เกิดใหม่ทั้งทีขอเป็นผู้ดูแลฟาร์มผู้มั่งคั่งบ้างได้ไหมคะ?[แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 4 บทที่ 111 ข่าวลือ [Re-write]

            หลิงมู่เอ๋อร์พิงอยู่บนเตียงทั้งสมองเต็มไปด้วยฉากที่ซั่งกวนเซ่าเฉินจูบด้วยความหึงหวง นางพ่นเสียงหัวเราะออกมาตบแก้มที่ร้อนขึ้นมาเบาๆ พลิกตัวขึ้นมาจากเตียง

             

            วันเวลาเช่นนี้คล้ายกับจะไม่ต่างกับเมื่อก่อน แต่ก็เหมือนกับจะมีความแตกต่างในจุดที่สำคัญนางรู้สึกเพียงว่าในใจถูกเติมจนเต็มแล้ว ไม่ว่าจะยุ่งหรือเหนื่อยเพียงใดในยามที่คิดถึงเขาขึ้นมานั้น ในใจก็รู้สึกอบอุ่น ไม่เหมือนเมื่อก่อนเหนื่อยแล้วก็ล้มตัวลงบนเตียง จากนั้นอะไรก็ไม่ต้องไปคิดจนกระทั่งพักผ่อนเรียบร้อยแล้ว ก็กลับคืนสู่สภาพของเมื่อวานอีกครั้ง

             

            “คุณหนู…” ซางจือเห็นใบหน้าของหลิงมู่เอ๋อร์ราวกับดอกท้อก็มองสบตาหัวเราะกับเจี้ยงเซียง

             

            ทุกคนต่างก็รู้ว่า หลิงมู่เอ๋อร์และซั่งกวนเซ่าเฉินเป็นคู่รักกันเดิมคิดว่าซั่งกวนเซ่าเฉินไม่คู่ควรกับคุณหนูของพวกนางแต่เห็นคุณหนูใช้ชีวิตอย่างมีความสุขเช่นนี้ พวกนางก็เปลี่ยนความคิดนี้

             

            บัดนี้ เมื่อมองซั่งกวนเซ่าเฉินอีกครั้ง นอกจากใบหน้านั้นไม่หล่อเหลาแล้วด้านอื่นก็ล้วนดีมากทั้งนั้น

             

            พวกนางมองซั่งกวนเซ่าเฉินไม่ดี มิใช่เพราะว่าเขาหน้าตาไม่ดี ในยุคสมัยนี้รูปโฉมของบุรุษมิได้มีความสำคัญ ที่สำคัญจริงๆ คือลักษณะนิสัยของพวกเขาซั่งกวนเซ่าเฉินมักจะปั้นสีหน้าเด็กบนท้องถนนเห็นเขาแล้วยังต้องถูกทำให้ตกใจจนร้องไห้ พวกนางเพียงแต่เป็นห่วงว่าหลิงมู่เอ๋อร์จะถูกเขารังแก!

             

            หลังจากการสังเกตในช่วงเวลาที่ผ่านมาซั่งกวนเซ่าเฉินรักตามใจหลิงมู่เอ๋อร์ไปถึงหัวใจแม้เขายังคงไม่ปรับสีหน้ากับผู้อื่นแต่กับหลิงมู่เอ๋อร์แล้วไม่เหมือนกันแม้แต่นิดเดียวการรับรู้นี้ทำให้พวกนางเข้าใจว่าความกังวลในช่วงที่ผ่านมานั้นไร้ความจำเป็นเพียงใดบัดนี้ในจวน ทั้งผู้ใหญ่หรือเด็กเล็กก็ล้วนแต่เคารพซั่งกวนเซ่าเฉิน

             

            “วันนี้ข้าออกตรวจอาการ อีกครู่พวกเจ้าไปตรวจอาการที่โรงหมอโรคที่ไม่สามารถรักษาได้ก็เหลือไว้ เดี๋ยวพรุ่งนี้ข้าไปดูพวกอาการเจ็บป่วยเล็กๆ น้อยๆ นั้น พวกเจ้าสามารถจัดการทั้งหมดได้เลย”หลิงมู่เอ๋อร์กล่าวกับคนทั้งสอง

             

            “คุณหนูจะให้พวกเราสองคนไปตรวจคนไข้? พวกเราที่เป็นดั่งน้ำครึ่งถังนี้กลัวว่าจะไม่เหมาะกระมังเจ้าคะ?” เจี้ยงเซียงมีความไม่แน่ใจ

             

