ูเาชิงหย่วนเป็ูเาแห่งลัทธิเต๋าที่แห่งนี้มีปราณแห่งปุยเมฆและค่ายกลจิ่วเหอที่ไม่ธรรมดาอย่างยิ่งอีกทั้งยังมีแรงศรัทธาอันแรงกล้าจากผู้คนนับไม่ถ้วนจึงก่อเกิดเป็พลังแห่งศรัทธา์
แต่ไม่รู้เพราะเหตุใด หลังจากที่ฟ่านเสวี่ยหลีเข้ามายังูเาชิงหย่วนถึงรู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่างเนื่องจากในอากาศมีกลิ่นเหม็นสาบ กลิ่นนี้คล้ายกับกลิ่นของศพคนจมน้ำตายเป็เวลานานจนเน่าเปื่อยที่เรียกว่าไอิญญา
เดิมทีวัดเต๋าเป็สถานที่ที่ใช้สงบจิตใจและบูชา์เหตุใดจึงมีไอิญญามากเช่นนี้
ทันใดนั้นฟ่านเสวี่ยหลีก็นึกถึงค่ายกลใหญ่ที่อยู่ใต้แม่น้ำภายในเลี้ยงไว้ด้วยศพเดินได้จำนวนมาก ซึ่งทำให้เขายิ่งเข้มงวดและระมัดระวัง
หลังจากเดินไปหลายก้าว ภายใต้การสังเกตดูอย่างละเอียดเขาก็พบว่าบนใบไม้ทั้งสองฝั่งตรงเชิงเขามีด้ายเงินอยู่มากมายด้ายสีเงินเหล่านี้เหมือนกับลูกมะกอกที่ถูกร้อยกันเป็พวงๆ เขียวชอุ่มเป็พิเศษ
“น้ำตาแห่งิญญาร้าย!”
แววตาของฟ่านเสวี่ยหลีเย็นเยือกในทันที
น้ำตาแห่งิญญาร้ายเกิดจากคนที่ตายด้วยคำสาปที่ชั่วร้ายที่สุด แล้วใช้ค่ายกลผนึกลมปราณเอาไว้และใช้วิธีการต่างๆ ในการเฆี่ยนผู้ตายลงทัณฑ์สารพัดจนทำให้เกิดความเคียดแค้นสะสมขึ้นในใจ สุดท้ายน้ำตาก็จะไหลออก!
หากคนธรรมดาััโดนน้ำตาแห่งิญญาร้ายก็จะตกลงสู่ห้วงภวังค์และถ้าััโดนพวงน้ำตาแห่งิญญาร้ายต่อให้เป็ผู้ที่แข็งแกร่งเพียงใดก็ต้องถูกพันธนาการ
ตลอดเส้นทางฟ่านเสวี่ยหลีมองเห็นด้ายเงินแบบนี้หลายร้อยก้อน!
เส้นทางเต็มไปด้วยน้ำตาและความแค้น ช่างน่าอนาถและเลวร้ายยิ่งนัก!
