บทนำ จุดเริ่มต้น
คุณเคยเชื่อในเื่ของกาลเวลาหรือไม่?
เคยเชื่อมั่น ยึดมั่นในเื่ของความเชื่อต่างๆ หรือเปล่า?
หรือเคยสวดมนต์อ้อนวอนร้องขอความเห็นใจกับสิ่งที่มองไม่เห็น?
สิ่งๆ นั้น ที่ทุกๆ คนต่างเรียกขานมันว่า ‘พระเ้า’
และ “ใช่!” ฉันไม่เคยเชื่อในสิ่งเ่าั้เลย ‘สักครั้ง’
อย่างเช่นเื่ราวเล็กๆ เื่หนึ่งที่เคยเกิดขึ้นในอดีต
ใต้ถนนทางด่วน่เวลากลางดึก ในพื้นที่แห่งหนึ่งที่เต็มไปด้วยหิมะ มีบ้านเล็กๆหลังหนึ่งซึ่งเอาจริงๆจะเรียกมันว่าเป็บ้านก็คงไม่ใช่ เหมือนเป็เพียงแค่แผ่นเหล็กที่ถูกวางทับซ้อนกันไว้เพื่อใช้อยู่อาศัยเท่านั้น ตอนนี้สภาพโดยรอบของมันถูกย้อมไปด้วยภาพสีขาวและถูกปกคลุมไปด้วยบรรยากาศอันแสนเงียบสงัด
เสียงของอากาศที่กำลังไหลผ่านตามรูของผนังเหล็กบางๆ ไอเย็นของมันหนาวเหน็บเสียจนต้องกัดฟัน คงต้องถูมือไปมาเพื่อเพิ่มความอบอุ่นเพราะถูกความเยือกเย็นนั่นวิ่งผ่านแล่นไปทั่วทั้งร่างกาย
กับฟืนท่อนหนึ่งที่ถูกวางไว้อยู่ตรงหน้าแต่กลับไม่สามารถถูกทำให้กลายเป็เชื้อเพลิงได้เพราะความชื้นของอากาศและความแรงของลม
‘แกร่ก แกร่ก” และอีกหนึ่งเสียงนั่นคือเสียงของสิ่งของที่กำลังกระทบกันเพื่อก่อให้เกิดไฟ
“ติดสักทีสิ! ขอร้องล่ะ! แค่ครั้งเดียวก็พอ! ได้โปรด!” เสียงใสเล็กๆ กล่าวอ้อนวอนภาวนาต่อสิ่งที่มองไม่เห็น เด็กสาววัย 12 ปี หวังเพียงแค่ให้ประกายไฟมันติดขึ้นเพียงครั้งเดียวบนท่อนฟืนนั่น
เธอใช้หินทั้งสองกระทบกันรวมเป็ร้อยครั้งจนนิ้วของเธอเริ่มแตก ผิวสีขาวบนฝ่ามือของเธอเริ่มเข้มมากขึ้น มันเป็ผลที่เกิดจากแรงเกร็งและการรวมตัวกันของเื
“โอ๊ยย!”
เพราะใส่แรงและความเร็วมากเกินไป ทำให้เธอพลาดถูกหินกระแทกเข้าที่ปลายเล็บจนมันเปิดออก ของเหลวสีเข้มค่อยๆไหลออกมาพร้อมกับความเจ็บแสบที่แล่นไปทั่ว บวกกับผลของความหนาวทำให้มันปวดมากขึ้นไปอีกเท่า
“โธ่เว้ย!!!” ความเจ็บที่เจือปนไปด้วยความสิ้นหวัง เธอเขวี้ยงหินนั่นก่อนก้มหน้าใช้ทั้งสองมือเล็กทุบพื้นลงไปจนสุดแรง น้ำตาของเธอเริ่มเอ่อไปทั่วทั้งใบหน้าส่วนในหัวมีแต่คำถามว่าจะทำอย่างไรต่อไปดี
คงทำได้เพียงแต่คิดด้วยอารมณ์ที่ขุ่นแค้น มันถูกแฝงไปด้วยความขัดแย้งที่ยังอยู่ในอก ทั้งหมดนี่เป็เพราะสิ่งใดกัน ทำไมชีวิตของเธอต้องเป็แบบนี้
“แฮ่ก แฮ่ก...”
