บทที่ 14 ข้าไม่ถือสาหรอก
“หลิวชิง เ้าก็รู้ว่าตบะของข้าอยู่ระดับจักรพรรดิเซียน หากแค่เพียงลมหนาวจะทำให้ข้าเจ็บไข้ได้ป่วย ป่านนี้ข้าคงสิ้นชื่อไปนานแล้ว เ้าอย่าได้กังวลเกินเหตุไปเลย”
เย่กู่อี้เอ่ยกลั้วหัวเราะเบาๆ หวังทำลายบรรยากาศตึงเครียด “จะว่าไป ขนาดตอนที่ข้ายังาเ็ไม่หายดี ร่างกายข้ายังดูจะแข็งแรงกว่าเ้าเสียด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้นไม่ต้องห่วงข้าหรอก”
นางยังคงขยั้นขยอจะตามเขาไปให้ได้ แววตาที่จ้องมองหลิวชิงแสดงออกถึงความดื้อรั้นทว่าเต็มไปด้วยความปรารถนาดี
หลิวชิงพุ่งทะยานไปข้างหน้าด้วยความเร็วที่ลดลง ดูผ่อนคลายราวกับกำลังล่องลอยกินลมชมวิว ก่อนจะเอ่ยตอบพลางจุดรอยยิ้มเล็กๆ ที่มุมปาก
“เมื่อกลางวันเ้าก็เห็นแล้วมิใช่หรือว่าข้าแข็งแกร่งขึ้นเพียงใด... หากเ้าลองสู้กับข้าโดยไม่พึ่งพาพลังตบะจากสัตว์ิญญาดูล่ะก็ ฝีมือของเราทั้งคู่ก็อาจจะสูสีกันจนกินกันไม่ลงเลยทีเดียว”
เย่กู่อี้ลอบยิ้มในใจเมื่อเห็นเงารอยยิ้มจางๆ บนใบหน้าของเขา นางตั้งมั่นว่าค่ำคืนนี้จะต้องทลายกำแพงน้ำแข็งในใจหลิวชิงให้หมดสิ้น เพื่อมิให้ความกระอักกระอ่วนหลงเหลือจนมองหน้ากันไม่ติดในวันหน้า
“หลิวชิง... นี่เ้ากำลังฝันอยู่หรืออย่างไร? ลำพังเพียงเ้าจะสูสีข้าได้อย่างไรกัน”
นางเอ่ยหยอกพลางหัวเราะร่า “เอาอย่างนี้... เพื่อเป็การขอโทษเ้า คืนนี้ข้าจะยอมเป็คู่ซ้อมแลกเปลี่ยนวิชาให้เ้าเอง เ้าสนใจจะรับข้อเสนอของข้าหรือไม่?”
เย่กู่อี้เอ่ยจบก็แสร้งทำเป็เหลือบมองท่าทีของเขาอย่างจดจ่อ อยากรู้นักว่าาาเซียนหนุ่มที่กำลังทำทรงงอแง่จะยอมใจอ่อนตอบรับคำท้าของนางหรือไม่
หลิวชิงหันมาสบตาพลางจุดรอยยิ้มกว้างกว่าเดิม “แล้วรอบนี้... เ้าจะสร้างค่ายกลก่อนลงมือด้วยหรือไม่เล่า?”
หลิวชิงนำคำตำหนิเื่ความวู่วามที่เย่กู่อี้เคยดุไว้เมื่อกลางวันมาเอ่ยหยอกล้อคืน จนเปลี่ยนเื่ตึงเครียดให้กลายเป็เื่ขบขัน เสียงหัวเราะของทั้งคู่ดังก้องไปทั่วขุนเขาในความเงียบสงัด บัดนี้เย่กู่อี้รู้สึกราวกับได้ยกูเาออกจากอก เมื่อเห็นหลิวชิงคลายความขุ่นมัวและกลับมามีเสียงหัวเราะที่สดใสได้อีกครั้ง
เหนือน่านฟ้าเทือกเขาไท่ซวนที่อาบชโลมด้วยแสงจันทร์นวลตา หลิวชิงและเย่กู่อี้ยืนประจันหน้ากันกลางอากาศธาตุ บรรยากาศรอบกายพลันตึงเครียดขึ้นเมื่อทั้งคู่เริ่มโคจรขุมพลังมหาศาลจนอากาศสั่นะเื
เพียงชั่วพริบตา หลิวชิงก็ะเิพลังพุ่งทะยานเข้าหาเย่กู่อี้ดุจดาวตก หมัดขวาของเขาอัดแน่นไปด้วยพละกำลังระดับาาเซียน เหวี่ยงเข้าใส่นางอย่างดุดันหวังจะลองเชิง ทว่าเย่กู่อี้ยังคงเยือกเย็น นางเพียงวาดฝ่ามือขึ้นรับหมัดนั้นไว้
ตู้มมมม!!!