“ในเมื่อเป็น้ำตาแห่งิญญาร้ายแสดงว่าเครื่องรางศักดิ์สิทธิ์ของซ่งเิเฉวียนน่าจะเป็ประเภทค่ายกลที่สามารถกักขังดวงิญญาและเด่นด้านป้องกันซึ่งเครื่องรางศักดิ์สิทธิ์ชนิดนี้กลัววิชาธาตุไฟที่สุด!”เมื่อฟ่านเสวี่ยหลีนึกขึ้นว่าตนมีเพลิงสัจธรรม สายตาก็เยือกเย็น
เขาเดินไปถึงวัดชิงหย่วนที่อยู่บนยอดเขา แม้ตอนนี้เพิ่งจะพลบค่ำแต่หิมะกลับตกหนักจึงไม่เจอเด็กวัดเลยสักคน ฟ่านเสวี่ยหลีแอบเข้าไปในวัดชิงหย่วนเขามองเห็นองครักษ์ชุดเกราะเงินคนหนึ่งอยู่ในเรือนข้างซึ่งกำลังดื่มเหล้าอยู่ในห้องที่จุดเตาไฟเอาไว้เขาจึงผลักประตูเข้าไปแล้วโจมตีอีกฝ่ายจนสลบ
ฟ่านเสวี่ยหลีควบคุมกำลังได้อย่างแม่นยำการโจมตีครั้งนี้ทำให้อีกฝ่ายสลบอย่างน้อยครึ่งวัน เขาจึงสวมชุดเกราะอย่างสบายใจหยิบหอกยาวของอีกฝ่ายและสาดเหล้าลงบนชุดเล็กน้อย จากนั้นกดหมวกเหล็กลงปิดหน้าไว้ครึ่งหนึ่ง
เขาแสร้งทำเป็เดินลาดตระเวนและยังอาศัยกลิ่นเหล้าทำเป็เดินโซเซฟ่านเสวี่ยหลีจึงเดินไปเรื่อยๆ จนถึงตำหนักใหญ่ของวัดชิงหย่วน
สิ่งที่น่าแปลกใจคือส่วนลึกของตำหนักใหญ่มีถ้ำมืดแห่งหนึ่งโดยรอบไม่มีผู้คน แต่ฟุ้งไปด้วยไอิญญา
“ดูเหมือนว่าภายในส่วนลึกของถ้ำมืดนี้จะเป็ซ่องโจรของซ่งเิเฉวียนแต่เหตุใดที่นี่ถึงไม่มีองครักษ์เล่า”ขณะที่ฟ่านเสวี่ยหลีกำลังสงสัยก็มีไอิญญาพัดมาจากด้านหลัง เขาตัวสั่นเล็กน้อยแล้วหันหลังกลับไปช้าๆ
ไม่ไกลจากด้านหลังเขามีตะพาบั์อยู่ตัวหนึ่งตัวของมันกว้างเท่ากับคนสามสี่คน ส่งกลิ่นเหม็นเน่าไปทั้งตัวหัวของมันใหญ่เหมือนล้อรถม้า ทุกก้าวที่เหยียบล้วนยุบลงลึก
ฟ่านเสวี่ยหลีพลันจิตใจสั่นสะท้านมันคือตะพาบั์ที่เกิดจิติญญาแล้ว! ดูจากลักษณะน่าจะผ่านการบำเพ็ญเพียรมาเกินร้อยปี
ตะพาบั์ะโเสียงดัง “ยังไม่รีบพาข้าไปพบผู้าุโซ่งของพวกเ้าอีกขืนมัวชักช้า ระวังจะถูกข้ากิน”
ตอนที่มันพูดก็แนบขาข้างหนึ่งไปที่พระพุทธรูปที่อยู่ด้านข้าง แล้วแทงพระพุทธรูปที่หล่อจากสำริดจนเป็รู
ดูจากการโจมตีนี้อย่างน้อยต้องมีเนื้อกายขั้นสี่ซึ่งมีพลังเท่ากระทิงสี่ตัว แต่เมื่อเห็นมันทำได้อย่างง่ายดายเช่นนี้เกรงว่าระดับพลังจะยิ่งแข็งแกร่งกว่านั้น
ฟ่านเสวี่ยหลีวิเคราะห์ในชั่วพริบตา แม้อีกฝ่ายจะพลังแข็งแกร่งแต่การเคลื่อนไหวเชื่องช้า ถึงแม้ขาหน้าจะทรงพลัง แต่ขาหลังและหางกลับอ่อนแรง
แต่เขาก็รีบก้มหน้าลงแล้วพูดว่า “ขอรับ” จากนั้นก็เดินนำเข้าไปในถ้ำมืดมิดแห่งนี้
จากนั้นเขาก็ฉุกคิดขึ้นมาในทันที ‘หรือว่าซ่งเิเฉวียนจะสมรู้ร่วมคิดกับเ้าปีศาจตะพาบั์ตนนี้’