เสียงเหนื่อยหอบที่อยู่ห่างไกลออกไปราวประมาณสามเมตร เด็กสาวเงยหน้าขึ้นสบตากับร่างเล็กๆของเด็กผู้ชายที่กำลังนอนอยู่ตรงหน้า เขาเริ่มกระอักไอออกมาเป็เืจากผลของพิษร้ายของความหนาวที่มันกำลังคืบคลานเข้าไปในปอดของเขา
“แฮ่กๆ พะ…พี่สาว ไม่เป็อะ..ไร…นะ”
มืออันเล็กยื่นออกมาพร้อมอาการสั่น ทั้งๆที่แค่หายใจก็ยังลำบากแต่เขาก็พยายามปลอบใจพี่สาวของเขาด้วยรอยยิ้ม เด็กสาวคนนั้นรีบวิ่งเข้าไปหาแล้วนั่งคุกเข่าลง เธอใช้มืออีกข้างที่ไม่ได้รับาเ็จับมือน้องชายเอาไว้แน่น
“อดทนเอาไว้นะ อีกนิดเดี๋ยวพี่ก็จะจุดไฟติดแล้ว!”
เธอกล่าวออกมาอย่างเข้มแข็งผสมกับดวงตาที่เต็มไปด้วยความหวัง ด้วยความเชื่อมั่นว่าจะต้องทำให้น้องชายของเธอมีชีวิตรอดผ่านวันนี้ไปให้ได้อีกวัน เธอรีบใช้มือข้างที่เปื้อนเืควานหาสิ่งของรอบข้างแล้วพูดเพื่อจะเบี่ยงเบนความสนใจ อะไรก็ได้ที่สามารถทำให้น้องชายของเธอไม่ต้องนึกถึงความเ็ปได้สักเพียง่ระยะเวลาหนึ่งก็ยังดี
เธอยิ้มเมื่อได้ััเข้ากับของนุ่มนิ่มชิ้นหนึ่ง
“นะ นี่ขนมปังพี่ก็มีนะ เหลือแค่จุดไฟให้ติดทำร่างกายให้อุ่นขึ้น เพราะงั้นพวกเราจะต้อ-?”
พูดยังไม่ทันจบ อีกฝั่งก็ยื่นมือมาจับเข้าที่ใบหน้าพร้อมกับฉีกยิ้มให้อีกครั้ง
“ชะ..ช่วย ร้องเพลงให้ผมฟังหน่อยได้ไหม ผมจะนอนหลับได้ยังไงถ้าไม่ได้ยินเสียงร้องเพลงของพี่”
เมื่อได้ยินประโยคขอร้องที่ออกมาจากปากที่เริ่มซีดของน้องชาย ดวงตาของผู้เป็พี่สาวก็พลันส่องประกายตามประสา เธอรีบใช้มือที่เปรอะเปื้อนปาดน้ำตา แล้วรีบลุกขึ้นมาเอามือทาบอกอย่างภาคภูมิใจ
“ฮึ! ถ้าเป็เื่ ‘ร้อง เล่น เต้นรำ’ ล่ะก็บอกพี่ได้เลย! จะแสดงให้ดูเองว่าพี่น่ะเก่งแค่ไหนในเื่พวกนี้ เมื่อเช้าตอนพี่ออกไปหาขนมปังพี่ได้ยินเพลงที่พวกผู้ใหญ่เปิดให้เด็กๆฟังมา พี่มั่นใจเลยว่าเราจะต้องชอบมากแน่ๆคอยดูนะ Baby Shark ~”
เธอร้องและเต้นออกมาด้วยพลังทั้งหมดเพื่อแสดงให้น้องของเธอเห็นว่าตัวเธอนั้นแข็งแรงมากแค่ไหน พอเห็นท่าทางร่าเริงที่เธอเต้นโยกย้ายส่ายไปมาก็เผลอทำให้อีกฝ่ายยิ้มตามไปด้วย
ริมฝีปากของผู้เป็น้องเริ่มขยับแล้วเริ่มเปล่งเสียงที่แ่เบาแต่ผนังตาของเขากลับค่อยๆหรี่ลง
“ใช่ แบบนั้นแหละ ผมน่ะ…ชอบพี่สาวในเวลาที่พี่ร้องเพลงที่สุดเล...”
