บทที่ 23 ทำไมถึงเป็คุณ?
เมื่อรับรู้ถึงความลังเลและความขัดแย้งในใจของชายหนุ่มตรงหน้า เซี่ยงหว่านจึงเงยหน้าขึ้นมาด้วยน้ำตาคลอเบ้าและใบหน้ายังซีดเซียวจนน่าสงสาร
“ไม่ว่าคุณจะสามารถยอมรับฉันได้อีกครั้งหรือไม่ แต่โต้วโต้วก็ไม่มีความผิด…เพราะความ้าอย่างเดียวของเขาคือการมีพ่อของตัวเอง”
“ฉีส่าวฉิง คุณช่วยเห็นแก่ลูกของเราหน่อยเถอะนะ ได้ไหมคะ?”
คำวิงวอนขอร้องอย่างต่ำต้อยทำให้ลูกกระเดือกของฉีส่าวฉิงสั่นไหวเพียงเล็กน้อย จู่ ๆ ความคิดก็นึกย้อนไปถึงร่างเล็กที่กอดเขาไว้แน่นและไม่ยอมปล่อยอย่างน่าสงสาร จนบัดนี้หัวใจกลับอ่อนยวบลงอีกครั้ง
“ผมสัญญากับคุณว่าจะพยายามชดเชยให้โต้วโต้วแน่นอน”
“ขอแค่โต้วโต้วมีความสุข ฉันก็พอใจแล้ว ขอบคุณนะคะ”
เธอปาดน้ำตาที่หางตาเล็กน้อยแล้วปล่อยมือออกจากเอวที่เพิ่งกอดแน่น คิ้วขมวดของฉีส่าวฉิงจึงค่อย ๆ คลายลงเมื่อเห็นว่าเซี่ยงหว่านมีท่าทีเข้าใจแล้ว
“ผมจะกลับไปอยู่กับคุณ และอยู่เป็เพื่อนโต้วโต้ว”
“ค่ะ ถ้าเขาเห็นคุณจะต้องดีใจมากแน่ ๆ”
เมื่อรถคันหรูเริ่มออกตัวโลดแล่นไปบนถนนอีกครั้ง เซี่ยงหว่านจึงหันไปมองนอกหน้าต่างและยกยิ้มริมฝีปากแสนอ่อนโยนอย่างกลั้นเอาไว้ไม่อยู่
แม้ว่าเวลาจะล่วงเลยมาจนถึงสามปีแล้ว แต่ชายหนุ่มข้าง ๆ เธอก็ไม่เคยเปลี่ยนไปเลย แล้วถ้าหากจะข่มขู่เขาด้วยวิธีการต่าง ๆ ก็อาจจะไม่ได้รับความสนใจกลับมา
แต่เขาดันพ่ายแพ้ให้กับคำวิงวอนและการขอร้องที่แสนอ่อนโยนพวกนั้นอย่างง่ายดาย
‘ฉันจะค่อย ๆ ทำให้คุณกลับมาอยู่เคียงข้างฉันอีกครั้ง!’
…
ไม่นานนักรถโรลส์รอยซ์ก็จอดลงที่หน้าบ้านหรูแห่งหนึ่ง จากนั้นเซี่ยงหว่านจึงหยิบของเล่นชิ้นเล็กจากกระเป๋ามายัดใส่มือของฉีส่าวฉิง
“ตอนที่ฉันพาโต้วโต้วไปเดินเล่น เขาชอบอันนี้ั้แ่แรกเห็นเลยค่ะ ถ้าอย่างนั้นก็บอกว่าคุณเป็คนซื้อให้เขาเอง เพราะฉันมั่นใจมากว่าเขาต้องะโจนตัวลอยด้วยความดีใจแน่นอน”
ฉีส่าวฉิงก้มมองของเล่นไข่ไดโนเสาร์วิเศษในมือด้วยสายตาแห่งความสับสน หรือแม้กระทั่งในใจของเขาก็ยังเกิดความรู้สึกผิดเล็กน้อย
เซี่ยงหว่านจึงเก็บสายตาอย่างสุขุม ก่อนจะยิ้มออกมาแล้วผลักประตูเปิดเข้าไป จนร่างเล็ก ๆ ที่อยู่ข้างในได้ยินเสียงก็รีบวิ่งปรี่เข้ามาทันทีและเอ่ยะโออกมาด้วยความดีใจ
“แม่! แม่ครับ!”
