หลังสภาวะอันเร่าร้อนภายในห้องสงบลงแล้วเรย์ทำสีหน้ากังวลและถามเด็กสาวไปว่าจะดีหรือที่ให้เขาทำแบบนั้น แต่อิจิกะกลับยิ้มขำบอกกับเขาว่าขั้นตอนสำคัญที่สุดของการปรับสมดุลคือการผสมกันของหยินและหยางเพื่อขับปราณที่เป็นพิษออกจากร่างและคุณสมบัติยาคุมในยุคสมัยนี้ไม่เหมือนกับยุคก่อนแล้ว เพราะอย่างนั้นสบายใจได้
‘นี่นายนั่งไทม์แมชชีนมาจากอดีตรึไง...เรื่องแค่นี้ก็ไม่รู้’
เด็กสาวถอนหายใจว่าไว้อย่างนั้น ก่อนพาเขากลับลงมายังชั้นใต้ดินอีกครั้ง
“สีหน้าดูดีขึ้นนะอืม... สมดุลในร่างกายเริ่มคงที่ อิจิกะคงจะฝีมือดีมากล่ะสิ”
จุนเปย์เอ่ยทักยิ้ม ๆทันทีที่อิจิกะพาเขาเข้ามายังห้องฝึกซ้อมซึ่งมีขนาดเกือบเท่าความกว้างมาตรฐานของสนามบาส
“เขามีชี่ก่อนกำเนิดที่ยอดเยี่ยมมากไม่มีการปรับสมดุลครั้งไหนที่ทำให้ฉันรู้สึกดีเท่านี้มาก่อนเลยนะคะคุณจุนเปย์”
อิจิกะรายงานด้วยใบหน้าพ่องใสแสดงความปลื้มปริ่มอย่างออกนอกหน้า
“ให้มันน้อยๆ หน่อยเถอะยัยเด็กบ้า”
“อะแฮ่ม...ทำไมต้องให้ผมทำแบบนั้นก่อนด้วยล่ะครับ”
เขาได้ยินเสียงเด็กสาวหัวเราะเบาๆ จากด้านหลังเมื่อได้ยินคำถามอันแฝงไปด้วยความเขินอายเล็ก ๆ
“มันก็เป็นวิธีการซึ่งเรียบง่ายและรวดเร็วที่สุดแล้วสำหรับวิธีขับลมปราณอันเป็นพิษออกจากร่าง โดยการใช้จุดจักระที่หนึ่ง ‘มูลธาร’ตรงบริเวณก้นกบอันเป็นแหล่งพลังกุณฑาริณี ซึ่งจะตื่นขึ้นเมื่อเกี่ยวกับกรณีชีวิตเช่น ตกใจสุดขีด หรือมีเพศสัมพันธ์ถึงจุดสุดยอด เป็นพลังที่มีปริมาณมากและเกิดขึ้นชั่วระยะเวลาสั้น ๆ ไม่ใช่พลังต่อเนื่องระยะยาวนัก...เรื่องจุดจักระทั้งเจ็ดถ้าให้อธิบายคงยาวยิ่งกว่านี้ นายลองไปศึกษาเองดูก็แล้วกันเพราะมันถือเป็นเงื่อนไขพื้นฐานของเคล็ดวิชาสายกำลังภายในของสำนักต่าง ๆ เลยล่ะ”
จุนเปย์อธิบายเสร็จก็หันไปถามคนช่างสอดรู้สอดเห็น
“ว่าแต่เธอเถอะอิจิกะยังไม่กลับอีกรึไง พรุ่งนี้เธอต้องนำทีมพาพวกเด็กใหม่จากกิลด์สาขาไปเทรนด์ไม่ใช่เรอะ”
“แหม...คุณก็รู้ว่าฉันชอบเฝ้ามองดูเพชรที่กำลังถูกเจียระไน ความแข็งกร้าวที่อยู่ในดวงตาความสามารถลึกล้ำที่ยังคงถูกเก็บงำไว้ภายใน ของที่ยิ่งขัดยิ่งส่องประกายทำไมมันถึงดึงดูดใจขนาดนี้กันนะ… เรื่องอื่น ๆช่างมันไว้ก่อนได้อยู่แล้ว”
ดวงตาของอิจิกะยังดูกรุ้มกริ่มอารมณ์ดีอยู่แต่ข้างในแววตามีประกายหยอกล้ออย่างเอาจริงชนิดที่เรย์ยังรู้สึกได้เมื่อสบตากับเด็กสาว
จุนเปย์ส่ายหัวให้กับความเพ้อเจ้อของอีกฝ่ายพาบทสนทนากลับเข้าเนื้อหาหลัก
