บทที่ 1
เกือบไปแล้ว
หมู่บ้านหยางเซินเป็หมู่บ้านแถบแนวชายแดนแคว้นตง ซึ่งอยู่ติดกับแนวชายแดนแคว้นฉิน จึงทำให้หมู่บ้านแห่งนี้มักจะได้รับผลกระทบจากการทำศึกาอยู่บ่อยครั้งแต่หลังจากการทำศึกระหว่างสองแคว้นครั้งล่าสุด ที่ได้แผนล่อข้าศึกให้จนมุมของคุณชายรองจินทำให้แคว้นฉิน...ที่พ่ายแพ้จากการทำศึกาในครั้งนั้น ได้รับผลกระทบมากกว่าในทุกครั้งที่ผ่านมาจึงส่งผลให้แคว้นฉินยังไม่กล้ากลับเข้ามารุกรานแคว้นตง มาจนถึงทุกวันนี้...
จินเฟยหลงแม่ทัพใหญ่แคว้นตงหรือคุณชายรองจิน ด้วยความพยายามและความสามารถที่เขามีจึงทำให้เขาได้รับสืบทอดตำแหน่งนี้มาจากผู้เป็บิดาด้วยวัยเพียงแค่สิบแปดหนาว และก็เพราะการขึ้นรับตำแหน่งด้วยวัยเพียงเท่านี้จึงทำให้เขาต้องคอยแบกรับทั้งแรงกดดัน และความคาดหวังจากผู้คนรอบข้าง ซึ่งตอนนี้ก็ได้ผ่านล่วงเลยมาแล้วถึงสองปี
และในยามนี้บิดาของเขาก็ยัง้าให้เขาขึ้นเป็ผู้นำตระกูลจินต่อจากอีกฝ่ายแล้วด้วยและก็ด้วยเพราะคำว่า ‘ผู้นำตระกูลในภายภาคหน้า’ ของผู้เป็บิดาที่เคยบอกกับจินเฟยหลงไว้ั้แ่ในวัยเยาว์ มันได้ทำให้เขาต้องคอยยึดถือและต้องคอยปฏิบัติตัวตาม‘หน้าที่’ ให้สมกับสิ่งที่ทุกคนคาดหวังในตัวเขาเรื่อยมา
จวนแม่ทัพใหญ่ในเมืองหลวงตอนนี้ มีเพียงครอบครัวสายหลักของตระกูลจิน นั่นก็คือครอบครัวของจินเฟยหลงอาศัยอยู่ในจวนเพียงเท่านั้นและส่วนใหญ่ทุกคนในครอบครัวก็มักจะพากันเดินทางไปพักอยู่ที่เรือนพักรับรอง ในค่ายทหารแถบแนวชายแดนซึ่งอยู่ใกล้กับหมู่บ้านหยางเซินเหตุด้วยเพราะคุณชายใหญ่จินเฟยเทียนหลังจากเข้าพิธีมงคลสมรส เ้าตัวได้มาสร้างโรงหมออยู่กับคนรักในหมู่บ้านแห่งนี้จึงทำให้ทั้งผู้เป็บิดา น้องสาวของเขาหรือแม้แต่ตัวจินเฟยหลงเอง หากมีเวลาว่างก็มักจะพาตนเองมาอยู่ใกล้กับผู้เป็พี่ชายที่นี่
