ตอนนี้นลิลเรียนอยู่ปีที่สองแล้ว เริ่มมีงานที่ต้องปฏิบัติมากขึ้น เธอจึงต้องอยู่กับเพื่อนเพื่อช่วยทำงานกลุ่มเสมอ แต่สิ่งที่ทำให้นลิลรู้สึกขัดใจตลอดเวลาที่อยู่กับเพื่อนสนิทนั้น ก็มักจะพบว่าเพื่อนของเธอมิได้มาคนเดียว มักจะมีรุ่นพี่ที่เป็แฟนคอยตามติดมาด้วยเสมอ
“นี่ถ้าจะรักกัน ก็ไปรักกันไกลๆ หน่อย”
นลิลสามารถเอ่ยประโยคนี้ออกมาต่อหน้ารุ่นพี่และเพื่อนของเธอได้ นั่นก็เพราะว่ารุ่นพี่ที่ว่านี้เป็พี่รหัสของเธอ ที่เป็คนคอยดูแลเธอั้แ่เข้าเรียนวันแรก แต่ทำไปทำมากลายเป็ว่าพี่รหัสของเธอชอบดูแลเพื่อนเธอมากกว่า จนกระทั่งทั้งสองตกลงคบหาเป็แฟนกันได้ประมาณ3 เดือนแล้ว นลิลที่เคยกลายเป็น้องรหัสสุดที่รักก็ตกกระป๋องทันที
“ไอ้ลิลนี่เห็นว่าเป็น้องหรอกนะ ถึงได้มาช่วยทำงานวิชานี้”
อธินพี่รหัสของนลิลเป็คนที่ถือว่าเก่งระดับต้นๆ ของภาควิชา เมื่อเห็นว่าน้องรหัสและแฟนของตน้าที่ปรึกษาจึงไม่รอช้าที่จะมาช่วยทำงานกลุ่มทันที
“มาช่วยน้องแน่หรือพี่ธิน ไม่ได้มาช่วยเพื่อนลิลเหรอ”
“ช่วยใครก็เหมือนกันแหละนะ รีบๆ ทำเถอะ เดี๋ยวลิลกลับบ้านเย็นแล้ว แม่จะเป็ห่วง”
พลอยฉัตรเพื่อนสนิทของนลิลเอ่ยปากขึ้น ก่อนที่สองคนนี้จะทะเลาะกันไปไกลมากกว่านั้น เธอคบอยู่กับอธินเพราะรู้สึกดีกับอธินเวลาที่เขาเข้ามาดูแลเอาใจใส่ทั้งเธอและนลิล ถึงแม้ว่าอธินจะเป็พี่รหัสของนลิล แต่ทุกครั้งที่พลอยฉัตรอยู่ด้วย อธินไม่เคยมองข้ามเธอเลย แตกต่างกับพี่รหัสของเธอเป็อย่างมาก
เย็นนั้นทั้งสามคนรีบช่วยกันทำงานประจำวิชาที่ต้องส่งในอีกสองวันข้างหน้าให้แล้วเสร็จ ก่อนที่ทุกคนจะแยกย้ายกันเดินทางกลับที่พัก นลิลที่บ้านอยู่ห่างจากมหาวิทยาลัยไม่กี่นาที ก่อนกลับบ้านเธอก็มักจะแวะตลาดหรือซูเปอร์มาร์เก็ตเพื่อหาซื้อของเข้าไปฝากแม่และแพตตี้เสมอ
หลังจากที่นลิลถึงหน้าบ้านของตัวเอง ก็พบว่าบ้านหลังสุดท้ายของซอย ที่อยู่รั้วติดกันกับบ้านของเธอนั้น ตอนนี้มีรถบรรทุกขนของขนาดใหญ่จอดอยู่ที่ด้านหน้า ผู้ชายวัยกำยำสองสามคนกำลังช่วยกันทยอยขนของ
“บ้านข้างๆ เรามีคนย้ายมาอยู่แล้วเหรอคะพี่แพตตี้”
เธอเอ่ยปากถามแพตตี้ทันทีที่เดินไปหลังบ้านที่ตอนนี้ถูกดัดแปลงเป็พื้นที่สำหรับทำขนมขาย แพตตี้ที่กำลังสาละวนกับการแพ็คของตามออเดอร์ลูกค้าอยู่ เงยหน้าขึ้นมาตอบด้วยสีหน้ายิ้มแย้มเฉกเช่นทุกวัน