“เอาล่ะ...ก่อนอื่นนายลองนั่งสมาธิแล้วปล่อยจิตให้ว่างแล้วพยายามดึงลมปราณออกมาห่อหุ้มร่างไว้ให้ได้นานที่สุดให้ฉันดูซิ”
เรย์นั่งขัดสมาธิทำตามที่อีกฝ่ายบอกอย่างว่าง่าย
“ไม่ว่านายจะใช้วิชายุทธ์หรือเวทมนตร์พื้นฐานของทั้งสองสิ่งนี้ต้องใช้ ‘จินตภาพ’ เพื่อให้เกิดการโคจรกำลังภายใน ผู้ฝึกจะต้องรู้จักใช้จินตนาการและสติชักนำลมปราณให้ไหลผ่านชีพจรตามส่วนต่างๆ ตามรูปแบบเคล็ดวิชาของตัวเอง
การฝึกลมปราณจะเริ่มจากกำลังภายในก่อนจากนั้นจึงโคจรพลังทะลวงลมปราณจากภายในออกภายนอกแล้วประสานลมปราณภายนอกและในเป็นหนึ่งเดียวกันหลอมรวมเราและสรรพสิ่งเป็นหนึ่งเดียว นั่นคือขั้นสูงสุดของการฝึกลมปราณขั้นพื้นฐานซึ่งจะต้องเปิดจิตเปิดใจ เปิดทวารร่างกาย ในการเปิดรับและถ่ายออกหมุนเวียนลมปราณภายในและภายนอกเพื่อปรับร่างกายให้สมดุล”
เขาที่กำลังหลับตาสัมผัสได้ถึงจุนเปย์ที่กำลังเดินวนอยู่รอบกายรู้สึกได้ว่าลมปราณกำลังเริ่มหลั่งไหลออกมาปกคลุมร่าง
“การโคจรลมปราณผ่านจิตสตินำความคิด นำพลังปราณไปสะสมไว้ยังจุดศูนย์ตันเถียนขับเคลื่อนพลังปราณให้หมุนเวียนไปทั่วร่างกายนั้นจะฝึกด้วยวิธีง่ายที่สุดจากท่ายืนอยู่กับที่หรือท่าที่ไม่มีการเคลื่อนไหวใด เช่น ฝึกเซนในท่ายืน หรือ เข้าฌานนั่งสมาธิให้สติความคิดชักนำพลังลมปราณกระจายไปทั่วทุกส่วนของร่างกายได้อย่างทั่วถึงเว้นเสียแต่บางประเภทวิชามีรูปแบบการฝึกในคุณลักษณะจำเพาะของตัวเอง เช่นมักใช้ควบคู่กับท่าร่ายรำต่าง ๆ อย่างสอดคล้องต่อเนื่องกลมกลืนดุจการร่ายรำ”
เขาสัมผัสจากคลื่นอากาศรอบกายได้ว่าจุนเปย์กำลังเริ่มรำหมัดมวยด้วยท่วงท่าพื้นฐานอย่างง่าย ๆ เป็นการสาธิต
“จงจำไว้ว่าการฝึกลมปราณไม่ใช่การจดจำท่าแล้วทำตามแต่ภายนอกเท่านั้นสิ่งสำคัญที่สุด จิตของผู้ฝึกต้องมีการฝึกด้วย จิตต้องเป็นส่วนที่ควบคุมลมปราณแล้วให้ลมปราณนำทางร่างกายไป จิตเฝ้าระวังมีสติประคอง ปรับสภาวะของตนตามธรรมชาติรักษาสมดุลธรรมชาติในตน”
เมื่อจุนเปย์บรรยายคุณลักษณะจบก็สั่งให้เขาลุกขึ้นลืมตา
“จากนี้ฉันจะให้นายลองป้องกันหมัดนี้ดู”
จุนเปย์มาหยุดยืนเบื้องหน้าห่างออกไปเพียงเอื้อมมืออีกฝ่ายกำลังรวบรวมลมปราณไปยังหมัดขวาจนเรย์สามารถมองเห็นผ่านออร่าสีเขียวอ่อนที่เอ่อล้นออกมาห่อหุ้มไว้ด้วยตาเปล่า
“นำกำลังภายในทั่วร่างมารวมไว้ยังส่วนเดียวของร่างกายหรือถ่ายโอนไปยังอาวุธแล้วโจมตีผสานกับวิชาของตัวเอง จะช่วยเพิ่มพลานุภาพการโจมตีขึ้นอีกหลายเท่าตามความเข้มข้นของออร่า...และตอนนี้ฉันจะโจมตีนายด้วยหมัดที่แฝงผ่านออร่าลมปราณนี้”
จุนเปย์ตั้งหมัดขวาชี้ตรงมาที่เขา
“!?”