“BaBySharK!!! เป็ไงล่ะ!! เห็นไหมว่าพี่แข็งแรงแค่ไหน! เพราะงั้น..นายเองก็…” เด็กสาวหันหลังโพสท่าะโลั่นจนสุดเสียง แต่เมื่อเธอหันกลับมารอยยิ้มของเธอก็หุบลง เสียงที่เคยดูสดใสเมื่อครู่ถูกทิ้งไว้ให้เหลือแต่ความว่างเปล่าเท่านั้น
เธอเดินเข้าไปใกล้ๆใช้ฝ่ามือที่เลอะด้วยเศษดินและฝุ่นผงัักับท่อนแขนของร่างกายที่นอนแน่นิ่งอยู่ตรงนั้น มันทำให้ตัวของเธอเริ่มสั่น หวังว่ามันจะไม่เป็ไปตามสิ่งที่เธอคิด
ว่าน้องชายของเธอในตอนนี้นั้น ‘ไม่อยู่อีกต่อไปแล้ว’
เด็กสาวเขย่าร่างกายที่เย็นเฉียบไปมาหวังว่าจะมีปาฏิหาริย์หรืออะไรมาทำให้น้องชายของเธอกลับมามีชีวิต เธอจับทุกส่วนของร่างกายจนเริ่มเข้าใจได้แล้วว่าหลังจากนี้เธอจะไม่มีวันได้เห็นรอยยิ้มของน้องชายอีก
เสียงที่สั่นเคลือ น้ำตาที่คลอเบ้า เธอใช้แรงทั้งหมดที่มีกระชากร่างที่ไร้ิญญาหวังจะให้ลืมตาตื่นฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง
“มะ ไม่นะ ถะ ถ้าเธอไม่อยู่แล้วพี่จะอยู่กับใครล่ะ…”
“ได้โปรด!!! ได้โปรดมีชีวิตอยู่ต่อเถอะนะ ใครก็ได้ช่วยน้องชายหนูด้วย พระเ้า!!!” เสียงแหบแห้งฝืนตระโกนออกมาจนสุดเสียง ตัวของเธอรู้ดีอยู่แก่ใจว่าไม่มีสิ่งมีชีวิตไหนอีกที่อยู่ที่นี่นอกจากเธอและน้องของเขา แต่เพราะเธอหวังเพียงแค่มีใครสักคนที่มีพลังและปาฏิหาริย์ จะศาสนาหรือศาสดาใด จะเป็คน สัตว์ สิ่งของ หรือสิ่งที่มองไม่เห็น แค่เพียงครั้งเดียว ได้โปรดช่วยรับฟังคำขอของเธอและทำให้มันเป็จริงสักครั้ง
“หนูไม่ได้อยากได้แก้วแหวนเงินทองความร่ำรวยหรือของกิน แค่ขนมปังชิ้นเดียวก็ทำให้หนูอิ่มได้แล้ว แม้แต่เงินทองสักวันถ้าหนูโตก็คงจะหาเองได้ แต่ชีวิตของน้องชายหนูที่ต้องทนทุกข์ทรมาณและตายไปแบบนี้ หนูไม่ยอม! เพราะงั้นได้โปรด”
เสียงะโเริ่มเบาลงเพราะความอ่อนแรง ร่างกายเล็กๆนั่นไม่ยอมฟังอีกต่อไปทำให้เธอต้องนอนจมกองลงไปกับพื้น เพียงเวลาผ่านไปแค่ชั่วครู่เดียวความเหน็บหนาวก็เข้ามากัดกินร่างกายของเธอไปทั่วเสียจนหมดความรู้สึก
เด็กน้อยพยายามหยิบขนมปังที่เคยถือไว้ยัดใส่เข้าไปในปากหวังว่ามันจะช่วยทำให้เธอมีแรงเพิ่มขึ้นอีกสักนิด
แต่ทว่าเป็เพราะผลจากความเย็น…ขนมปังมันแข็งไปหมดแล้ว
‘อ่า...กัดไม่เข้าแถมยังคาวกลิ่นเหล็ก’ เธอมองไปที่ขนมปังที่เปื้อนเืก่อนคลายมือที่ถือมันออกพร้อมกับหยดน้ำตาที่ค่อยๆไหลซึมออกมาผ่านทางหางตา
ร่างกายที่อ่อนแรงจากการร้องไห้ ลมหายใจที่หอบเหนื่อยเริ่มแ่เบาลงบวกกับสายตาที่เริ่มพร่ามัวขึ้นเรื่อยๆ