“ใช่แล้วค่ะ เห็นขนของย้ายกันเข้ามาั้แ่เช้า”
“ดีแล้ว บ้านหลังนี้มีคนอยู่สักที ต่อไปเราก็จะได้มีเพื่อนบ้านแล้ว”
พิมพากล่าวออกมาด้วยความดีใจ เดิมทีเธอเห็นว่าโครงการนี้บ้านแต่ละหลังไม่ค่อยติดกันมาก ด้วยราคาและทำเลที่เธอรับไหวจึงตัดสินใจซื้อหลังที่พวกเธออยู่ ยิ่งเธอเป็คนชอบความสงบเธอจึงเลือกบ้านรองสุดท้ายของซอยนี้ ใจจริงเธอก็อยากได้หลังนั้นเพียงแต่เนื้อที่ที่กว้างมากกว่า ย่อมหมายถึงราคาซื้อที่เธอต้องจ่ายเพิ่มอีก พิมพาคิดคำนวณแล้วจึงเลือกเป็หลังนี้แทน เพราะว่านอกจากฝั่งตรงข้ามจะเป็สวนและด้านหลังจะไม่มีบ้านคนอื่นแล้ว ฝั่งซ้ายมือก็เป็ช่องว่างสำหรับที่กลับรถในหมู่บ้าน ดังนั้นบ้านพวกเธอจึงมีเพียงด้านขวาเท่านั้นที่มีบ้านอีกหนึ่งหลัง และตอนนี้บ้านนั้นก็มีเ้าของแล้ว
“วันนี้บ้านนั้นคงกำลังยุ่งอยู่กับการขนของ พรุ่งนี้เช้าลูกค่อยเอาขนมไปให้เขาแล้วกัน ฝากตัวเป็เพื่อนบ้านกันไว้จะดีกว่า”
“ได้จ้ะแม่ งั้นเดี๋ยวหนูขึ้นไปทำการบ้านก่อนนะ แล้วเดี๋ยวจะรีบลงมาช่วยค่ะ”
นลิลทำเช่นนี้ทุกวัน ถึงแม้ว่าตอนนี้เธออยู่ปีที่2แล้ว มีการบ้านและงานกลุ่มเข้ามามากมาย แต่เธอก็ยังไม่ลืมที่จะช่วยเหลืองานของแม่และแพตตี้ สิ่งไหนที่เธอลงมือทำได้ เธอก็จะทำทันที พวกเธอทั้งสามคนมักจะใช้เวลา่เย็นหลังรับประทานอาหารค่ำ มานั่งคุยกันและช่วยกันแพ็คของเตรียมสินค้าที่จะส่งพรุ่งนี้ ก่อนที่แต่ละคนจะแยกย้ายกันไปพักผ่อน
วันรุ่งขึ้นนลิลไม่มีเรียนตอนเช้า และเธอมักจะตื่นเช้าเพื่อมาช่วยแม่และแพตตี้เสมอ ถึงแม้ว่าพ่อของเธอจะทิ้งเงินมรดกเอาไว้ให้เธอและแม่อยู่กันได้อย่างสบาย แต่พิมพาและนลิลมิใช่คนที่จะประมาทในการใช้ชีวิต หากยังสามารถหารายได้เข้ามาในครอบครัวได้ พวกเธอก็จะลงมือทำทันที
“เดี๋ยวลูกกินข้าวเช้าเสร็จแล้ว ก็เอาถุงขนมนี่ไปฝากบ้านข้างๆ ด้วยนะ แล้วบอกด้วยว่าแม่ฝากมาทักทาย”
พิมพายังอยู่ในชุดที่เต็มไปด้วยคราบแป้งจากการทำขนม เธอจึงคิดว่าไม่เหมาะที่จะไปพบเพื่อนบ้านยามนี้ เอาไว้ให้งานของเธอเสร็จเรียบร้อย มีเวลาคงได้นั่งคุยกับเพื่อนบ้านอีกนาน
