บทที่ 41 ต่อไปห้ามขึ้นเขาอีก (รีไรท์)
“เก็บมาจากบนภูเขาค่ะ!” เสิ่นทิงหงตอบ
“หาเก็บง่ายขนาดนั้นเลยเหรอ?” หลิวเยว่รู้สึกสงสัย
เหมือนว่าเมื่อลูกสาวขึ้นเขา ก็จะต้องเก็บของติดไม้ติดมือกลับมา มันจะโชคดีอะไรขนาดนี้?
“หนูยังได้อย่างอื่นมาด้วยนะ” เสิ่นทิงหงพูดอย่างมีลับลมคมใน
“ฮะ?” หลิวเยว่อยากรู้จริง ๆ
“กินข้าวอิ่มแล้วหนูค่อยบอกแม่นะคะ บอกตอนนี้หนูกลัวว่าแม่จะไม่มีอารมณ์กินข้าวแล้ว” เสิ่นทิงหงตัดสินใจทำให้ดูลึกลับ จะได้กระตุ้นความอยากรู้ของทุกคน
“เด็กคนนี้นี่!” หลิวเยว่โมโหจนขำ
แต่หลิวเยว่ก็ไม่คิดหรอกว่าเสิ่นทิงหงจะนำหมูป่ากลับมา คิดว่าเป็นแค่ของเล็ก ๆ น้อย ๆ จึงไม่ได้คิดอะไรมาก
หลังจากที่เสิ่นทิงเหวินกลับมา ทั้งครอบครัวก็เริ่มรับประทานอาหาร เมื่อเห็นไข่ไก่เต็มชามบนโต๊ะ อย่าว่าแต่เสิ่นต้าเฉียงเลย ทั้งเสิ่นทิงเหวินและเสิ่นทิงอู่สองพี่น้องต่างก็ตกตะลึง
“วันนี้เป็นวันมงคลเหรอ แม่ครับ ทำไมจู่ ๆ ก็เกิดใจดีขึ้นมาแบบนี้?” เสิ่นทิงอู่ถามด้วยสีหน้าเหลือเชื่อ
“แกอยากโดนตีเรอะ? มันเป็นเพราะนีเอ๋อร์ของเราเก่งไง ไม่งั้นแกจะมีไข่ไก่ป่ากินไหม?”
หลิวเยว่ค่อนแคะลูกชาย
“ไข่ไก่ป่า? นี่ไข่ไก่ป่าเหรอ? นีเอ๋อร์ วันนี้เธอขึ้นเขาอีกแล้วเหรอ?” เสิ่นทิงอู่จับใจความสำคัญพลางคิ้วขมวดทันที
“ใช่แล้ว!” เสิ่นทิงหงพยักหน้า “กินข้าวเสร็จแล้ว หนูจะเอาของดีออกมาอวดพวกพี่”
เพราะประโยคนี้ของเสิ่นทิงหง ดูเหมือนจะทำให้ความเร็วในการกินของทุกคนเพิ่มขึ้น ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะเสิ่นทิงหงไปกระตุ้นต่อมอยากรู้ของพวกเขา หรือเพราะกับข้าววันนี้อร่อยเป็นพิเศษ
หลังจากรับประทานอาหารเสร็จ เสิ่นทิงหงก็พาพวกเขาทั้งหมดไปยังห้องที่วางหมูป่าไว้
เมื่อเห็นเจ้าตัวเบ้อเร่อที่อยู่ข้างใน บรรยากาศรอบด้านก็เงียบสงัด แม้แต่เสียงเข็มหล่นก็ได้ยินชัดเจน ผ่านไปครู่ใหญ่ หลิวเยว่ที่ไม่เคยดุร้ายกับเสิ่นทิงหงก็โกรธขึ้นมา
“ยัยหนูนี่! ขึ้นเขาก็ขึ้นเขาสิ ใครให้เธอเข้าไปข้างใน ต่อไปเธอต้องอยู่บ้านดี ๆ แล้วห้ามขึ้นเขาอีก!”