“โต้วโต้ว ดูสิมีใครมาอีก”
เซี่ยงหว่านยิ้มแล้วปล่อยเขาลงจากอ้อมกอด เธอเบี่ยงตัวออกไปเล็กน้อย จนเผยให้เห็นฉีส่าวฉิงที่เดินตามเข้ามา ทำให้ดวงตาอันกลมโตของโต้วโต้วเป็ประกายและไม่สามารถซ่อนความตื่นเต้นเอาไว้ได้
“พ่อ ผมคิดว่าพ่อไม่้าผมอีกแล้ว…”
ฉีส่าวฉิงก็ใตัวสั่นไม่แพ้กัน จนไม่สามารถหาคำใด ๆ มาอธิบายความรู้สึกในตอนนี้ได้เลย
เขาจึงก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าวและคุกเข่าลงให้สายตาอยู่ในระดับเดียวกับเด็กชายตรงหน้า ไม่นานนักแววตาก็อ่อนโยนลงโดยไม่รู้ตัว หรือแม้แต่เสียงยังอ่อนโยนอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน
“ทำไมล่ะ? แล้วพ่อจะไม่้าลูกได้อย่างไร?”
เมื่อคืนนี้ตอนที่เ้าตัวเล็กกอดขาของเขาแล้วเอ่ยเรียกคำว่า ‘พ่อ’ ออกมา เขาถึงได้รู้ความจริงว่าเซี่ยงหว่านที่จากไปตอนนั้นตั้งครรภ์แล้ว ส่วนตอนนี้เขาก็มีลูกชายน่ารักน่าชังที่กำลังจะอายุสามขวบในอีกไม่ช้า
“ผมกลัวว่าพ่อจะเหมือนคนในนิทาน…ที่พอพระอาทิตย์ขึ้นมาก็จะหายตัวไป”
เ้าตัวเล็กเอ่ยออกมาด้วยเสียงที่แ่เบา อีกทั้งมือเล็กก็ดึงแขนเสื้อของเขาและมองมาด้วยสายตาอ้อนวอนอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ
“ผมไม่อยากไม่มีพ่อ”
ฉีส่าวฉิงขมวดคิ้วอย่างแรงทันทีที่ได้ยินคำพูดนั้นของเด็กชาย และไม่รู้ว่าจะมองดวงตาที่ใสซื่อบริสุทธิ์ แต่น่าสงสารตรงหน้าได้อย่างไร
เซี่ยงหว่านจึงลูบหัวโต้วโต้วและเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนเพื่อช่วยแก้สถานการณ์
“โต้วโต้วเป็เด็กดี แล้วพ่อก็ไม่ใช่คนในนิทาน เขาจะไม่จากลูกไปไหนแน่นอน”
“จริงเหรอครับ? พ่อครับ พ่อจะอยู่ข้าง ๆ ผมตลอดไปใช่ไหม?”
น้ำเสียงแหลมเล็กราวกับเด็กทารกเอ่ยถามขึ้นมาอีกครั้งอย่างไม่ค่อยมั่นใจ จนฉีส่าวฉิงชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้าลงในที่สุด
“ใช่ พ่อจะอยู่เคียงข้างลูกตลอดไป”
“ดีจัง! พ่อของผมจะไม่หายไปไหนอีกแล้ว!”
เมื่อได้รับคำตอบที่แน่นอนแล้ว เ้าตัวเล็กจึงะโด้วยความดีใจทันที ทำให้หัวใจของฉีส่าวฉิงยิ่งอ่อนโยนมากขึ้น เขาจึงรีบแบมือเผยให้เห็นของเล่นที่ถือมาโดยตลอด
“พ่อให้เป็ของขวัญ ชอบหรือเปล่า?”
