หวงซิ่นวิ่งตามมาทันเป็คนแรก มันรีบเข้าไปตรวจร่างของไกว่เช่อเฉียว ก่อนจะเข้าไปดูธนูที่ตกอยู่บนพื้น
คันธนูทั้งสองทำจากวัสดุพิเศษมีขนาดย่อมและสั้นกว่าปกติเล็กน้อย บริเวณตอนกลางมีกลไกเล็กๆ เกี่ยวไว้ด้วยกันได้โดยง่าย ทำให้สะพายซ้อนกันไว้ได้สะดวก ส่วนสายธนูแข็งราวเส้นโลหะคนธรรมดายากที่จะดึงง้างได้ มือของไกว่เช่อเฉียวใหญ่กว่ามือคนทั่วไปเกือบสองเท่า มันจึงบังคับธนูได้ถึงเจ็ดดอกในคราวเดียว แต่นี่ย่อมต้องผ่านการฝึกฝนอันหนักหน่วงยาวนาน ส่วนด้านหลังของมันมีกล่องเล็กๆ เรียวยาวสองกล่องใช้สายคาดมัดติดกับลำตัวไว้อย่างแ่า ถูกออกแบบมาให้เสียบลูกธนูเข้าไปได้ง่าย แต่ยากที่จะตกหล่น ภายในกล่องมีลูกธนูหลงเหลืออยู่อีกหลายดอก
นี่เป็สภาพของเ้าธนูอย่างแท้จริง
ทหารหลายร้อยคนเริ่มตามมาทัน ส่วนที่เหลือกระจายกำลังล้อมอยู่รอบๆ
“จับคนทั้งสองไว้” เสียงสั่งการจากนายทหารที่เสี่ยวอู้ิไม่คุ้นหน้าดังขึ้น
ช่างไม่รู้จักผิดชอบ ห่วงซิ่นคิดด้วยความหงุดหงิด แต่ก่อนที่จะได้ทันถกเถียง
“บังอาจ”
เสียงทรงอำนาจดังขึ้นพร้อมกับร่างกลมป้อมเดินเข้ามา
“เ้าพวกนี้ มีตาหามีแวว นี่คือท่านเสี้ยวอู่ิบัณฑิตปางเหยี่ยนของประเทศเรา เป็เพราะพวกเ้าชักช้า ต้องให้ท่านลงมือด้วยตนเอง ยังมิรีบขอบคุณอีก”
นายทหารผู้นั้นหน้าถอดสีหันมาขออภัยแล้วล่าถอยไป
หวงซิ่นมองหน้าของเสี้ยวอู่ิอย่างแปลกใจ มันพอทราบว่าเสี้ยวอู่ิทำงานกับทางการ แต่ไม่คาดคิดว่านี่คือบัณฑิตปางเหยี่ยนผู้ที่สอบได้คะแนนเป็อันดับสองของประเทศ
คนเราดูเพียงภายนอกไม่ได้จริง ๆ
เป่าไฉหันมาทางเสี่ยวอู๋ิ
“มันผู้นี้เพิ่งโยกย้ายมาใหม่ ขอท่านบัณฑิตอย่าจำใส่ใจ”
เสี่ยวอู๋ิยกมือขึ้นคารวะ
“มิกล้า ท่านเ้ากรมอย่าได้คำนึงถึงเื่เล็กน้อยเพียงนี้”
“คราวนี้ท่านบัณฑิตสามารถจับกุมคนร้ายซึ่งพยายามลอบปลงพระชนม์ได้ นับว่าเป็ผลงานอันใหญ่หลวง”
“เป็หน้าที่ของผู้น้อยอยู่แล้ว”
เป่าไฉหันไปสั่งการ
“นำศพของคนร้ายและพยานหลักฐานทั้งหมด ไปเก็บรักษาไว้ที่กรมตุลาการ จัดเวรยามเฝ้าตลอดเวลา หากผิดพลาดพวกเ้าต้องรับโทษหนัก”