นลิลกินข้าวเช้าเสร็จก็ถือถุงขนมที่แม่ของเธอเตรียมไว้ เดินไปยังบ้านที่มีรั้วติดกัน บ้านสองหลังท้ายซอยลักษณะตัวบ้านภายนอกเหมือนกันเกือบทุกอย่าง แตกต่างกันเพียงการจัดสวนและพื้นที่เท่านั้น นลิลลอบมองเข้าไปในรั้ว เธอเห็นคนผู้หนึ่งที่ดูจากรูปร่างแล้วคงเป็ผู้ชายกำลังนั่งทำสวนอยู่ เธอจึงตัดสินใจกดกริ่งหน้าบ้าน เธอรออยู่สักพักใหญ่ ชายผู้นั้นก็มิได้มีท่าทีว่าจะหันมาดู เธอจึงตัดสินใจกดอีกครั้งหนึ่ง ครั้งนี้เธอรอไม่นานและเห็นว่าประตูเล็กด้านข้างเปิดเอาไว้อยู่ เธอจึงถือวิสาสะเดินเข้าไปหาชายที่กำลังนั่งตัดหญ้าอยู่
“โทษนะคะ …หนูเป็ลูกสาวของบ้านข้างๆ เอาขนมมาให้ค่ะ”
นลิลให้เสียงก่อนจะเดินเข้าไปใกล้ชายที่กำลังนั่งอยู่ในสวนหน้าบ้าน แต่เพราะว่าชายผู้นั้นไม่มีปฏิกิริยากับเสียงของเธอ นลิลเธอจึงตัดสินใจะโเรียกชายผู้นั้นอีกครั้ง
“ลุงคะ!!! หนูเอาขนมมาให้เ้าของบ้านค่ะ!!!”
ครั้งนี้ก็เป็อีกเช่นเคย ชายคนนั้นไม่ได้ยินเสียงที่เธอะโออกไป แต่กลับเป็คนที่อยู่ในบ้านได้ยินเสียงนั้นแทน
“สวัสดีจ้ะ หนูมาหาใครเหรอจ๊ะ”
คนที่กล่าวขึ้นมาเป็ผู้หญิงที่ดูน่าจะอายุมากกว่าแม่ของเธอ นลิลจึงเลิกสนใจคุณลุงที่กำลังทำสวนอยู่ เธอจึงถือถุงขนมเดินเข้าไปหาเ้าของเสียงนั้นทันที ก่อนจะยกมือไหว้ทักทายพร้อมแนะนำตัวเองทันที
“สวัสดีค่ะ หนูชื่อนลิล เรียกว่าลิลเฉยๆ ก็ได้ค่ะ บ้านของหนูรั้วติดกันนี้เองค่ะ คุณแม่หนูให้เอาขนมมาให้ค่ะ เป็การยินดีขึ้นบ้านใหม่แล้วก็คุณแม่ให้มาฝากตัวเป็เพื่อนบ้านกันด้วยค่ะ”
“ขอบใจหนูลิลมากนะจ๊ะ ไปๆ เข้าไปนั่งในบ้านก่อน”
นลิลไม่กล้าปฏิเสธแต่ก็ไม่กล้าเข้าไปในบ้าน เพราะว่าเจอหน้ากันครั้งแรก อีกทั้งเ้าของบ้านก็คงยุ่งอยู่กับการจัดเตรียมของ เธอจึงทำได้เพียงเดินตาม แล้วจากนั้นค่อยหาจังหวะขอตัวกลับออกมา
“เออ..คุณป้าคะ คุณแม่บอกว่าวันหลังถ้าว่างเชิญไปนั่งเล่นที่บ้านได้นะคะ”
“ป้าฝากขอบใจคุณแม่หนูด้วยนะ เออ…ข้างในบ้านของยังจัดไม่เรียบร้อยเลย”
“งั้นไม่เป็ไรค่ะ หนูเอาขนมมาส่งแล้วเดี๋ยวต้องเตรียมตัวไปเรียนแล้วค่ะ”
นลิลได้จังหวะขอตัวกลับทันที แต่เ้าของบ้านคนใหม่นี้ดูท่าทางจะไม่ยอมปล่อยเธอไปง่ายๆ นอกจากเอาน้ำเอาขนมมาให้เธอแล้ว ยังถามเื่ครอบครัวของเธออีกด้วย
“หนูอยู่กับแม่ แล้วก็พี่สาวคนสวยอีกหนึ่งคนค่ะ”
“มีแค่ผู้หญิงอยู่ด้วยกันคงลำบากแย่”
