ดันเจี้ยน x ดันเจี้ยน

    ตอนที่ 79 ประเภทของอัตลักษณ์

              หลังสภาวะอันเร่าร้อนภายในห้องสงบลงแล้วเรย์ทำสีหน้ากังวลและถามเด็กสาวไปว่าจะดีหรือที่ให้เขาทำแบบนั้น แต่อิจิกะกลับยิ้มขำบอกกับเขาว่าขั้นตอนสำคัญที่สุดของการปรับสมดุลคือการผสมกันของหยินและหยางเพื่อขับปราณที่เป็นพิษออกจากร่างและคุณสมบัติยาคุมในยุคสมัยนี้ไม่เหมือนกับยุคก่อนแล้ว เพราะอย่างนั้นสบายใจได้


              ‘นี่นายนั่งไทม์แมชชีนมาจากอดีตรึไง...เรื่องแค่นี้ก็ไม่รู้’


              เด็กสาวถอนหายใจว่าไว้อย่างนั้น ก่อนพาเขากลับลงมายังชั้นใต้ดินอีกครั้ง


              “สีหน้าดูดีขึ้นนะอืม... สมดุลในร่างกายเริ่มคงที่ อิจิกะคงจะฝีมือดีมากล่ะสิ”


              จุนเปย์เอ่ยทักยิ้ม ๆทันทีที่อิจิกะพาเขาเข้ามายังห้องฝึกซ้อมซึ่งมีขนาดเกือบเท่าความกว้างมาตรฐานของสนามบาส


              “เขามีชี่ก่อนกำเนิดที่ยอดเยี่ยมมากไม่มีการปรับสมดุลครั้งไหนที่ทำให้ฉันรู้สึกดีเท่านี้มาก่อนเลยนะคะคุณจุนเปย์”


              อิจิกะรายงานด้วยใบหน้าพ่องใสแสดงความปลื้มปริ่มอย่างออกนอกหน้า


              “ให้มันน้อยๆ หน่อยเถอะยัยเด็กบ้า”


              “อะแฮ่ม...ทำไมต้องให้ผมทำแบบนั้นก่อนด้วยล่ะครับ”


              เขาได้ยินเสียงเด็กสาวหัวเราะเบาๆ จากด้านหลังเมื่อได้ยินคำถามอันแฝงไปด้วยความเขินอายเล็ก ๆ


              “มันก็เป็นวิธีการซึ่งเรียบง่ายและรวดเร็วที่สุดแล้วสำหรับวิธีขับลมปราณอันเป็นพิษออกจากร่าง โดยการใช้จุดจักระที่หนึ่ง ‘มูลธาร’ตรงบริเวณก้นกบอันเป็นแหล่งพลังกุณฑาริณี ซึ่งจะตื่นขึ้นเมื่อเกี่ยวกับกรณีชีวิตเช่น ตกใจสุดขีด หรือมีเพศสัมพันธ์ถึงจุดสุดยอด เป็นพลังที่มีปริมาณมากและเกิดขึ้นชั่วระยะเวลาสั้น ๆ ไม่ใช่พลังต่อเนื่องระยะยาวนัก...เรื่องจุดจักระทั้งเจ็ดถ้าให้อธิบายคงยาวยิ่งกว่านี้ นายลองไปศึกษาเองดูก็แล้วกันเพราะมันถือเป็นเงื่อนไขพื้นฐานของเคล็ดวิชาสายกำลังภายในของสำนักต่าง ๆ เลยล่ะ”


              จุนเปย์อธิบายเสร็จก็หันไปถามคนช่างสอดรู้สอดเห็น


              “ว่าแต่เธอเถอะอิจิกะยังไม่กลับอีกรึไง พรุ่งนี้เธอต้องนำทีมพาพวกเด็กใหม่จากกิลด์สาขาไปเทรนด์ไม่ใช่เรอะ”


              “แหม...คุณก็รู้ว่าฉันชอบเฝ้ามองดูเพชรที่กำลังถูกเจียระไน ความแข็งกร้าวที่อยู่ในดวงตาความสามารถลึกล้ำที่ยังคงถูกเก็บงำไว้ภายใน ของที่ยิ่งขัดยิ่งส่องประกายทำไมมันถึงดึงดูดใจขนาดนี้กันนะ… เรื่องอื่น ๆช่างมันไว้ก่อนได้อยู่แล้ว”