เสียงปะทะดังสนั่นกึกก้องไปทั่วขุนเขา คลื่นพลังจากการปะทะกระจายตัวออกเป็วงกว้างส่งผลให้หมู่เมฆรอบข้างฉีกขาดออกจากกัน แม้จะเป็เพียงการออมมือลองเชิง แต่แรงกดดันมหาศาลกลับทำให้น่านฟ้าสั่นะเืจนสัตว์ิญญาเบื้องล่างต้องพากันแตกตื่น
เย่กู่อี้ถึงกับเลิกคิ้วขึ้นด้วยความประหลาดใจอย่างปิดไม่มิด นางนึกไม่ถึงเลยว่าระดับาาเซียนเช่นเขาจะมีขุมพลังที่มหาศาลปานนี้ แรงปะทะอันรุนแรงเมื่อครู่ถึงกับฉีกแขนเสื้อสีขาวสลับทองของนางจนขาดวิ่น เผยให้เห็นท่อนแขนขาวเนียนละเอียดดุจหยกที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยปรากฏแก่สายตา
เย่กู่อี้มิยอมตกเป็ฝ่ายตั้งรับเพียงฝ่ายเดียว นางสะบัดฝ่ามือสวนกลับด้วยพลังปราณมหาศาลที่อัดแน่นจนอากาศบิดเบี้ยว แรงกระแทกนั้นรุนแรงพอจะส่งร่างของหลิวชิงให้ถอยกรูดออกไปไกลหลายสิบเมตร
ทว่าหลิวชิงกลับมิได้เสียขวัญ เขาข่มความเ็ปแล้วเร่งเร้าเคล็ดวิชาเสริมกำลัง พุ่งทะยานเข้าใส่พร้อมระดมหมัดและเท้าเข้าใส่เย่กู่อี้อย่างบ้าคลั่งไม่เปิดช่องว่างให้นางพักหายใจ
ทางด้านเย่กู่อี้ยังคงรักษาความสุขุม นางใช้เพียงความรวดเร็วดุจแสงของกวาง์และไหวพริบอันเฉียบคมหลบหลีกและปัดป้องท่วงท่าเ่าั้ได้อย่างง่ายดาย
แม้ท่วงท่าของหลิวชิงจะดูดุดันจนน่าเกรงขาม แต่ความห่างชั้นของตบะบำเพ็ญนั้นเห็นชัดอยู่แล้ว ในขณะที่หลิวชิงต้องรีดเร้นพลังปราณออกมาถึงแปดในสิบส่วนเพื่อเข้าจู่โจม เย่กู่อี้กลับใช้พลังเพียงหนึ่งในสิบส่วนเท่านั้นในการรับมือ สะท้อนให้เห็นถึงช่องว่างระหว่างระดับาาเซียนและจักรพรรดิเซียนที่ยังคงกว้างใหญ่ดุจเหวลึก
การต่อสู้ดำเนินไปได้พักใหญ่ จนกระทั่งหลิวชิงเป็ฝ่ายหยุดมือลงเมื่อตระหนักดีว่าตนมิอาจเอาชนะนางได้ในยามนี้ ซึ่งก็เป็สิ่งที่เขาคาดการณ์ไว้แต่แรกแล้ว
ทว่าอีกเหตุผลสำคัญที่ทำให้เขาต้องทำเช่นนี้ เพราะหากยังดื้อรั้นสู้ต่อไป อาภรณ์ของเย่กู่อี้คงมีแต่จะฉีกขาดเสียหายไปมากกว่าเดิม
หลิวชิงลอบขมวดคิ้วด้วยความฉงนใจ เหตุใดชุดไหมเทพของจักรพรรดิเซียนเช่นนางถึงได้ดูเปราะบางผิดปกตินัก เพียงแค่ปะทะกับพละกำลังของเขาไม่กี่กระบวนท่า กลับปริขาดจนเผยผิวพรรณให้เขาต้องลอบประหม่าอยู่เช่นนี้
“พอแค่นี้เถิด ข้าขอยอมแพ้... ขอบใจเ้ามากที่ยอมมาเป็คู่ซ้อมแลกเปลี่ยนวิชากับข้าในคืนนี้”