เขาเดินเข้าไปลึกเรื่อยๆทางโค้งหลายแห่งล้วนมีไข่มุกราตรีส่องสว่างจนทำให้มองเห็นทางระหว่างทางฟ่านเสวี่ยหลีมองเห็นองครักษ์หลายคนที่แต่งตัวเหมือนกันเดินออกไปข้างนอกเมื่อเห็นเขากำลังเดินนำทางให้ตะพาบั์ก็ต่างทำความเคารพอย่างแ่เบาเห็นได้ชัดว่าพวกเขาเกรงกลัวตะพาบั์ตนนี้อย่างยิ่งทุกคนต่างก้มหน้าแล้วเดินผ่านอย่างรวดเร็วโดยที่ไม่มีใครมองออกถึงการปลอมตัวของฟ่านเสวี่ยหลี
ฟ่านเสวี่ยหลีลอบพยักหน้า ที่แท้องครักษ์ทั้งหลายก็อยู่ในนี้
เขานำทางตะพาบั์เข้าไปถึงส่วนลึกของช่องทางนี้ และพบว่าด้านในคือลานบูชาขนาดใหญ่ทั้งสองฝั่งของลานบูชามีศพตากแห้งอยู่หลายร้อยศพ ดูโหดร้ายอย่างยิ่งข้างใต้ร่างของพวกเขามีค่ายกลที่จัดวางจากกระดองเต่า ราวกับกำลังดูดซับิญญาของพวกเขา
ค่ายกลใหญ่นี้เหมือนกับที่ฟ่านเสวี่ยหลีเห็นใต้แม่น้ำ
น้ำตาแห่งิญญาร้ายปีศาจตะพาบั์และค่ายกลใหญ่ที่วางอยู่ตามสถานที่ต่างๆ ทั้งหมดนี้ดูเหมือนลางบอกเหตุถึงแผนการร้ายอันยิ่งใหญ่
ฟ่านเสวี่ยหลียิ่งระแวดระวัง
“เซียนตะพาบั์มาแล้วหรือ”ซ่งเิเฉวียนที่อยู่บนตำแหน่งประธานแสร้งยิ้มแล้วพูดออกมา
ซ่งเิเฉวียนซ่อนตัวอยู่ในความมืด ปราณหยินบนตัวเข้มข้น เขาจ้องมองตะพาบั์โดยที่ไม่ได้สังเกตฟ่านเสวี่ยหลีที่ยืนก้มหัวอยู่ด้านข้างสักนิด
ส่วนตำแหน่งอื่นๆ ก็นั่งด้วยปีศาจอีกสองตัว ตัวหนึ่งเป็ปีศาจวัวอีกตัวหนึ่งเป็ปีศาจงูหลาม ทั้งสองต่างมีกลิ่นอายอันโเี้แต่เมื่อเห็นตะพาบั์ ลมปราณกลับชะงักชั่วขณะ เห็นได้ชัดว่าตะพาบั์มีสถานะสูงกว่าพวกมันมาก
ตะพาบั์ชักสีหน้าแล้วพูดอย่างเ็า“ผู้าุโซ่งกับพวกข้าต่างคนต่างอยู่ไม่ก้าวก่ายกัน มีเื่ก็รีบพูด มีลมก็รีบผาย!”
สีหน้าของมันมีความเหลือทนเล็กน้อย เห็นได้ชัดว่ารังเกียจซ่งเิเฉวียน
“เ้า...”ชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าซ่งเิเฉวียนอดไม่ได้ที่จะลุกขึ้นยืนพร้อมกับใบหน้าที่เปี่ยมด้วยความโกรธเขาก็คือคุณชายสามตระกูลฟ่าน ฟ่านอินเหวิน
ระดับพลังของเขาได้รับผลกระทบอย่างหนัก แม้าแจากการโจมตีของฟ่านเสวี่ยหลีจะหายดีแล้วทว่าร่างกายอ่อนแอยิ่ง แต่เขามีนิสัยใจร้อน เมื่อเห็นปีศาจตะพาบั์ไร้มารยาท จึงะเิอารมณ์ออกมาอย่างอดไม่ได้
“ในเมื่อทุกท่านมากันครบแล้ว...”ซ่งเิเฉวียนโบกมือให้ฟ่านอินเหวินแล้วยืนขึ้นพูด“วันนี้ข้าจะให้ทุกท่านได้เห็นคนคนหนึ่ง”
เขาเคลื่อนมือเป็มุทรา จากนั้นค่ายกลบนลานบูชาก็สั่นะเืไอิญญานับไม่ถ้วนหลั่งไหลออกมา พุ่งทะยานขึ้นไปบนท้องฟ้า
ด้านหลังเขาปรากฏชายคนหนึ่งที่ถูกมัดอยู่บนราวทองเหลืองน้ำตาแห่งิญญาร้ายนับไม่ถ้วนส่งเสียงโหยหวนตกลงบนตัวเขา ผนึกชายคนนี้อย่างสมบูรณ์
“เขาจริงๆ ด้วย!” เมื่อเห็นชายคนนั้นปีศาจทั้งหลายที่อยู่บนที่นั่งก็เปล่งเสียงใออกมาและรู้สึกเหลือเชื่อ!
