ตอนที่ 26 กระจกสะท้อนเงา
ศิษย์ภายนอกและศิษย์ภายในเริ่มลงจากทางบันไดของเรือทีละคนๆ ความสูงถึงเพียงนี้ด้วยพลังยุทธของพวกเขาล้วนไม่ต่างอันใดไปจากการะโฆ่าตัวตาย อย่างไรก็ตาม หลิวเจียนกลับะโลงมาด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ …ตุบ เสียงฝ่าเท้ากระทบพื้นดังขึ้นหนึ่งครา ท่าทางอันเย่อหยิ่งกวาดสายตามองบริเวณเบื้องหน้า แทบจะในทันทีที่เสียงะโสายหนึ่งดังะเืมาจากระยะไกล
“…หลิวเจียน!!”
หลิวเจียนหันขวับไปทางต้นเสียงด้วยสีหน้าตื่นตระหนกใ “…เลี่ยงเฟิ่ง?!” ครั้นเภตราแห่งราชันัักระทบพื้นไร้ซึ่งวี่แววจากผู้คนของสำนักกระบี่ดารา์ นอกจากเ้าสำนักแห่งสำนักกระบี่ดารา์ล้วนยังมิอาจมองเห็นสตรีอื่นได้ สตรีเผ้าผมสีน้ำเงินเข้มประดุจมหาสมุทรที่ห่างออกไปราวสามร้อยเมตรคือคนที่สอง
ส่วนสูงราวร้อยเจ็ดสิบเิเ ดวงเนตรทั้งคู่สีน้ำเงินเข้มดุจไพลิน ผิวพรรณขาวผ่องราวหิมะ นางยกยิ้มขึ้นเผยเขี้ยวหนึ่งซี่เล็กอันทรงเสน่ห์ รูปลักษณ์ภายนอกคล้ายอิสตรีที่เรียบร้อยดุจผ้าพับไว้ แต่ทว่า อากัปกิริยาของนางหาได้เป็เช่นนั้นไม่ ท่าทางวางมาดและสีหน้ากราดเกรี้ยวจับจ้องหลิวเจียนไม่กระพริบตา เพียงชั่วพริบตาเดียว นางทะยานร่างเข้ามาด้วยความรวดเร็วประดุจศรที่ปล่อยจากคันธนู บังเกิดเสียงกู่คำรามต่ำของอากาศ ระยะทางกว่าสามร้อยเมตรหดสั้นลงในอึดใจเดียว หมัดที่ดูบอบบางของหญิงสาวซัดตรงมาทางใบหน้าของหลิวเจียน
ด้วยปฏิภาณไหวพริบเป็เลิศ ชายหนุ่มนำฝ่ามือมาป้องรับไว้ …บึ้ม! กำปั้นเหวี่ยงลงมาใส่ฝ่ามือของหลิวเจียนไร้ซึ่งความปราณี แรงพลังปะทะสาดกระจายทั่วสารทิศ ผมสีทองของบุรุษและผมสีน้ำเงินของสตรีสบัดพริ้วตามแรงลม เมื่อการปะทะจบลง มันปรากฏภาพที่น่าเหลือเชื่อขึ้น…
“ปล่อยข้า! ปล่อยเดี๋ยวนี้!” เลี่ยงเฟิ่งกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงโกรธขึง หญิงสาวห้อยโตงเตงราวกับตุ๊กตาเศษผ้า หลิวเจียนยังคงกำฝ่ามือของนางด้วยท่าทางสบายๆ “เลี่ยงเฟิ่ง เหตุใดเ้าถึงทำร้ายข้า?”