ย่อมมีทหารรีบมาดำเนินการทันที
ทุกผู้คนถอนหายใจอย่างโล่งอก หากไม่สามารถติดตามจับกุมคนร้ายได้ พวกมันหลายคนคงต้องรับเคราะห์แทน
นายทหารคนหนึ่งเข้ามาตบไหล่เสี้ยวอู่ิ
“พี่ท่านอย่าได้ขุ่นเคือง เ้าผู้นั้นเพิ่งย้ายมาจากหน่วยอื่นจริง”
เสี้ยวอู่ิแย้มยิ้ม มันจำเสียงของนายทหารผู้นี้ได้ เป็เสียงที่ลอบเตือนภัยให้หลบหนี ดูท่าเป็คนของท่านกงกง
“นี่มิมีใดพี่ท่านอย่ากังวล เมื่อเสร็จธุระแล้วผู้น้องขอตัว”
แล้วหันไปหาหวงซิ่น
“สถานการณ์คลี่คลายแล้ว รบกวนพี่หวงรอสักสองสามวัน เราค่อยกลับลั่วหยางพร้อมกัน”
หวงซิ่นรู้สึกขอบคุณเสี้ยวอู่ิ ในสถานการณ์สับสนวุ่นวายขนาดนี้ มันยังมีใจเป็ห่วงมิยอมให้หวงซิ่นเดินทางกลับคนเดียว
ผู้ใดจะรู้ว่าศัตรูอาจลอบทำร้ายกลางทางอีก
ใน่เวลาเดียวกับที่เสี่ยวอู่ิไล่ตามไกวเช่อเฉียวอยู่นั้น ภายในวังหลวงเหมยฮวายืนรออยู่ในเก๋งน้อย มีสตรีวัยกลางคนในชุดนางกำนัลเดินมาหา
“ตามข้าพเ้ามา”
นางพูดแค่นั้นแล้วเดินนำไป
เหมยฮวาขบคิด ขณะนี้นางอยู่ในเขตพระราชฐาน หากเคลื่อนไหวผิดพลาดอาจเกิดปัญหาใหญ่ เผลอๆ จะลุกลามไปถึงคนหน้าหมั่นไส้นั่น
นางค่อยๆ เดินตามไป
นางกำนัลผู้นั้นพาเหมยฮวาลัดเลาะไปมา จนถึงบริเวณลานกว้างมีนางกำนัลนั่งล้อมเป็วงอยู่ประมาณสองร้อยคน
ตรงกลางลานมีชายแก่ลักษณะเป็ชาวต่างชาติ มันร่างกายซูบผอม สวมชุดยาวโคร่ง โพกหัวไว้ด้วยผ้าขาว หนวดเครายาวเฟิ้มถึงเอว ในมือถือปี่รูปร่างแปลกตา เบื้องหน้าวางไว้ด้วยหม้อดินใบใหญ่
แต่ที่ทำให้เหมยฮวาตัวเย็นเฉียบ คือสตรีที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ใหญ่ซึ่งตั้งอยู่ในห้องเปิดโล่งที่หันมาทางลานกว้างนั้น
นางอายุราวแปดสิบปี ยังคงงดงามยิ่ง มิได้งามแบบสตรีทั่วไป แต่งามสง่าสมวัย ท่าทางของนางอ่อนโยน แต่เด็ดขาด แม้จะทรงชราภาพและไม่แข็งแรงดังก่อน แต่นางมิได้ดูอ่อนแอ กลับให้ความรู้สึกว่าทรงผ่านเื่ราวเลวร้ายต่างๆ มามากมาย และไม่มีสิ่งใดที่จะทำให้แปลกใจได้อีกแล้ว
สมเด็จพระจักรพรรดินีบูเช็กเทียน สตรีผู้เป็ใหญ่ในแผ่นดิน
“นั่งลงตรงนี้” นางกำนัลหันมาบอกเหมยฮวาเบา ๆ