หลิวชิงเอ่ยขัดขึ้นพร้อมกับสลายพลังปราณทั้งหมดในกาย เขาข่มใจเบือนหน้าหนีแล้วรีบหันหลังให้นางทันทีราวกับกลัวว่าจะเผลอจ้องมองไปมากกว่านี้ “เ้าเร่งกลับตำหนักไปเปลี่ยนอาภรณ์ใหม่เถิด... อาภรณ์ของเ้าฉีกขาดเสียหายมากเกินไปแล้ว หากใครมาพบเห็นเข้ามันจะดูไม่งาม”
แม้ทั้งคู่จะเป็สหายสนิทที่ร่วมเป็ร่วมตายกันมาเนิ่นนาน ทว่าในยามที่นางอยู่ในสภาพกึ่งเปลือยเปล่าเช่นนี้ หลิวชิงกลับรู้สึกประหม่าจนทำตัวไม่ถูก เขาจึงเลือกที่จะรักษาเกียรติของนางด้วยการไม่ยอมหันกลับไปสบตาอีกเป็อันขาด
อาภรณ์ของนางในยามนี้ฉีกขาดรุ่งริ่งจนเผยให้เห็นต้นแขนขาวผ่อง ชายกระโปรงที่ขาดวิ่นเผยเรียวขางามวับๆ แวมๆ ทุกคราที่ลมพัดผ่าน แม้แต่ตามลำตัวก็ปรากฏรอยแยกของเนื้อผ้าจนเห็นผิวพรรณบริเวณ่อกและหน้าท้องที่เนียนละเอียด หากผู้ใดจ้องมองนานไปกว่านี้คงนับเป็การล่วงเกินนางอย่างมิอาจให้อภัย
ทว่าเย่กู่อี้กลับลอยเข้ามาขนาบข้างหลิวชิงอย่างไม่ถือตัว นางเอียงคอชำเลืองมองใบหน้าของเขาที่กำลังขึ้นสีด้วยความขี้เล่น “เมื่อก่อนยามออกศึก ข้าเคยนุ่งห่มน้อยกว่านี้เสียอีก เ้าจ้องมองข้าก็มิเคยว่ากล่าวอันใด เหตุใดคืนนี้จึงต้องกังวลปานนั้นเล่า? มาสู้กันต่อเถิด... ข้าไม่ถือสาหรอกหากเ้าจะมอง”
“เมื่อก่อนเรายังเด็ก ย่อมต่างจากตอนนี้ที่เติบใหญ่... วันนี้ข้าเหนื่อยล้าพอแล้ว อยากจะไปนั่งพักผ่อนสงบใจบนยอดเขาสักหน่อย”
หลิวชิงเอ่ยตัดบทด้วยน้ำเสียงที่พยายามข่มความประหม่า ก่อนจะทิ้งท้ายด้วยรอยยิ้มจางๆ “วันนี้ข้าสนุกมาก ขอบใจเ้าจริง ๆ... ข้าขอตัวลา”
สิ้นคำ เขาก็ทะยานร่างมุ่งหน้าสู่ยอดเขาสูงชันในทันทีหวังจะสลัดความฟุ้งซ่านออกไป ทว่าเย่กู่อี้กลับมิยอมให้เขาได้อยู่ลำพังง่ายๆ นางพุ่งตัวตามติดเขาไปอย่างรวดเร็วราวกับเงาตามตัว พร้อมกับเอ่ยรั้งขึ้น
“เ้าคงสงสัยสินะว่าเหตุใดอาภรณ์ของข้าถึงได้เปราะบางนัก... ความจริงอาภรณ์ระดับจักรพรรดิของข้าได้รับความเสียหายหนักจนมิอาจสวมใส่ได้ชั่วคราว ข้าจึงต้องนำอาภรณ์ตัวเก่าสมัยที่ตบะยังไม่สูงส่งนักมาใช้แก้ขัดไปก่อน”
เย่กู่อี้เอ่ยไขข้อข้องใจพลางร่อนไปเคียงข้างเขา ก่อนจะเสนอด้วยรอยยิ้มสดใสราวกับลืมเื่ชุดที่ฉีกขาดไปสิ้น “ข้าขอร่วมโต๊ะอาหารกับเ้าสักมื้อแล้วจะรีบกลับ... วันนี้ข้าเตรียมของอร่อยมาเพียบเลย ทั้งกับแกล้มเลิศรสแล้วก็สุราชั้นดี”