"ยังอีกเหรอแค่มัดเชือกแค่นี้ พวกแกคิดว่าเรามีเวลาให้เ้าหมอนี่มากนักหรือยังไง จับมัดไม่ได้ก็ฆ่าทิ้งไปซะจะได้ไม่กลายเป็ภาระของพวกเรา ตัวของไอ้บ้านี่หนักชะมัด แถมยังเหม็นเหล้าหึ่งไปหมด เอามันไปจัดการให้เรียบร้อยแล้วรีบขนของช่วยกันกลับไปที่พักพวกเรา ท่านผู้นั้นกำลังรออยู่"
กองโจรชุดดำ จับทุกคนมัดนำไปนั่งกองรวมกันเป็กลุ่มภายหลังที่ทั้งหมดสลบไม่ได้สติั้แ่่หัวรุ่ง คนทั้งขบวนเกวียนจำนวนเกือบ 500 ชีวิตบ้างถูกล่ามโซ่บ้างถูกมัดแขนขาด้วยเชือกบ้างถูกผูกติดกันเป็กลุ่มขนาดใหญ่เพราะเชือกไม่เพียงพอ เวลา ณ ปัจจุบันคือประมาณ 7 นาฬิกาเศษตอนนี้ทั้งหมดได้คืนสติฟื้นจากการครอบงำและมนต์สะกดนิทราแล้ว ทาร่าเล่าเื่ทุกอย่างให้คล็อกครัชกับรีอาร์ฟังอย่างละเอียด ทั้ง 3 ถูกล่ามโซ่ติดกันรวมกับพรรคพวกคนอื่นๆ จำนวน 15 คน เื่เกิดขึ้นตอนกลางดึกขณะที่คณะติดตามคุณหนูลิซาน่าแยกตัวไปเพียง 2 - 3 ชั่วโมงเท่านั้น ทาร่าเดินถือคบเพลิงสอดส่องรอบๆ ค่ายกระจายทำหน้าที่ร่วมกับหัวหน้าฝ่ายคนอื่นๆ เวรยามถูกวางไว้อย่างแ่ารัดกุมเช่นทุกครั้ง ยากที่จะถูกคนจากภายนอกรุกล้ำเข้ามาได้ บรรยากาศเงียบสงัดและเย็นเยือกตามลักษณะภูมิประเทศซึ่งเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิลงทุกๆ นาที มันเป็ค่ำคืนที่หนาวเหน็บที่สุดอีกคืนสำหรับคณะเดินทาง ทาร่าสั่งให้ทุกคนในขบวนสวมผ้าคลุมขนสัตว์เพื่อป้องกันความหนาว ก่อนกระจายกันทำหน้าที่ ทุกอย่างเรียบร้อยดีกระทั่งมีเสียงดนตรีหนึ่งดังขึ้นลอยมาในอากาศเป็เสียง จากเครื่องเป่าบรรเลงเคล้าสายลมเบาๆ แว่วมาจากส่วนใดส่วนหนึ่งของทะเลทรายไม่ทราบได้ ทุกคนสงัดนิ่งฟังอย่างตั้งใจมองเห็นไฟจากกองเพลิงสะบัดไหวไปมา แสงสีส้มทองสว่างจ้าค่อยๆ ขยายใหญ่ขึ้นในประสาทรับรู้ของทุกคน จะเป็เพราะความผิดปกติจากอาการง่วงและ เดินกร่ำย่ำทะเลทรายมาตลอดทั้งวันหรือเปล่าไม่ทราบแน่ ที่รู้รู้กันอยู่ตอนนี้ความรู้สึกของทั้งหมดเริ่มผิดแปลกไปอย่างเห็นได้ชัดราวกับโลกไหวเอนไปด้านข้างสลับซ้ายขวาแล้วหมุนรอบวนจนไม่สามารถประคองขายืนไว้ได้กระทั่งความรู้สึกทั้งหมดหายไปโดยไม่ทราบสาเหตุ ทุกคนหลับใหลภายหลังสดับฟังเสียงนั้น เพิ่งมารู้เื่จากคร็อกครัชและรีอาร์เล่าให้ฟังเดี๋ยวนี้เองว่าทุกคนถูกควบคุมให้เล่นงานพวกเดียวกันเมื่อคืนที่ผ่านมา