เหมือนจิตใจเลื่อนลอย นางได้แต่นั่งลงตรงพื้นดินที่ว่างแห่งหนึ่ง
ชายชราโพกหัวเปิดฝาหม้อออก แล้วเริ่มเป่าปี่บรรเลงบทเพลงที่มีท่วงทำนองประหลาด ครู่หนึ่งเงาใหญ่สีดำก็โผล่ขึ้นมาจากหม้อใบนั้น
งู
เหมยฮวามิใช่คนที่กลัวสัตว์เลื้อยคลานพวกนี้ แต่งูตัวนั้นใหญ่มีลำตัวกว่าท่อนขาของนาง ตอนแรกหัวของมันมีขนาดพอกับปากหม้อ แต่เมื่อมันชูคอผงกหัวขึ้น ก็แผ่แม่เบี้ยจนใหญ่ขึ้นกว่าหม้อใบนั้น มองเห็นลวดลายที่แผงคอด้านหลังอย่างชัดเจน
นางกำนัลบางส่วนพากันขยับถอยห่างออกมา
ชายชราเหมือนไม่เห็นสิ่งใด มันเป่าปี่บรรเลงบทเพลงที่มีจังหวะเร่งร้อนท่วงทำนองแปลกหู เหมยฮวารู้สึกว่าเสียงปี่คล้ายกับแทรกซึมเข้ามาตามรูขุมขนของนาง จนอยากจะลุกขึ้นเต้นรำตามจังหวะพิสดารนั่น
งูั์ตัวนั้นมองตามปี่ที่สายไปมาของชายชรา แล้วมันก็เริ่มโยกหัวช้าๆ ก่อนจะเร็วขึ้นตามจังหวะของเสียงเพลงและการส่ายของปี่ เมื่อบทเพลงบรรเลงถึงตอนสุดท้าย เป็่ที่เร่งเร้าที่สุด มันก็อ้าปากแสยะให้เห็นเขี้ยวทั้งสองข้างที่ยาวกว่านิ้วมือของนาง ถึงตอนนี้นางกำนัลหลายคนต้องใช้มือปิดตาไว้ ส่วนอีกหลายคนก้มหน้าลงไปกับพื้นไม่รู้ว่าเป็ลมไปหรือยัง
เสียงฮือเมื่องูั์ตัวนั้นทำท่าจะฉกลงไปที่ศีรษะของชายชรา
ทันใดนั้น ชายชราก็หยุดบรรเลงเพลงพร้อมกับกดปลายปี่ลงกับพื้น งูั์ตัวนั้นก็หุบแม่เบี้ยแล้วหดตัวกลับลงไปในหม้อทันที
ชายชรายืนขึ้นยกหม้อโยนขึ้นไปบนฟ้าตกลงมาที่กลางลานกว้าง นางกำนัลหลายคนขวัญหนีดีฝ่อทนไม่ไหว รีบคลานกระเสือกกระสนหนีออกห่างมาอย่างเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้
เพล้ง หม้อดินใบนั้นแตกกระจายอยู่กลางลาน แต่ภายในกลับไม่มีแม้แต่ไส้เดือนสักตัวหนึ่ง
งูใหญ่ั์ที่ทุกคนเห็นเมื่อกี้ไม่ทราบว่าไปที่ใดแล้ว
เสียงปรบมือเบาๆ ดังขึ้นมาจากเก้าอี้้า ก่อนจะมีเสียงปรบมือจากคนอื่นๆ ดังตามมาอย่างกึกก้อง
นางกำนัลบางคนถึงกับน้ำตาคลอที่การแสดงอันน่ากลัวนี้จบลงเสียที
เหมยฮวาเองก็โล่งอก นางรู้สึกว่าเสียงเพลงจากปี่นั่นสั่นคลอนจิตใจของนางจนหวั่นไหว หากยังฟังต่อไป ไม่ทราบว่าสุดท้ายตนจะตกอยู่ในรูปแบบใด