จินเฟยหลงที่ได้เดินทางเข้ามาตรวจงานในค่ายทหารแถวหมู่บ้านหยางเซินหลังจากที่ตัวเขาจัดการงานในค่ายเสร็จแล้ว วันนี้เขาจึงตั้งใจจะเข้าไปหาผู้เป็พี่ชายแต่เมื่อเขาเดินทางมาถึงหน้าโรงหมอ เขาก็เจอกับเจียงเสียนเดินออกมาจากที่นั่นด้วยท่าทางที่ดูเหมือนจะผิดหวัง
“ท่านแม่ทัพมาหาคุณชายใหญ่จินกับอาหยางหรือขอรับ?” เจียนเสียนเอ่ยทักจินเฟยหลง
“ใช่ขอรับ ท่านลุงเจียงเป็อะไรหรือไม่ขอรับ?” จินเฟยหลงเอ่ยถามเพราะเขาสงสัยในท่าทางแปลก ๆ ของอีกฝ่าย
“เอ่อ...พอดีข้าน้อยตั้งใจเข้ามารับยากับอาหยางน่ะขอรับแต่อาเล่อบอกว่าวันนี้โรงหมอปิดแล้ว และตอนนี้อาหยางก็ได้พาคุณชายใหญ่จินกลับไปพักที่เรือนแล้วขอรับ” เจียนเสียนพูดจบก็เห็นอีกฝ่ายยังคงมองมาที่เขาอยู่ก็คงจะด้วยเพราะความที่เรือนของเขาอยู่ติดกับเรือนของหยางิเซียน ดังนั้นการที่เขาเดินทางเข้ามารับยาถึงที่นี่จึงทำให้อีกฝ่ายสงสัยในการกระทำของเขาเป็แน่
“คือข้าน้อยแอบให้อาหยางช่วยปรุงยาเพิ่มความกำหนัดให้น่ะขอรับแต่ข้าน้อยไม่ได้คิดจะเอาไปทำเื่ไม่ดีนะขอรับ พอดีข้าน้อยกับฮูหยินอยากจะมีบุตรเพิ่มกันอีกสักคนสองคนแต่เพราะข้าน้อยอายุมากแล้ว มันก็เลย...เออ... เดี๋ยวพรุ่งนี้่เช้าข้าน้อยค่อยแวะเข้ามาหาอาหยางใหม่อีกครั้งน่าจะดีกว่าขอรับเช่นนั้นข้าน้อยขอตัวเลยนะขอรับ” เจียนเสียนรู้สึกว่ายิ่งพูดก็ยิ่งรู้สึกกระดากอายเขาจึงรีบเอ่ยลาคนตรงหน้าทันที
จินเฟยหลงทำเพียงพยักหน้ารับคำของอีกฝ่าย ก่อนจะเดินแยกกลับไปยังเรือนพักของตนเองในค่ายทหาร
แล้วเมื่อจินเฟยหลงเข้ามาในห้องพัก เขาก็เดินตรงไปยังเตียงก่อนจะล้มตัวลงนอนจากนั้นเขาก็หลับตาของตนเองลงอย่างช้า ๆ พร้อมกับคิดไปถึงชื่อยาที่ได้ยินมาจากเจียนเสียนเมื่อครู่
‘ยากำหนัดอย่างนั้นหรือ...หึ!’
ย้อนกลับไปใน่หลังจากจบศึกครั้งล่าสุดระหว่างแคว้นตงกับแคว้นฉิน...