" สรุปคือเป็เพราะเสียงเพลงที่มาจากขลุ่ยนั่น ทำให้พวกเราถูกสะกดจิตสินะ"
รีอาร์เอ่ยตามองไปที่เด็กหนุ่มสวมผ้าคลุมที่นั่งห่างออกไปเกือบ 50 เมตรบนก้อนหินขนาดเท่ากับถังหมักไวน์สีนวลออกน้ำตาลฝังอยู่ในทรายโผล่ขึ้นมาให้เห็นแค่ส่วนบน เขากำลังใช้ผ้าขาวเช็ดทำความสะอาดขลุ่ยโดยไม่สนลูกสมุนรอบข้างที่กำลังวิ่งวุ่นเก็บเตรียมขนของที่ปล้นมาได้ แขนและขาของรีอาร์ถูกล่ามด้วยโซ่ตรวนเหล็กอย่างหนาไขว้ไปด้านหลังคุกเข่าราบกับพื้นนั่งติดกับทาร่าและคล็อกครัชผู้เป็นาย
"จะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม ตอนนี้พวกเราถูกมันจับเอาไว้ ไม่รู้ชะตากรรมจะเป็เช่นไรต่อ ทางที่ดีรีบคิดหาวิธีหลบหนีกันดีกว่า"
หัวหน้าคณะสรุปเหตุการณ์
"จากที่มองโดยประมาณ คนของพวกมันมีราวๆ 200 ฝั่งเราที่ถูกจับมัดรวมกันทั้งขบวนมีมากถึง 500 กว่า ต้องอาศัยใครคนใดคนหนึ่งช่วยแก้มัดให้พวกพ้องของเรา อีกส่วนก็ให้ชิงกุญแจโซ่ตรวนเหล็ก พอรวมกันครบก็ค่อยอาศัยจังหวะสู้กลับ ถ้าหากพวกมันไม่เล่นสกปรกด้วยจำนวนและฝีมือ ไม่ว่ายังไงเราก็ไม่มีทางแพ้หรอก"
ทาร่าสบถ ขมวดคิ้วส่ายตาไปรอบๆ ใช้ความคิดหาวิธี
"อย่าประมาทจะดีกว่า"
รีอาร์ท้วงขึ้น ตายังคงจับนิ่งที่ลีโอไม่เปลี่ยน ทาร่า คล็อกครัชและคนอื่นๆ หันมามองเขาเหมือนจะขอความเห็น
"เด็กคนนั้นไม่ธรรมดา สปีริตของเ้านั่นเหนือกว่าพวกเราทุกคนที่นี่"
ทาร่าสะดุ้งทำหน้าตื่น หันไปมองตามสามี
"อะไรทำให้เ้าแน่ใจขนาดนั้น"
หล่อนกระซิบเบาๆ ขณะจ้องเป้าหมาย
"สัญชาติญาณน่ะ เมื่อคืนตอนที่ข้าขว้างหอกใส่มัน เ้านั่นหลบได้สบายๆ โดยแทบไม่ขยับตัวเลยซักนิด"
หน้าตาของรีอาร์จริงจังเกินกว่าจะพูดล้อเล่น ด้วยประโยคนั้นทำให้ทั้งหมดหนักใจขึ้นไปอีก ต่างถอนหายใจยาวพร้อมกัน
"ไม่ต้องพูดถึงแม่นั่นเลย ลางสังหรมันบอกข้าว่านางเองก็ไม่ใช่ผู้หญิงธรรมดา"