สมเด็จพระจักรพรรดินีลุกขึ้นจากเก้าอี้ช้า ๆ นางกำนัลทั้งหมดหมอบลงกับพื้นอย่างพร้อมเพรียง ทำให้มองเห็นเหมยฮวาที่ยังนั่งตัวตรงตกตะลึงอยู่ผู้เดียว
มีมือของนางกำนัลคนข้างๆ เอื้อมมากระตุกเสื้อนาง
เหมยฮวาได้สติคืนกลับมา นางหันไปมอง ก็เห็นแววตาสนุกสนานและรอยยิ้มของสตรีผู้มีอำนาจมากที่สุดของแผ่นดิน มองตรงมาที่นาง
เหมยฮวารีบก้มตัวหมอบลง
ผ่านไปครู่หนึ่ง
นางสะดุ้งเมื่อมีรู้สึกถูกสะกิดแผ่นหลัง
งู
“ลุกขึ้นตามมา”
เป็นางกำนัลคนเดิม
เหมยฮวาเดินตามนางกลับไปจนถึงหน้าห้องทำงานของเว่ยกงกง
“ขอบคุณพี่สาว”
นางกำนัลคนนั้นทำท่าแปลกใจเล็กน้อย นางไม่คิดว่าจะถูกเรียกว่าพี่สาวจากสตรีแปลกหน้าที่งามสุดหล้าคนนี้
“เสี้ยวอู่ิช่างมีตานัก”
นางพูดก่อนเดินจากไป
เหมยฮวาไม่รู้จะไปทางใดได้ นอกจากกลับเข้าไปในห้องลับ
แสงโคมไฟในห้องทำงานเว่ยกงกงสว่างอยู่
นางกลั้นใจผลักประตูเข้าไป
เสี้ยวอู่ินั่งอยู่ที่เก้าอี้รับแขก ธนูดอกหนึ่งปักตรึงกับไหล่ขวาของมัน โลหิตไหลลงมาท่วมเสื้อผ้าและร่างกายซีกขวา
หวงซิ่นยืนอยู่ข้างๆ กับนายทหารผู้หนึ่ง
“ท่านเป็ไร”
เสี้ยวอู่ิหันมายิ้ม
หวงซิ่นที่เคยเห็นเหมยฮวามาแล้วครั้งหนึ่ง ตอนที่นางพาเจียเจียกลับไปที่ตระกูลหวง แต่ตอนนั้นเื่ราววุ่นวายทั้งนางเหน็ดเหนื่อยจนสลบไป จึงไม่ทันเห็นชัดตา ส่วนนายทหารนั้นไม่ต้องพูดถึง เมื่อเห็นเหมยฮวาเดินเข้ามา มันปากอ้าตาค้างเหมือนเห็นนางฟ้านาง์เหาะมาตรงหน้า
ในโลกกลับมีสตรีงดงามเยี่ยงนี้
นางกำนัลที่มันเคยพบไม่มีใครงามได้เพียงครึ่งของนาง
นางมีความสัมพันธ์ใดกับเสี้ยวอู่ิ
ส่วนคนหน้าหมั่นไส้ที่เือาบอยู่นั้นกลับไม่รู้ร้อนรู้หนาว ส่งยิ้มให้กับนางก่อนกล่าว
“ผู้น้องด้อยฝีมือ สะดุดขาตนเองจนล้มทิ่มใส่ธนูที่ปักบนพื้นดิน”
เหมยฮวาไม่สนใจคำตอบกวนอวัยวะของมัน นางเข้าไปฉีกเสื้อของมันออกทันที
“พี่สาวอย่าใจร้อน รอให้พี่ชายสองท่านนี้ออกไปก่อน”
เหมยฮวาเหมือนหูตึง พอดึงเสื้อมันออกจากร่างได้ ก็ต้องร้องอุทาน