ยามนั้นจินเฟยหลงอยู่ในวัยสิบห้าย่างสิบหกหนาว แต่ด้วยฝีมือการสู้รบที่ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าผู้เป็บิดาจึงทำให้เขาจะได้รับพระราชทานแต่งตั้งขึ้นเป็รองแม่ทัพฝ่ายยุทธการทันที เมื่อเขาเดินทางกลับเข้าไปถึงเมืองหลวง
ซึ่งขบวนทัพของท่านแม่ทัพใหญ่จินเฟยิ ได้เดินทางกลับมาถึงเร็วกว่ากำหนดที่เ้าตัวได้แจ้งไว้กับผู้คนในเมืองหลวงจินเฟยิจึงต้องจัดหาที่พักนอกเมือง เพื่อที่จะได้เคลื่อนขบวนทัพได้ตามกำหนดเดิมแล้วเมื่อจินเฟยหลงได้รับรู้ถึงการตัดสินใจของผู้เป็บิดา เขาจึงขอแยกตัวออกมาจากขบวนเพื่อกลับเข้าไปนอนพักที่สำนักศึกษาหลวงทันที เพราะเขาไม่อยากอยู่ร่วมกับผู้เป็บิดาเพิ่มอีกหนึ่งวัน
“เฟยหลงเ้ากลับมาแล้วหรือ?” เหรินเหยียนชิงเดินออกมาจากห้องพักก็เจอเข้ากับสหายร่วมเรือนที่ไม่ได้เห็นหน้ากันมาเกือบครึ่งปีกำลังเดินกลับเข้ามายังเรือนพักของพวกเขา
“อืม” จินเฟยหลงตอบกลับคนตรงหน้าก่อนจะเดินเข้าไปยังห้องพักของตนเอง
สำนักศึกษาหลวงแห่งนี้มีเรือนพักภายในให้สำหรับผู้เข้าศึกษา ที่มีจวนหรือมีเรือนอยู่ไกลจากสำนักศึกษาสามารถทำเื่ขอเข้าพักได้แต่ด้วยเพราะจำนวนเรือนที่มีไม่มากนัก หนึ่งเรือนพักจึงจะต้องมีผู้พักอาศัยอยู่ร่วมกันเรือนละสองถึงสี่คนและเรือนที่จินเฟยหลงได้เข้าพักอาศัยอยู่นั้นเป็เรือนที่มีขนาดเล็ก จึงทำให้เขามีผู้ร่วมอาศัยอยู่เพียงแค่หนึ่งคนและคนผู้นั้นก็ยังเป็สหายสนิทเพียงหนึ่งเดียวของเขาด้วย
“ข้าก็นึกว่าหลังจากจบศึก เ้าจะกลับไปอยู่ที่จวนแม่ทัพใหญ่สักพักเสียอีกแล้วนี่...” เหรินเหยียนชิงพูดพร้อมกับเดินตามอีกฝ่ายเข้าไปในห้อง แต่เมื่อนึกขึ้นได้ว่าสหายของเขาปกติก็ไม่ค่อยจะกลับจวนอยู่แล้วเขาจึงรีบเงียบปากของตนเองลง
จินเฟยหลงที่กำลังก้มลงไปเก็บสัมภาระของตนเอง จึงทำเพียงแค่รับฟังสิ่งที่สหายพูดแบบผ่านๆ เท่านั้น เพราะตอนนี้เขารู้สึกเหนื่อยล้าจากการเดินทาง และก็ด้วยเพราะยามที่เขาเข้ามาพักอยู่ในสำนักศึกษาหลวงเขาไม่ได้ให้บ่าวคนสนิทตามเข้ามาคอยดูแลเขาที่นี่ ดังนั้นเื่ทุกอย่างเขาจะต้องเป็คนจัดการด้วยตัวเอง
แล้วหลังจากที่เขาจัดเก็บสัมภาระเสร็จ เขาก็เริ่มจัดเตรียมของที่จะใช้สำหรับการไปอาบน้ำต่อ...
“อย่างนั้นข้าไม่กวนเ้าล่ะดีกว่า เ้าจะได้รีบไปจัดการดูแลตัวเองแล้วกลับมาพักผ่อนแต่เย็นนี้เ้าจะไปรับสำรับกับพวกข้าหรือไม่?พอดีข้ามีนัดกับอาเจี้ยนและอาจางไว้ว่าจะไปรับสำรับด้วยกันที่โรงเตี๊ยม”
“อืม”
“ได้ เช่นนั้นเดี๋ยวข้า...เฮ้อ! เฟยหลงเ้าก็เป็แบบนี้ทุกที ข้ายังพูดไม่ทันจบเลยนะ”
จินเฟยหลงเมื่อจัดเตรียมของเสร็จเขาก็เดินออกจากห้องพักทันทีโดยไม่รอให้สหายร่วมเรือนพูดจบ ถึงแม้ว่าเขาจะได้ยินที่อีกฝ่ายบ่นตามหลัง แต่เขาก็ไม่คิดที่จะเดินกลับไปต่อว่าหรือโต้ตอบเพราะเดี๋ยวคนพูดมากก็คงจะหยุดพูดไปเอง
“เฟยหลงเ้ากลับมาแล้วหรือ...ไม่ใช่ขบวนแม่ทัพใหญ่จะกลับเข้าเมืองหลวงในพรุ่งนี้หรอกหรือ?” จิงเสี่ยวเจี้ยนเอ่ยถามจินเฟยหลง หลังจากที่เขาเห็นอีกฝ่ายเดินเข้ามาในโรงเตี๊ยมพร้อมกับเหรินเหยียนชิง
“อืม เพิ่งมาถึงวันนี้ปลายยามเว่ยน่ะ (ยามเว่ย เวลา13.00 – 14.59 น.)”