ชายหนุ่มบุ้ยปากไปที่หญิงผมแดงซึ่งกำลังนั่งรินชาร้อนจากกาดื่มอย่างมารยาทผู้ดี โต๊ะสนามพับได้และเก้าอี้สองตัววัสดุที่ทำมาจากไม้เนื้อเหนียวคล้ายต้นหวายภูมิปัญญาของช่างฝีมือจากอาณาจักรใดอาณาจักรหนึ่งสร้างเ้าสิ่งนี้ขึ้นมา มันทั้งแพงและหายาก หนึ่งในรายการสินค้าของคล็อกครัชที่ขนมาขายถูกนางนำมากางใช้ตามอำเภอใจ หัวหน้าคณะเดินทางไม่สนใจเื่นั้น เขามองหาลูกสาวตัวเล็กอย่างกระวนกระวาย เพราะั้แ่ฟื้นขึ้นมาก็ไม่เห็นวี่แววของนางแม้แต่เงา ทั้งรีอาร์และทาร่าต่างรับรู้ได้เมื่อสังเกตเห็นท่าทางของเขา พากันช่วยสอดส่องมองหาอีกสองแรง
" ไม่ต้องห่วงขอรับนายท่าน ข้าเชื่อว่าพวกมันจะไม่ทำอะไรคุณหนู"
รีอาร์ปลอบใจเ้านาย คล็อกครัชก้มหน้าหลับตาน้ำใสๆ เริ่มคลอที่เบ้าเหงื่อแตกพลั๊กเต็มหน้าหยดไปถึงเคราดำสลับขาวนิดๆ ตอนนี้เขาทั้งรู้สึกท้อแท้และสิ้นหวัง
"เรายังมีวิธีเอาชนะพวกมันอยู่หรือรีอาร์"
หัวหน้าคณะถามเสียงสั่น
"มีขอรับนายท่าน หากใช้คนที่มีพลังเหนือกว่าพวกเราและเ้าพวกนี้"
รีอาร์ตอบ ตามิวายสังเกตหาคุณหนูเล็กจากบริเวณรอบๆ
"คนที่มีพลังเหนือกว่า......เ้าพวกนี้งั้นเหรอ"
คล็อกครัชลืมตาขึ้นสะดุ้งตัวเหมือนนึกอะไรบางอย่างออก
!! เคร้งงงงงงงงง!!
เสียงของโลหะแกร่งฟาดเข้ากับอะไรสักอย่างที่แข็งเหมือนหิน ตามมาด้วยเสียงตื่นร้องโวยวายตระหนก ของคนกลุ่มหนึ่งที่ยืนห่างออกไปไม่ไกลมากนัก ทั้งรีอาร์ ทาร่า และคล็อกครัชรวมถึงคนอื่นๆ ซึ่งถูกพันธนาการนั่งรวมกัน รีบส่ายตามองไปยังเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ก็พบสมาชิกโจรผ้าคลุมดำเพศชายจำนวนสองคนกำลังทำบางสิ่งบางอย่างหนึ่งคนยืนตัวแข็งอยู่ด้านหลัง ส่วนอีกคนล้มนั่งก้นจ้ำเบ้าทำหน้าตื่นราวกับถูกผีหลอก ต่างสั่นเกร็งพูดจาติดขัดฟังไม่รู้ความกันอยู่แค่สองคน ในขณะที่พวกพ้องคนอื่นๆ ไม่ได้อยู่ในระแวกนั้นเพราะกำลังวุ่นวนกับการขนถ่ายสินค้าจากเกวียนใหญ่ลงรถไม้ลากอยู่อีกด้าน ฝ่ายคณะเดินทางทั้งหมดเฝ้าสังเกตเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้วยความสนอกสนใจ
"บะ..บะ..บ้าน่า ขวานเหล็กถึงกับแตกยับไม่เหลือชิ้นดี"