            “ไม่มีอะไรไม่ได้” หลิงมู่เอ๋อร์ด้านหนึ่งแปรงผม อีกด้านกล่าวว่า“พวกเจ้าเพียงทำตามที่ข้าพูดก็พอ ข้ามีความมั่นใจในวิชาแพทย์ของพวกเจ้า”

             

             “เช่นนั้น…คุณหนูเชื่อใจพวกเราพวกเราก็ไม่อาจผิดต่อความเชื่อถือของคุณหนูได้”ซางจือหัวเราะเบาๆ “ก็ฟังคุณหนูเถอะ!  “พวกเราคงมิอาจเป็นผู้ช่วยของคุณหนูไปชั่วชีวิตตลอดมา ที่คุณหนูต้องการไม่ใช่ผู้ช่วยแต่เป็นผู้ที่สามารถช่วยนางแบ่งเบาความรับผิดชอบได้”

             

            “ดี พวกเราเชื่อฟังคุณหนู” เจี้ยงเซียงก็เชื่อฟังคำสั่งของซางจือซางจือพูดอย่างไร นางก็ทำเช่นนั้น

             

            หลิงมู่เอ๋อร์มองผู้หญิงที่อยู่ในกระจก ผู้หญิงที่มีความรักหล่อเลี้ยงนั้นมักจะแผ่ความอบอุ่นและอ่อนโยนออกมา เมื่อวาน ซั่งกวนเซ่าเฉินใช่ขอนางแต่งงานหรือไม่นะ?

             

            เหอะ! ผู้ชายที่ดื่มสุราจนเมาคนหนึ่งนางย่อมไม่มีทางเชื่อแน่นอน! นอกจาก…วันนี้เขาจะขออีกครั้ง

             

            หลิงมู่เอ๋อร์ถือกล่องยาขึ้นไปนั่งบนรถม้ารถม้าของหลิงไม่มีการทำเครื่องหมายพิเศษแต่ว่าหลิงมู่เอ๋อร์ได้แขวนกระดิ่งสองใบไว้ที่ด้านหน้าของรถม้าคนในเมืองพบรถม้าของพวกนางเป็นประจำดังนั้นจึงสามารถจำได้ว่านั่นเป็นของครอบครัวนางขอเพียงรถม้าของสกุลหลิงเคลื่อนไหว ผู้คนโดยรอบก็จะกระจายตัวออกไปด้านข้าง

             

            “หลีกทาง!” ด้านหน้ามีเสียงดังโหวกเหวกลอยมา“องค์ชายเจ็ดเสด็จ”

             

            คนขับรถม้าตะโกนอยู่ด้านนอก “คุณหนู ม้าของพวกเราวันนี้ดูผิดปกติ ตอนนี้ควบคุมไม่ได้ขอรับ”

             

            หลิงมู่เอ๋อร์เลิกม่านออก เห็นด้านหน้ามีม้าพุ่งเข้ามาตัวหนึ่งคนบนหลังม้ามีรูปร่างแข็งแรงและปราดเปรียว ดูคล่องแคล่วเป็นอย่างมาก

             

            นางรู้สึกเพียงว่าเงาร่างนั้นดูคุ้นเคยอย่างมาก ยังไม่ทันที่นางจะได้มองชัดคนบนม้าตัวนั้นก็พุ่งเข้ามา และตอนนี้ ม้าของสกุลหลิงได้รับความตื่นตระหนกยิ่งควบคุมได้ยากขึ้นไปอีกแล้ว

             

            “คุณหนู…ท่านกระโดดลงจากรถเถิดขอรับ!” คนขับรถม้าร้องอย่างตื่นตระหนกอยู่ด้านนอก“ตอนนี้ไม่มีวิธีอื่นแล้วขอรับ”

             

            หลิงมู่เอ๋อร์มองไปรอบๆ วันนี้เป็นวันจ่ายตลาดทุกที่บนถนนล้วนมีคนสัญจรเต็มไปหมด หากนางกระโดดลงจากรถแล้ว ม้าสูญเสียการควบคุมจะต้องทำร้ายถูกผู้ที่เดินอยู่ข้างทางเป็นแน่

             

            “คนขับรถ เจ้ามุ่งหน้าไปบริเวณที่ห่างไกล ทางนั้นมิใช่มีตรอกตันหรือ? มุ่งไปทางนั้น บริเวณนั้นมีคนน้อย”หลิงมู่เอ๋อร์สั่งการอย่างมีสติ

            “คุณหนูขอรับ….ในสถานการณ์เช่นนี้แล้วท่านยังคิดถึงคนอื่นอีก”คนขับรถม้าร้องไห้โดยไม่มีน้ำตา “บ่าวชรานับถือท่านบ่าวชราผู้นี้แม้ต้องเสี่ยงชีวิตก็จะขอปกป้องคุณหนูให้ได้”