เธอพูดพลางตบไหล่ของเสิ่นทิงหง ฟังจากเสียงดูเหมือนจะออกแรงมาก แต่ก็ได้แค่ราคาคุยเท่านั้น เด็กสาวไม่เจ็บเลยสักนิด
ถึงอย่างไรหลิวเยว่ก็ตีลูกสาวสุดที่รักของตัวเองไม่ลงหรอก
เสิ่นต้าเฉียงกับลูกชายทั้งสองไม่ได้เอาใจช่วยอยู่ ปกติหากมีใครมาว่าเสิ่นทิงหงแม้แต่คำเดียว พวกเขาก็จะลุกขึ้นมาปกป้องลูกสาวหรือน้องสาวแน่นอน แต่วันนี้เธอสมควรโดนแล้ว ไม่งั้นคงได้ขึ้นสวรรค์จริง ๆ แล้ว
“แม่คะ หนูไม่ได้เข้าไปลึกเลยนะคะ หนูแค่เก็บเห็ดกับเห็ดหูหนูอยู่ในบริเวณรอบนอก ใครจะรู้ว่าเจ้าตัวนี้จะโผล่ออกมา แล้วหนูก็ไม่ได้รับบาดเจ็บด้วย ตอนที่มันพุ่งเข้ามา หนูหลบทันนะ แต่บังเอิญมีหินก้อนใหญ่อยู่ข้างหลัง มันหยุดไม่ทันหัวเลยโหม่งหินตาย”
เสิ่นทิงหงรู้ว่าพวกเขาเป็นห่วงเธอ แต่เพื่อ ‘อิสรภาพ’ ในอนาคต เสิ่นทิงหงจึงคิดว่าจำเป็นต้องชี้แจง
แต่ในเวลานี้หลิวเยว่ไม่รับฟังอะไรทั้งนั้น ในหัวของเธอเต็มไปด้วยภาพหมูป่าวิ่งเข้ามาหาเสิ่นทิงหง เธอจึงดึงเสิ่นทิงหงมาดูให้ทั่วเพื่อให้แน่ใจว่าเธอไม่ได้รับบาดเจ็บจริง ๆ ถึงจะวางใจได้
“น้องเล็ก ต่อไปเธอไม่ควรไปเก็บฟืนคนเดียว เรื่องนี้พี่กับพี่รองทำเองได้ เธอไม่จำเป็นต้องขึ้นเขาทุกวัน” เสิ่นทิงเหวินสงสารแทบแย่ น้องสาวคนนี้เคยทำงานที่ไหน ช่วงนี้ต้องทำงานบ้านทุกวัน ทั้งยังต้องขึ้นเขาไปเก็บฟืนอีก ยิ่งคิดมากเท่าไหร่ก็ยิ่งรู้สึกว่าตัวเองไม่ใช่คน
“ใช่ หากเธออยากขึ้นเขาเที่ยวเล่นจริง ๆ ก็ต้องรอให้พี่รองมีเวลาว่าง พี่รองจะปกป้องเธอเอง“ เสิ่นทิงอู่กล่าวเสริม
เสิ่นต้าเฉียงมองดูหมูป่าตัวนั้นอย่างเงียบ ๆ แม้ว่าจะไม่ได้พูดอะไร แต่ในใจนั้นอยากจะชำแหละร่างหมูป่าตายสนิทที่อยู่ตรงหน้าเหลือเกิน
กล้าทำร้ายลูกสาวสุดที่รักของเขา เกินไป! เกินไปแล้ว!
แต่การรับประทานอาหารกินเวลาไปมากแล้ว ไม่นานกระดิ่งทำงานก็ดังขึ้น ตอนนี้ต่อให้อยากทำอะไรก็ทำไม่ได้แล้ว ทั้งครอบครัวทำได้เพียงออกจากบ้านอย่างไม่เต็มใจนัก
ก่อนออกจากบ้านพวกเขายังกระซิบกระซาบกำชับเสิ่นทิงหงให้เธออยู่บ้านดี ๆ อย่าออกไปข้างนอก
เสิ่นทิงหงพยักหน้ารับปาก ที่ขึ้นเขาก็เพื่อหาวิธีทำให้อาหารการกินของครอบครัวดีขึ้น ตอนนี้มีหมูป่าตัวนี้ก็พอกินไปช่วงเวลาหนึ่งแล้ว ต่อให้กินไม่ลงก็ยังเอาไปแลกเปลี่ยนที่ตลาดมืดได้ ถึงตอนนั้นสามารถแลกเปลี่ยนเป็นเงินจำนวนมากหรือสิ่งของอื่น ๆ ได้
แม้ว่าคนในเมืองจะมีเงินและตั๋ว แต่ก็ใช่ว่าจะมีเนื้อสัตว์กิน ท้ายที่สุดแล้วอุปทานรายวันก็มีแค่นั้น หากไม่มาเร็วหน่อยก็จะหาซื้อไม่ได้เลย ดังนั้นแม้เนื้อหมูป่าจะไม่อร่อยเท่าเนื้อหมูธรรมดา แต่ก็ยังมีคนต้องการอยู่มาก
ตอนนี้จึงไม่จำเป็นต้องขึ้นเขาแล้ว รอจนกว่า ‘กระแส’ ของหมูป่าตัวนี้ซาไปแล้วค่อยว่ากัน ไม่อย่างนั้นเธอก็กังวลว่าต่อไปแม่อาจจะขังเธอไว้ในบ้านก็ได้