              ดวงตาของอิจิกะยังดูกรุ้มกริ่มอารมณ์ดีอยู่แต่ข้างในแววตามีประกายหยอกล้ออย่างเอาจริงชนิดที่เรย์ยังรู้สึกได้เมื่อสบตากับเด็กสาว


              จุนเปย์ส่ายหัวให้กับความเพ้อเจ้อของอีกฝ่ายพาบทสนทนากลับเข้าเนื้อหาหลัก


              “เอาล่ะ...ก่อนอื่นนายลองนั่งสมาธิแล้วปล่อยจิตให้ว่างแล้วพยายามดึงลมปราณออกมาห่อหุ้มร่างไว้ให้ได้นานที่สุดให้ฉันดูซิ”


              เรย์นั่งขัดสมาธิทำตามที่อีกฝ่ายบอกอย่างว่าง่าย


              “ไม่ว่านายจะใช้วิชายุทธ์หรือเวทมนตร์พื้นฐานของทั้งสองสิ่งนี้ต้องใช้ ‘จินตภาพ’ เพื่อให้เกิดการโคจรกำลังภายใน ผู้ฝึกจะต้องรู้จักใช้จินตนาการและสติชักนำลมปราณให้ไหลผ่านชีพจรตามส่วนต่างๆ ตามรูปแบบเคล็ดวิชาของตัวเอง


              การฝึกลมปราณจะเริ่มจากกำลังภายในก่อนจากนั้นจึงโคจรพลังทะลวงลมปราณจากภายในออกภายนอกแล้วประสานลมปราณภายนอกและในเป็นหนึ่งเดียวกันหลอมรวมเราและสรรพสิ่งเป็นหนึ่งเดียว นั่นคือขั้นสูงสุดของการฝึกลมปราณขั้นพื้นฐานซึ่งจะต้องเปิดจิตเปิดใจ เปิดทวารร่างกาย ในการเปิดรับและถ่ายออกหมุนเวียนลมปราณภายในและภายนอกเพื่อปรับร่างกายให้สมดุล”



              เขาที่กำลังหลับตาสัมผัสได้ถึงจุนเปย์ที่กำลังเดินวนอยู่รอบกายรู้สึกได้ว่าลมปราณกำลังเริ่มหลั่งไหลออกมาปกคลุมร่าง


              “การโคจรลมปราณผ่านจิตสตินำความคิด นำพลังปราณไปสะสมไว้ยังจุดศูนย์ตันเถียนขับเคลื่อนพลังปราณให้หมุนเวียนไปทั่วร่างกายนั้นจะฝึกด้วยวิธีง่ายที่สุดจากท่ายืนอยู่กับที่หรือท่าที่ไม่มีการเคลื่อนไหวใด เช่น ฝึกเซนในท่ายืน หรือ เข้าฌานนั่งสมาธิให้สติความคิดชักนำพลังลมปราณกระจายไปทั่วทุกส่วนของร่างกายได้อย่างทั่วถึงเว้นเสียแต่บางประเภทวิชามีรูปแบบการฝึกในคุณลักษณะจำเพาะของตัวเอง เช่นมักใช้ควบคู่กับท่าร่ายรำต่าง ๆ อย่างสอดคล้องต่อเนื่องกลมกลืนดุจการร่ายรำ”


              เขาสัมผัสจากคลื่นอากาศรอบกายได้ว่าจุนเปย์กำลังเริ่มรำหมัดมวยด้วยท่วงท่าพื้นฐานอย่างง่าย ๆ เป็นการสาธิต


              “จงจำไว้ว่าการฝึกลมปราณไม่ใช่การจดจำท่าแล้วทำตามแต่ภายนอกเท่านั้นสิ่งสำคัญที่สุด จิตของผู้ฝึกต้องมีการฝึกด้วย จิตต้องเป็นส่วนที่ควบคุมลมปราณแล้วให้ลมปราณนำทางร่างกายไป จิตเฝ้าระวังมีสติประคอง ปรับสภาวะของตนตามธรรมชาติรักษาสมดุลธรรมชาติในตน”