โดยเฉพาะปีศาจตะพาบั์ที่เผยสายตาหวาดกลัวออกมาเล็กน้อย
ฟ่านเสวี่ยหลีสูดลมหายใจเข้าลึกเนื่องจากคนที่อยู่ตรงหน้าคือาาบัลลังก์ทมิฬหวังซีเซิ่งที่เขาพบเจอเมื่อตอนเช้า!
ตอนนั้นเห็นเพียงหวังซีเซิ่งต้านทานการโจมตีด้วยเครื่องรางศักดิ์สิทธิ์ของท่านพ่อไม่รู้ว่าเขาตกมาอยู่ในมือของซ่งเิเฉวียนเพราะเหตุใด
สายตาของปีศาจทุกตัวที่มองไปยังซ่งเิเฉวียนต่างแฝงด้วยความหวาดกลัว
แม้แต่าาบัลลังก์ทมิฬที่หายตัวไปสิบปีก็ยังถูกซ่งเิเฉวียนผนึก แล้วยังมีอะไรที่ซ่งเิเฉวียนทำไม่ได้อีกเล่า
เมื่อสิบปีก่อนที่าาบัลลังก์ทมิฬทำให้เมืองฉางซานนองไปด้วยเืตอนนั้นเขาก็เป็ถึงเทพวรยุทธ์ซึ่งเป็บุคคลน่าสะพรึงกลัวที่สามารถบดขยี้พวกมันได้
เมื่อเห็นสีหน้าของเหล่าปีศาจ ซ่งเิเฉวียนก็เผยรอยยิ้มอันชั่วร้ายทุกอย่างล้วนอยู่ในความคาดหมายของเขา วันนี้เขามีเพียงเป้าหมายเดียวคือการทำให้าาบัลลังก์ทมิฬกลายเป็แม่ทัพิญญาของเขาต่อหน้าทุกคน!
เครื่องรางศักดิ์สิทธิ์ที่เขาคือผังค่ายกลิญญามันสามารถดูดซับพลังชีวิตของมนุษย์แล้วหลอมเป็ดวงิญญา เพื่อให้เขานำไอิญญาไปใช้ควบคุม
เขามักพูดคุยสื่อสารกับดวงิญญาและค่อยๆทำความรู้จักกับปีศาจเหล่านี้ที่ดูดกลืนดวงิญญาในพื้นที่โดยรอบร้อยลี้หนึ่งในนั้นคือตะพาบั์ ผู้แข็งแกร่งที่สุดในระแวกนี้ซึ่งทำให้เขาเกรงกลัวมาโดยตลอด
แต่เขามีเครื่องรางศักดิ์สิทธิ์จึงพัฒนาได้อย่างรวดเร็วอีกไม่นานก็จะสร้างกองทัพิญญาที่มีกำลังเกือบพันนายสำเร็จ หากทำให้หวังซีเซิ่งเป็แม่ทัพิญญาแล้วกองทัพิญญาก็จะสมบูรณ์ ซึ่งปีศาจเหล่านี้ไม่มีทางต้านทานได้
ครั้งนี้ที่เขาเรียกเหล่าปีศาจมาก็เพื่อจะใช้ไอิญญาอันทรงพลังของหวังซีเซิ่งทำให้พวกปีศาจตะพาบั์หวาดกลัวและควบคุมพวกมัน!