‘หรือว่าเรา...กำลังจะตายกันนะ ก็ดีเราจะได้ไปอยู่ด้วยกันกับน้องชาย’ เด็กน้อยประชดในใจด้วยความสิ้นหวัง เธออ้อนวอนภาวนาร้องขอต่อทุกสิ่งอย่างแต่ทว่ากลับไม่มีสิ่งใดออกมาช่วยเหลือเธอเลย ั้แ่เล็กจนโตถึงตอนนี้ก็ผ่านมา 5 ปีแล้วที่พ่อแม่ของเธอหายไปจึงทำให้ต้องใช้ชีวิตอยู่กับน้องชายตามลำพัง ผลสุดท้ายน้องชายต้องมาป่วยและตายจาก ส่วนตัวเธอเองก็รู้ตัวดีว่าอีกไม่นานคงจะตามน้องชายของเขาไป
ริมฝีปากถูกกัดเอาไว้แน่นด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ ‘ทำไมกันหรือเป็เพราะตัวเราไม่ได้เป็ที่รักของพระเ้า หรือเพราะว่าโลกใบนี้มันไม่ได้มีของแบบนั้นมาั้แ่แรกอยู่แล้วกัน’ เธออยากจะระบายความโกรธโดยการใช้กำปั้นทุบดินอีกสักครั้งแต่คงทำได้แค่ฝัน
'จะมีใครที่ไหนกันที่ไม่อยากมีชีวิตอยู่'
ด้วยร่างกายที่เริ่มแข็งและสติที่ค่อยๆเลือนหาย เหลือเพียงอีกหนึ่งสิ่งเท่านั้นที่เธอยังไม่ได้นึกฝัน สิ่งที่ไม่ว่าใครก็ไม่ควรคิดถึงมัน ั์ตาที่ยังอยากมีชีวิตรีบคิดถึงสิ่งสุดท้ายอีกครั้ง เธออยากจะรีบกล่าวถึงมันก่อนที่จะหมดลมหายใจ
‘ถึงจะรู้ว่ามันไม่มีอยู่จริงแต่ฉันก็ยังอยากจะพูดมันออกมา’
“จะเป็ปีศาจ ซาตานหรืออสูรกายก็ได้ จะแลกกับร่างกายหรือิญญาของหนูก็ได้ ได้โปรด… ช่วยทำให้หนูกับน้องชายมีชีวิ-”
“เห… พูดไปร้องไห้คร่ำครวญไป เป็การแสดงที่น่าสนใจใช้ได้นี่ ข้าถือว่าเป็ละครลิงชั้นเยี่ยมเลยล่ะ!” เสียงปริศนาพูดแทรกด้วยน้ำเสียงที่เย้ยหยัน มันมาพร้อมกับบรรยากาศโดยรอบที่สุดแสนจะบิดเบี้ยวหมุนวนไปมาจนหวนชวนให้คลื่นไส้
ั์ตาของเด็กสาวค่อยๆกลับมามีชีวิต เธอไม่ได้รังเกียจบรรยากาศและพยายามค้นหาที่มาของเสียงนั่น แต่เพราะด้วยร่างกายที่ถูกทำให้เย็นเฉียบจนกลายเป็ดั่งน้ำแข็งเธอจึงทำได้เพียงแค่กวาดตามองไปมาเพียงเท่านั้น
“อย่าได้ตามหา เ้ามองไม่เห็นหรอก” เหมือนถูกอ่านผ่านความคิด เสียงปริศนาแล่นเข้ามาในโสตประสาทของเธออย่างทันควัน พร้อมกับรีบพูดตัดบทเหมือนกลัวว่าเด็กคนนี้จะตายไปเสียก่อน
“เ้าจงคิดเสียว่า…มีใครคนหนึ่งหลงเดินผ่านทางมา เขาดันบังเอิญเจอกับหมาน้อยที่น่าสงสาร จึงเผลอมอบความอบอุ่นให้แก่มันเพียง่เวลาหนึ่งก็แล้วกัน”
สิ้นเสียงปริศนา ของสิ่งหนึ่งก็ค่อยๆร่วงหล่นลงมา มันเบาบางและปลิวไสวไปตามลมจนสุดท้ายก็ตกลงมาหยุดอยู่ตรงหน้าของเธอ
‘ขนนก…?’ ดวงตาที่พร่ามัวพยายามพิจารณารูปร่างของมันอยู่นาน เหมือนมันจะเป็ขนนกที่มีแสงส่องสว่างแต่เธอไม่รู้ว่ามันมีสีแบบไหน แต่ถึงแม้เธออยากจะเปล่งเสียงถามออกมาสักเท่าไหร่แต่ก็ทำไม่ได้อยู่ดี