              เมื่อจุนเปย์บรรยายคุณลักษณะจบก็สั่งให้เขาลุกขึ้นลืมตา


              “จากนี้ฉันจะให้นายลองป้องกันหมัดนี้ดู”


              จุนเปย์มาหยุดยืนเบื้องหน้าห่างออกไปเพียงเอื้อมมืออีกฝ่ายกำลังรวบรวมลมปราณไปยังหมัดขวาจนเรย์สามารถมองเห็นผ่านออร่าสีเขียวอ่อนที่เอ่อล้นออกมาห่อหุ้มไว้ด้วยตาเปล่า


              “นำกำลังภายในทั่วร่างมารวมไว้ยังส่วนเดียวของร่างกายหรือถ่ายโอนไปยังอาวุธแล้วโจมตีผสานกับวิชาของตัวเอง จะช่วยเพิ่มพลานุภาพการโจมตีขึ้นอีกหลายเท่าตามความเข้มข้นของออร่า...และตอนนี้ฉันจะโจมตีนายด้วยหมัดที่แฝงผ่านออร่าลมปราณนี้”


              จุนเปย์ตั้งหมัดขวาชี้ตรงมาที่เขา


              “!?”


              เรย์ทำหน้าตกใจเล็กน้อยเมื่อจุนเปย์ทำท่าจะให้เขายืนรับหมัดนั่น


              “สงสัยล่ะสินะหึหึ ใช่แล้ว... ร่างกายที่มีออร่าลมปราณห่อหุ้มอยู่ จะมีพลังคุ้มกันแบบแบ่งกันกระจายตัวไปครอบคลุมส่วนต่างๆ แต่พลังโจมตีของหมัดนี้อัดไปด้วยลมปราณเข้มข้นซึ่งมีพลังสูงจู่โจมสูงกว่าป้องกันของนาย...นั่นก็คือหากตั้งรับตามปกตินายก็จะบาดเจ็บหนักเลยล่ะ แล้วนายจะทำยังไงเมื่อเจอสถานการณ์แบบนี้”


              “รวบรวมลมปราณไว้ในจุด ๆเดียวที่ใช้ตั้งรับ... ใช่ไหมครับ”


              เขาลังเลเล็กน้อย ตอบออกไปด้วยน้ำเสียงไม่มั่นใจนัก


              “ถูกแค่ครึ่งเดียวเพราะหากนายทำแบบนั้นในกรณีทั้งสองฝ่ายกำลังภายในไม่ต่างชั้นกันมากคงไม่บาดเจ็บอะไรแต่ว่าถ้าในระหว่างนั้น นายโดนโจมตีตรงส่วนที่ไม่มีออร่าลมปราณห่อหุ้มอย่างแน่นหนาพอล่ะก็...นายอาจตายคาที่ได้เลยล่ะ”


              “งั้นต้องใช้ลมปราณทั้งหมดห่อหุ้มทั้งร่างไว้ให้นานที่สุดระหว่างต่อสู้?แต่หากทำแบบนั้นมันก็จะเข้าสู่กระบวนการเดิมคือผลาญกำลังภายในออกไปอย่างเสียเปล่าไม่ใช่เหรอครับ”


              เขาพยายามวิเคราะห์ถึงความเป็นไปได้อื่นๆ


              “ถึงจะฟังดูขัด ๆแต่ก็เกือบถูก เปล่งกำลังภายในเป็นออร่าปกคลุมร่างให้หนาแน่นกว่าปกติเพื่อคุ้มกันตัวเองแม้จะมีความเข้มข้นด้อยกว่าหมัดนี้ของฉัน แต่ก็เหมาะในการต่อสู้จริงที่สุด...ไหนนายลองรีดเร้นลมปราณห่อหุ้มตัวเองไว้ให้ฉันดูหน่อย”


              เรย์ทบทวนดูพบว่าแค่การรวมลมปราณให้ได้ในจุดๆ เดียว ยังต้องเค้นสมาธิอย่างหนัก แต่หากต้องใช้มันปกคลุมทั่วร่าง ตัวเขาในตอนนี้ต่อให้ทำได้จริงก็ไม่สามารถคงสภาพออร่าใช้ในการต่อสู้จริงได้