เรย์ทำหน้าตกใจเล็กน้อยเมื่อจุนเปย์ทำท่าจะให้เขายืนรับหมัดนั่น
“สงสัยล่ะสินะหึหึ ใช่แล้ว... ร่างกายที่มีออร่าลมปราณห่อหุ้มอยู่ จะมีพลังคุ้มกันแบบแบ่งกันกระจายตัวไปครอบคลุมส่วนต่างๆ แต่พลังโจมตีของหมัดนี้อัดไปด้วยลมปราณเข้มข้นซึ่งมีพลังสูงจู่โจมสูงกว่าป้องกันของนาย...นั่นก็คือหากตั้งรับตามปกตินายก็จะบาดเจ็บหนักเลยล่ะ แล้วนายจะทำยังไงเมื่อเจอสถานการณ์แบบนี้”
“รวบรวมลมปราณไว้ในจุด ๆเดียวที่ใช้ตั้งรับ... ใช่ไหมครับ”
เขาลังเลเล็กน้อย ตอบออกไปด้วยน้ำเสียงไม่มั่นใจนัก
“ถูกแค่ครึ่งเดียวเพราะหากนายทำแบบนั้นในกรณีทั้งสองฝ่ายกำลังภายในไม่ต่างชั้นกันมากคงไม่บาดเจ็บอะไรแต่ว่าถ้าในระหว่างนั้น นายโดนโจมตีตรงส่วนที่ไม่มีออร่าลมปราณห่อหุ้มอย่างแน่นหนาพอล่ะก็...นายอาจตายคาที่ได้เลยล่ะ”
“งั้นต้องใช้ลมปราณทั้งหมดห่อหุ้มทั้งร่างไว้ให้นานที่สุดระหว่างต่อสู้?แต่หากทำแบบนั้นมันก็จะเข้าสู่กระบวนการเดิมคือผลาญกำลังภายในออกไปอย่างเสียเปล่าไม่ใช่เหรอครับ”
เขาพยายามวิเคราะห์ถึงความเป็นไปได้อื่นๆ
“ถึงจะฟังดูขัด ๆแต่ก็เกือบถูก เปล่งกำลังภายในเป็นออร่าปกคลุมร่างให้หนาแน่นกว่าปกติเพื่อคุ้มกันตัวเองแม้จะมีความเข้มข้นด้อยกว่าหมัดนี้ของฉัน แต่ก็เหมาะในการต่อสู้จริงที่สุด...ไหนนายลองรีดเร้นลมปราณห่อหุ้มตัวเองไว้ให้ฉันดูหน่อย”
เรย์ทบทวนดูพบว่าแค่การรวมลมปราณให้ได้ในจุดๆ เดียว ยังต้องเค้นสมาธิอย่างหนัก แต่หากต้องใช้มันปกคลุมทั่วร่าง ตัวเขาในตอนนี้ต่อให้ทำได้จริงก็ไม่สามารถคงสภาพออร่าใช้ในการต่อสู้จริงได้
ทั่วร่างของเรย์เริ่มมีออร่าสีขาวจาง ๆเปล่งออกมาปกคลุม
“พยายามหน่วงสภาพนั้นให้นาน...ใช่แบบนั้นแหละ— ทีนี้ลองการ์ดป้องกันตัวจากหมัดนี้ของฉันในสภาวะแบบนั้น”
เรย์ไขว้แขนทั้งสองข้างตั้งการ์ดเป็นรูปตัวเอกซ์
“เอาล่ะนะ—”
เรย์นึกว่าอีกฝ่ายจะชกมาอย่างรวดเร็วแต่ที่ไหนได้... จุนเปย์กลับปล่อยหมัด... ไม่สิต้องบอกว่าขยับหมัดตัวเองให้เคลื่อนตัวเข้าหาเขาช้า ๆ อย่างกับเต่าคลานจนเหมือนเป็นภาพสโลว์โมชั่น
ทว่าทันทีที่หมัดนั้นสัมผัสกับท่อนแขนของเขา
‘อึก!!!’