‘เหมือนดั่งต้องมนตร์สะกดให้หยุดนิ่งและจะขยับได้ก็ต่อเมื่อถูกสั่งให้ขยับเท่านั้น’
“เ้าน่ะ ดูน่าสนใจดี การขัดขวางของข้าคงจะทำให้พวกที่อยู่ข้างบนหัวเสียกันน่-”
“…”
อยู่ๆเสียงปริศนาก็เงียบลง เหมือนมันกำลังค้นพบอะไรบางอย่างก่อนที่มันจะเริ่มร้องเสียงลั่นออกมาด้วยความดีใจจนถึงขีดสุด
“น่าสนุก! น่าสนุกสุดๆไปเลย!! นี่ๆ ข้าจะช่วยเ้าเพิ่มอีกสักนิดหน่อยก็แล้วกัน แต่จำเอาไว้ล่ะจงทำตามสัญญาด้วยชีวิต เ้ามีสิ่งที่ต้องแล-”
ด้วยความอ่อนเพลีย ร่างกายของเด็กสาวเริ่มที่จะต่อต้าน เธอพยายามจับใจความแต่เธอทนฟังต่อไปไม่ไหว ดวงตาเล็กๆค่อยๆหรี่ลงจนแสงสว่างมันเริ่มถูกแทนที่ด้วยความมืดมิด
.
.
.
‘กริ๊งงง!!!’
‘หมับ’
‘.....’
‘ฝัน…เหรอ?’ หญิงสาวได้แต่คิดในใจ หลังจากเอื้อมมือปิดเสียงนาฬิกาปลุกที่ดังขึ้นมาจากโทรศัพท์
ภายในห้องยังคงมืดอยู่ชวนให้เธอหวนนึกถึง่เวลาที่อยู่ในความฝัน… ่เวลา สถานที่ ความหนาวเย็น ความหิวโหยจนแทบปางตายกับสิ่งมีชีวิตปริศนาที่มีนิสัยแปลกประหลาดและการผูกสัญญา สิ่งที่ว่ามามันเคยเกิดขึ้นจริงอย่างงั้นเหรอ?
‘ไม่หรอก…มันเป็แค่ความฝัน’ เธอหมุนตัวเอาหัวฟุบกับหมอนก่อนจะแค่นเสียงหัวเราะ
“เหอะ จะให้ฉันคนนี้ที่ไม่เชื่อเื่พวกนี้ไปขอร้องอ้อนวอนต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์เนี่ยนะ ไม่มีทางหรอก! เอาคีมเหล็กมาหนีบปากฉันนี่! ดึงลิ้นของฉันออกมาเลย!! ให้ตายยังไงก็ไม่มีทางทำหรอก!!!” หญิงสาวดิ้นไปมาพลางะโลั่นใส่หมอน
‘แล้วอีกอย่าง’ แล้วเริ่มครุ่นคิดถึงเื่ที่ติดค้างอยู่ข้างในนั้น ยิ่งนึกถึงมันก็ยิ่งทำให้เธอใช้กำลังบีบโทรศัพท์เอาไว้แน่นเสียจนแทบพัง เธอรีบกระเด้งตัวลุกขึ้นมาแล้วปัดเื่เพ้อเจ้อนั่นทิ้งไปพร้อมกับชูทั้งสองมือขึ้นะโออกไปด้วยความโมโหว่า
“แล้วอีกอย่าง ชั้นเป็ลูกคนเดียวโว้ยยยยยยยย!!!”
.
.
.
และนี่เป็เพียงจุดเริ่มต้นของเื่ราวที่เกิดขึ้น
การถูกเล่นงานโดยสิ่งมีชีวิตปริศนาและ่เวลาที่น่าสงสัย
หรือมันเป็เพียงเพราะการกลั่นแกล้งของโชคชะตา
หรือว่าจริงๆ แล้วเป็แค่การฆ่าเวลาและเล่นสนุกของสิ่งมีชีวิตที่มองไม่เห็นกัน
“คงใกล้ถึงเวลา…แล้วสินะ” และรอยยิ้มที่เผยออกมาจากสิ่งมีชีวิตปริศนาที่กำลังจ้องมองเธอคนนั้นอยู่ไกลห่างออกไป
.
.
.
การเริ่มต้นของเื่ราวระหว่างพวกเขาได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว!
(I can’ t sleep without you ช่วยกล่อมฉันสู่ห้วงแห่งความฝันที)