ชายที่นั่งกับพื้นกล่าวมองสลับระหว่างด้ามไม้ในมือกับร่างบุรุษชุดมอมแมมผู้นอนหลับอยู่เบื้องหน้า เขาแทบไม่เชื่อสายตาตัวเองในสิ่งที่เกิดขึ้น สองคนนี้ได้รับคำสั่งจากหัวหน้ากองโจรให้สังหารชายหนุ่มผู้นี้ทิ้งเสีย เพราะไม่ว่าจะพยายามล่ามด้วยเชือกหรือโซ่แกร่งปานใด ก็ถูกสะบัดขาดอย่างง่ายได้ด้วยอาการละเมอขยับตัวของเขา ราวกับเป็เื่ปาฏิหาริย์ แต่ครั้นตัดสินใจใช้ขวานขนาดใหญ่สับใส่ต้นคอหวังตัดหัวให้ขาดจากลำตัว ทันทีที่คมอาวุธััลงบนผิวกายของชายผู้นี้ ก็แตกยับไม่เหลือรูปร่างกลายเป็ชิ้นส่วนเล็กสาดกระจายไปทั่วบริเวณ สร้างความตื่นตะลึงแก่ทั้งสองอย่างมาก ชายอีกคนหลับตาสะบัดหน้าไปมาเหมือนไม่เชื่อสิ่งที่เห็นเขาชักดาบขึ้นมาแล้วกดแขนฟาดลงที่หัวของบุรุษปริศนา ครั้นแล้วเมื่อเหล็กแข็งปะทะกลางกระหม่อมก็แตกละเอียดยับไม่เหลือทรงเช่นเดียวกับขวานของเพื่อนก่อนหน้านี้ ทวีความใให้แก่ทั้งสองรวมถึงคณะเดินทางผู้เพิ่งเห็นในครั้งหลังนี้ด้วย
"เื่บ้าอะไรกันเนี่ย ล้อเล่นใช่ไหมเฮ้ย นี่ดาบเหล็กนะ ดาบคมกริบขนาดฟันคนใส่เกราะยังตายได้ในครั้งเดียว จะ..เ้านี่มันเป็ตัวอะไรกันแน่"
ชายถือดาบครางออกมาเสียงสั่นเครือหน้าซีดเหลือง ผละถอยหลังห่างจากชายหนุ่มผู้นั้นด้วยอาการเกร็งทั้งร่าง ขาของเขาเหมือนเป็ตะคริวก้าวไม่ถนัด ทั้งสองเหงื่อแตกท่วมตัวต่างทิ้งด้ามอาวุธในมือลงพื้น
"สัตว์ประหลาด ต้องเป็สัตว์ประหลาดแน่ๆ "
ชายผู้นั่งกับพื้นพึมพำ เขาดูหวาดกลัวสุดๆ ตาไม่ละไปจากชายหนุ่มชุดขาดมอมแมม ร่างนั้นค่อยๆ ขยับทีละน้อยยี้ตารับแสงตอนเช้าเอามือป้องปากหาว ผมสีดำขลับเป็ประกายเงาเมื่อต้องแสงจากพระอาทิตย์ เขายืดตัวขึ้นบิดี้เีทั้งๆ หลับตาก่อนจะลืมตามองไปรอบๆ
"โอ้ยย ปวดหัวจังแหะ เมื่อยเนื้อเมื่อยตัวไปหมด สงสัยเมื่อคืนคงดื่มหนักอีกตามเคยเรา ฮ่าๆ ๆ "
เสียงห้าวจากลำคออวบเป็มัดกล่าวพร้อมหัวเราะ เขายืนขึ้นบีบไหล่ตัวเองข้างซ้ายด้วยมือขวาหมุนไปมาเสียงข้อต่อดังกรึกกรักเป็ผลมาจากเส้นเอ็นยึดก่อนสะบัดวอมแล้วกำมือสลับกับแบเพื่อผ่อนคลาย เมื่อมองจากสายตาความสูงของเขาภายหลังร่างเหยียดตรง สูงถึง 180 กายสันทัดเต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อตลอดทั้งร่าง