จินเฟยหลงมองเหรินเหยียนชิงที่ตอบคำถามแทนเขาอีกฝ่ายรู้ว่าเขาเป็พวกถนัดลงมือทำมากกว่าที่จะพูด คนตรงหน้าจึงมักจะคอยเป็คนตอบคำถามของผู้อื่นให้กับเขาแล้วก็อาจจะด้วยเพราะเขากับเหรินเหยียนชิงรู้จักกันมานาน เพราะพวกเขาสองคนเข้าเรียนในสำนักศึกษาหลวงพร้อมกันแล้วไหนจะเื่เรือนพักที่พวกเขาได้พักอยู่เรือนเดียวกันอีก จึงทำให้เหรินเหยียนชิงกลายเป็คนที่เขาให้ความสนิทสนมมากที่สุด
“ข้าว่า...การที่เ้าหนีออกมาจากขบวนทัพแล้วกลับเข้ามาก่อนแบบนี้เ้าคงไม่อยากไปหลบถุงหอมกับผ้าเช็ดหน้าของพวกคุณหนูและพวกแม่นางน้อย ๆ ในวันพรุ่งนี้เสียมากกว่าล่ะมั้งเฟยหลง” จิงเสี่ยวจางเอ่ยขึ้น
“ข้าก็ว่าอย่างนั้น เป็ข้าไม่ได้...ข้าจะรีบอ้าแขนรับให้ครบหมดทุกอันเลยเชียว” จิงเสี่ยวเจี้ยนกล่าวรับคำพูดแฝดผู้น้องของเขา
จินเฟยหลงเมื่อได้ฟังที่คู่แฝดพูดก็รู้สึกชอบใจ เพราะตัวเขาก็คิดแบบนั้นเช่นกันของพวกนั้นมักจะมีกลิ่นหอมฉุนชวนให้เขารู้สึกเวียนหัว และด้วยความที่เขาไม่คิดที่จะรับไมตรีจากพวกนางเขาจึงไม่เคยรับของพวกนั้นจากผู้ใดมาก่อน แต่เมื่อเขาจะต้องร่วมขบวนทัพเพื่อเข้าประตูเมืองหลวงพร้อมกับผู้เป็บิดาแม่นางพวกนั้นก็มักจะชอบโยนถุงหอมกับผ้าเช็ดหน้ามาโดนตัวเขา และกลิ่นจากของพวกนั้นก็มักจะติดมากับชุดที่เขาสวมใส่อยู่ไปด้วย
“พวกเ้านี่...ก็เฟยหลงไม่ได้เป็แบบพวกเ้า”
“เหยียนชิง เ้าก็เข้าข้างเ้านี่ได้ตลอด” จิงเสี่ยวจางบ่นสหายตัวเล็กตรงหน้า
“แล้วตกลงพรุ่งนี้ เ้าจะต้องไปเข้าร่วมกับขบวนด้วยหรือไม่?” เหรินเหยียนชิงี้เีต่อล้อต่อเถียงกับจิงเสี่ยวจาง เขาจึงหันกลับมาถามจินเฟยหลง
“ครั้งนี้ต้องไป”
“แล้วเ้าจะกลับมาทันรับสำรับเย็นกับข้าหรือไม่?”