             

            ชาวบ้านบนท้องถนนเห็นฉากที่โกลาหลนี้ แต่ละคนต่างก็หลบหลีกอย่างตื่นตระหนกมีคนจำได้ว่านั่นคือรถม้าของสกุลหลิง และก็เห็นหลิงมู่เอ๋อร์

             

            “นั่นไม่ใช่เซียนแพทย์หรือ? ม้าของนางได้รับความตื่นตระหนกแล้วทุกคนรีบช่วยนางเร็วเข้า” มีคนร้องขึ้นมาด้วยความตกใจ“มีคนไปช่วยแม่นางเซียนแพทย์ของเราหรือไม่?”

             

            ในเวลานั้นเอง ผู้ที่พุ่งเข้ามาทางพวกเขา ทั้งร่างก็ลอยขึ้นมากลางอากาศ จากนั้นก็โผพุ่งไปยังรถม้าสกุลหลิงที่อยู่ไม่ไกล

             

            คนขับรถม้าเห็นผู้ที่ร่อนลงมาจากฟ้า ใบหน้าชราเต็มไปด้วยความสงสัยในระหว่างที่กำลังสงสัยอยู่นั้นเขาก็ถูกผู้ที่ร่อนลงมาจากฟ้าผู้นั้นพาลงจากรถม้าไป จากนั้นอีกเงาร่างหนึ่งก็ปรากฏขึ้นมา นั่งอยู่บนตำแหน่งที่คนขับรถม้านั่งเมื่อครู่และควบคุมรถม้าไว้แทน

             

            “ไม่ต้องตระหนก ข้าไม่มีทางให้เจ้าเกิดเรื่อง”เสียงทุ้มต่ำเสียงหนึ่งดังมาจากด้านนอก

             

            หลิงมู่เอ๋อร์ได้ยินเสียง ก็เปิดม่านรถขึ้นอีกครั้งนางเห็นเพียงแผ่นหลังแผ่นหนึ่ง ทว่าแผ่นหลังนี้ก็ทำให้นางวางใจไม่น้อย

             

            รถม้าสั่นไหวอย่างรุนแรง หลิงมู่เอ๋อร์อยู่ในรถม้าแกว่งไปมาจนหน้ามืดตาลายนางจับเสาที่อยู่ด้านข้างไว้แน่น จึงได้ไม่ทำให้ตนเองกระเด็นออกไป

             

            ปัง! รถม้าชนเข้ากับทางตันที่ด้านข้างรถม้าแตกกระจาย ม้าร้องเสียงโหยหวนขึ้นมาส่วนหลิงมู่เอ๋อร์ถูกชายผู้นั้นโอบกอดไว้แล้วเหาะขึ้นไป ร่อนลงบนหลังคาบ้าน

            หัวใจของหลิงมู่เอ๋อร์ได้รับความตกใจอย่างรุนแรง นางมองม้าที่ล้มอยู่บนพื้นม้าตัวนั้นดวงตามีเลือดออก สีหน้าเจ็บปวดเป็นอย่างมากดูจากลักษณะของมันน่าจะป่วยแล้ว นางดึงผู้ชายที่อยู่ข้างกาย กล่าวว่า“พาข้าลงไปเถอะ! บางทีอาจจะยังช่วยมันได้”

             

            “มันเกือบจะทำร้ายเจ้า เจ้าเดียรัจฉานเช่นนี้ไม่อาจเก็บไว้แล้ว” ชายหนุ่มหรือก็คือโจวฉี่เยี่ยนที่ได้พบหน้ากันอีกครั้งพูดอย่างไม่พอใจ “เจ้ามักจะมองชีวิตของผู้อื่นสำคัญกว่าทุกสิ่งชีวิตของเดรัจฉานตัวหนึ่ง หรือยังสำคัญกว่าชีวิตของเจ้าอีก?”

             

            “ข้ารู้จักหนักเบา อย่าพูดราวกับข้าเป็นคนโง่ได้หรือไม่”หลิงมู่เอ๋อร์พูดกระแทกเขาโดยสัญชาตญาณหนึ่ง เห็นเขาไม่พอใจ นางก็หัวเราะแหะๆ“ข้ารู้ว่าเจ้าเป็นห่วงข้า ขอบคุณความเป็นห่วงของเจ้าแต่ว่าเจ้าสัตว์ตัวนี้มันก็ไม่ได้ตั้งใจทำร้ายข้า แต่เป็นเพราะป่วยแล้วไม่อาจควบคุมตัวเองได้ ตอนที่เจ้าเจ็บป่วยก็ไม่เคยสูญเสียการควบคุมตนเองหรือ?”

             

            “เจ้า…” โจวฉี่เยี่ยนราวยิ้มแต่ไม่ยิ้ม“นำข้าไปเทียบกับม้าตัวหนึ่ง?”

             

            หลิงมู่เอ๋อร์กะพริบตา ราวกับข้าไม่รู้เจ้ากำลังพูดอะไร

             

            โจวฉี่เยี่ยนก็ไม่ได้จะเอาเรื่องกับนางจริงๆ เขามองสำรวจนาง เห็นนางมิได้รับบาดเจ็บจึงพานางลงสู่พื้น

             

            หลิงมู่เอ๋อร์วิ่งมาถึงหน้ารถม้า ดูเปลือกตาของมันก่อนจากนั้นก็ตรวจสอบจุดอื่น ในยามที่คลำไปถึงท้องของมันนั้น นางก็ขมวดคิ้ว


            “จากที่ดูป่วยแล้วจริงๆ ในท้องนี้ไม่รู้ว่าไปกินอะไรมา บวมถึงขนาดนี้” หลิงมู่เอ๋อร์สั่งการ นำกล่องยาของข้ามา

             

            ชายฉกรรจ์ที่ช่วยคนขับรถม้าเมื่อครู่ได้ยินคำพูดของหลิงมู่เอ๋อร์สีหน้าก็เปลี่ยนเป็นแย่อย่างมาก ที่หลิงมู่เอ๋อร์สั่งการคือโจวฉี่เยี่ยนในสายตาของชายฉกรรจ์ผู้นั้น คือความไม่อยากเชื่อ ในโลกนี้ถึงกับมีสตรีมาออกคำสั่งบงการเจ้านายของเขา เจ้านายยังมีท่าทีอย่างไรก็ได้เช่นนี้อีก หญิงสาวผู้นี้ที่แท้เป็นใครกันแน่?

            ในระหว่างที่ชายฉกรรจ์กำลังตื่นตะลึงนั้นโจวฉี่เยี่ยนก็ได้แบกกล่องยากลับมาแล้ว เขาเปิดกล่องยาออกอย่างคุ้นเคยนำของที่อยู่ภายในออกมา ดูแล้วมีความชำนาญเป็นอย่างมากฉากนี้ทำเอาชายฉกรรจ์ผู้นั้นตกใจจนอ้าปากค้าง

             

            “เข็มเงิน” โจวฉี่เยี่ยนส่งเข็มเงินให้หลิงมู่เอ๋อร์

             

            เห็นหลิงมู่เอ๋อร์รับไป รอจนนางฝังเข็มเสร็จแล้ว ก็ส่งเครื่องมืออื่นให้ คนทั้งสองร่วมมือกันอย่างกลมกลืนราวกับรู้จักกันมานับพันนับหมื่นปี

             

            คุณชายสูงศักดิ์ในอาภรณ์หรูหราผู้หนึ่ง สาวน้อยในชุดสีชมพูพลิ้วไสวนางหนึ่งคนทั้งสองมีรูปโฉมงดงามอย่างมาก ฉากนี้ก็ราวกับกุมารทองกุมารีหยกกระนั้น

             

            “นี่มิใช่แม่นางเซียนแพทย์หรือ? แม่นางเซียนแพทย์แม้แต่ม้าของตนก็ดีด้วยถึงเพียงนี้นี่เป็นหญิงสาวจิตใจเมตตาที่สุดในโลกแล้ว” ท่านป้าผู้หนึ่งกล่าวอย่างสะทกสะท้อน

             

            คนที่อยู่ด้านข้างพูดอย่างไม่พอใจว่า “ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาสนใจสิ่งเหล่านี้หรือเจ้าไม่สงสัยว่าชายที่อยู่ด้านข้างเป็นใครหรือ? ได้ยินว่าแม่นางเซียนแพทย์นั้นมีชายในดวงใจแล้วมิใช่บอกว่านางมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดสนิทสนมกับผู้บัญชาการองครักษ์หลวงหรือ?  แต่คุณชายผู้นี้ดูแล้วก็ไม่ใช่คนธรรมดานี่หรือจะเป็นผู้ที่ชื่นชอบแม่นางเซียนแพทย์กัน”

             