“นี่กล้าถามข้ารึว่าเหตุใด!! เ้ามาครั้งเดียวแล้วลับหายไปในกลีบเมฆ จากนั้นหายหน้าหายตาไปเป็ปีๆ ข้านึกว่าเ้าตายไปซะแล้ว!! ปีนี้เ้าต้องพาข้าไปด้วย!!” เลี่ยงเฟิ่งใช้มือที่เหลืออยู่ข้างเดียวอัดใส่หลิวเจียนสุดแรง หมัดซัดใส่ตัวของหลิวเจียนหลายครั้งหลายคราว ชายหนุ่มล้วนไม่สะทกสะท้านยืนหยัดมั่นคงดุจหินผา เขารับหมัดที่จู่โจมเข้ามาด้วยสีหน้าสบายๆ
หลิวเจียนขมวดคิ้วมุ่น “เหตุใดต้องพาเ้าไปด้วย?”
“เ้าต้องพาข้าไปด้วย!!” เลี่ยงเฟิ่งจ้องเขม็งด้วยใบหน้าอันโกรธเกรี้ยว
ชายหนุ่มถอนหายใจเล็กน้อยก่อนกล่าวขึ้น “ได้ …ข้าจะพาเ้าไปด้วย”
สีหน้าดุดันของเลี่ยงเฟิ่งแปรเปลี่ยนเป็เริงร่าในฉับพลัน หลิวเจียนที่เห็นอารมณ์ดุร้ายของนางสงบลง ชายหนุ่มจึงคลายฝ่ามือที่กำมือนางไว้ ด้วยความต่างของส่วนสูงกว่าสิบห้าเิเ เสียงฝ่าเท้าของเลี่ยงเฟิ่งกระทบพื้นดังขึ้น นางปัดอาภรณ์ซึ่งสีราวกับเกล็ดน้ำแข็งปะปนด้วยน้ำเงินและขาว
“เ้าสาบานสิ!” ั์ตาคู่งามเป็ประกายดุจดวงดาราจับจ้องหลิวเจียนอย่างคาดหวัง สัตย์สาบานเป็การปฏิญาณอันซื่อตรงที่มีความน่าเชื่อถือได้สูงสุด ในโลกเซียนนั้น ต่อให้ท่านเป็คนชั่วร้ายต่ำช้าเลวทรามขนาดไหน พวกเขายังมิอาจผิดสัตย์สาบานที่ตนได้ปฏิญาณไว้ …ผู้คนให้ความสนใจในเื่นี้อย่างหนักแน่น
หลิวเจียนกรอกตาไปมา เขาเอ่ยขึ้นอย่างไม่เต็มใจนัก “ข้าสาบาน ปีนี้จะพาเ้าไปด้วย”
ในขณะนี้เองที่บริเวณบันไดทางลงสู่พื้นดิน เฟยอวี่ยังคงปีนบันไดลงมาอย่างเชื่องช้า ทั้งเหนือศีรษะและใต้ฝ่าเท้าของชายหนุ่มต่างมีผู้คนที่กำลังปีนอยู่เช่นกัน “แม่นางผู้นั้นรู้จักศิษย์พี่หลิวเจียน?”
“เ้าคงเป็เด็กใหม่สินะ ถึงได้ไม่ทราบเื่นี้ แม่นางเลี่ยงเป็ศิษย์ภายในที่แข็งแกร่งที่สุดในสำนักกระบี่ดารา์ ได้จับคู่กับหลิวเจียน แม้เขาจะไม่ค่อยสนใจในตัวของแม่นางเลี่ยง นางยังคงตามตื้อหลิวเจียนอยู่เรื่อยๆนั่นแหละ ได้ข่าวว่าตอนหลิวเจียนมางานพิธีครั้งแรก นางขอกลับไปสำนักกระบี่คู่์กับฝั่งเราด้วย ดูเหมือนหลิวเจียนจะทิ้งนางไว้ที่นี่ แม่นางเลี่ยงผิวเผินเหมือนเรียบร้อยแต่นิสัยจริงนางดุร้ายสุดๆ เป็สาเหตุที่ไม่มีบุรุษใดกล้าเกี้ยวพาราสีนาง แม้แม่นางเลี่ยงงดงามมากก็ตาม” ศิษย์พี่ที่อยู่ข้างล่างเฟยอวี่อธิบาย
