การเดินทางกับสหายแตกต่างจากการเดินทางคนเดียวอย่างสิ้นเชิง
ความเงียบที่เคยเป็เพื่อนของเฟยหลงถูกแทนที่ด้วยเสียงพูดคุยและเสียงหัวเราะอันร่าเริงของสวี่เจี๋ย ในตอนแรกเฟยหลงยังคงเป็ผู้ฟังที่ดีเสียส่วนใหญ่ แต่ธรรมชาติที่เปิดเผยและจริงใจของสวี่เจี๋ยก็ค่อยๆ ทลายกำแพงของเขาลงทีละน้อย เฟยหลงพบว่าตัวเองเริ่มยิ้มมากขึ้น และบางครั้งก็เผลอเล่าเื่ราวเล็กๆ น้อยๆ เกี่ยวกับชีวิตในหมู่บ้านจันทร์เสี้ยวให้สหายใหม่ฟัง
พวกเขากลายเป็คู่หูที่เข้ากันได้อย่างน่าประหลาด เฟยหลงผู้ช่างสังเกตและรอบคอบ มักจะชี้ให้เห็นถึงร่องรอยของสัตว์ป่าหรือสมุนไพรที่กินได้ซึ่งสวี่เจี๋ยผู้มองโลกในแง่ดีมักจะมองข้ามไป ในทางกลับกัน สวี่เจี๋ยผู้เดินทางมามากกว่า ก็จะคอยบอกเล่าเื่ราวและธรรมเนียมปฏิบัติของโลกภายนอกให้เฟยหลงฟัง
คืนหนึ่ง ขณะที่ทั้งสองกำลังนั่งผิงไฟอยู่ใต้เงาของผาหิน สวี่เจี๋ยกำลังขัดกระบี่เหล็กธรรมดาๆ ของเขาอย่างขะมักเขม้น
"กระบี่เล่มนี้ท่านพ่อตีให้ข้าเองกับมือ" เขาพูดขึ้นด้วยความภาคภูมิใจ "มันอาจจะไม่ใช่กระบี่วิเศษอะไร แต่ก็แข็งแกร่งและไว้ใจได้" เขาเหลือบมองเฟยหลง "แล้วเ้าล่ะเฟยหลง เ้าไม่มีอาวุธติดตัวเลยหรือ?"
เฟยหลงส่ายหน้า "ข้า...ยังไม่มี"
"ไม่เป็ไร" สวี่เจี๋ยตบที่อกตัวเอง "ถ้ามีเื่อะไร ข้าจะปกป้องเ้าเอง! แต่เมื่อไปถึงเมืองหินขาวแล้ว เ้าควรจะหาซื้อมีดสั้นดีๆ สักเล่มไว้ป้องกันตัวก็ยังดี"
จากเื่อาวุธ การสนทนาก็ไหลลื่นไปสู่เื่ของยุทธภพ สวี่เจี๋ยเล่าเื่ของตระกูลใหญ่และสำนักต่างๆ ที่เขาเคยได้ยินมาด้วยตาที่เป็ประกาย
"ตระกูลหลิวที่เจอในโรงเตี๊ยมนั่นน่ะ แค่พวกเศรษฐีใหม่ที่อวดรวยเท่านั้น" เขากล่าวอย่างดูแคลน "ถ้าจะพูดถึงผู้ที่ทรงอิทธิพลจริงๆ ในยุทธภพ มันต้องเป็พวกสำนักใหญ่ที่อยู่อีกระดับหนึ่งเลย...เช่น หุบเขากระบี่เร้น ที่กล่าวกันว่าศิษย์ทุกคนมีกระบี่เป็ดั่งชีวิต หรือ ตำหนักโอสถเทวะ ที่มีวิชาแพทย์ล้ำเลิศ สามารถชุบชีวิตคนตายได้...เื่พวกนี้สำหรับเราแล้วก็เหมือนกับนิทานก่อนนอนนั่นแหละ"
เขาขยับเข้าไปใกล้กองไฟอีกนิด ลดเสียงลงราวกับกำลังจะเล่าความลับ "แต่สิ่งที่เหนือกว่าวิชาหรืออาวุธ...คือ ภูติิญญา"
ชื่อนี้ทำให้เฟยหลงหูผึ่ง
"ข้าเคยได้ยินพ่อค้าในตลาดเล่าให้ฟัง" สวี่เจี๋ยเล่าต่อ "ว่ากันว่าพวกมันคือเผ่ามารที่หลงเหลือจากมหาายุคาที่พ่ายแพ้ต่อเผ่าเทพ พวกมันถูกพันธนาการไว้ด้วยพันธสัญญาเื ให้ต้องรับใช้มนุษย์ไปตลอดกาล ผู้ที่สามารถภูติิญญาได้นั้น มีแต่พวกอ๋องหรือแม่ทัพใหญ่ในเมืองหลวงเท่านั้น เพราะราคาของมันแพงมหาศาล และต้องทำสัญญาผ่าน สมาคมภูติิญญา ที่ควบคุมทุกอย่างไว้ ว่ากันว่าแม่ทัพใหญ่แห่งเมืองหลวงมีภูติิญญาตนหนึ่งซึ่งเคยเป็ถึงขุนพลของเผ่ามาร สามารถสั่งการกองทัพอสูรเงาออกมาถล่มเมืองได้ทั้งเมืองเลยทีเดียว!"