              ทั่วร่างของเรย์เริ่มมีออร่าสีขาวจาง ๆเปล่งออกมาปกคลุม


              “พยายามหน่วงสภาพนั้นให้นาน...ใช่แบบนั้นแหละ— ทีนี้ลองการ์ดป้องกันตัวจากหมัดนี้ของฉันในสภาวะแบบนั้น”


              เรย์ไขว้แขนทั้งสองข้างตั้งการ์ดเป็นรูปตัวเอกซ์


              “เอาล่ะนะ—”


              เรย์นึกว่าอีกฝ่ายจะชกมาอย่างรวดเร็วแต่ที่ไหนได้... จุนเปย์กลับปล่อยหมัด... ไม่สิต้องบอกว่าขยับหมัดตัวเองให้เคลื่อนตัวเข้าหาเขาช้า ๆ อย่างกับเต่าคลานจนเหมือนเป็นภาพสโลว์โมชั่น


              ทว่าทันทีที่หมัดนั้นสัมผัสกับท่อนแขนของเขา


              ‘อึก!!!’


              เรย์ถูกหมัดเบา ๆซึ่งไม่ได้ใส่แรงเหวี่ยงของจุนเปย์ ส่งผลให้ตัวเขาถอยกรูดสองเท้าลากไปกับพื้นไกลเกือบสิบเมตร


              จุนเปย์ส่งเสียงหัวเราะหึๆ


              “เห็นว่าหมัดของฉันช้าเลยผ่อนแรงไปสินะ...อย่างที่เห็น นี่คือความต่างของกำลังภายในซึ่งหากนายเผลอหย่อนออร่าที่ห่อหุ้มไว้มากกว่านี้ แขนสองข้างนั่นคงได้หักไปแล้ว...นั่นแค่ลมปราณอย่างเดียว หากเอาพลังทำลายนี่ใส่รวมกับความเร็ว แรงเหวี่ยงและพลังทำลายของวิชาเข้าไปด้วยมันก็จะเป็นอีกระดับมิติหนึ่งเลยล่ะ”


              “แฮ่ก...แฮ่ก...”


              เรย์ทรุดเข่าลงข้างหนึ่งอย่างอ่อนล้าออร่าที่ปกคลุมทั่วร่างสลายออก


              ‘...ไม่คิดเลยว่าการหน่วงลมปราณปกคลุมทั่วร่างกายจะกินแรงขนาดนี้แถมโดนการโจมตีเมื่อครู่เข้าไปก็แทบจะหมดแรงทันทีที่ออร่าป้องกันของตัวเองสลายไปจากการโจมตีหักล้าง’


              “เหนื่อยแล้วใช่ไหม...แต่ยิ่งฝึกฝนรีดเค้นมากเท่าไหร่พลังรวมของออร่าก็จะยิ่งเพิ่มและแม่นยำขึ้นไม่กระจายออกไปอย่างเสียเปล่าแถมมันยังช่วยเพิ่มพลังในการป้องกันตัวได้ดีขึ้น ไม่แตกสลายง่าย ๆให้นายเสียกำลังภายในอย่างสูญเปล่าแบบนี้...ขั้นต่ำอย่างน้อยนายต้องรักษาสภาวะแบบนั้นให้ได้สักยี่สิบนาทีไม่งั้นก็ใช้ในการต่อสู้จริงไม่ได้กันพอดี— อิจิกะ!”


              ท้ายประโยคจุนเปย์หันไปทางอิจิกะที่นั่งอยู่ไม่ไกล


              “หืม เรียกฉันเหรอ”


              เด็กสาวเงยหน้าขึ้นจากอุปกรณ์ที่เหมือนสมาร์ตโฟนแล้วเดินเข้ามาหาพวกเขา


              “ไหนๆ ถ้าว่างนักก็มาเป็นคู่ซ้อมให้หมอนี่หน่อยสิ”


              “เป็นฉันจะดีเหรอ...เดียวเขาก็ตายซะก่อนหรอก”


              เด็กสาวกล่าวพร้อมกับอยู่ในท่าไขว้แขนบริหารกล้ามเนื้อ เริ่มออกกำลังยืดเส้นด้วยท่าทางอารมณ์ดี กระปรี้กระเปร่าจนเหมือนแกล้งทำ


              จุนเปย์หันมากล่าวกับเรย์ต่อว่า


              “นายลองนึกภาพตามว่าหากต่อสู้กันปกติทั้งคู่ต่างใช้ลมปราณป้องกันทั่วร่าง สถานะก็จะอยู่ที่พลังโจมตีห้าส่วนป้องกันห้าส่วน เป็นสภาพพร้อมต่อสู้ในแบบสมดุลที่สุด หรือพูดง่าย ๆก็คือทั้งสองฝ่ายเมื่ออยู่ในสภาพนี้ต่อให้สู้กันแค่ไหนก็จะไม่ทำความเสียหายหนักให้แก่กันหากฝีมือหรือชั้นเชิงอยู่ในระดับสูสี”


              จุนเปย์แปรสภาพลมปราณเป็นออร่าปกคลุมทั่วร่างย้ายปริมาณความหนาแน่นมาที่มือทั้งสองข้างโดยยังเหลือ บางส่วนคอยปกป้องคุ้มกาย


              “พลังโจมตีห้าพลังป้องกันห้า พอในขณะที่กำลังจะโจมตี ให้เปลี่ยนเป็นรุกเจ็ดและให้ทั้งร่างเหลือสามส่วนนายก็จะสามารถทำความเสียหายหนักให้กับอีกฝ่ายได้


              ซึ่งนี่คือการประเมินและใช้ประสบการณ์ควบคุมปริมาณเพื่อเปลี่ยนพลังโจมตีและป้องกันแปรผันตามสถานการณ์ทางฝ่ายรับต้องคอยมองการโจมตีของฝ่ายรุกให้ขาด เคลื่อนย้ายออร่าไปตามส่วนต่าง ๆของร่างกายให้สอดคล้องกับการเคลื่อนไหวของคู่ต่อสู้


              แต่นี่เป็นการคำนวณแบบหยาบ ๆ เท่านั้นในการต่อสู้จริงจะมีตัวแปรที่เยอะกว่า— เอาล่ะลุกขึ้นแล้วลองพลัดกันโจมตีรุกรับกับอิจิกะดูเริ่มจากคงสภาพออร่าตามที่ฉันบอกนายจะต้องฝึกจนกว่าจะเคลื่อนย้ายหมุนเวียนลมปราณเพื่อสร้างออร่าได้คล่องแคล่วขึ้น!”


              “เข้าใจแล้วครับ”


              เรย์ลุกขึ้นตั้งสมาธิหันไปเผชิญหน้ากับเด็กสาวอีกครั้ง


              “มือขวา! พลังรุกรับเจ็ด ทั่วร่างสาม —— ขาซ้าย! รุกรับแปดทั่วร่างสอง”


              จุนเปย์คอยส่งเสียงกำกับ


              อิจิกะปรับฐานออร่าให้ต่ำเท่าเขาแล้วปรับพลังรุกรับตรงกันข้ามเพื่อผลัดกันโจมตีอย่างช้าๆ เหมือนภาพสโลโมชั่น แบบที่จุนเปย์เคยทำซึ่งนี่ถือเป็นพื้นฐานที่อิจิกะก็เคยผ่านมาแล้วเช่นกัน


              “ที่หัว! —— พลังรุกรับหก ทั่วร่างสี่ —— นายโคจรลมปราณช้าเกินไปแล้วอยากโดนอิจิกะฆ่าหรือไง! เอาใหม่!—— ศอกขวา! รุกรับหก ทั่วร่างสี่—”



     

              หลังจากนั้นเวลาได้ล่วงเลยผ่านไปกว่าสองชั่วโมงอย่างรวดเร็ว


              เรย์ทิ้งตัวนอนแผ่บนพื้นอย่างหมดเรี่ยวแรงโดยมีอิจิกะหัวเราะคิกคักนั่งยอง ๆ ใช้มือลูบหัวเขาไปมาพร้อมกล่าวว่า