ในที่สุด ศิษย์ในสำนักกระบี่คู่์ต่างลงจากเภตราแห่งราชันจนครบทั้งหกร้อยยี่สิบคน ศิษย์ภายนอกและศิษย์ภายในล้วนแยกย้ายกันไปตามจุดหมายของตนเอง ในขณะเดียวกัน ศิษย์ใหม่ผู้หาญกล้าคนหนึ่งตัดสินใจเดินตรงเข้าไต่ถามกับเ้าสำนักกระบี่ดารา์
“ท่านเ้าสำนัก ศิษย์ใหม่ของสำนักกระบี่ดารา์ปีนี้อยู่ที่ใดกันหรือ?” ชายผู้กล้าหาญคนนั้นคือไป๋เติ่ง นายน้อยตระกูลใหญ่แห่งทวีปั แม้เขาเป็ทายาทโดยตรงของราชันยุทธ น้ำเสียงที่ใช้พูดกับเ้าสำนักกระบี่ดารา์ยังนับว่านอบน้อมอย่างถึงที่สุด ปฏิเสธไม่ได้ว่าเ้าสำนักหญิงตรงหน้านั้นเป็หนึ่งในผู้บรรลุพลังยุทธระดับจักรพรรดิ…
นางหางคิ้วกระตุกเล็กน้อยเมื่อทราบว่าคนตรงหน้าคือไป๋เติ่ง ผู้คนทั่วทั้งทวีปย่อมทราบข่าวคราวของบุตรหลานตระกูลใหญ่เป็ธรรมดา คู่หมั้นของคุณหนูแห่งตระกูลเจียว… “นายน้อยคนโตจากตระกูลไป๋ บุตรแห่งราชันยุทธ ข้ามิอาจตอบคำถามท่านได้ โปรดรอในงานพิธี่เย็นเถอะ” เ้าสำนักนับว่าให้ความเคารพชายหนุ่มอย่างมาก ผู้เป็จักรพรรดินั้นสามารถเมินเฉยตระกูลใหญ่บางตระกูลได้ด้วยซ้ำ…
คิ้วของชายหนุ่มขมวดชิดเป็ปมแน่น “เจียวอ้าว นางปลอดภัยดีหรือไม่?” ไป๋เติ่งกล่าวด้วยน้ำเสียงขึงขังอย่างยิ่งยวด
เ้าสำนักไม่กล่าวตอบ นางมองทางไปเ้าสำนักกระบี่คู่์และผู้าุโสูงสุดคล้ายส่งสัญญาณรับรู้กันและกัน บุคคลทั้งสามพลันลอยตัวสูงขึ้น และเหาะเหินหายลับไป…
“ข้าตามหานางเองก็ได้…”
……………………
เฟยอวี่ใช้เวลาเดินสำรวจตัวสำนักกระบี่ดารา์อยู่พักใหญ่ ศิษย์พี่ที่ไม่ว่าจะเป็ศิษย์ภายนอกหรือเป็ศิษย์ภายในต่างแยกย้ายหายไปอย่างไร้สาเหตุ คาดว่าคงไปหาที่ฝึกซ้อมวรยุทธกัน ผู้ฝึกตนที่เก่งกาจนั้นยอมเร้นกายเสมอ ไม่ทิ้งข่าวสารหรือคำบอกเล่าอันใดให้สืบสาวหาตัวได้…
“ข้าก็ต้องหาที่ฝึกเช่นกัน…” ชายหนุ่มกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ่บ่ายจะต้องไปที่ตำหนักหลักของสำนักกระบี่ดารา์ ซึ่งคาดว่า่เย็นจะเป็การเริ่มพิธีงานที่ว่า… สังเกตจากคำบอกเล่าของพวกศิษย์พี่ คงเป็การจับคู่ฝึกซ้อมดังคำกล่าวของผู้าุโหลีเหว่ย