ผิวสีทองแดงสง่านัย ตาน้ำตาลอ่อนปนทองน้อยๆ คมเหมือนเหยี่ยวกราดมองไปรอบๆ อย่างแช่มช้า มองเห็นความชุลมุนวุ่นวายของผู้คนที่กำลังขนถ่ายสินค้าจากเกวียนใหญ่ลงไปใส่รถลากอันประกอบขึ้นด้วยไม้และล้อเพียง 2 ล้อ ก็สังเกตเห็นกลุ่มที่อยู่ด้านเทียมคานหน้ารถ เสื้อผ้าขาดสกปรกเต็มไปด้วยรอยเฆี่ยนจากหวายและแส้ ผิวสีคล้ำเหงื่อโทรมกายดูเหมือนจะเป็กลุ่มคนที่ถูกใช้แรงงานทาสในการลากรถพวกนี้ มีเชือกผูกติดั้แ่แขนคอลำตัวต้นขาและหน้าขา 1 คันลากประกอบไปด้วยแรงงานคนจำนวน 5 ถึง 7 คน ในจำนวนนั้นมีผู้หญิงและเด็กเล็กรวมอยู่ด้วย ชายหนุ่มจ้องไปยังเด็กหญิงตัวเล็กที่กำลังออกแรงดึงรถลากร่วมกับผู้ใหญ่อีก 5 คน เธอดึงสุดแรงเกิดพยายามใช้เท้ายันพื้นทรายสุดกำลัง ล้อรถลากขยับช้าเพราะของที่บรรทุกหนักเกินกว่าจะเคลื่อนไปข้างหน้าได้ง่ายๆ ไม่ทันขยับไปไหนก็ถูกแส้ฟาดเข้ากลางหลัง ร่างของเธอทรุดลงพื้นส่งเสียงร้องระงมอย่างทรมาณ เป็รถลากที่อยู่ใกล้กับเขามากที่สุดในจำนวนนับยี่สิบกว่าคันที่จอดเรียงรายอยู่ ชายหนุ่มขมวดคิ้วทำหน้าดุจุ๊ปากลั่นตาเขม็งไปยังสมาชิกโจรผู้กำลังลงแส้ใส่เธอ จิกเท้าใส่ทรายเตรียมทำท่าเหมือนจะพุ่งเข้าหาเป้าหมาย แต่แล้ว......
"กรุณาตีฉันเลยเ้าคะ ฉันมันไม่ดีเอง จะขยันขึ้นเ้าคะแต่อย่าไล่ฉันออกเลยนะคะ"
เด็กหญิงตัวเล็กเอ่ยปากขอร้องเธอพยายามฝืนยิ้มข่มความเ็ปพร้อมกับยกแขนกันหน้า ผมสีทองยุ่งรุงรังใบหน้าเปื้อนคราบดิน
นัยตาใสเป็ประกายมีน้ำตาปริ่มออกมาจากเบ้า ใบหน้าและแววตาเปี่ยมไปด้วยความอ้อนวอน ชายหนุ่มผู้มองดูอยู่หยุดชะงักจากสิ่งที่คิดจะทำในตอนแรก ใบหน้าดุดันคลายออกเปลี่ยนความสงสารอย่างจับใจ
" ทาสสมัครใจงั้นเหรอ" เขาพึมพำกับตัวเอง
* ทาสสมัครใจ คือทาสที่ไม่ได้ถูกบังคับให้เป็ทาสตลอดชีวิต เปรียบเสมือนคนงานรับจ้าง อาสาทำงานต่างๆ ให้นายจ้างเพื่อแลกกับเงินหรืออาหารประทังชีวิตไปวันๆ สามารถเลิกเป็ทาสเมื่อไรก็ได้ แตกต่างจากทาสชนชั้นคือทาสที่ไม่มีวันหนีจากความเป็ทาสได้ตลอดชีวิต เว้นเสียแต่จะหาเงินมาไถ่ตัวเองจากเ้านายได้ (ซึ่งมีเป็ส่วนน้อยที่จะทำได้เพราะไม่เคยได้รับเบี้ยเลี้ยงใดๆ เลย) การเกิดมาเป็ชนชั้นทาสนั้น มีด้วยกันหลายลักษณะ 1 พ่อแม่เป็ทาสอยู่ก่อนแล้วลูกที่เกิดมาจึงต้องเป็ทาสด้วย 2 ถูกซื้อขายในฐานะทาสที่ตลาดค้าขายทาส ซึ่งมีอยู่ทั่วไปตามหัวเมืองต่างๆ 3 เสนอขายตัวเองหรือถูกนำมาขายโดยบิดามารดาให้เป็ทาส โลกใบนี้ถูกปกครองด้วยระบบชนชั้นขุนนาง ประชาชนทั่วไป ทาสและขอทาน หรือคนพเนจรไร้ที่อยู่นับเป็ชนชั้นต่ำที่สุด ของโครงสร้างวรรณะระบบปกครองของโลกนี้ *
ชายหนุ่มเบี่ยงหน้าหนีเพราะไม่อยากมอง เขาไม่สามารถเข้าไปยุ่งกับงานของหล่อนได้ นั่นคือเส้นทางที่หล่อนเลือกเอง หล่อนขอร้องอ้อนวอนอย่างสุดชีวิต สมาชิกโจรที่ถือแส้ยืนคุมก็หยุดลงมือทำร้ายเธอ ไล่ให้กลับไปทำงานต่อ เด็กหญิงดีใจรีบปาดน้ำตาลุกขึ้นจับเชือกแล้วออกแรงลากรถต่อไป
ชายพเนจรหันไปพบกับโจรผ้าคลุมสองคนที่กำลังนั่งก้นจ้ำเบ้าทำหน้าตื่น ตาเหลือกถลนมองมาที่เขาแสดงท่าทีลนลานหวาดกลัวตัวสั่นไม่สามารถลุกออกจากที่ตรงนั้นได้ เขามองดูด้วยความสงสัยอยู่ซักพักก่อนจะหลับตายิ้มให้อย่างมีไมตรี
"นี่พี่ชายทั้งสอง ขอข้าวให้ข้ากินหน่อยได้ไหม ตอนนี้ท้องข้าร้องไปหมดแล้ว"
เขาร้องขอด้วยท่าทางเป็มิตร ประกบมือทั้งสองข้างเข้าด้วยกันในลักษณะไหว้ถูไปมาอยู่ตรงอก
โจรทั้งสองคนได้ยินดังนั้นรวมกับเห็นท่าทางของเขา ก็รู้สึกได้ว่าชายผู้นี้ ไม่ได้คิดทำร้ายพวกตนเลยแม้แต่น้อย มิหนำซ้ำยังไม่รู้ตัวว่าถูกพวกตนทำร้ายอีก ทั้งสองได้สติรีบยืนขึ้น แต่ขาท่อนล่างมิวายหยุดสั่นรีบตอบรับคำขอของอีกฝ่ายด้วยความร้อนรน
"ดะ.ได้เลย พะ.พ่อหนุ่ม รอเดี๋ยวนะเดี๋ยวพวกเราจะรีบไปเอาของกินมาให้"
โจรสองคนวิ่งด้วยอาการตื่นรีบ เข้าไปในกองเสบียงขนเอาเนื้อตากแห้งและสุรากับไส้กรอกติดมือมาได้จำนวนหนึ่ง ยื่นใส่แขนของหนุ่มพเนจรผู้นั้นแล้วผลักหลังให้เดินไปนั่งรวมกับกลุ่มคณะเดินทางก่อนร้องขอเขาด้วยน้ำเสียงอ้อนวอน
"นี่ พ่อหนุ่มรูปงามนั่งกินนิ่งๆ ตรงนี้ให้อิ่มแล้วก็รีบๆ ไปซะ อย่าสร้างความเดือดร้อนให้กับพวกข้า 2 คนเลย ตอนนี้พวกเรากำลังยุ่งเอามากๆ ไหว้ล่ะนะจ๊ะพ่อจ๋า"