“พรุ่งนี้มีกินเลี้ยงที่จวน แต่ข้าจะกลับมาพักที่สำนักศึกษา”
“อืม...เช่นนั้นข้าจะได้ไม่ต้องเตรียมสำรับเย็นไว้เผื่อเ้า” เหรินเหยียนชิงเอ่ยถามเพราะพรุ่งนี้เป็วันหยุดยาวของสำนักศึกษาหลวงคนส่วนใหญ่ที่มีจวนหรือเรือนที่อยู่ไม่ไกลจากสำนักศึกษามากนัก ก็จะพากันเดินทางกลับไปพักที่จวนหรือเรือนของตัวเองจะมีเพียงไม่กี่คนที่ยังคงพักอยู่ที่นี่ เช่น คนที่มีเรือนอยู่ไกลมากอย่างเขา หรือคนที่มีเรือนอยู่ใกล้อย่างจินเฟยหลงแต่ก็ยังคงเลือกที่จะกลับมาพักอยู่ที่นี่และในวันหยุดยาวเช่นนี้สำนักศึกษาจะไม่มีแม่ครัวที่จะคอยจัดเตรียมสำรับไว้ให้กับพวกเขาดังนั้นพวกที่ยังพักอยู่ที่นี่จึงต้องจัดหาสำรับไว้กินเอง
“เฟยหลงเมื่อไหร่เ้าจะเลิกประหยัดคำพูดสักทีหากไม่ใช่เหยียนชิงผู้ใดจะไปเข้าใจเ้า ขนาดพวกข้าในบางครั้งก็ยังไม่เข้าใจเ้าเลย” จิงเสี่ยวจางหันไปพูดกับจินเฟยหลง แต่ก็ดูเหมือนว่าอีกฝ่ายคงไม่คิดที่จะตอบอะไรเขากลับมาเขาจึงเลือกหันไปพูดคุยกับสหายคนอื่นแทนการรอคำตอบจากสหายผู้ประหยัดวาจา
เช้าวันรุ่งขึ้นจินเฟยหลงก็กลับออกไปหาผู้เป็บิดาเพื่อเข้าร่วมขบวนทัพที่กำลังจะเคลื่อนตัวเข้าประตูเมืองหลวง...
“เฟยหลง เ้าจะกลับจวนพร้อมกับพ่อเลยหรือไม่?”จินเฟยิเอ่ยถามบุตรชายหลังจากที่พวกเขาเคลื่อนขบวนทัพเข้าเมืองหลวงและเข้าไปรายงานตัวกับฮ่องเต้เรียบร้อยแล้ว
“ไม่ขอรับ”
“แต่อย่างไรคืนนี้เ้าก็ต้องมาร่วมงานเลี้ยงที่จวนนะเพราะแม่รองของเ้าได้จัดเตรียมงานนี้ไว้เพื่อต้อนรับการกลับมาของพ่อกับเ้า”
“ได้ขอรับ” จินเฟยหลงตอบรับคำของผู้เป็บิดาก่อนจะเดินแยกออกไปหาผู้ใต้บังคับบัญชากึ่งบ่าวคนสนิทของเขา
“คุณชายรองขอรับ บ่าวเอาสัมภาระส่วนที่เหลือไปไว้ที่เรือนพักในสำนักศึกษาให้คุณชายแล้วนะขอรับ” หยงหมินบอกผู้เป็นาย ก่อนที่จะเอ่ยถามอีกฝ่ายต่อ...