บริเวณแถบนี้ปกคลุมด้วยป่าเขาเขียวชอุ่ม มันแตกต่างจากสำนักกระบี่คู่์ตรงที่ไม่มีกลิ่นอายของสัตว์อสูรแม้เพียงนิด กล้ารับประกันได้ว่าจะไม่พานพบกับพวกสัตว์อสูรอย่างแน่นอน เฟยอวี่ใช้ออกด้วยท่าท้าวข้ามดาราจักร วิ่งแล่นสำรวจทั่วทั้งผืนพงไพรอันกว้างใหญ่ ตลอดการสำรวจนี้มิอาจมองเห็นศิษย์คนใดของฝั่งสำนักกระบี่ดารา์สักคน สายตาเคลื่อนหยุดลงที่หินผาสูงสิบเมตรก้อนหนึ่ง ชายหนุ่มเผยรอยยิ้มเล็กน้อย…
สืบเนื่องมาจากความปรารถนาที่จะได้เห็นทัศนียภาพความงดงามของสำนักกระบี่ดารา์ เฟยอวี่ใน่เวลานี้ได้ยืนอยู่ข้างบนยอดหินผาเรียบร้อยแล้ว ตัวหินผานั้นมีพื้นที่ให้หลีกหลบจากสายตาคนที่มองขึ้นมาอยู่บ้าง ชายหนุ่มกวาดสายตามองลงมาทั่วทั้งผืนป่าด้วยสีหน้าเบิกบานใจ บรรยากาศของที่นี่นับว่าไม่เลว แต่หากต้องเปรียบกับสำนักกระบี่คู่์ถือเป็รองอยู่มาก สำนักกระบี่ดารา์ให้ความรู้สึกเหมือนเอาเมืองมาตั้งไว้ซึ่งถูกป่าเขาล้อมรอบ ในขณะที่สำนักกระบี่คู่์เหมือนเข้าไปใช้ชีวิตอยู่ในป่าเขาจริงๆ ทุกที่ที่เดินผ่านจำต้องมองเห็นต้นไม้นานาชนิด เต็มไปด้วยภยันตรายทุกครั้งที่ออกจากเขตสำนัก
ทันใดนั้นเองที่เฟยอวี่สังเกตเห็นคนกลุ่มเล็กกลุ่มหนึ่งจำนวนห้าคน ทั้งหมดต่างเป็อิสตรี ลักษณะการสวมใส่รูปแบบอาภรณ์ไร้ลวดลายมีสีน้ำเงินผสมผสานกับสีขาวดุจเกล็ดน้ำแข็ง …คนจากสำนักกระบี่ดารา์ สตรีที่แข็งแกร่งที่สุดในนั้นมีระดับพลังยุทธอยู่ที่เริ่มต้นขั้นหนึ่ง อ่อนแอที่สุด รากฐานขั้นหก สตรีสี่คนกำลังรายล้อมสตรีคนเดียว สิ่งที่สังเกตเห็นได้โดยง่ายคือความแตกต่างทางกายภาพ ทั้งสี่คนมีผมสีดำล้วน ในขณะที่อีกหนึ่งคนกลับเป็สีเงิน
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง แผลเป็บริเวณหน้าผากข้างขวาซึ่งเด่นสะดุดตา ผิวพรรณขาวผ่องราวหิมะเนียนละเอียดละออประดุจหยก คิ้วสีเงินโก่งราวพระจันทร์เสี้ยว ริมฝีปากอวบอิ่มชมพูเปี่ยมเสน่ห์ แววตาสีทองสุกใสของนางนั้นแฝงไว้ด้วยความเย่อหยิ่งทระนงตน ความงามของหญิงสาวล้วนทัดเทียมกับโฉมงามล้างเมือง…