หนึ่งในโจรสองคนยกมือไหว้ผงกหัว อีกคนรีบปรี่เข้ามานวดแขนและขาของเขาหวังเอาใจ พวกเขาสังเกตเห็นจากการแต่งตัวของชายผู้นี้ก็ดูออกทันทีว่าไม่ใช่คนที่เดินทางร่วมกับคณะพ่อค้าเร่เป็แน่ คงจะเป็คนพเนจรจากที่ใดที่หนึ่ง แอบเข้ามาขโมยของกินตามประสาขอทานจรจัดทั่วไป จึงร้องขอให้ไปจากขบวนเกวียนนี้เสียหลังจากทานอาหารอิ่มแล้วเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาในภายหลัง
"อะไรกันได้อยู่แล้วเื่แค่นี้เอง ท่านทั้งสองกลับไปทำงานเถอะ ข้าจะไม่ก่อความวุ่นวายให้หรอกวางใจได้"
เขาตอบรับและหลับตายิ้มในขณะที่กำลังเคี้ยวก้อนเนื้ออยู่เต็มปาก ทำหน้าตื่นงงเล็ก น้อยแต่ก็ไม่ได้เคลือบแคลงใจอะไร ยังคงบรรจงยัดอาหารเข้าปากแล้วกระดกสุราตามลงไปเหมือนกับคนไม่ได้กินอะไรมาเป็เวลาหลายวัน
"แฮะๆ ๆ ดีแล้วๆ งั้นพวกข้าขอตัวก่อนไปล่ะ"
2 โจรคู่หูรีบผละตัวออกจากเขาด้วยความร้อนรนวิ่งไปอีกทาง ขณะนั้นก็กระซิบบอกกันทำข้อตกลงบางอย่าง
" ยังไงก็ตาม ต้องบอกหัวหน้าว่าเราจัดการเก็บเ้าหมอนี่ไปเรียบร้อยแล้ว อย่าให้มีพิรุทเด็ดขาดเ้าเข้าใจนะ"
"แล้วจะมั่นใจได้ยังไงว่ามันจะไม่สร้างปัญหาให้เราในภายหลัง"
เพื่อนอีกคนถามขณะหันหลังกลับไปมองพร้อมวิ่งเคลื่อนที่
"ไม่ต้องห่วงไปหรอกเ้าโง่ ข้าแอบผสมยานอนหลับลงไปในเหล้าให้เ้านั่นดื่มแล้ว ยาจำนวนที่กรอกลงไปนั่นมีฤทธิ์แรงขนาดทำให้คนทั้งเมืองหลับได้ภายในไม่กี่นาที ต่อให้หมอนั่นมันจะถึกทนผิดมนุษย์มนาขนาดไหนก็คงหนีไม่พ้นฤทธิ์ยาขนาดนั้นได้หรอกน่า"
พอกล่าวจบก็พากันหัวเราะคิกคักระหว่างเคลื่อนที่ไปขางหน้า ทั้งสองวิ่งจากมาจนลับตามองไม่เห็นเป้าหมายที่อยู่เื้ั
"นี่พ่อหนุ่ม.....พ่อหนุ่มตรงนั้นน่ะ"
เสียงกระซิบเรียกของใครคนหนึ่งดังขึ้นหลังโจรสองคนจากไป ชายพเนจรหันไปมองด้านหลังตามเสียงนั้น ห่างออกไปไม่เกิน 6 ก้าว ร่างท้วมใบหน้าเต็มไปด้วยหนวดเคลาสีดำออกน้ำตาลปนขาวในบางจุด กำลังส่งเสียงกระซิบเรียกเขาให้เข้าไปหา ชายหนุ่มยกนิ้วชี้ตัวเองเหลือกตาเล็กน้อยพร้อมกับโค้งศรีษะ เพื่อย้ำถามอีกฝ่ายให้แน่ใจว่าเรียกตนใช่หรือไม่ ฝ่ายตรงข้ามพยักหน้ากระซิบขอร้องให้ขยับมาใกล้ๆ ชายหนุ่มลุกขึ้นยืนในปากยังเคี้ยวก้อนเนื้ออยู่ เดินตรงไปหากลุ่มคนที่ถูกมัดนั่งติดกันอยู่เื้ัก่อนนั่งลงตรงหน้าชายร่างท้วม เขาสังเกตุเห็นโซ่ตรวนพันธนาการคนเ่าั้ก็เอ่ยถาม