            หูของโจวฉี่เยี่ยนดีมาก การพูดคุยพวกนั้นลอยมาเข้าหูเขา

            เขามองหญิงสาวรูปโฉมงามสง่าที่อยู่เบื้องหน้า ในดวงตาวาบลึก

            เขาไม่ได้ถามนาง ว่าบุรุษผู้นั้นเป็นใครเขาที่เพิ่งมาถึงเมืองหลวงยังมิได้ปักหลักอย่างมั่นคง ก็ไม่สะดวกที่จะรู้มากเกินไปวันหลัง เขาย่อมสามารถตรวจสอบออกมาได้แน่

             

            เรียบร้อยแล้ว” หลิงมู่เอ๋อร์เห็นม้าลมหายใจสงบราบเรียบ “ให้มันพักผ่อนสักครู่ก็ดีแล้ว”

             

            “เวลานี้เจ้าจะไปที่ใดกัน? ข้าส่งเจ้าไป”โจวฉี่เยี่ยนมองนางอย่างอ่อนโยน

             

            “ที่จริงก็ไม่ไกลแล้ว ดังนั้นไม่ต้องให้เจ้าส่งแล้วเจ้ายังมีเรื่องที่ต้องทำใช่หรือไม่? ว่างแล้วค่อยคุยกัน” หลิงมู่เอ๋อร์หิ้วกล่องยาลุกขึ้นมา

             

            โจวฉี่เยี่ยนมองเงาร่างของหลิงมู่เอ๋อร์หายไปชายฉกรรจ์ที่อยู่ด้านข้างเอ่ยปากเตือนว่า “นายท่านฐานะของท่านไม่เหมาะให้คนรู้มากเกินไป”

             

            “ข้ารู้” โจวฉี่เยี่ยนกล่าวอย่างราบเรียบ “องค์ชายเจ็ดล่ะ? เขาก่อเรื่องใหญ่ขนาดนี้ หรือว่าแม้แต่ถามก็มิถามสักคำ?”

             

            “องค์ชายเจ็ดน่าจะเข้าวังแล้วขอรับ! พวกพระญาติพระวงศ์ล้วนมักเป็นเช่นนี้ชีวิตคนในสายตาของพวกเขาเดิมก็ไร้ค่า” ชายฉกรรจ์ยิ้มเย็น

             

            “ในเมื่อองค์ชายเจ็ดไม่สนใจของเช่นชีวิตคนเช่นนั้นพวกเราก็ส่งของขวัญชิ้นใหญ่ให้เขาเถอะ! หวังว่าเขาจะรักษาบุคลิกเช่นนี้ไว้ตลอดไป”โจวฉี่เยี่ยนพูดอย่างเย็นชา “ข้าจะให้เขาเข้าใจว่า ชีวิตที่เขาคิดว่าไร้ค่าพวกนั้นสูงค่ากว่าชีวิตองค์ชายของเขามากนัก”

             

            ชายฉกรรจ์ไม่กล้าพูดอะไรอีก เขามองออก เจ้านายของเขาโกรธแล้วจริงๆผลลัพธ์ร้ายแรงอย่างมาก

            ทุกสิ่งนี้ มีคนผู้หนึ่งเห็นอย่างชัดเจน

             

            คนผู้นั้นยืนอยู่ที่หน้าต่างของร้านอาหาร มองเห็นหลิงมู่เอ๋อร์ตั้งแต่ประสบอันตรายจนถึงภายหลังที่ได้รับการช่วยเหลือในตอนนั้นเขาเกือบจะลงมือแล้ว แต่สุดท้ายก็อดทนไว้ได้

             

            “จวิ้นอ๋อง แม่นางหลิงท่านนี้ช่างออกจากประตูก็พบผู้สูงศักดิ์จริงๆหากมิใช่นางพบคนผู้นี้ นางไม่ตายก็ต้องบาดเจ็บสาหัส”ชายวัยกลางคนที่ยืนอยู่ด้านหลังของเขา แต่งกายคล้ายกุนซือในกองทัพ “องค์ชายเจ็ดกลับเมืองหลวงดูแล้วราชสำนักก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่แล้ว จวนจวิ้นอ๋องตัดสินใจแล้วหรือไม่ซูเหล่าฟูเหรินน่าจะอยากให้จวิ้นอ๋องยืนอยู่ข้างตำหนักบูรพากระมังเพราะอย่างไรไท่จื่อของตำหนักบูรพาก็มีสิทธิ์อันชอบธรรมและหวางโฮ่วแห่งตำหนักกลางยิ่งเป็นมารดาผู้ให้กำเนิดของไท่จื่อไท่จื่อได้ครองตำแหน่งบุตรภริยาเอกไว้”


    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่ทั้งทีขอเป็นผู้ดูแลฟาร์มผู้มั่งคั่งบ้างได้ไหมคะ?[แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน