ั้แ่ควบคุมพลังธาตุได้ วิธีการจุดไฟก็เปลี่ยนไปจากเดิมที่ต้องใช้วิธีจุดไฟโดยเอามือมาปั่นแท่งไม้ บางครั้งเขาก็ทำจนเขวี้ยงไม้ทิ้งไปเลยเพราะไม่ว่าทำเท่าไหร่ไฟก็ยังไม่ติดสักที ปกติตอนเข้าป่ากับพ่อพ่อของเขาจะใช้หินจุดไฟทำการจุดไฟไม่ก็ควบคุมพลังธาตุเลย แต่ตอนนี้เมื่อเขามีพลังไฟแสนยิ่งใหญ่แล้ว ทำไมเขาจะต้องไปใช้วิธีโบราณแบบนั้นอีก
กองไฟค่อยๆ ลุกกระพือขึ้นเขาจึงนำฟืนเติมเข้าไป เนื้อตากแห้งถูกเสียบเข้าไปในไม้แหลมและนำไปย่างไฟ มันถูกย่างจนเริ่มส่งกลิ่นหอม จากนั้นเขาก็หยิบขนมปังขึ้นมาแล้วใช้มีดเจาะตรงกลางแล้วเอาเนื้อตากแห้งย่างมายัดใส่ไว้ กอนค่อยๆ เคี้ยวช้าๆ ตอนนี้เขามีความสุขมากหากไม่นับเื่ติดอยู่ในเหว และถ้าไม่ได้มาติดหุบเหว ตอนนี้เขาก็คงจะวิ่งไปหาฟรองแล้วแสดงการควบคุมธาตุให้เพื่อนเขาดู
คิดก็ส่วนคิดความจริงก็ส่วนความจริง ถ้าหากเขาไม่ติดอยู่ที่นี่ก็คงไม่พบกับอาจารย์ ถึงแม้ว่าจะเป็โครงกระดูก แต่หนังสือและสมบัติต่างๆ ก็มีไว้ให้เขามากพอตัว และหากไม่ได้ฝึกลมปราณเขาก็คงไม่สามารถใช้พลังธาตุได้ มันอาจจะเป็โชคชะตาของเขาก็ได้
แสงแดดร้อนๆ ส่องกระทบหน้าปลุกให้กอนตื่นขึ้นมา เขาพลอยหลับไปั้แ่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ เมื่อสะบัดหัวไล่ความง่วงออกไป เขาก็เดินไปที่ริมแม่น้ำเพื่อล้างหน้า น้ำเย็นๆ นั้นทำให้เขาสดชื่นขึ้นและพร้อมที่จะฝึกฝนต่อแล้ว แต่เท่านั้นมันยังไม่สะใจพอเขาเลยถอดเสื้อผ้าออกแล้วลงไปนอนแช่ในน้ำให้รู้แล้วรู้รอด เขานอนคิดไปเรื่อยเปื่อยและนอนลอยน้ำมองท้องฟ้าไปเรื่อยๆ
“หวังว่าจะออกไปจากที่นี่ได้ก่อนที่ของกินจะหมดนะ” เขาพึมพำกับตัวเองเพราะอาหารที่มีนั้นอยู่ได้ไม่ถึงสองปีแน่ๆ ถึงแม้จะสามารถเลี้ยงปลาได้แต่อาหารที่ใช้เลี้ยงปลาก็คือขนมปังอยู่ดีหากว่าขนมปังหมดก็คงจะไม่มีอะไรเอามาใช้เลี้ยงปลาอีก
เวลาก็ผ่านมาเกือบครึ่งเดือนแล้วหลังจากที่เขาควบคุมพลังธาตุได้ ตอนนี้เขาสามารถฝึกบทต่อไปของวิชามวยไรสิ้นสุดและท่าเท้าก้าวชมจันทร์ได้สักที แต่การทะลวงลมปราณยังไม่สามารถทะลวงผ่านด่านสุดท้ายไปได้ ซึ่งด่านที่ว่านี้อยู่บริเวณตรงกลางกระหม่อม
เขารู้สึกว่าอีกไม่นานก็จะสามารถทะลวงผ่านไปได้แน่นอน นอกจากนี้เขาก็สามารถควบคุมพลังธาตุได้ดีกว่าเดิมมาก จากเชือกน้ำขาดๆ ตอนนี้ก็กลายเป็แส้ได้แล้ว แต่หากเรียกว่าแส้มันอาจจะเรียกได้ไม่เต็มปากสักเท่าไหร่ เพราะมันเป็เหมือนเชือกเส้นเล็กๆ ยาวๆ มากกว่าจะเป็แส้
