เมื่อออกจากหมู่บ้านมาได้ระยะหนึ่ง เสียงอึกทึกจากตลาดและผู้คนก็ค่อย ๆ เลือนหายไป เหลือเพียงเสียงลมพัดผ่านทุ่งหญ้ากว้างไกลและเสียงนกร้องขับขานจากแนวป่าลึก ชิงอวี่เดินตามแผ่นหลังของลู่เอินมาติด ๆ แม้ร่องรอยาแจากการถูกเฆี่ยนตีจะยังคงทำให้เด็กสาวต้องเดินกะเผลกเล็กน้อย แต่กระนั้นนางก็กัดฟันแน่น ไม่ยอมส่งเสียงบ่นออกมาสักคำ เพราะกลัวว่าจะเป็ภาระให้กับหญิงสาวผู้เปรียบเสมือนแสงสว่างเพียงหนึ่งเดียวในชีวิต
ผ่านไปพักใหญ่ ลู่เอินที่เดินอยู่ข้างหน้าจึงหยุดชะงักลง ก่อนจะหันมามองคนข้างหลังแล้วเอ่ยถาม "เหนื่อยหรือไม่?"
ชิงอวี่รีบส่ายหน้าเป็พัลวัน "ไม่เ้าค่ะ! ข้ายังเดินไหว"
ลู่เอินกวาดสายตามองเพียงครู่เดียวก็รู้ทันทีว่าเด็กสาวกำลังฝืน นางจึงตัดสินใจหยุดพักใต้ต้นไม้ใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านสาขาให้ร่มเงา "พักที่นี่ก่อน"
"ข้า... ข้ากลัวจะทำให้ท่านเสียเวลา" ชิงอวี่เอ่ยด้วยน้ำเสียงกังวล
ลู่เอินหัวเราะแ่เบาพลางนั่งลงบนโคนต้นไม้ "การเดินทาง... ไม่ใช่เื่ของคนที่เดินเร็วที่สุด แต่เป็คนที่เดินไปถึงต่างหาก เ้าจงจำไว้"
ชิงอวี่นิ่งไปชั่วครู่ ดวงตาที่เคยเต็มไปด้วยความหวาดกลัวเริ่มมีความเข้าใจฉายชัดขึ้น นางพยักหน้าช้า ๆ ก่อนจะนั่งลงข้าง ๆ ลู่เอินหยิบผลไม้ป่าที่เก็บได้ระหว่างทางส่งให้ ชิงอวี่รับมาอย่างเกรงใจและลังเลใจที่จะกิน
"ท่าน... ท่านไม่กินหรือเ้าคะ?"
"ข้ากินไปแล้ว" ลู่เอินตอบด้วยสีหน้าราบเรียบ แม้ในความเป็จริงนางจะยังไม่ได้ตกถึงท้องเลยแม้แต่น้อย แต่เพราะรู้ว่าเด็กสาวผู้นี้คงไม่มีทางกินอย่างสบายใจหากนางยังหิว ชิงอวี่จึงค่อย ๆ กัดผลไม้นั้นคำเล็ก ๆ ทันทีที่รสหวานของผลไม้ััลิ้น น้ำตาก็รื้นขึ้นมาจนเกือบไหล... นางจำไม่ได้แล้วว่าครั้งสุดท้ายที่ได้นั่งกินอาหารอย่างคนปกติสุข ไม่ต้องหวาดระแวงว่าจะถูกตีนั้นคือเมื่อไหร่
หลังจากนั่งพักจนหายเหนื่อย ชิงอวี่ที่เริ่มรู้สึกผ่อนคลายจึงรวบรวมความกล้าถามในสิ่งที่ค้างคาใจ "ท่าน... เป็คนของพรรคมารหรือเ้าคะ?"
ลู่เอินยิ้มบาง ๆ "ทำไมเ้าถึงคิดเช่นนั้นล่ะ?"
"เพราะตอนที่เ้าของร้านเห็นป้ายไม้ของท่าน เขาก็ดูหวาดกลัวมาก... แถมท่านยังรู้กฎเหล็กของพรรคมารอีก"
ลู่เอินไม่ได้ตอบทันที นางทอดสายตามองทิวเขาสลับซับซ้อนเบื้องหน้าด้วยแววตาอาลัยอาวรณ์ "เมื่อก่อน... ข้าเคยอยู่ที่นั่น"
คำตอบสั้น ๆ แต่แฝงไปด้วยความหมายลึกซึ้งทำเอาชิงอวี่ตาเป็ประกาย "จริงหรือเ้าคะ! เช่นนั้นท่านต้องเป็จอมยุทธ์ที่เก่งกาจมากแน่ ๆ เลย!"