"พวกท่านเป็นักโทษเหรอ เหตุใดจึงถูกจับล่ามโซ่"
หัวหน้าคณะเดินทางส่ายหน้าแล้วตอบกลับไป
"ข้าชื่อคล็อกครัช เป็เ้าของขบวนเกวียนสินค้าทั้งหมดนี้ กองเกวียนของข้าถูกปล้นโดยกลุ่มโจรทะเลทราย มันใช้เล่ห์กลอะไรบางอย่างทำให้พวกเราเสียท่า ขอร้องล่ะท่านผู้กล้า ได้โปรดช่วยพวกเราและลูกสาวข้าที"
ชายพเนจรได้ยินคำดังนั้นก็ชะงักการกินอาหาร นึกแอะใจหันสังเกตรอบๆ ค่าย ไม่เพียงแค่กลุ่มคนกลุ่มนี้เท่านั้นที่ถูกมัดพันธนาการติดกัน ห่างออกไปยังมีอีกหลายกลุ่มที่ถูกล่ามด้วยโซ่และมัดด้วยเชือก เป็หลักฐานแสดงให้เห็นชัดเจนว่าพวกเขาถูกจับจากการบุกปล้นโดยไม่ทันระวังตัว ระหว่างนั้นเสียงพวกทาร์ซก็ร้องระงมขึ้นเพราะถูกเฆี่ยน พวกโจรทะเลทรายหมายใจจะใช้พวกมันเปลี่ยนเครื่องมือสำหรับขนของให้ แต่พวกมันไม่ยอมแถมแสดงท่าทางขัดขืน สัตว์ลากเกวียนจำพวกทาร์ซนั้นโดยปกติจะเชื่อฟังคำสั่งของเ้านายที่คุ้นเคยกลิ่นกันเป็อย่างดีเท่านั้น ชายหนุ่มไม่ได้สนใจ เขากราดมองไปรอบสังเกตุอย่างละเอียดก่อนถามหัวหน้าคณะเดินทาง
"แล้วข้ามาอยู่ที่นี่ได้ยังไง"
"เ้าช่วยลูกสาวข้าไว้จากพายุทะเลทราย นางขอให้พาเ้ากลับมาด้วย เมื่อคืนพวกเราเลี้ยงอาหารและสุราเ้าอย่างดีทีเดียว"
ชายหนุ่มสะดุ้งโหยงเมื่อได้ฟังคำตอบ โดยเฉพาะประโยคสุดท้าย มันทำให้เขาครุ่นคิดหนัก ก่อนจะหัวเราะออกมาอย่างอายๆ
"ฮ่าๆ ๆ คงหมดเสบี่ยงไปไม่น้อยเลยสิท่า"
"เรียกว่าหมดเป็คันเกวียนยังจะเหมาะกว่า หึหึหึ"
รีอาร์แทรกระหว่างการพูดคุยของทั้งสอง ชายหนุ่มหันมองหน้าเขาแล้วยิ้มให้ ทั้งสองัักันได้จากการสบตา ทำให้รู้ว่าต่างก็เป็บุรุษผู้ห้าวหาญด้วยกันทั้งคู่ ก่อนจะกลับมามองที่คล็อกครัชอีกหนแล้วตอบรับคำ
"วางใจเถอะท่านหัวหน้าคณะเดินทาง ข้าจะใช้หนี้อาหารคืนท่านเอง"
ว่าแล้วชายหนุ่มก็ยืนขึ้นยัดเนื้อก้อนสุดท้ายเข้าปาก เคี้ยวแก้มตุ่ยกลืนลงท้องก่อนจะเดินจากกลุ่มคนที่ถูกพันธนาการตรงเข้าไปยังส่วนกลางของกองเกวียน
โปรดติดตามตอนต่อไป
(บทประพันธุ์โดย : ัขาวเล่าเื่)