ธนูดอกนั้นปักทะลุกล่องไม้ใบหนึ่งที่มัดติดกับไหล่ของมัน ส่วนหัวธนูจมเข้าไปในไหล่ประมาณหนึ่งฝ่ามือ
กล่องไม้ที่นางปาใส่มันในวันก่อน
ใบหน้านางแดงระเรื่อเล็กน้อย
“กล่องใบเล็กแค่นี้ ไม่น่ายับยั้งธนูของไกว่เช่อเฉียวได้”
นางพูดกับตนเองเบา ๆ ด้วยรู้ว่าธนูของไกว่เช่อเฉียวนั้นรุนแรงแค่ไหน หากมันตั้งใจแล้วละก็ แม้เกราะเหล็กก็อาจถูกยิงทะลุ
“ผู้น้องใช้กำลังภายในเข้าช่วยเพียงน้อยนิด ความดีส่วนใหญ่ต้องยกให้กล่องหอมใบนี้”
นางค้อนมันด้วยสายตา ทำเอาทหารและหวงซิ่นอยากจะทุบลูกธนูให้จมไปอีกสักวา
นางหันไปหานายทหารที่ยืนเป็ใบ้อยู่
“ขอยืมดาบของท่านได้ไหม”
ทหารหนุ่มมิตอบคำแต่ยืนอ้าปากเหมือนคนสติหลุดลอย
หวงซิ่นยังพอได้เื่ รีบดึงดาบจากเอวของทหารส่งให้นาง
“พี่สาวจะทำสิ่งใด”
เสี้ยวอู่ิเริ่มกังวล
“อยู่นิ่งๆ มิฉะนั้นหากหัวหลุดไปก็อย่าเป็ผีสางมาหลอกหลอนกัน”
ฉับพลันนางฟันดาบเข้ากับก้านของธนูที่โผล่มา
ความเร็วและวิธีของดาบงดงามยิ่งนัก หากดาบนั้นมิได้เฉี่ยวใบหูของท่านไป
ก้านธนูขาดออกจากกันทันทีที่คมดาบผ่าน โดยแทบไม่ขยับแม้สักน้อย
“น่าเสียดาย”
เสี้ยวอู่ิกลืนน้ำลายถาม
“เสียดายอันใด”
“เล็งที่หัวแต่พลาดไปโดนลูกธนูเสียได้”
นางส่งดาบคืนหวงซิ่น ที่รีบยื่นคืนให้ทหารดินเผาที่ยืนอยู่
เหมยฮวาดึงกล่องไม้ออกมาทางก้านธนูที่ตัดไป เหลือเพียงส่วนหัวธนูที่ปักคากับไหล่ของเสี้ยวอู่ิ
นางมองาแของมันครู่หนึ่งก็หันไปหาหวงซิ่น
“คงต้องรบกวนยืมดาบอีกครั้ง”
เสี้ยวอู่ิลนลาน รีบกล่าว
“รบกวนพี่ทหารไปตามท่านหมอเร็ว ๆ เถิด หาไม่ผู้น้องอาจต้องมีส่วนใดขาดจริงๆ แล้ว”
สมเด็จพระจักพรรดินีบูเช็กเทียนทรงทำธุระส่วนพระองค์ แล้วเสด็จกลับเข้าห้องบรรทม โดยมีนางกำนัลที่ส่งเหมยฮวาตามเสด็จด้วย
“นางผู้นั้นนะหรือ”
“เพคะ”
ทรงพระสรวลเล็กน้อย
“ถ้าเป็นาง ก็ไม่แปลกที่ปางเหยี่ยนของเราจะเหลวไหลไปบ้าง”
แล้วเสด็จเข้าห้องบรรทมไป
ป่าลึกนอกเมืองลั่วหยาง
หลุมศพของค้างคาวโลหิต
ชายชุดเขียวปิดหน้าคนหนึ่งยืนอยู่
แม้จะใช้เวลาไปบ้างแต่สุดท้ายมันก็สามารถแกะรอยตามมาพบหลุมนี้
มันพอคาดได้ว่าผู้ที่อยู่ในหลุมเป็ใคร