ลู่เอินหัวเราะเบา ๆ "ไม่หรอก... ตอนนั้นข้าก็แค่เด็กคนหนึ่งที่พยายามทำในสิ่งที่ควรทำเท่านั้น"
ทั้งสองเริ่มออกเดินทางอีกครั้ง จนกระทั่งเมื่อพ้นแนวเนินเขาลูกสุดท้าย ภาพเบื้องหน้าก็ปรากฏสู่สายตาจนชิงอวี่ต้องหยุดชะงักด้วยความตื่นตะลึง
กำแพงหินสีดำทมิฬทอดยาวสุดลูกหูลูกตา ธงสีแดงเืผืนใหญ่โบกสะบัดอย่างสง่างามเหนือกำแพง หอคอยเฝ้ายามตั้งตระหง่านราวกับั์ใหญ่ที่เฝ้าประตูเมือง ด้านในนั้นไม่ได้เป็เพียงพรรคมารที่น่าสะพรึงกลัวอย่างที่ข่าวลือว่าไว้ แต่มันกลับเป็ชุมชนขนาดใหญ่ที่มีอาคารบ้านเรือนเรียงราย ควันจากปล่องครัวลอยละล่องเป็สาย สลับกับเสียงศิษย์ฝึกกระบี่ที่ดังแว่วมาตามสายลม
มันคือเมืองเล็ก ๆ ที่เต็มไปด้วยชีวิต... มากกว่าจะเป็พรรคมารที่โหดร้าย
"นี่คือ... พรรคมาราาโลหิตจริง ๆ หรือเ้าคะ?" ชิงอวี่อ้าปากค้างด้วยความไม่อยากเชื่อ
ลู่เอินยืนนิ่งดุจรูปปั้น แววตาของนางไหววูบสะท้อนภาพอาณาจักรที่นางสร้างขึ้นมากับมือ... เมื่อสิบปีก่อน ที่นี่มีเพียงลานฝึกซ้อมที่เต็มไปด้วยฝุ่นและเรือนไม้ผุพัง แต่บัดนี้มันกลับเติบโตและสมบูรณ์แบบเกินกว่าที่นางเคยฝันไว้เสียอีก เสียงหัวเราะของเด็ก ๆ เสียงคนตีเหล็ก และความวุ่นวายที่อบอุ่นใจทำให้ลู่เอินยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว
"...ดูเหมือนทุกคนจะใช้ชีวิตกันได้ดีนะ" นางรำพึงเบา ๆ ราวกับกำลังบอกตัวเอง
ชิงอวี่มองหญิงสาวข้างกายด้วยความแปลกใจ นางไม่เข้าใจว่าเหตุใดผู้หญิงที่ดูเ็าคนนี้ ถึงได้มีรอยยิ้มที่อบอุ่นและเปี่ยมไปด้วยความรักในยามที่มองไปยังพรรคมารแห่งนี้
ลู่เอินสูดลมหายใจลึก ดึงสาบเสื้อให้เรียบร้อยก่อนจะหันไปหาเด็กสาว "ชิงอวี่ เ้ากลัวหรือไม่?"
ชิงอวี่มองกำแพงสูงตระหง่านนั้นอย่างลังเล ก่อนจะพยักหน้าตามตรง "กลัวเ้าค่ะ"
ลู่เอินหัวเราะเบา ๆ "ดีแล้ว คนที่ไม่รู้จักความกลัว... มักมีอายุสั้น แต่คนที่รู้วิธีจัดการกับความกลัวต่างหากที่จะมีชีวิตรอด"
พูดจบ นางก็ก้าวลงจากเนินเขา มุ่งตรงไปยังประตูใหญ่ของพรรคมาราาโลหิตด้วยท่าทีสงบนิ่ง โดยไม่มีใครในพรรคที่กำลังยุ่งวุ่นวายนั้นล่วงรู้เลยว่า... ผู้ที่กำลังก้าวเข้ามาในประตูนี้ คือตำนานที่หายสาบสูญไปเมื่อสิบปีก่อน—ผู้ที่เป็จุดเริ่มต้นของทุกอย่างในที่แห่งนี้