“แล้วคุณชายรองจะไปร่วมงานเลี้ยงเลยหรือจะกลับไปเปลี่ยนชุดที่สำนักศึกษาก่อนขอรับ”
“เปลี่ยนแค่เสื้อคลุมก็พอ” พูดจบ จินเฟยหลงก็ยื่นมือไปรับเสื้อคลุมที่เขาสั่งให้หยงหมินเตรียมแยกไว้ให้เขามาเปลี่ยนก่อนจะเดินนำอีกฝ่ายออกไปควบม้า เพื่อเดินทางไปยังจวนแม่ทัพใหญ่ที่ตัวเขาไม่ได้กลับไปที่นั่นมาเกือบปี
แล้วเมื่อจินเฟยหลงเดินทางมาถึงจวนแม่ทัพ เขาก็ตรงไปยังเรือนใหญ่บริเวณที่จัดงานเลี้ยงทันทีจากนั้นเขาก็เห็นคนในกรมทหารมาถึงกันเกือบครบแล้ว และเขาก็ยังได้เห็นครอบครัวของเสนากลาโหมที่เป็คนนอก... แต่ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าอีกฝ่ายเข้ามาในงานเลี้ยงนี้ได้อย่างไรดูท่าฮูหยินรองของบิดาคงจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับเื่นี้ด้วยเป็แน่
จินเฟยหลงเดินตรงเข้าไปหาผู้เป็บิดาที่กำลังนั่งพูดคุยอยู่กับรองแม่ทัพหนิงหานเฟิงซึ่งเป็รองแม่ทัพฝ่ายอำนวยการแล้วเมื่อเขาเดินเข้าไปถึงเขาจึงก้มลงคำนับให้กับคนทั้งสอง
“มาแล้วหรือพ่อหลานชาย เฟยหลงนี่คือบุตรสาวคนรองของอา...หนิงฮุ่ยหลิง”
จินเฟยหลงทำเพียงพยักหน้าตอบรับการคำนับของสตรีตรงหน้าเท่านั้นจากนั้นเขาก็เดินเข้าไปนั่งที่โต๊ะด้านข้างของผู้เป็บิดา เพื่อรอรับการเข้ามาทักทายจากผู้คนที่รู้จักพวกเขาพอเป็พิธีก่อนที่เขาจะถอยออกมาจากงานเพื่อไปนั่งที่ศาลาด้านนอก โดยมีหยงหมินเดินตามเขาออกไปด้วย
“คุณชายรองจิน เหตุใดถึงมาอยู่ที่นี่เ้าคะข้าคิดว่าคุณชายจะอยู่ชมการแสดงด้านในเสียอีก” หนิงฮุ่ยหลิงเดินเข้าไปทักจินเฟยหลงในศาลา เพราะนางกำลังเบื่อการแสดงและความวุ่นวายของสตรีที่เสนากลาโหมจัดมาให้กับบุรุษภายในงานเลี้ยงนางจึงออกมาเดินดูสวนด้านนอกกับบ่าวคนสนิทของนาง
หนิงฮุ่ยหลิงที่เห็นอีกฝ่ายทำเพียงหันมามองนางแต่ก็ไม่ได้พูดอะไรตอบกลับมาดูท่าอีกฝ่ายคงจะเป็คนพูดน้อยเหมือนที่บิดากับพี่ชายของนางเคยเล่าให้นางฟัง
“คุณชายรองจินคงไม่ชอบความวุ่นวาย...เหมือนข้าเลยเ้าค่ะยามที่ต้องอยู่ในงานเลี้ยงแบบนี้ข้าจะรู้สึกอึดอัดอย่างไรก็ไม่รู้ เช่นนั้นข้าขอนั่งที่นี่ด้วยนะเ้าคะ...ขอบคุณเ้าค่ะ” พูดจบ หนิงฮุ่ยหลิงก็เดินเข้าไปนั่งในศาลาโดยนางได้นั่งเว้นระยะห่างจากอีกฝ่ายหลังจากที่นางเห็นว่าบุรุษตรงหน้าไม่ได้เอ่ยปฏิเสธหรือพูดอะไรตอบนางกลับมา
“เห็นพี่ใหญ่บอกว่าการศึกครั้งที่ผ่านมา หนักหนาเอาการเลยใช่ไหมเ้าคะ?”
“ใช่”
“พี่ใหญ่แอบชมคุณชายรองจินให้ข้าฟังตลอดเลยเ้าค่ะพี่ใหญ่บอกว่าเพราะได้การวางแผนล่อข้าศึกให้จนมุมของคุณชายจึงทำให้การศึกครั้งนี้จบได้เร็วขึ้นเ้าค่ะ”
จินเฟยหลงหันไปมองสตรีที่เริ่มเอ่ยปากชวนเขาคุยแต่ยังไม่ทันที่พวกเขาจะได้พูดคุยอะไรกันต่อ ก็มีสตรีอีกนางหนึ่งเดินเข้ามาในศาลาพร้อมกับบ่าวสาวของนางโดยสตรีนางนี้เลือกที่จะเดินเข้ามายืนด้านข้างเขา จนเขาต้องขยับตัวถอยหลังเพื่อเว้นระยะห่างจากนาง
“คุณชายรองจินเหตุใดถึงมาอยู่ที่นี่หรือเ้าคะข้าเดินตามหาท่านเสียทั่วงาน” เยว่ซือซือเอ่ยขึ้นทันทีเมื่อนางเดินเข้าไปยืนอยู่ข้างจินเฟยหลงได้แล้วพร้อมกับมองไปยังหนิงฮุ่ยหลิงด้วยความรู้สึกไม่พอใจ เพราะสตรีนางนี้ได้แอบมาพูดคุยกับบุรุษที่นางกำลังหมายปอง
“เห็นท่านพ่อบอกว่ากลับมาคราวนี้ฮ่องเต้จะ...” เยว่ซือซือหันกลับไปพูดกับจินเฟยหลงและคิดจะลงไปนั่งข้างอีกฝ่าย แต่ก็ยังไม่ทันที่นางจะได้กล่าวจนจบประโยคบุรุษด้านข้างก็เอ่ยขัดคำพูดของนางขึ้นมาเสียก่อน
“ข้าขอตัว” จินเฟยหลงหันไปกล่าวกับหนิงฮุ่ยหลิงก่อนจะเดินกลับเข้าไปในเรือนใหญ่โดยมีหยงหมินเดินตามผู้เป็นายกลับไปด้วย เพราะเขาไม่ชอบเยว่ซือซือพอๆ กับที่เขาไม่ชอบบิดาของนาง
จินเฟยหลงเมื่อเดินเข้ามาในงานเลี้ยง เขาก็กลับลงนั่งที่เดิมก่อนจะยกจอกสุราที่วางอยู่ตรงหน้าขึ้นมาดื่มแล้วพอผ่านไปได้สักพักร่างกายของเขาก็เกิดความรู้สึกร้อนรุ่มขึ้นมาแปลก ๆ และในระหว่างนั้นเขาก็รู้สึกได้ถึงสายตาของเสนากลาโหมที่คอยมองมาทางเขา
“ท่านพ่อข้าขอตัวกลับก่อนนะขอรับ” จินเฟยหลงหันไปกล่าวลาบิดา โดยไม่คิดจะรอฟังคำตอบ จากนั้นเขาก็รีบออกจากงานเลี้ยงทันที
“คุณชายรองขอรับ” หยงหมินเอ่ยเรียกผู้เป็นายเมื่อพวกเขาเดินออกมาถึงด้านหน้าจวนเพราะยามนี้เขาสังเกตเห็นท่าทางที่เริ่มแปลกไปของอีกฝ่าย
“ไม่ต้องตามข้ามา ข้าจะกลับสำนักศึกษา และเ้าก็คอยกัน...อย่าให้ผู้ใดตามข้ามาได้” จินเฟยหลงหันไปสั่งบ่าวคนสนิท ก่อนจะรีบะโขึ้นควบม้าแล้วพาตัวเองออกมาจากที่นั่นให้เร็วที่สุด
ตอนนี้จินเฟยหลงนึกได้แค่สถานที่เดียวเท่านั้นที่จะทำให้เขารอดพ้นจากสถานการณ์นี้ไปได้ และในยามนี้จินเฟยหลงก็นึกถึงใบหน้าของใครบางคนขึ้นมาได้อย่างกะทันหันเขาจึงรีบพาตัวเองไปหาคนผู้นั้นทันที