“สวยเหมือนเยว่ชิงเลย…” เฟยอวี่อุทานอย่างอดไม่ได้ เยว่ชิงนั้นเป็สตรีที่เยือกเย็นไร้อารมณ์ ส่วนหญิงสาวเบื้องหน้าเป็สตรีที่แผ่บรรยากาศของผู้สูงศักดิ์และสง่างาม ลึกลงไปในแววตาคู่นั้นประหนึ่งตัวตายก็ไม่ยอมเสียเกียรติ ด้วยพลังยุทธของชายหนุ่มในตอนนี้ย่อมมิอาจได้ยินการสนทนากันระหว่างหญิงสาวเ่าั้ แน่นอน เพียงปราดมองยังทราบได้ว่าฝ่ายไหนเป็ฝ่ายไหน
ฝ่ายสี่คนควรได้เปรียบมิใช่หรือ? เหตุใดเหมือนไม่เป็เช่นนั้น…
“คิดว่าเป็บุตรสาวตระกูลเจียวแล้วจะหยิ่งยโสได้หรืออย่างไร! เ้าลองพูดใหม่อีกทีซิ!” ลี่ถิงแผดเสียงะเืลั่น
เจียวอ้าวหรี่ตามองต่ำ “ไปให้พ้น…มันเกะกะสายตาข้า”
ลี่ถิงถึงกับเืขึ้นหน้า นิ้วทั้งห้าแนบชิดติดกันพลันสบัดซัดใส่หญิงสาวข้างหน้า จังหวะที่ฝ่ามือัักับนวลหน้าของเจียวอ้าวบังเกิดเสียงดัง เพียะ! ฝ่ามือนี้ออกแรงด้วยพลังทั้งหมดของผู้ฝึกยุทธระดับเริ่มต้นขั้นหนึ่ง ตามหลักความเป็จริง นางควรกลิ้งกระเด็นไปบนพื้นดิน เจียวอ้าวเพียงหน้าหันเท่านั้น…
มันปรากฏรอยแดงฉานห้านิ้วประทับใบหน้า สีแดงเริ่มแปรเปลี่ยนเป็เขียวเกือบม่วงอย่างเชื่องช้า… เจียวอ้าวหันหน้ากลับมาประสานสายตากับลี่ถิงท่าทีไม่สะทกสะท้าน ลี่ถิงแสยะยิ้มกว้าง ท่ามกลางเสียงหัวเราะสะใจของหญิงสาวอีกสามคน ลี่ถิงสาวเท้าเดินเข้ามาใกล้ ระยะห่างเหลือเพียงเอื้อมมือ
“รอยแผลเป็ที่ข้าฝากให้เป็สิ่งย้ำเตือนความยโสโอหังของเ้า ทั้งนี้เพื่อทดสอบคนจากตระกูลเจียวอีกด้วย ซึ่งไร้การตอบสนองโดยสิ้นเชิง ตระกูลเจียวไม่ได้สนใจขยะเช่นเ้าเลย นอกจากความเย่อหยิ่งสุดกู่แล้ว เ้ามีอันใดบ้าง? เป็บุตรสาวตระกูลใหญ่หรือ? ด้วยรากฐานขั้นหกนั่นน่ะหรือ? ช่างน่าขันสิ้นดี! ที่เ้าผ่านเข้ามาได้เพราะใช้เส้นสายตระกูลนั่นแหละ! ยังมีหน้ามาปากดีกับข้าอีก!” ลี่ถิงกล่าวด้วยน้ำเสียงเดือดดาล
ฝ่ามือของนางััลงตรงแก้มข้างซ้ายของเจียวอ้าวอย่างนุ่มนวล “ในเมื่อไม่มีใครยื่นมือช่วยเ้าเช่นนี้ ครั้งหน้าลองเป็แผลเป็ตรงนี้อีกเป็อย่างไร… แก้มสุดนุ่มนิ่มนี่… ฮ่าๆๆ” ลี่ถิงออกแรงหยิกแก้มนางเล็กน้อย ถึงกระนั้น มันมากพอจะกลายเป็รอยช้ำในพริบตา ลี่ถิงหันกายกลับพร้อมโบกมือไปมาโดยมิได้หันหลังไปมอง หญิงสาวอีกสามคนต่างเดินตามลี่ถิงจากไป…