เรย์ถูกหมัดเบา ๆซึ่งไม่ได้ใส่แรงเหวี่ยงของจุนเปย์ ส่งผลให้ตัวเขาถอยกรูดสองเท้าลากไปกับพื้นไกลเกือบสิบเมตร
จุนเปย์ส่งเสียงหัวเราะหึๆ
“เห็นว่าหมัดของฉันช้าเลยผ่อนแรงไปสินะ...อย่างที่เห็น นี่คือความต่างของกำลังภายในซึ่งหากนายเผลอหย่อนออร่าที่ห่อหุ้มไว้มากกว่านี้ แขนสองข้างนั่นคงได้หักไปแล้ว...นั่นแค่ลมปราณอย่างเดียว หากเอาพลังทำลายนี่ใส่รวมกับความเร็ว แรงเหวี่ยงและพลังทำลายของวิชาเข้าไปด้วยมันก็จะเป็นอีกระดับมิติหนึ่งเลยล่ะ”
“แฮ่ก...แฮ่ก...”
เรย์ทรุดเข่าลงข้างหนึ่งอย่างอ่อนล้าออร่าที่ปกคลุมทั่วร่างสลายออก
‘...ไม่คิดเลยว่าการหน่วงลมปราณปกคลุมทั่วร่างกายจะกินแรงขนาดนี้แถมโดนการโจมตีเมื่อครู่เข้าไปก็แทบจะหมดแรงทันทีที่ออร่าป้องกันของตัวเองสลายไปจากการโจมตีหักล้าง’
“เหนื่อยแล้วใช่ไหม...แต่ยิ่งฝึกฝนรีดเค้นมากเท่าไหร่พลังรวมของออร่าก็จะยิ่งเพิ่มและแม่นยำขึ้นไม่กระจายออกไปอย่างเสียเปล่าแถมมันยังช่วยเพิ่มพลังในการป้องกันตัวได้ดีขึ้น ไม่แตกสลายง่าย ๆให้นายเสียกำลังภายในอย่างสูญเปล่าแบบนี้...ขั้นต่ำอย่างน้อยนายต้องรักษาสภาวะแบบนั้นให้ได้สักยี่สิบนาทีไม่งั้นก็ใช้ในการต่อสู้จริงไม่ได้กันพอดี— อิจิกะ!”
