพลังงานได้ครั้งแรก แสงจากดวงจันทร์สาดส่องลงมายังแท่นหินโบราณขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่กลางลาน มีรอยสลักอักษรโบราณที่ไม่คุ้นตาและสัญลักษณ์รูปดวงดาวที่อยู่้า หลงเฟยใช้เครื่องวิเคราะห์อนุภาคตรวจสอบแท่นหินทันที ข้อมูลที่ปรากฏขึ้นทำให้เขาต้องเบิกตากว้าง
“พลังงานมหาศาล” หลงเฟยพึมพำ “มันไม่ใช่แค่พลังงาน แต่มันยังมีโครงสร้างที่ซับซ้อน มันคือพลังงานที่คล้ายกับแกนพลังงานหลักที่ฉันพยายามจะกอบกู้ในโลกเดิม”
เขาใช้เวลาหลายชั่วโมงในการสำรวจซากโบราณสถานแห่งนี้อย่างละเอียด เขาพบว่ามันคือสถานที่ที่ใช้ในการผนึกพลังงานบางอย่างเอาไว้ และพลังงานที่ถูกผนึกไว้ในอดีตกาลนั้นถูกปลดปล่อยออกไปแล้วบางส่วน ทำให้เกิดความไม่เสถียรของมิติเวลา จนอาจเป็สาเหตุที่ทำให้เขาถูกดึงย้อนกลับมาในอดีตได้
ทันใดนั้นเอง หลงเฟยก็รู้สึกถึงการเคลื่อนไหวบางอย่างรอบตัว เขาไม่ได้อยู่คนเดียว! เงาร่างของชายหญิงในชุดคลุมสีดำปรากฏตัวขึ้นจากเงามืด พวกเขาล้อมรอบตัวหลงเฟยเอาไว้ และดูเหมือนว่าจะ้าแท่นหินโบราณนี้เช่นกัน
“เ้าเป็ใคร!” ชายคนหนึ่งกล่าวด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น “กล้าดียังไงถึงได้เข้ามาในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้!”
หลงเฟยไม่ได้ตอบ เขาพร้อมที่จะต่อสู้ การปะทะกันของทั้งสองฝ่ายเริ่มต้นขึ้นอย่างรวดเร็ว หลงเฟยใช้ความเร็วที่เหนือกว่าคนทั่วไปและการมองเห็นการเคลื่อนไหวล่วงหน้าด้วยสมองที่ประมวลผลข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว ทำให้เขาสามารถหลบหลีกการโจมตีของพวกเขาได้อย่างง่ายดาย เขาสู้ด้วยเทคนิคการต่อสู้ที่ล้ำยุค ผสานเข้ากับพลังที่ติดตัวมาจากะุแสงสำรอง ทำให้เขาสามารถเอาชนะพวกเขาได้อย่างน่าเหลือเชื่อ
ชายที่อ้างว่าเป็ผู้นำถึงกับใ “เ้า… เ้าใช้พลังอะไร!”