“เฟยหลง! เหตุใดเ้าถึงได้กลับมาเร็วนัก? ไม่ใช่ว่าวันนี้เ้าต้องไป...เฮ้ย!” เหรินเหยียนชิงที่ใเกือบจะตกเก้าอี้ เพราะอยู่ ๆ จินเฟยหลงก็พุ่งตัวเข้ามาในห้องพักของเขาจากทางหน้าต่างแล้วพอเขาเอ่ยทัก...เขาก็ถูกอีกฝ่ายพุ่งเข้ามากอด จากนั้นเ้าตัวก็ลากเขาเดินไปที่เตียงแล้วผลักให้เขาลงไปนอนก่อนที่อีกฝ่ายจะขึ้นมาคร่อมอยู่บนตัวเขา
“ข้า...”จินเฟยหลงตอนนี้คุมสติของตัวเองแทบไม่อยู่แล้วและเมื่อเห็นอีกฝ่ายทำท่าเหมือนจะร้องขึ้นมา เขาจึงรีบปิดปากของคนตรงหน้าด้วยริมฝีปากของเขาทันทีแต่ก็ด้วยเพราะยามนี้เขาไม่รู้ว่า...เขาควรจะต้องทำอย่างไรต่อ เขาจึงทำได้เพียงแนบริมฝีปากของตนเองเข้าไปบดเบียดกับริมฝีปากของคนตรงหน้าและเขาก็พยายามกอดเหรินเหยียนชิงเอาไว้ให้แน่นที่สุด...เท่าที่จะแน่นได้เท่านั้น
“อือ...เฟยหลงปล่อยข้า เฟยหลง...” เหรินเหยียนชิงดิ้นจนริมฝีปากของเขาเป็อิสระจากอีกฝ่ายได้ จากนั้นเขาจึงพยายามผลักและเรียกชื่อคนตรงหน้าเพื่อดึงสติของเ้าตัว
“เหยียนชิง ข้า...” จินเฟยหลงที่พยายามรวบรวมสติของตนเองอยู่ แต่เมื่อเห็นริมฝีปากบางของคนตรงหน้ากำลังขยับและเปล่งเสียงเรียกชื่อเขา...สติที่เขารวบรวมกลับมาได้ก็หลุดลอยหายไปอีกครั้งทันที
จากนั้นจินเฟยหลงจึงก้มลงไปกดริมฝีปากของเขาให้แนบชิดกับริมฝีปากของคนตรงหน้าอีกครั้งแต่ในครั้งนี้เขาได้ลองขบเม้มริมฝีปากของอีกฝ่าย และมือของเขาก็ได้เริ่มขยับลูบไล้ไปตามร่างกายของเหรินเหยียนชิง
เหรินเหยียนชิงรีบรวบรวมสติและรวมรวมกำลังของตนเองก่อนจะซัดฝ่ามือเข้าไปที่ท้ายทอยของจินเฟยหลง
“อ่ะ!”
“เฮ้อ...เกือบไปแล้ว” เหรินเหยียนชิงรีบดันคนที่นอนสลบอยู่บนตัวเขาออก แล้วพาตัวเองลุกออกมาจากเตียงจากนั้นเขาก็ยืนมองจินเฟยหลงต่ออีกสักพัก ก่อนที่เขาจะยกมือขึ้นมาจับที่ริมฝีปากของตนเอง
“เ้าไปโดนยาอะไรมาเนี้ย เฟยหลง! แล้วเหตุใดเมื่อครู่...” ‘ถ้าหากเมื่อครู่มันเรียกว่าการจุมพิตอย่างนั้น...ข้าก็เสียจุมพิตแรกให้กับสหายหาใช่สตรีในภายภาคหน้าของข้าน่ะสิ!’ เหรินเหยียนชิงรีบสลัดความคิดของตนเองทิ้งแล้วเอื้อมมือไปจัดท่านอนให้กับคนที่ยังไม่ได้สติ ก่อนที่เขาจะพาตัวเองไปนั่งหลับที่โต๊ะเขียนหนังสือ