ซ่งเิเฉวียนกวาดมองผู้คนที่อยู่ตรงนี้ด้วยสายตาอันเหยียดหยามจากนั้นก็เอามือทาบลงบนหน้าอกของาาบัลลังก์ทมิฬ ชุดของซ่งเิเฉวียนพลันปลิวลอยโดยปราศจากลมและพูดอย่างหนักแน่น “ทลาย!”
เขาใช้เครื่องรางศักดิ์สิทธิ์แล้ว
ในตัวเขามีสมบัติที่เหมือนกับเข็มทิศมันส่องแสงสีดำสาดส่องไปทั่วสารทิศก่อตัวเป็ค่ายกลและห้อมล้อมหวังซีเซิ่งที่อยู่ตรงหน้า มันดำรงอยู่สามลมหายใจสุดท้ายก็กลืนกินเนื้อกายทั้งหมดของหวังซีเซิ่งจนกลายเป็โครงกระดูกด้วยความเร็วที่เห็นได้ด้วยตาเปล่า!
าาบัลลังก์ทมิฬผู้ทรงพลังได้รับาเ็ภายในอย่างรุนแรงมาก่อนทำให้ตอนนี้ไม่มีเรี่ยวแรงต่อต้านแม้แต่น้อยและตายลงในชั่วพริบตา จากนั้นร่างโครงกระดูกก็เปล่งแสงสีขาวขึ้นมาเขากลายเป็ดวงิญญาและกำลังดิ้นรนอย่างสุดชีวิต
แม้กลายเป็ดวงิญญาแต่าาบัลลังก์ทมิฬผู้นี้ก็ยอมตายดีกว่ายอมจำนน
ในเวลาเดียวกัน แสงสีดำบนเข็มทิศก็แผ่ขยายไปทั่วมันก่อตัวเป็หมอกดำนับไม่ถ้วน ปกคลุมพื้นที่รัศมีหลายสิบจั้งที่ทุกคนยืนอยู่จากนั้นิญญาที่สวมชุดเกราะเกือบพันตนก็ล้อมทุกคนเอาไว้!
เมื่อเห็นฉากนี้ แม้แต่ปีศาจตะพาบั์ยังสีหน้าเปลี่ยนเห็นได้ชัดว่าเข็มทิศนั้นคือเครื่องรางศักดิ์สิทธิ์ของซ่งเิเฉวียนมันมีพลังค่ายกลสำหรับผนึกิญญาและบดขยี้เนื้อกายแต่คาดไม่ถึงว่าพลังอำนาจของมันจะน่ากลัวถึงขั้นนี้!
ตบะอันน่าสะพรึงกลัวของาาบัลลังก์ทมิฬแข็งแกร่งจนไร้เทียมทานแต่เครื่องรางศักดิ์สิทธิ์นี้กลับสลายร่างกายและสูบเืของเขาได้อย่างง่ายดายช่างทรงพลังยิ่งนัก
แต่ในขณะเดียวกัน สายตาของพวกมันก็เปี่ยมด้วยความโลภ
เหตุผลที่พวกมันเคารพซ่งเิเฉวียนก็เพราะว่าเขาเครื่องรางศักดิ์สิทธิ์แต่เครื่องรางศักดิ์สิทธิ์ใช้ได้แค่วันละหนึ่งครั้งเท่านั้นหลังจากที่ใช้งานก็จะทำอะไรพวกเขาไม่ได้อีก
แม้ว่าาาบัลลังก์ทมิฬจะทรงพลังแต่ดวงิญญาของเขาไม่มีทีท่าเชื่อฟังซ่งเิเฉวียนสักนิด ตอนนี้จึงถือเป็โอกาสของพวกมัน
พวกมันมองหน้ากันราวกับมีแผนการบางอย่าง
ฟ่านเสวี่ยหลีกลับขมวดคิ้วและรู้สึกสงสัยเล็กน้อย