“ไม่ลำบากเลยค่ะ”
นลิลได้แต่คิดในใจ ‘บ้านเธอไม่ได้มีแค่ผู้หญิงเสียหน่อย มีพี่แพตตี้อยู่ด้วยทั้งคนสบายใจได้’
“เออ…ป้ามลคะลิลขอเสียมารยาทถามได้ไหมคะ”
มลดาบอกชื่อของเธอให้นลิลฟัง เธอรู้สึกดีกับนลิลั้แ่ครั้งแรกที่เจอ ด้วยท่าทางที่เป็มิตรกิริยามารยาทพอเหมาะพอดีกับวัย อีกทั้งการพูดจายังมีสัมมาคารวะ เธอรู้สึกชอบนลิลและยังคิดว่าหากได้คบหากับครอบครัวนี้ก็คงจะดี
“ว่ามาสิจ๊ะ”
“คุณลุงที่ทำสวนเขาหูหนวกเหรอคะ”
นลิลรู้สึกว่าหากคุณลุงคนนั้นหูหนวกแล้วยังต้องมาทำงานหาเงิน หากเป็คนที่น่าไว้ใจได้คราวหน้าหากบ้านของเธอมีงาน เธอก็จะให้แม่ของเธอจ้างลุงคนนี้มาทำงานที่บ้านของเธอ อย่างน้อยคุณลุงจะได้มีงานทำ แต่ถ้าเขาเป็เ้าของบ้านอีกคนเธอก็คงต้องไปศึกษาภาษามือเพิ่ม เอาไว้เผื่อมีโอกาสได้พูดคุยกัน
“ไม่ได้หูหนวก แล้วยังได้ยินชัดทุกคำที่เธอะโด้วย”
มลดายังมิทันได้เอ่ยปากตอบก็ได้ยินเสียงของผู้ชายที่ถูกเข้าใจผิดว่าเป็คุณลุงผู้หนึ่ง นลิลที่นั่งอยู่หันไปมองก็พบว่าชายคนที่คิดว่าเป็ลุงนั้น อาจจะไม่ใช่ชายสูงอายุอย่างที่เธอเห็นตอนแรก เพราะว่าตอนที่ชายคนนี้เดินเข้ามา ด้วยรูปร่างที่สูงโปร่งหลังตรง ดูอย่างไรก็ไม่เหมือนกับชายที่นั่งหลังค่อมทำสวนเมื่อครู่นี้เลย
เพียงแต่นลิลไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วชายผู้นี้อายุเท่าไรกันแน่ เพราะว่านอกจากเสียงแล้วหน้าตาของเขาเป็อย่างไรก็มองไม่ชัด อาจจะเพราะว่าเขาเพิ่งจะทำงานในสวนมา ทั้งเสื้อแขนยาวกางเกงขายาวถุงมือ แล้วยังมีหมวกที่ปิดคลุมทั้งหน้า ไหนจะแว่นตากันแดดที่เขาใส่อีก จึงยากที่มองให้ชัดว่าชายผู้นี้อายุเท่าไรกันแน่ นลิลจึงปลอบใจตัวเองว่าเธอไม่ผิดที่เรียกชายตรงหน้าว่าลุง เพราะว่าการแต่งตัวของเขาทำให้เธอมองไม่ชัดเจนเอง
“อ้าว ธีร์ เสร็จแล้วเหรอลูก มาๆ รู้จักกันไว้ นี่หนูลิล ลูกสาวข้างบ้านเรา เขาเอาขนมมาให้ หนูลิลจ๊ะนี่ธีราธรลูกชายป้าเองจ้ะ”