ทว่าเขาก็สามารถใช้มันหยิบจับสิ่งของเล็กๆ น้อยๆ และมัดสิ่งของเพื่อฟาดหรือปาได้แล้ว ส่วนธาตุลมก็ควบคุมได้นานขึ้นจากเดิมที่ปล่อยออกไปได้เพียงหนึ่งเมตรตอนนี้มันก็ไปไกลถึงสองเมตรแล้ว ธาตุดินนั้นในที่สุดเขาก็สามารถบังคับก้อนหินขนาดเท่าหัวแม่มือก็ลอยขึ้นมาได้แล้ว ซึ่งขณะที่เขาทำได้เขาก็ยิ้มออกมาอย่างภูมิใจ
นอกจากนี้เพลิงบรรลัยกัลป์ก็ออกมาได้สักทีหลังจาก ทนใช้พลังะเิประกายไฟมาได้เป็ครึ่งเดือน เขาสามารถเรียกเปลวไฟออกมากลางฝ่ามือได้ซักที เปลวไฟนี้มันมีด้านในสีน้ำเงินส่วนด้านอกของมันคลุมด้วยไฟสีแดงฉาน และมันก็ยิ่งใหญ่สมชื่อเพราะเปลวไฟนั้นมีขนาดใหญ่กว่ามดตั้งสิบเท่า การที่ทำได้ขนาดนี้โดยไม่มีใครสอนเพียงเวลาแค่ครึ่งเดือนก็นับว่าเป็อัจฉริยะได้เลย
และกอนก็ประหลาดใจเพราะเขาไม่รู้ว่าด้วยสาเหตุอะไรที่ทำให้เขาสามารถฝึกฝนธาตุที่ตรงกันข้ามได้โดยที่ไม่ได้ลำบากอย่างที่เคยอ่านในหนังสือเลย
กอนสร้างเปลวไฟออกมาบนฝ่ามือ จากนั้นเขาก็ปามันออกไปที่กองฟืนด้วยท่วงท่าที่แสนสง่างามราวกับหงส์อัคคี
ฟิ้ว!!!!!!!!!
มันพุ่งไปอย่างรวดเร็วราวกับอินทรีย์ร่อนลงมาโฉบเหยื่อ ทันใดนั้นเสียงะเิที่น่ากลัวก็ดังขึ้น
ปุ๋ง!!
“โถ่ว!! ดับอีกแล้ว” หลังจากพยามปาเปลวไฟเข้ากองฟืนไปหลายต่อหลายรอบ เขาก็ทนไม่ไหวสุดท้ายจึงเดินเข้าไปใกล้ๆ กองฟืนแล้วจุดไฟมันซะอย่างนั้น
“ฮ่าๆ ๆ ๆ ๆ เป็ไงละ สุดท้ายเ้าก็โดนเผาจนไหม้” เสียงหัวเราะของคนที่กำลังมีชัยชนะดังขึ้นมาจนก้องไปทั่วหุบเหวนี้
หลังจากก่อไฟแล้วเขาก็ไปยังบ่อปลาหนึ่งในเจ็ดบ่อนั้น เ้าปลาที่น่าสงสารตัวนี้มันไม่รู้เลยว่าฆาตกรได้ย่างเท้าเข้ามาหามันช้าๆ มันก็ยังคงทำตัวเรื่อยเปื่อยและว่ายไปมาในบ่อน้อยๆ ของมัน ตาของมันมองไปยังท้องฟ้าและมันยังคงคิดว่าตัวมันเองกำลังบินอยู่ท่ามกลางมวลเมฆเ่าั้ แต่บัดนี้มันกำลังจะได้ไปโบยบินท่ามกลางหมู่เมฆแล้ว ด้วยฝีมือของกอน
ขวับ!!!!!
กอนจับปลาในบ่อขึ้นมาจากนั้นก็เริ่มต้นทำการสังหารอย่างโเี้
ฉับบบ!!!!
เขาตัดหัวของมันแล้วควักไส้ของมันออกมา เ้าปลาผู้น่าสงสารตายไปอย่างไม่รู้ตัว แต่ทว่าตัวของมันก็ถูกนำไปล้างในแม่น้ำอย่างมีเกียรติ ก้างและเกล็ดของมันถูกเลาะออกมาจนหมด เขาใช้แส้น้ำไปเด็ดสมุนไพรมาหลายชนิดเพื่อเตรียมพร้อมทำพิธีให้ปลาตัวน้อยๆ นี้
สมุนไพรไพรต่างๆ ถูกสับเป็ชิ้นเล็กชิ้นน้อย ต่อด้วยการน้ำสมุนไพรทั้งหมดมาคลุกเคล้ากับปลา สิบนาทีผ่านไป มันก็อยู่บนไม้เสียบและกำลังหมุนอยู่บนกองไฟ
เมื่อปลาถูกนำไปย่างไฟ มันก็ส่งเสียง ฉ่า!!!