              “อืมนายเคลื่อนไหวเสียเปล่าไปเยอะ แต่พื้นฐานก็ไม่ได้แย่เท่าไหร่มีพื้นที่ให้เติบโตได้อีกการต่อสู้โดยใช้ลมปราณกับอัตลักษณ์ที่ต้องเจอหลากหลายประเภทในอนาคตเทคนิคที่สำคัญที่สุดของมันคือ ‘พลังในการระเบิดความคิดเพียงชั่วครู่’ ก่อนอื่นนายต้องชินกับการคิดซะก่อนและเจ้าสิ่งนั้นจะกลายเป็นการตอบสนองทันทีไปโดยอัตโนมัติ”


              ในช่วงสุดท้ายของการฝึกเขาอยากรู้ถึงระดับฝีมือของตนเองกับเด็กสาวว่ามีระยะห่างกันแค่ไหนเลยขอให้อีกฝ่ายลองสู้กับเขาแบบไม่ออมมือดูสักครั้ง


              ผลปรากฏว่าตนยังไม่ทันได้ก้าวขยับก็ถูกอิจิกะซัดหมอบลงกับพื้น โดยที่สายตาเขามองตามการเคลื่อนไหวของอีกฝ่ายไม่ทันด้วยซ้ำต่อให้มีดาบอยู่ในมือผลก็คงออกมาไม่ต่างกัน


              เรย์ตระหนักได้ทันทีเลยว่าโลกใหม่นี้ช่างกว้างใหญ่ที่ผ่านมาตนนั้นโชคดีแค่ไหนที่ได้พบแต่ศัตรูซึ่งมีระดับไม่ห่างชั้นกันมากนัก


              “สะสมกำลังภายในให้ไหลเวียนอยู่ทุกส่วนของร่างกายในปริมาณเท่าๆ กัน ยิ่งกำลังภายในกล้าแข็งมากเท่าไหร่ ออร่าที่ปล่อยออกมาก็เข้มแข็งตามกำลังนั้นด้วยหลังจากนี้นายต้องตามหาเคล็ดวิชาโคจรกำลังภายในที่เข้ากับตัวเองเพื่อฝึกฝนเพิ่มพูนปริมาณลมปราณ...ไอ้เรื่องแบบนี้ฉันไม่สามารถจับมือนายสอนได้หรอกนะ”


              จุนเปย์กล่าวขณะเดินมาหยุดอยู่เหนือศีรษะพร้อมกับยื่นผ้าเย็นผืนหนึ่งส่งให้ แต่ถูกอิจิกะที่กำลังยิ้มสนุกแย่งไปจากมือ


              “นายสามารถใช้อัตลักษณ์ของตัวเองเป็นตัวกำหนดว่านายควรฝึกฝนไปในแนวทางไหนที่เข้ากับรูปแบบสไตล์การต่อสู้ของนาย”


              “สไตล์การต่อสู้ของผมเหรอครับ...”


              เรย์หลับตาคิดทบทวน ปล่อยให้อิจิกะใช้ผ้าเย็นประคบลงบนใบหน้าของเขา


              “ตัดสินใจเลือกให้ดีล่ะเพราะหากนำเอาพลังต้นกำเนิดไปยึดโยงกับคุณสมบัติของธาตุใดธาตุหนึ่งการจะเปลี่ยนแปลงได้อีกนั้นเป็นเรื่องทำได้ยาก...เพราะฉะนั้นการเลือกคุณสมบัติธาตุฝึกฝนในขั้นเริ่มต้นนับว่าสำคัญส่วนใหญ่มักจะต้องดูลักษณะความเข้ากันของอัตลักษณ์ตนเองว่าเอื้อพรสวรรค์กับธาตุใดเป็นพิเศษหรือไม่”


              เมื่อครั้งอดีตเขานั้นไม่เข้าใจสิ่งที่เรียกว่าอัตลักษณ์สักเท่าไหร่นักแต่ปัจจุบันสิ่งนี้ได้รับการวิเคราะห์และถูกสรุปออกมาเป็นข้อมูลได้แล้วเป็นที่เรียบร้อยเพียงแค่เปิดหาบนโลกอินเทอร์เน็ตก็พบข้อมูลของมันมากมายจากหลากหลายสถาบันให้เลือกอ่าน


              อัตลักษณ์นั้นเป็นสิ่งที่อยู่ติดตัวเรามาตั้งแต่เกิดเพียงแต่การปลุกมันขึ้นมาได้จำต้องผ่านการตื่นรู้ด้วยเงื่อนไขพิเศษต่าง ๆ