“ชอบครับ ผมชอบทุกอย่างที่พ่อให้เลยครับ”
“คุณดูสิว่าเขาดีใจมากแค่ไหน โต้วโต้วเป็เด็กดีนะครับ แล้วไปเล่นของเล่นตรงนู้นก่อนนะ”
เซี่ยงหว่านหยิกแก้มลูกชายอย่างขบขัน และเมื่อเด็กชายวิ่งออกไปแล้ว เธอจึงหันไปมองฉีส่าวฉิงด้วยสายตาขอบคุณ
“ขอบคุณนะคะ ที่มอบความฝันอันแสนหวานให้แก่เขา”
ฉีส่าวฉิงลุกขึ้นยืนและเม้มริมฝีปากเพียงเล็กน้อย ก่อนจะหันไปมองโต้วโต้วที่กำลังเล่นสนุก ทว่าในใจเขากลับรู้สึกผิดจนแทบทนไม่ไหว
เพราะถ้าหากมันเป็เพียงความฝันจริง ๆ เมื่อถึงเวลาที่ต้องตื่นขึ้นมาก็จะยิ่งเ็ป
เซี่ยงหว่านที่เห็นสีหน้าของเขาจึงยิ้มออกมาอย่างภาคภูมิใจ แล้วเอ่ยขึ้นมาทันที
“ฉันจะไปเตรียมอาหารกลางวันให้ค่ะ คุณทานเสร็จแล้วค่อยกลับบริษัทกันนะ”
...
ลู่จั่นเหยียนรีบเคลียร์งานอย่างเร่งรีบทันทีที่กลับมาจากบริษัทฉี ส่วนเลขาก็รีบติดต่อธนาคารที่เคยร่วมงานตามคำสั่งของเ้านาย และไม่นานนักก็ได้รับคำตอบที่น่าพอใจอยู่ไม่น้อย แต่ก็ไม่รู้ว่าควรจะดีใจหรือโกรธดี
“ธนาคารพวกนี้เปลี่ยนสีได้ไวกว่าพลิกหน้าหนังสือซะอีก!”
ก่อนหน้านี้ที่คุณหนูลู่ของเธอวิ่งไปขอความช่วยเหลือจากธนาคารเหล่านี้ ทว่าสิ่งที่ได้รับกลับมามีแค่คำพูดประมาณว่าไม่มีวงเงินเพียงพอทำนองนั้น
แต่พอตอนนี้ที่รู้ว่าคุณหนูลู่มีหุ้นส่วนใหญ่ของบริษัทฉีอยู่ในมือ ต่างก็รีบเข้ามาสนับสนุนโดยไม่มีเงื่อนไขทันที
ช่างเป็พวกที่หันเหไปตามลมเสียจริง!
“ผู้คนมักจะแย่งกันทำธุรกิจที่ทำเงินได้ ส่วนธุรกิจที่ขาดทุนก็จะพากันหลีกเลี่ยง”
เมื่อลู่จั่นเหยียนเซ็นสัญญากู้ยืมเสร็จเรียบร้อยแล้ว จึงยิ้มออกมาอย่างพอใจ
สิ่งที่เคยคิดว่าสมควรถูกประณามกลับกลายเป็สิ่งที่เข้าใจได้ในทันที เช่นเดียวกับตัวเธอเองที่ไม่เคยยอมรับความเมตตาจากคนอื่น แต่กลับใช้ความรู้สึกผิดที่คุณปู่มีต่อเธอมาโอ้อวด…
“จริงสิ เื่การจัดหน้าข่าวเสร็จหรือยัง?”
“เรียบร้อยค่ะ ฉันทำตามที่คุณสั่งไว้หมดแล้ว ตอนนี้ก็เหลือแค่รอเผยแพร่ในเช้าวันพรุ่งนี้เท่านั้นค่ะ”
“ดีมาก งั้นก็ไปแจ้งทุกคนว่าวันนี้ให้ทำงานล่วงเวลาเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับวันพรุ่งนี้”
พรุ่งนี้เธอจะต้องเห็นราคาหุ้นของบริษัทลู่เปิดตลาดด้วยราคาที่พุ่งสูงขึ้นให้ได้!