เฟยหลงนิ่งฟัง เขานึกถึงภาพของภูติิญญาในกรงเหล็ก...ดวงตาสีน้ำเงินที่เต็มไปด้วยความเศร้าสร้อยอ้างว้าง มันดูไม่เหมือนอสูรที่สามารถถล่มเมืองได้อย่างที่สวี่เจี๋ยว่าเลย
"แล้วพวกมัน...มีความสุขหรือ?" เฟยหลงถามขึ้นเบาๆ
คำถามนั้นทำให้สวี่เจี๋ยชะงักไป "ความสุขหรือ? ข้า...ข้าก็ไม่รู้สิ ใครจะไปสนใจความรู้สึกของพวกมันกันเล่า? พวกมันก็แค่...เครื่องมือที่ทรงพลังเท่านั้นเอง"
เฟยหลงไม่พูดอะไรต่อ เขามองเข้าไปในเปลวไฟ แต่ในใจกลับครุ่นคิดถึงคำถามที่ไม่มีคำตอบนั้น
วันรุ่งขึ้น การเดินทางของพวกเขาก็ต้องหยุดชะงักลง เมื่อมาถึงแม่น้ำสายหนึ่งที่เคยกว้างแต่ไม่ลึกมากนัก บัดนี้กลับกลายเป็สายน้ำที่เชี่ยวกรากเพราะฝนที่ตกหนักเมื่อหลายวันก่อน และสะพานไม้ที่เคยทอดข้าม...ก็พังทลายลงจนเหลือแต่ซากตอม่อที่หักพัง
"แย่ล่ะสิ!" สวี่เจี๋ยอุทาน "แบบนี้เราต้องเดินอ้อมไปอีกไกล อาจจะเสียเวลาไปสองสามวันเลยนะ!"
มีนักเดินทางอีกหลายคนติดอยู่ที่ฝั่งเดียวกับพวกเขา ต่างคนต่างส่ายหน้าและเริ่มปรึกษากันว่าจะตั้งค่ายรอให้น้ำลดหรือจะเดินทางอ้อมไปดี
แต่เฟยหลงกลับเดินไปริมตลิ่ง กวาดสายตามองไปรอบๆ อย่างพินิจพิเคราะห์ เขาไม่ได้มองที่สะพานที่พังแล้ว แต่มองไปที่สภาพแวดล้อมโดยรอบ...กระแสน้ำ...แนวป่า...และโขดหิน...
"ทางนั้น" เฟยหลงชี้ไปยังต้นน้ำ ที่นั่นมีต้นไม้โบราณขนาดมหึมาต้นหนึ่งล้มพาดลำน้ำอยู่ ลำต้นของมันเกือบจะถึงอีกฝั่งหนึ่ง ขาดไปเพียงไม่กี่วาเท่านั้น แต่ส่วนปลายของมันก็จมอยู่ในจุดที่น้ำไหลเชี่ยวที่สุด
"นั่นมันอันตรายเกินไป!" หนึ่งในนักเดินทางร้องขึ้น "ลื่นแบบนั้นตกลงไปก็ตายสถานเดียว!"
"ข้าจะข้ามไปก่อน" เฟยหลงพูดกับสวี่เจี๋ยเรียบๆ "แล้วจะโยนเชือกกลับมาให้"
ไม่รอให้ใครได้ทัดทาน เขาก็เดินตรงไปยังต้นไม้ล้มต้นนั้น แล้วก้าวเท้าเหยียบลงไปอย่างมั่นคง...
ภาพที่ทุกคนได้เห็นต่อจากนั้นคือความตกตะลึง ร่างของเด็กหนุ่มในชุดธรรมดาเคลื่อนไหวอยู่บนลำต้นที่เปียกลื่นนั้นด้วยความสง่างามและสมดุลอย่างไม่น่าเชื่อ ทุกย่างก้าวของเขามั่นคงราวกับเดินอยู่บนพื้นดินเรียบๆ เขาไม่ได้กางแขนเพื่อรักษาสมดุลอย่างทุลักทุเล แต่กลับเดินตัวตรง ปล่อยให้ร่างกายขยับไหวไปตามการโคลงของลำต้นอย่างเป็ธรรมชาติ มันคือภาพที่งดงามราวกับการร่ายรำ
เขาข้ามไปถึงอีกฝั่งได้อย่างปลอดภัย ท่ามกลางสายตาที่ตกตะลึงของทุกคน จากนั้นก็โยนเชือกที่พกติดตัวมากลับมาให้สวี่เจี๋ยและช่วยให้เขาข้ามมาได้อย่างทุลักทุเล
เมื่อทั้งสองออกเดินทางต่อ ทิ้งให้นักเดินทางคนอื่นๆ ยังคงอ้าปากค้างอยู่เื้ั สวี่เจี๋ยก็มองเพื่อนใหม่ของเขาด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง
"สหายเฟยหลง...ข้าเริ่มสงสัยแล้วว่าเ้าเป็ใครกันแน่" เขากล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง "วิชาตัวเบาของเ้านั่น...มันไม่ธรรมดาเลย ไม่เหมือนวิชาของสำนักไหนที่ข้าเคยได้ยินมา"
เฟยหลงที่กำลังเดินนำอยู่ข้างหน้า หันกลับมาพร้อมกับรอยยิ้มบางๆ ที่หาได้ยาก เขายกมือขึ้นแตะจี้ใต้เสื้อของตน
"ข้าก็แค่...เด็กบ้านนอกที่ชอบปีนต้นไม้เท่านั้นเอง"