ท้ายประโยคจุนเปย์หันไปทางอิจิกะที่นั่งอยู่ไม่ไกล
“หืม เรียกฉันเหรอ”
เด็กสาวเงยหน้าขึ้นจากอุปกรณ์ที่เหมือนสมาร์ตโฟนแล้วเดินเข้ามาหาพวกเขา
“ไหนๆ ถ้าว่างนักก็มาเป็นคู่ซ้อมให้หมอนี่หน่อยสิ”
“เป็นฉันจะดีเหรอ...เดียวเขาก็ตายซะก่อนหรอก”
เด็กสาวกล่าวพร้อมกับอยู่ในท่าไขว้แขนบริหารกล้ามเนื้อ เริ่มออกกำลังยืดเส้นด้วยท่าทางอารมณ์ดี กระปรี้กระเปร่าจนเหมือนแกล้งทำ
จุนเปย์หันมากล่าวกับเรย์ต่อว่า
“นายลองนึกภาพตามว่าหากต่อสู้กันปกติทั้งคู่ต่างใช้ลมปราณป้องกันทั่วร่าง สถานะก็จะอยู่ที่พลังโจมตีห้าส่วนป้องกันห้าส่วน เป็นสภาพพร้อมต่อสู้ในแบบสมดุลที่สุด หรือพูดง่าย ๆก็คือทั้งสองฝ่ายเมื่ออยู่ในสภาพนี้ต่อให้สู้กันแค่ไหนก็จะไม่ทำความเสียหายหนักให้แก่กันหากฝีมือหรือชั้นเชิงอยู่ในระดับสูสี”
จุนเปย์แปรสภาพลมปราณเป็นออร่าปกคลุมทั่วร่างย้ายปริมาณความหนาแน่นมาที่มือทั้งสองข้างโดยยังเหลือ บางส่วนคอยปกป้องคุ้มกาย
“พลังโจมตีห้าพลังป้องกันห้า พอในขณะที่กำลังจะโจมตี ให้เปลี่ยนเป็นรุกเจ็ดและให้ทั้งร่างเหลือสามส่วนนายก็จะสามารถทำความเสียหายหนักให้กับอีกฝ่ายได้
ซึ่งนี่คือการประเมินและใช้ประสบการณ์ควบคุมปริมาณเพื่อเปลี่ยนพลังโจมตีและป้องกันแปรผันตามสถานการณ์ทางฝ่ายรับต้องคอยมองการโจมตีของฝ่ายรุกให้ขาด เคลื่อนย้ายออร่าไปตามส่วนต่าง ๆของร่างกายให้สอดคล้องกับการเคลื่อนไหวของคู่ต่อสู้
แต่นี่เป็นการคำนวณแบบหยาบ ๆ เท่านั้นในการต่อสู้จริงจะมีตัวแปรที่เยอะกว่า— เอาล่ะลุกขึ้นแล้วลองพลัดกันโจมตีรุกรับกับอิจิกะดูเริ่มจากคงสภาพออร่าตามที่ฉันบอกนายจะต้องฝึกจนกว่าจะเคลื่อนย้ายหมุนเวียนลมปราณเพื่อสร้างออร่าได้คล่องแคล่วขึ้น!”
“เข้าใจแล้วครับ”
เรย์ลุกขึ้นตั้งสมาธิหันไปเผชิญหน้ากับเด็กสาวอีกครั้ง
“มือขวา! พลังรุกรับเจ็ด ทั่วร่างสาม —— ขาซ้าย! รุกรับแปดทั่วร่างสอง”
จุนเปย์คอยส่งเสียงกำกับ
อิจิกะปรับฐานออร่าให้ต่ำเท่าเขาแล้วปรับพลังรุกรับตรงกันข้ามเพื่อผลัดกันโจมตีอย่างช้าๆ เหมือนภาพสโลโมชั่น แบบที่จุนเปย์เคยทำซึ่งนี่ถือเป็นพื้นฐานที่อิจิกะก็เคยผ่านมาแล้วเช่นกัน
“ที่หัว! —— พลังรุกรับหก ทั่วร่างสี่ —— นายโคจรลมปราณช้าเกินไปแล้วอยากโดนอิจิกะฆ่าหรือไง! เอาใหม่!—— ศอกขวา! รุกรับหก ทั่วร่างสี่—”