พนักงานทุกคนของบริษัทลู่ต่างทำงานล่วงเวลากันอย่างขะมักเขม้น และแน่นอนว่าประธานบริษัทอย่างลู่จั่นเหยียนก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น
เธอทำงานอย่างหนักจนเวลาล่วงเลยไปสี่ทุ่ม จึงได้ขยับบ่าที่แข็งตึง ยืดแขนคลายความเมื่อยล้า และก้มหน้าบีบระหว่างคิ้วเพื่อผ่อนคลายความตึงเครียดให้ผ่อนลงไป
จู่ ๆ สายตาแสนอ่อนล้าก็มองไปที่กรอบรูปบนโต๊ะทำงาน ซึ่งเป็รูปของเธอกับน้องสาวลู่ฮวนเหยียนยืนอยู่ข้างหลังและกำลังโอบไหล่พ่อแม่อย่างออดอ้อน ทั้งใบหน้ายังแต่งแต้มไปด้วยรอยยิ้มสดใสและมีความสุขมาก
ลู่จั่นเหยียนยกยิ้มที่มุมปากอย่างไม่รู้ตัว แต่ยังไม่ทันที่รอยยิ้มจะเบ่งบานได้นาน กลับถูกความเ็ปในดวงตาทำให้ชะงักไป
วันเวลาแห่งความสุขเ่าั้จะไม่มีวันกลับมาอีกแล้ว
เธอใช้นิ้วมือัักรอบรูปอย่างแ่เบาและดวงตาก็เต็มไปด้วยความคิดถึงจนไม่สามารถปิดกั้นเอาไว้ได้
“พ่อคะ แม่คะ ฮวนเหยียน หนูคิดถึงจังเลยค่ะ ไม่รู้ว่าตอนนี้ทุกคนจะยังสบายดีกันอยู่หรือเปล่า?”
“แม้ว่าพ่อกับแม่จะทิ้งภาระอย่างบริษัทลู่เอาไว้ให้หนู แต่หนูก็จะฝ่าฟันมันไปให้ได้แม้ว่ามันจะหนักหนาสาหัสมากก็ตาม พ่อก็จะสนับสนุนการตัดสินใจของหนูใช่ไหมคะ?”
ตอนที่พ่อยังมีชีวิตอยู่ เขามักจะพูดเสมอว่าฉีส่าวฉิงคือความสุขของเธอตลอดทั้งชีวิต แต่พวกเขากลับเดินมาถึง่เวลาที่ยากลำบากพอดีบนเส้นทางแห่งความสุขนั้น ทว่าขอเพียงแค่อดทนต่อไปและทุกอย่างจะผ่านพ้นไปด้วยดี
แต่ลู่จั่นเหยียนอดทนมาเป็เวลามสามปี และตอนนี้เธอก็ทนต่อไปไม่ไหวแล้ว
แสงไฟในตึกค่อย ๆ ดับลงทีละดวง หรือแม้แต่อากาศรอบข้างยังเงียบสงบลงไปมาก
จั่นเหยียนจึงหรี่ตาเล็กน้อย ทว่าน้ำตาที่เอ่อคลอกลับทำให้สายตาพร่ามัวจนเธอต้องฟุบหน้าลงกับโต๊ะแล้วหลับไปอย่างง่วงงุนเหมือนเด็กที่โดดเดี่ยวและไร้ที่พึ่ง
...
เช้าวันรุ่งขึ้นมีเสียงเคาะประตูปลุกเธอขึ้นมาจากความฝัน ลู่จั่นเหยียนจึงเงยหน้าขึ้นอย่างยากลำบาก และเช็ดโต๊ะที่เปียกชื้นก่อนจะเอ่ยปากขึ้นมา
“เข้ามาค่ะ”
“หื้ม? ฉีอวี้? ทำไมเป็คุณล่ะคะ?”
เธอคิดว่าจะเป็เลขาของตัวเอง แต่กลับกลายเป็ฉีอวี้ซะอย่างนั้น!