หลงเฟยใช้จังหวะที่พวกเขากำลังสับสน ยิงคลื่นพลังงานที่ตาของเขาออกมา ทำให้เกิดแสงสว่างจ้าเข้าตาพวกเขาในพริบตา เขารีบฉวยโอกาสนั้นะโหนีขึ้นไปบนแท่นหินโบราณ และพยายามวิเคราะห์หาจุดอ่อนของมัน
“ต้องมีทาง…” หลงเฟยพึมพำกับตัวเอง
ในขณะที่เขาพยายามวิเคราะห์แท่นหินอยู่นั้น เขาก็ััได้ถึงพลังงานบางอย่างที่แข็งแกร่งกว่าพลังงานในแท่นหินหลายเท่าตัว กำลังเคลื่อนเข้ามาใกล้จากทิศทางหนึ่ง เขาตระหนักได้ทันทีว่า นี่ไม่ใช่พลังงานที่เขาเคยพบเจอมาก่อน มันแข็งแกร่งและอันตรายกว่ามาก
จากทางเข้าถ้ำในป่าลึก ร่างของจ้าวหลี่และอู๋จ้าวก็ปรากฏตัวขึ้น ทั้งคู่สวมชุดเกราะที่น่าเกรงขาม และดวงตาของพวกเขาก็จับจ้องมาที่แท่นหินโบราณตรงหน้า จ้าวหลี่ััได้ถึงพลังงานจากแท่นหินที่เขาเคยพยายามจะมานานหลายปี แต่ในตอนนี้มันกลับเปล่งประกายออกมาอีกครั้ง
“ในที่สุดข้าก็หาเ้าเจอ…” จ้าวหลี่กล่าวด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น
แต่แล้ว สายตาของเขาก็เหลือบไปเห็นชายปริศนาในชุดคลุมสีดำที่ยืนอยู่บนแท่นหิน “เ้าเป็ใคร… กล้าดียังไงถึงได้มายืนอยู่ในที่ของข้า”
การเผชิญหน้ากันครั้งแรกของหลงเฟยและจ้าวหลี่เกิดขึ้นแล้วโดยที่ต่างฝ่ายต่างไม่รู้ถึงตัวตนที่แท้จริงของกันและกัน หลงเฟยตระหนักได้ว่าชายตรงหน้าไม่ใช่ศัตรูธรรมดา เขาคือคนเดียวกันกับเ้าของกองทัพไป๋หู และเป็คนที่มีพลังงานมืดอยู่ภายในตัว หลงเฟยรู้ว่าเขาไม่สามารถต่อสู้กับคนที่มีพลังขนาดนี้ในตอนนี้ได้ เขาจึงตัดสินใจที่จะล่าถอย
ในขณะที่หลงเฟยกำลังจะหายตัวไปในความมืด เขาก็เหลือบไปเห็นสิ่งที่ทำให้เขาต้องชะงัก สายตาของเขาจับจ้องไปที่แท่นหินโบราณ ทันใดนั้น เขาก็นึกถึงคำพูดของซุนเจี๋ยเกี่ยวกับตำนาน ศิลาแห่งดวงดาวที่ตกลงมาจากฟากฟ้า และนั่นก็ทำให้เขาเชื่อมโยงทุกอย่างเข้าหากันได้ทันที รวมถึงพลังงานที่แผ่ออกมาจากหญิงสาวที่เขาช่วยชีวิตไว้ในคืนพายุฝน
แท่นหินโบราณแห่งนี้ไม่ใช่ศิลาแห่งดวงดาว แต่มันคือสถานที่ที่ใช้ในการผนึกศิลาแห่งดวงดาวที่แท้จริงเอาไว้! และศิลาแห่งดวงดาวที่แท้จริงนั้น…อาจจะอยู่ในตัวของหญิงสาวที่เขากำลังคิดถึงอยู่ก็เป็ได้
“นี่มัน… อะไรกัน” หลงเฟยอุทานออกมาเบาๆ ขณะที่เขาะโหายไปในความมืด เขาจากไปโดยทิ้งให้จ้าวหลี่และลูกน้องยืนมองด้วยความงุนงง
ภารกิจลับของหลงเฟยในครั้งนี้ทำให้เขาได้เบาะแสสำคัญเกี่ยวกับศิลาแห่งดวงดาว และได้รู้ว่ามันเป็ของจริง และยังได้รู้ว่าจ้าวหลี่เองก็กำลังตามหามันอยู่เช่นกัน แต่สิ่งที่ไม่คาดคิดก็คือ โชคชะตาได้นำพาให้เขาไปพบกับหญิงสาวที่เขาจะไม่มีวันลืมอีกคนหนึ่ง และเธอคนนั้นก็อาจจะเป็กุญแจสำคัญของทุกสิ่งทุกอย่าง