หลังจากนั้นเวลาได้ล่วงเลยผ่านไปกว่าสองชั่วโมงอย่างรวดเร็ว
เรย์ทิ้งตัวนอนแผ่บนพื้นอย่างหมดเรี่ยวแรงโดยมีอิจิกะหัวเราะคิกคักนั่งยอง ๆ ใช้มือลูบหัวเขาไปมาพร้อมกล่าวว่า
“อืมนายเคลื่อนไหวเสียเปล่าไปเยอะ แต่พื้นฐานก็ไม่ได้แย่เท่าไหร่มีพื้นที่ให้เติบโตได้อีกการต่อสู้โดยใช้ลมปราณกับอัตลักษณ์ที่ต้องเจอหลากหลายประเภทในอนาคตเทคนิคที่สำคัญที่สุดของมันคือ ‘พลังในการระเบิดความคิดเพียงชั่วครู่’ ก่อนอื่นนายต้องชินกับการคิดซะก่อนและเจ้าสิ่งนั้นจะกลายเป็นการตอบสนองทันทีไปโดยอัตโนมัติ”
ในช่วงสุดท้ายของการฝึกเขาอยากรู้ถึงระดับฝีมือของตนเองกับเด็กสาวว่ามีระยะห่างกันแค่ไหนเลยขอให้อีกฝ่ายลองสู้กับเขาแบบไม่ออมมือดูสักครั้ง
ผลปรากฏว่าตนยังไม่ทันได้ก้าวขยับก็ถูกอิจิกะซัดหมอบลงกับพื้น โดยที่สายตาเขามองตามการเคลื่อนไหวของอีกฝ่ายไม่ทันด้วยซ้ำต่อให้มีดาบอยู่ในมือผลก็คงออกมาไม่ต่างกัน
เรย์ตระหนักได้ทันทีเลยว่าโลกใหม่นี้ช่างกว้างใหญ่ที่ผ่านมาตนนั้นโชคดีแค่ไหนที่ได้พบแต่ศัตรูซึ่งมีระดับไม่ห่างชั้นกันมากนัก
“สะสมกำลังภายในให้ไหลเวียนอยู่ทุกส่วนของร่างกายในปริมาณเท่าๆ กัน ยิ่งกำลังภายในกล้าแข็งมากเท่าไหร่ ออร่าที่ปล่อยออกมาก็เข้มแข็งตามกำลังนั้นด้วยหลังจากนี้นายต้องตามหาเคล็ดวิชาโคจรกำลังภายในที่เข้ากับตัวเองเพื่อฝึกฝนเพิ่มพูนปริมาณลมปราณ...ไอ้เรื่องแบบนี้ฉันไม่สามารถจับมือนายสอนได้หรอกนะ”
จุนเปย์กล่าวขณะเดินมาหยุดอยู่เหนือศีรษะพร้อมกับยื่นผ้าเย็นผืนหนึ่งส่งให้ แต่ถูกอิจิกะที่กำลังยิ้มสนุกแย่งไปจากมือ
“นายสามารถใช้อัตลักษณ์ของตัวเองเป็นตัวกำหนดว่านายควรฝึกฝนไปในแนวทางไหนที่เข้ากับรูปแบบสไตล์การต่อสู้ของนาย”
“สไตล์การต่อสู้ของผมเหรอครับ...”
เรย์หลับตาคิดทบทวน ปล่อยให้อิจิกะใช้ผ้าเย็นประคบลงบนใบหน้าของเขา
“ตัดสินใจเลือกให้ดีล่ะเพราะหากนำเอาพลังต้นกำเนิดไปยึดโยงกับคุณสมบัติของธาตุใดธาตุหนึ่งการจะเปลี่ยนแปลงได้อีกนั้นเป็นเรื่องทำได้ยาก...เพราะฉะนั้นการเลือกคุณสมบัติธาตุฝึกฝนในขั้นเริ่มต้นนับว่าสำคัญส่วนใหญ่มักจะต้องดูลักษณะความเข้ากันของอัตลักษณ์ตนเองว่าเอื้อพรสวรรค์กับธาตุใดเป็นพิเศษหรือไม่”
เมื่อครั้งอดีตเขานั้นไม่เข้าใจสิ่งที่เรียกว่าอัตลักษณ์สักเท่าไหร่นักแต่ปัจจุบันสิ่งนี้ได้รับการวิเคราะห์และถูกสรุปออกมาเป็นข้อมูลได้แล้วเป็นที่เรียบร้อยเพียงแค่เปิดหาบนโลกอินเทอร์เน็ตก็พบข้อมูลของมันมากมายจากหลากหลายสถาบันให้เลือกอ่าน