เธอเลยหยิบหนังสือในบ้านมาอ่าน ตอนนี้เพิ่งเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วง แต่สภาพอากาศก็ไม่ได้เย็นลง เพราะตอนนี้อยู่ในช่วง ‘ชิวเหลาหู่*[1]’
ทว่าที่ตั้งปัจจุบันของครอบครัวอยู่ที่ท้ายหมู่บ้าน โดยมีภูเขาบังอยู่ด้านหลัง ดังนั้นจึงยังถือว่าเย็นสบาย บวกกับในบ้านมีเธออยู่เพียงคนเดียว เพราะงั้นยังสามารถหยิบไอติมออกมากินในห้องได้อีกด้วย ช่างสำราญใจจริง ๆ
แต่หลายคนที่ไปทำงานกลับไม่ค่อยสบายนัก อากาศก็ร้อนอยู่แล้ว บวกกับในใจยังคิดพะวงถึงเรื่องต่าง ๆ จิตใจจึงไม่อยู่กับเนื้อกับตัวตลอดช่วงบ่าย
เสิ่นทิงหงอ่านหนังสืออยู่สักพักก็เห็นว่าเป็นเวลาเกือบบ่ายสามโมงแล้ว ยังเหลือเวลาอีกสามชั่วโมงกว่าที่เสิ่นต้าเฉียงและคนอื่น ๆ จะเลิกงาน วันนี้อากาศร้อนมาก ต้องส่งน้ำให้พวกเขาหน่อยซะแล้ว
เธอพบถั่วเขียวจำนวนหนึ่งในห้องครัว เสิ่นทิงหงจึงคิดจะทำถั่วเขียวต้มน้ำตาล น้ำแข็งก็มีอยู่ในตู้เย็นในห้วงมิติ ถั่วเขียวกับน้ำแข็งเข้ากันได้อย่างลงตัว เป็นของวิเศษที่ใช้คลายร้อนได้ดี
เป็นเพราะเสิ่นทิงหง ในบ้านจึงยังมีน้ำตาลทรายอยู่บ้าง ถือว่าสะดวกสำหรับเสิ่นทิงหง ถึงอย่างไร ‘สัตว์ป่า’ ที่นำกลับมาจากภูเขาได้ ก็ไม่สามารถเปลี่ยนเป็นน้ำตาลทรายได้ดื้อ ๆ หรอกนะ?
หลังจากยุ่งงุ่นง่านมาเกือบครึ่งชั่วโมง เพื่อไม่ให้พวกเธอสังเกตเห็นความผิดปกติใด ๆ เธอจึงรอจนกระทั่งน้ำแข็งละลายหมดก่อนค่อยลองชิมรส มันไม่เย็นเกินไป แต่ก็พอที่จะคลายร้อนได้
ดังนั้นเธอจึงบรรจุใส่กาต้มน้ำในบ้านออกไป พร้อมทั้งนำถ้วยไปด้วยสองใบ
เสิ่นทิงหงไม่รู้ว่าพ่อแม่และพี่ชายของเธอทำงานที่ไหน จึงต้องคอยสอบถามไปตามทาง เดินอยู่ตั้งนานกว่าจะพบสถานที่ที่ทำงานของครอบครัวเธอ
หลังจากมองดูแล้ว ก็พบว่าผู้คนที่อยู่บ้านหลังเก่าก็ทำงานอยู่ในละแวกนี้เหมือนกัน แต่เธอก็ไม่ได้จะไปสนใจอะไรอีกฝ่าย
“เฮ้! นั่นนีเอ๋อร์ของพวกเราใช่หรือเปล่า?”
พวกหลิวเยว่ต่างก้มหน้าก้มตาทำงาน ไม่ได้สังเกตเห็นการมาถึงของเสิ่นทิงหงด้วยซ้ำ เป็นคนตาไวข้าง ๆ ต่างหากที่เอ่ยถึงเธอ
หลิวเยว่ยืดตัวขึ้นก็เห็นเสิ่นทิงหงที่ตากแดดจนหน้าแดง เธอรีบเดินเข้าไปหาลูกสาว พลางถอดหมวกฟางของตัวเองออกมาคลุมศีรษะให้เสิ่นทิงหง
“ไหนอธิบายมาสิ? แม่บอกให้ลูกคอยอยู่ที่บ้านดี ๆ ไม่ใช่เหรอ แล้วลูกมาทำไมเนี่ย?”
แล้วหลิวเยว่ก็เห็นกาต้มน้ำและถ้วยในมือของเธอ จึงเข้าใจทันทีว่าลูกสาวออกมาทำไม
หัวใจพลันเกิดความอบอุ่น แต่ก็อดสงสารไม่ได้เมื่อเห็นแก้มที่ไหม้แดดจนแดงของลูกสาว
[1] ช่วงที่อากาศร้อนที่สุดก่อนที่จะเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วง