เมื่อลี่ถิงและเพื่อนของนางเดินหายไปจากครรลองสายตา ทันใดนั้นเองที่เจียวอ้าวกระอักเืคำโตออกมา เส้นสายสีแดงกองใหญ่ทะลักพุ่งจากปาก โลหิตอาบชโลมั้แ่ใต้ปากลงมา ถึงแม้จะเป็เพียงการตบของสตรี แต่ลี่ถิงเป็ผู้ฝึกยุทธระดับเริ่มต้นขั้นหนึ่ง หนึ่งตบเต็มแรงนั้น การที่เจียวอ้าวไม่สลบไปนับว่ามีจิตใจที่เข้มแข็งอย่างมาก นางทนเก็บกองเืในปากทำท่าทีไม่เป็อะไร
จู่ๆ หยาดน้ำตาของนางก็ไหลรินอย่างไร้ที่มา มันแฝงด้วยอารมณ์ที่หลากหลาย ความโศกเศร้า,ความคับแค้นใจ,ความทรมาน …นี่คือโลกที่ผู้แข็งแกร่งเป็ใหญ่เหนือผู้อ่อนแอ อันถูกกำหนดไว้ซึ่งพร์ที่ตายตัว ไม่มีบุคคลใดบนโลกแหกกฎลิขิตของ์ได้ พร์ที่มีมาย่อมมิอาจแปรเปลี่ยนได้ ซึ่งเจียวอ้าวอยู่ในเกณฑ์ธรรมดา… นางไม่ได้โดดเด่นเหมือนพี่ชายทั้งหมดของนาง พร์ที่ธรรมดานั้นย่อมถูกนับเป็ขยะเมื่ออยู่ต่อหน้าพร์ของพวกอัจฉริยะ
“…ข้าต้องแข็งแกร่งขึ้น” ั์ตาของหญิงสาวหนักแน่นมั่นคงยิ่ง เป็ความมุ่งมั่นอันแรงกล้าประหนึ่งพลิกแพลงโลกใบนี้ได้ด้วยฝ่ามือ แต่ทว่า ความมุ่งมั่นมิอาจผันเปลี่ยนพร์ที่ตนมีได้ เปลี่ยนพร์ไม่ได้ความเป็จริงย่อมไม่เปลี่ยนแปลง… อย่างไรก็ตาม นางยังมุมานะฝึกฝนเป็บ้าเป็หลังเพื่อตามพวกบรรดาพี่ชายให้ทัน
เฟยอวี่จับจ้องสถานการณ์ที่เกิดขึ้นด้วยสีหน้าราบเรียบสงบ
“เราคิดว่าเ้าปรารถนาสตรีที่งดงามทั้งหมด เอิ่ม… บุรุษส่วนใหญ่เป็เช่นนั้น แต่เมื่อครู่เป็โอกาสที่ดีที่จะสร้างความประทับใจให้นางได้ เ้ากลับไม่รับมันไว้ …เพราะเหตุใด?” สีหน้าเ็าของเด็กสาวมองเฟยอวี่ที่นิ่งค้างไป
“แววตาของนางเหมือนกันกับข้า… ความคาดหวังอันริบหรี่ที่ปรารถนาจะพลิกโลกใบนี้ทั้งที่ตนเองนั้นไร้คุณสมบัติ” เฟยอวี่กล่าวด้วยน้ำเสียงธรรมดา ไม่มีใครบนโลกใบนี้ที่เข้าใจความทรมานของการเป็ขยะได้ดียิ่งกว่าเขาอีกแล้ว ผู้คนที่ถูกรังแกจากคนแข็งแกร่งนั้นมีมากมายมหาศาล แต่คนอ่อนแอยืนหยัดว่าจะชนะคนแข็งแกร่งนั้นกลับมีน้อยนิด
หนิงเซียนขมวดคิ้วมุ่น “นางอ่อนแอรึ…”
เจียวอ้าวนั้นเป็สตรีล่มเมืองอย่างไร้ข้อกังขา แต่รอยแผลเป็ตรงหน้าผากนั้นได้ลบรัศมีความงามของนางไปกว่าครึ่ง