อัตลักษณ์นั้นเป็นสิ่งที่อยู่ติดตัวเรามาตั้งแต่เกิดเพียงแต่การปลุกมันขึ้นมาได้จำต้องผ่านการตื่นรู้ด้วยเงื่อนไขพิเศษต่าง ๆ
โดยตัวอัตลักษณ์ถูกจำแนกออกได้เป็นห้าประเภทหลักคือหนึ่งอัตลักษณ์ประเภทส่งเสริมพรสวรรค์ ช่วยส่งเสริมพัฒนาเรียนรู้สิ่งใดสิ่งหนึ่งหรือธาตุใดธาตุหนึ่งได้อย่างรวดเร็วจนถึงเชี่ยวชาญเป็นพิเศษแตกแขนงวิชาในสายธาตุของตนได้ง่ายมากกว่าธาตุอื่น และยังสามารถเสริมสร้างทักษะส่วนตัวขึ้นจนเป็นอัจฉริยะในด้านนั้น
ประเภทที่สองอัตลักษณ์สายเชิงวิเคราะห์ แบ่งออกได้เป็นสามประเภทย่อยคือ อัลเคมิสท์(ปรุงยา) แบล็คสมิธ(สรรค์สร้างสิ่งประดิษฐ์)แอสโทรโลเจี้ยน(อ่านวิถีดวงดาว)
ประเภทที่สามอัตลักษณ์สายซัมมอนเนอร์แบ่งออกได้เป็นสองประเภทย่อย คือ สายอัญเชิญสัตว์มายา และสายอัญเชิญเทวะจุติ
สี่อัตลักษณ์ประเภทอัลเตอร์เอโก้ ละทิ้งความเป็นมนุษย์เพื่อกลายร่างเป็นเผ่าพันธุ์อื่นได้ในระดับเปลี่ยนแปลงระบบชีวภาพระบบพันธุกรรม และหากพวกเขาถูกเหล่าแอสโทรโลเจี้ยนอ่านค่าพารามิเตอร์ ในส่วนของหมวดเผ่าพันธุ์จะไม่ถูกระบุว่าเป็นเผ่าพันธุ์มนุษย์
ห้าอัตลักษณ์ประเภทพิเศษ หรือเรียกว่าอาคิไทป์ เป็นอัตลักษณ์เงื่อนไขเชิงคอนเซ็ปต์ที่มีความสามารถหลากหลายมากที่สุด ซึ่งเนตรมารและหัตถ์เทวะของเขานั้น จัดอยู่ในหมวดหมู่นี้เช่นกัน
ผู้คนส่วนใหญ่หลังผ่านการตื่นรู้มักจะมีอัตลักษณ์ต้นกำเนิดติดตัวเพียงประเภทเดียว แต่ก็ยังมีผู้คนบางส่วนที่มีคุณสมบัติพิเศษสามารถครอบครองได้มากกว่าหนึ่งสาย
ตัวอัตลักษณ์สามารถแปรผันระดับของตัวมันเองได้โดยขึ้นอยู่กับการฝึกฝน สิ่งแวดล้อม การเปลี่ยนไปของจิตใจและร่างกายรวมถึงปัจจัยพิเศษยิ่งใช้ความสามารถให้ตรงต่อสายอัตลักษณ์โดยกำเนิดเป็นระยะเวลานานทำให้ง่ายที่จะพัฒนาความเชี่ยวชาญ แตกแขนงสายวิชาของตัวเองได้มากขึ้น
ความเชี่ยวชาญนั้นขึ้นกับ 'ภาพรวมทั้งหมด' ตั้งแต่การเรียนรู้พลังกาย จิตใจ และอีกหลายอย่าง ไม่ได้ดูจากระดับของอัตลักษณ์ ซึ่งยิ่งความเชี่ยวชาญนี้มีมากก็จะยิ่งทำให้สร้างความสามารถที่มีคุณสมบัติตรงสายได้มีประสิทธิภาพที่มากขึ้นจนหาคนเลียนแบบได้ยาก และเป็นที่มาของการกำเนิดสุดยอดเคล็ดวิชาและอาคมอันโด่งดังบนโลก