แต่ถึงอย่างไรก็จำเป็ต้องขุดดู
การรายงานเื่ราวต่อฟางเหลาหู่มิใช่เื่รวบรัดง่ายดาย สิ่งที่ควรถามมันจะถามทั้งสิ้น
มันลงมือขุดอยู่ครู่หนึ่งก็พบซากศพหนึ่งกับพัดเล่มหนึ่ง
หลังจากพิสูจน์จนแน่ใจแล้ว มันเทผงสีดำลงบนศพ จากนั้นจุดไฟเผาจนเป็เถ้าจึงถมดินลงไป
ส่วนพัดนั้นมันเก็บไว้เป็หลักฐาน
ฟาร่ายืนรออยู่ที่ร้านขายสุราที่ใกล้กับวังหลวงที่สุด
นางทราบแล้วว่าเหมยฮวาซ่อนตัวอยู่ที่นี่ แต่วังหลวงใหญ่โตไม่เหมาะกับการเข้าไปค้นหา
เมื่อไม่มีสิ่งใดกระทำ นางจึงมาดื่มสุรา
เหมาไถ ไผ่เขียว อู่เหลียงเย่ เจี้ยนหนานชุน แม้แต่สุราขาว นางดื่มได้ทั้งสิ้น
ผู้ใดว่าบุรุษดื่มสุราหนัก สตรีเช่นนางก็มิแพ้ใคร
ขณะที่กรอกสุราไหที่สามเข้าปาก นางเหลือบเห็นหวงซิ่นเดินเข้าร้านมา
หวงซิ่นผู้ซื่อสัตย์ ขยันขันแข็ง และภักดีต่อตระกูลหวงอย่างยิ่ง
แต่มีสิ่งหนึ่งที่มันมักจะถูกหวงฮูหยินเตือนด้วยความห่วงใย คือมันมักจะดื่มสุรามากไป
ยิ่งยามนี้ที่ได้เห็นเหมยฮวาซึ่งงามสุดหล้าฟ้าดินขว้างค้อนใส่เสี้ยวอู้ิแล้ว มันจึงพบว่าที่ผ่านมามันอยู่อย่างเดียวดาย
ก่อนนี้เวลาเห็นศิษย์พี่คนอื่นปวดเศียรเวียนเกล้ากับเื่ราวในครอบครัว มันยังนึกอิจฉาตัวเองที่อยู่คนเดียว อยากทำสิ่งใดก็ทำ
แต่ตอนนี้กลับรู้สึกอิจฉาเสี้ยวอู่ิอย่างยิ่ง
อีกสองสามวันจะกลับลั่วหยางแล้ว มันพยายามเดินเตร็ดเตร่ตามหาแม่สาวตาคมในชุดแดง แต่ไม่พบแม้เงา
ยามสิ้นหวังจึงแวะร้านสุรา กลับพบสตรีร่างใหญ่ผิวคล้ำซึ่งตบตีกับนางวันก่อน
หวงซิ่นมีรู้จะทำฉันใด
“นางอยู่ที่ใด”
ทั้งสองถามขึ้นพร้อมกัน
แล้วก็หัวเราะออกมาพร้อมกัน
ฟาร่าหัวเราะเสียงดัง
หวงซิ่นหัวเราะแห้งๆ
นางคว้าไหสุราจากเสี้ยวเอ้อมาเหยือกหนึ่งยื่นกรอกใส่ปากทีเดียวครึ่งไหแล้วส่งให้หวงซิ่นโดยมิพูดสักคำ
หวงซิ่นเหมือนพานพบสหายรู้ใจ ยกไหสุราขึ้นกรอกลงไปจนไม่เหลือสักหยาดหยด
ฟาร่ามองมันอย่างพอใจ
“เ้ารู้จักนาง”
หวงซิ่นทำหน้าเศร้า
“เพื่อมิให้เสียทีคอสุรา ขอบอกตามตรงว่าไม่แม้แต่น้อย”
“แต่วันก่อนเ้าก็ช่วยนาง”
“บุรุษต้องช่วยเหลือสตรี อย่าว่าแต่...”