นลิลเดาจากน้ำเสียงและคาดคะเนจากอายุของมลดา เดาว่าธีราธรต้องแก่กว่าเธอแน่นอน การยกมือไหว้จึงเป็สิ่งที่เธอควรทำ แต่ในจังหวะที่เธอหันกลับไปไหว้นั้น ใครจะคิดว่าหมวกที่คลุมศีรษะนั้น เมื่อถอดทั้งหมวกและแว่นตาออกหมด จากที่เธอคิดว่าเป็ลุงจะกลายเป็ชายหนุ่มวัยสามสิบต้นๆ ใบหน้าของเขาจัดได้ว่าหล่อเหลา หากอยู่ในมหาวิทยาลัยเดียวกับเธอ คงได้เป็เดือนคณะหรือเดือนมหาลัยแน่นอน นลิลรู้สึกใจเต้นแรงเป็ครั้งแรก เพราะว่าั้แ่เข้าเรียนมหาวิทยาลัย เธอยังไม่เคยเจอผู้ชายแบบที่เธอชอบเลย หากไม่เป็พวกผู้ชายที่ดูสำอาง ดูบอบบาง ก็เป็พวกดิบเถื่อนน้ำไม่ยอมอาบ แบบเพื่อนผู้ชายของพวกเธอ แต่ธีราธรในสายตาของเธอคือผู้ชายที่มีเสน่ห์ เพียงแค่เขาอยู่เฉยๆ ก็ทำให้ใจของผู้หญิงที่มองเต้นแรงได้ อีกอย่างนลิลชอบผู้ชายที่ดูเป็ผู้ใหญ่กว่า
“เออ…สวัสดีค่ะ ถ้าอย่างนั้นลิลขอตัวกลับก่อนแล้วกันนะคะ ไว้วันหลังจะแวะมาทักทายใหม่ค่ะ”
นลิลรีบขอตัวกลับมาก่อน หากเธออยู่คุยกับธีราธรต่อ ไม่ช้าเธอต้องปล่อยไก่ตัวใหญ่ๆ ให้เขาจับได้แน่ๆ แล้วอีกอย่างเพิ่งเจอหน้ากันครั้งแรก หัวใจของเธอก็เต้นแรงขนาดนี้แล้ว ไม่รู้ว่าถ้าได้พูดคุยกันมากยิ่งขึ้น เธอจะเป็อย่างไร
ธีราธรลอบมองตามหลังของเด็กสาวข้างบ้านที่เพิ่งเคยเจอกันครั้งแรก เมื่อครู่ที่อยู่ในสวนหน้าบ้านเขากำลังฟังลูกน้องรายงานปัญหาที่บริษัทผ่านทางหูฟังไร้สาย จึงไม่ได้เอ่ยตอบเสียงเรียกนั้น อาจจะทำให้เธอเข้าใจผิดคิดว่าเขาเป็คนหูหนวก ปกติแล้วธีราธรเป็หัวหน้าวิศวกรของบริษัทอิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่แห่งหนึ่ง อาทิตย์นี้เขาลาหยุดเพราะว่าต้องย้ายบ้านและช่วยแม่จัดเก็บข้าวของ แต่งานที่บริษัทเขาก็ทิ้งไม่ได้จึงอนุญาตให้ลูกน้องโทรหา
“ขนมนี้ของบ้านข้างๆ เหรอครับแม่”
“ใช่ลูก ลองชิมดู แม่ว่าคุกกี้ของเขาอร่อยนะ แบบโฮมเมดเลยแหละ”
ธีราธรหลังจากที่เปลี่ยนเสื้อผ้า ก็ลงมานั่งกินกาแฟชิมขนมที่บ้านข้างๆ เอามาฝาก ปกติแล้วเขามักจะไม่ชอบกินของหวาน แต่ในเมื่อเป็น้ำใจจากเพื่อนบ้านแล้ว เขาก็ลองชิมเพื่อไม่ให้เสียมารยาท แตกต่างจากมลดาที่เธอนั้นชอบทั้งของคาวและของหวาน พอทั้งเขาและมลดาได้ชิมขนม ต่างรู้สึกว่าขนมที่เอามาฝากนั้นอร่อยกว่าที่พวกเขาเคยซื้อเสียอีก
“อร่อยนะครับ คุณแม่น่าจะชอบ”
“แม่ชอบมากเลยล่ะลูก เอาอย่างงี้ไหม ตอนกลางวันลูกไม่มีธุระที่ไหน เราไปหาอะไรกินข้างนอกกัน แล้วแม่ว่าจะซื้ออาหารมาทำด้วย เผื่อเอาไปฝากบ้านข้างๆ นี้ ตอบแทนขนมที่เขาเอามาให้”
“ได้ครับ”