“หรือต่อให้อัตลักษณ์ไม่ส่งเสริมด้านใดด้านหนึ่งเป็นพิเศษก็อย่าได้เข้าใจผิดคิดว่ามันคือทุกสิ่งทุกอย่างความแข็งแกร่งจะเกิดขึ้นได้ล้วนผ่านความพากเพียร มุมานะ ฝึกฝนด้วยตนเองทั้งสิ้น—
และมีสิ่งสุดท้ายที่นายต้องจำไว้ให้ดีอย่าเปิดเผยอัตลักษณ์ของตัวเองกับคนอื่นพร่ำเพรื่อแม้แต่กับฉัน...เพราะอัตลักษณ์บ้างประเภทนั้นสามารถเป็นไพ่ตายในการเอาชนะศัตรูยิ่งมีคนรู้น้อยก็ยิ่งเป็นผลดีกับตัวนาย”
“แหมคุณจุนเปย์นี่มีมาดความเป็นปรมาจารย์ในแบบหนังจอมยุทธ์สุด ๆ ไปเลยนะ”
น้ำเสียงของอิจิกะเหมือนจะชื่นชม แต่ออกไปทางประชดประชันเสียมากกว่า
“แหงเดะ เพราะกว่าฉันเองจะมายืนอยู่ตรงจุดนี้ได้ก็เคยถูกอาจารย์คนหนึ่งเคี่ยวเข็ญอย่างหนัก แถมเคยโดนไล่ออกจากกลุ่มฉันเลยตั้งปณิธานไว้ว่า สักวันจะต้องเก่งกว่า ทำได้ดีกว่าคนที่ฝึกฉันมาให้ได้”
อิจิกะพยักหน้างึกงักทำเหมือนว่าเข้าใจไปงั้นๆ
“อืมๆ เราจำเป็นต้องมีเป้าหมายยิ่งใหญ่อลังการไว้ก่อนสินะ ถึงจะประสบความสำเร็จได้”
“เรื่องแบบนี้ถือว่าสำคัญเหมือนกันนะแต่พอทำสำเร็จตามเป้าก็ไม่ได้แปลว่าเราเก่งกว่าเพราะเราแค่ใช้พื้นฐานของคนรุ่นก่อนเพื่อไปให้ไกลกว่าเท่านั้นการถ่อมตัวแล้วทำได้แค่แปดสิบเปอร์เซ็นต์ของคนที่สั่งสอนเรามาเป็นเรื่องน่าผิดหวังสำหรับครูบาอาจารย์นะรู้ไหม”
“ขอบคุณมากนะครับนอกจากให้ยืมสถานที่ฝึกแล้วยังช่วยเป็นคู่ฝึกให้ด้วยแบบนี้”
เรย์ซาบซึ้งรู้สึกเป็นหนี้บุญคุณอีกฝ่ายอย่างบอกไม่ถูก
“ถือว่าโชคชะตานำพาให้เรามาพบกันและฉันเองก็อยากตอบแทนเรื่องเมื่อตอนบ่ายด้วย นายไม่ต้องใส่ใจหรอก...”
สำหรับผู้ตื่นรู้มือใหม่จุนเปย์ไม่เคยขี้เหนียวการแนะนำสั่งสอนแต่การแนะนำสั่งสอนก็ต้องดูว่าทำไปอย่างมีคุณค่า มีความอยากแล้วฉกใครก็ได้บนถนนมาสอนให้เป็นยอดฝีมือได้อย่างนี้ออกไปขายคัมภีร์เปลี่ยนเส้นเอ็นตามตลาดนัดไม่ดีกว่าหรือ
คนสอนยินดีสอนย่อมเป็นสิ่งสำคัญแต่สิ่งที่ต้องการยิ่งกว่าคือคนเรียนยินดีเรียน อาซากุระ เรย์หมอนี่เป็นมือใหม่ที่มีพัฒนาการและไหวพริบในระดับอัจฉริยะ เขามีแนวทางของตัวเอง จุนเปย์เพียงแค่แนะนำพวกเรื่องพื้นฐานและเทคนิคส่วนตัวให้เท่านั้นจากนั้นก็สามารถปล่อยให้หมอนี่นำไปหลอมรวมเข้ากันเอง
‘ฉันอยากรู้จริง ๆ ว่านายจะเติบโตไปได้ไกลแค่ไหนกันนะเจ้าหนุ่ม’