              โดยตัวอัตลักษณ์ถูกจำแนกออกได้เป็นห้าประเภทหลักคือหนึ่งอัตลักษณ์ประเภทส่งเสริมพรสวรรค์ ช่วยส่งเสริมพัฒนาเรียนรู้สิ่งใดสิ่งหนึ่งหรือธาตุใดธาตุหนึ่งได้อย่างรวดเร็วจนถึงเชี่ยวชาญเป็นพิเศษแตกแขนงวิชาในสายธาตุของตนได้ง่ายมากกว่าธาตุอื่น และยังสามารถเสริมสร้างทักษะส่วนตัวขึ้นจนเป็นอัจฉริยะในด้านนั้น


              ประเภทที่สองอัตลักษณ์สายเชิงวิเคราะห์ แบ่งออกได้เป็นสามประเภทย่อยคือ อัลเคมิสท์(ปรุงยา) แบล็คสมิธ(สรรค์สร้างสิ่งประดิษฐ์)แอสโทรโลเจี้ยน(อ่านวิถีดวงดาว)


              ประเภทที่สามอัตลักษณ์สายซัมมอนเนอร์แบ่งออกได้เป็นสองประเภทย่อย คือ สายอัญเชิญสัตว์มายา  และสายอัญเชิญเทวะจุติ


              สี่อัตลักษณ์ประเภทอัลเตอร์เอโก้ ละทิ้งความเป็นมนุษย์เพื่อกลายร่างเป็นเผ่าพันธุ์อื่นได้ในระดับเปลี่ยนแปลงระบบชีวภาพระบบพันธุกรรม และหากพวกเขาถูกเหล่าแอสโทรโลเจี้ยนอ่านค่าพารามิเตอร์ ในส่วนของหมวดเผ่าพันธุ์จะไม่ถูกระบุว่าเป็นเผ่าพันธุ์มนุษย์


              ห้าอัตลักษณ์ประเภทพิเศษ หรือเรียกว่าอาคิไทป์ เป็นอัตลักษณ์เงื่อนไขเชิงคอนเซ็ปต์ที่มีความสามารถหลากหลายมากที่สุด ซึ่งเนตรมารและหัตถ์เทวะของเขานั้น จัดอยู่ในหมวดหมู่นี้เช่นกัน


              ผู้คนส่วนใหญ่หลังผ่านการตื่นรู้มักจะมีอัตลักษณ์ต้นกำเนิดติดตัวเพียงประเภทเดียว แต่ก็ยังมีผู้คนบางส่วนที่มีคุณสมบัติพิเศษสามารถครอบครองได้มากกว่าหนึ่งสาย


              ตัวอัตลักษณ์สามารถแปรผันระดับของตัวมันเองได้โดยขึ้นอยู่กับการฝึกฝน สิ่งแวดล้อม การเปลี่ยนไปของจิตใจและร่างกายรวมถึงปัจจัยพิเศษยิ่งใช้ความสามารถให้ตรงต่อสายอัตลักษณ์โดยกำเนิดเป็นระยะเวลานานทำให้ง่ายที่จะพัฒนาความเชี่ยวชาญ แตกแขนงสายวิชาของตัวเองได้มากขึ้น


              ความเชี่ยวชาญนั้นขึ้นกับ 'ภาพรวมทั้งหมด' ตั้งแต่การเรียนรู้พลังกาย จิตใจ และอีกหลายอย่าง ไม่ได้ดูจากระดับของอัตลักษณ์ ซึ่งยิ่งความเชี่ยวชาญนี้มีมากก็จะยิ่งทำให้สร้างความสามารถที่มีคุณสมบัติตรงสายได้มีประสิทธิภาพที่มากขึ้นจนหาคนเลียนแบบได้ยาก และเป็นที่มาของการกำเนิดสุดยอดเคล็ดวิชาและอาคมอันโด่งดังบนโลก


              “หรือต่อให้อัตลักษณ์ไม่ส่งเสริมด้านใดด้านหนึ่งเป็นพิเศษก็อย่าได้เข้าใจผิดคิดว่ามันคือทุกสิ่งทุกอย่างความแข็งแกร่งจะเกิดขึ้นได้ล้วนผ่านความพากเพียร มุมานะ ฝึกฝนด้วยตนเองทั้งสิ้น—