“ว่าแต่อะไร”
หวงซิ่นมองดูร่างกายอัดแน่นของฟาร่า เมื่ออยู่ใกล้ๆ กันจึงเห็นว่านางยังตัวใหญ่กว่ามันเล็กน้อย
“ท่านเป็ฝ่ายมีเปรียบ”
ฟาร่าหัวเราะเสียงดังกลางร้านสุรา ผู้คนในร้านเป็บุรุษต้องหันมามอง แต่เมื่อเห็นมัดกล้ามเนื้อชัดเจนของนางแล้วก็ต้องหันกลับไป
“นี่ก็ใช่ แต่ท่านอยู่ดูถูก “เบย์ซา” นางมิได้อ่อนแออย่างที่ท่านคิด”
“เบย์ซา” หวงซิ่นทวนคำ นี่เป็ชื่อและสำเนียงที่มันไม่เคยได้ยินมาก่อน
ฟาร่ามองเห็นอาการของมัน
“ใช่แล้วนางเป็คนนอกด่านเหมือนกับข้าฯ”
หวงซิ่นถึงกับอึ้งจมอยู่ในห้วงความคิด สตรีนางแรกที่เข้ามาในหัวใจในรอบหลายปี กลับเป็คนนอกด่าน นี่นับว่ายากเย็นแสนเข็ญที่จะได้ครองคู่
ฟาร่ายิ้มแย้มแจ่มใส
“เกิดเป็ชายอาชาเหตุใดท้อแท้นัก”
หวงซิ่นต้องมองหญิงแข็งแรงตรงหน้า นางช่างเปิดเผยตรงไปตรงมา
“ขอทราบแม่นางชื่อใด”
“เรียกข้าฯ ฟาร่า” แล้วกระดกสุราจดหมดไห ก่อนวางเงินกับโต๊ะแล้วเดินออกจากร้านไป
หวงซิ่นตะลึงอยู่ครู่หนึ่งก่อนล้วงเงินออกมา
“เงินนี่เกินค่าสุราอาหารแล้วนายท่าน” เสี่ยวเอ้อรีบบอกพร้อมท่าท่างโล่งใจ มันเองกังวลต่อท่าทางของสตรีนางนี้อย่างยิ่ง
หวงซิ่นส่ายศีรษะ สตรีนอกด่านยากจะรับมือจริง ๆ
เมื่อมันลากสังขารเมามายกลับถึงค่ายพัก
เสี้ยวอู่ิกับเหมยฮวาก็รออยู่แล้ว
าแจากการผ่าลูกธนูออกแทบจะทำอะไรกับมันมิได้
หรือมันเป็เทพแห่งการถูกทุบตีจริงๆ
“หากปล่อยให้พี่หวงอยู่ในฉางอานต่อไป ท่านประมุขอาจตำหนิผู้น้องว่านำปีศาจสุรามาสับเปลี่ยนกับศิษย์ของท่าน ดังนั้นเราจึงต้องกลับลั่วหยางกันแล้ว มิทราบพี่หวงต้องใช้เวลาเตรียมตัวเตรียมใจกี่วัน”
หวงซิ่นมองใบหน้าแย้มยิ้มหน้าหมั่นใส้ของมัน
“พร้อมไปได้ทันที”