              และมีสิ่งสุดท้ายที่นายต้องจำไว้ให้ดีอย่าเปิดเผยอัตลักษณ์ของตัวเองกับคนอื่นพร่ำเพรื่อแม้แต่กับฉัน...เพราะอัตลักษณ์บ้างประเภทนั้นสามารถเป็นไพ่ตายในการเอาชนะศัตรูยิ่งมีคนรู้น้อยก็ยิ่งเป็นผลดีกับตัวนาย”


              “แหมคุณจุนเปย์นี่มีมาดความเป็นปรมาจารย์ในแบบหนังจอมยุทธ์สุด ๆ ไปเลยนะ”


              น้ำเสียงของอิจิกะเหมือนจะชื่นชม แต่ออกไปทางประชดประชันเสียมากกว่า


              “แหงเดะ เพราะกว่าฉันเองจะมายืนอยู่ตรงจุดนี้ได้ก็เคยถูกอาจารย์คนหนึ่งเคี่ยวเข็ญอย่างหนัก แถมเคยโดนไล่ออกจากกลุ่มฉันเลยตั้งปณิธานไว้ว่า สักวันจะต้องเก่งกว่า ทำได้ดีกว่าคนที่ฝึกฉันมาให้ได้”


              อิจิกะพยักหน้างึกงักทำเหมือนว่าเข้าใจไปงั้นๆ


              “อืมๆ เราจำเป็นต้องมีเป้าหมายยิ่งใหญ่อลังการไว้ก่อนสินะ ถึงจะประสบความสำเร็จได้”


              “เรื่องแบบนี้ถือว่าสำคัญเหมือนกันนะแต่พอทำสำเร็จตามเป้าก็ไม่ได้แปลว่าเราเก่งกว่าเพราะเราแค่ใช้พื้นฐานของคนรุ่นก่อนเพื่อไปให้ไกลกว่าเท่านั้นการถ่อมตัวแล้วทำได้แค่แปดสิบเปอร์เซ็นต์ของคนที่สั่งสอนเรามาเป็นเรื่องน่าผิดหวังสำหรับครูบาอาจารย์นะรู้ไหม”


              “ขอบคุณมากนะครับนอกจากให้ยืมสถานที่ฝึกแล้วยังช่วยเป็นคู่ฝึกให้ด้วยแบบนี้”


              เรย์ซาบซึ้งรู้สึกเป็นหนี้บุญคุณอีกฝ่ายอย่างบอกไม่ถูก


              “ถือว่าโชคชะตานำพาให้เรามาพบกันและฉันเองก็อยากตอบแทนเรื่องเมื่อตอนบ่ายด้วย นายไม่ต้องใส่ใจหรอก...”


              สำหรับผู้ตื่นรู้มือใหม่จุนเปย์ไม่เคยขี้เหนียวการแนะนำสั่งสอนแต่การแนะนำสั่งสอนก็ต้องดูว่าทำไปอย่างมีคุณค่า มีความอยากแล้วฉกใครก็ได้บนถนนมาสอนให้เป็นยอดฝีมือได้อย่างนี้ออกไปขายคัมภีร์เปลี่ยนเส้นเอ็นตามตลาดนัดไม่ดีกว่าหรือ


              คนสอนยินดีสอนย่อมเป็นสิ่งสำคัญแต่สิ่งที่ต้องการยิ่งกว่าคือคนเรียนยินดีเรียน อาซากุระ เรย์หมอนี่เป็นมือใหม่ที่มีพัฒนาการและไหวพริบในระดับอัจฉริยะ เขามีแนวทางของตัวเอง จุนเปย์เพียงแค่แนะนำพวกเรื่องพื้นฐานและเทคนิคส่วนตัวให้เท่านั้นจากนั้นก็สามารถปล่อยให้หมอนี่นำไปหลอมรวมเข้ากันเอง


              ‘ฉันอยากรู้จริง ๆ ว่านายจะเติบโตไปได้ไกลแค่ไหนกันนะเจ้าหนุ่ม’

    คล้ายกับเรื่องดันเจี้ยน x ดันเจี้ยน ที่คุณอ่าน