และกลิ่นหอมที่ลอยออกมาก็ทำให้เขาอดใจไม่ไหวแล้ว
ทันทีที่มันสุกแล้ว กอนไม่รอช้าเขารีบฉีกมันอกมาหนึ่งชิ้นก่อนจะเป่ามันอย่างรวดเร็ว เมื่อเนื้อปลาเมื่อเข้าปากมันก็แทบจะละลาย กลิ่นของสมุนไพรนั้นหอมคลุ้งไปทั่ว กลิ่นคาวของปลาเองก็แทบจะไม่หลงเหลือเลย
กอนนั่งสมาธิอยู่ตรงกลางถ้ำโดยมีออร่าสีเหลืองปกคลุมรอบตัวเขา แต่บัดนี้มันถูกรวบรวมไปไว้ที่กลางกระหม่อม สมาธิของเขาจดจ่ออยู่ที่เดียวเขารวบรวมลมปราณทั้งหมดเข้าไปที่กลางกระหม่อ แรงสั่นกระเพื่อมเบาๆ เกิดขึ้นรอบตัวเขา ไม่นานก็เกิดเสียงบางอย่างดังขึ้นในหัวเขา เป็เสียงที่เหมือนกับของบางสิ่งถูกบดขยี้อยู่ตลอดเวลา
เวลาได้ล่วงผ่านไปอีกพักใหญ่และเสียงนั้นได้หายไปแล้ว แต่ทว่ากลับมีเสียงใหม่เกิดขึ้นมาแทน เสียงของมันเหมือนกับน้ำตกที่ไหลลงมากระแทกพื้นอย่างแรง ในที่สุดเขาก็ทะลวงเส้นลมปราณเริ่มต้นได้ครบหมดแล้ว ร่างกายของเขาในตอนนี้มีเหงื่อสีคล้ำผุดออกมามากมาย กลิ่นตัวของเขานั้นส่งกลิ่นเหม็นคละคลุ้งไปทั่วถ้ำ เขาหายใจออกมาอย่างเหนื่อยหอบเพราะในที่สุดเขาก็ทำได้สักที
เมื่อเข้าสู่ลมปราณเริ่มต้นเขาก็สามารถดูดซับลมปราณจากธรรมชาติมาเพิ่มพูนลมปราณในร่างกายของเขาได้สักที อาจารย์ของเขาได้เขียนไว้ว่า ่ที่ยากที่สุดในการฝึกลมปราณคือตอนทะลวงลมปราณเข้าสู่ขั้นถัดไป ยิ่งเคล็ดที่ใช้ซับซ้อนเท่าไหร่ การทะลวงยิ่งยากเท่านั้น
หลังจากทะลวงเส้นลมปราณได้แล้วขั้นตอนต่อไป ที่จะสามารถเพิ่มพูนลมปราณในร่างกายได้ ก็คือการดูดซับลมปราณจากภายนอกไม่ว่าจะเป็ ลมปราณจากธรรมชาติหรือวัตถุปราณ เช่น แท่งแร่ปราณ ผลไม้ปราณ น้ำจากน้ำพุปราณธรรมชาติ เป็ต้น
กระทั่งลมปราณจากผู้ที่อยู่ในขั้นสูงกว่าที่ได้ผนึกลงในสิ่งของ แต่ว่าของสิ่งนั้นต้องมีความสามารถในการกักเก็บลมปราณด้วย การดูดซับลมปราณแบบนี้จะทำให้ผู้ดูดซับมีอันตรายหากว่าลมปราณไม่สามารถเข้ากันได้ แต่โดยส่วนมากที่จะทำวิธีนี้ มักจะเป็ศิษย์อาจารย์ที่มีเคล็ดลมปราณเดียวกันจึงไม่เกิดปัญหาแต่อย่างใด
วิธีที่ได้ผลไวที่สุดในการดูดซับลมปราณก็คือการดูดซับจากวัตถุปราณ รองลงมาคือการถ่ายทอดลมปราณ และช้าที่สุดคือดูดซับจากลมปราณธรรมชาติรอบตัวที่มีอยู่บางเบา
ตอนนี้กอนวิ่งออกไปนอกถ้ำก่อนจะะโลงไปที่แม่น้ำจนน้ำสาดกระเซนไปทั่ว เขาใช้เวลาพักผ่อนไปกับการนอนแช่อยู่ในนั้น ตาของเขาจ้องมองหมู่ดาว พอมองดาวพวกนี้แล้วเขาก็คิดถึงพ่อขึ้นมา
“นั่นดาวอะไร รู้ไหม” พ่อของเขาชี้ไปที่ดาวดวงหนึ่งที่เปล่งประกายสีเขียวเจิดจ้าออกจากตัวของมัน
“มันคือดาวเหนือ ฮับ” เด็กน้อยตอบกลับออกไปพลางชี้มือไปที่ดาวดวงนั้น
“ใช่แล้วลูก หากลูกหลงทาง ให้มองดาวเหล่านี้ ดาวพวกนี้สามารถบอกทิศทางให้กับเราได้” จากนั้นพ่อของเขาก็ชี้ไปแต่ละดาว บางคราวก็เป็กลุ่มดาวพลางบอกชื่อของพวกมันไปด้วย
“ทำอะไรกันอยู่เอ่ย พ่อลูกคู่นี้” เสียงใสๆ ดังขึ้นมาทางด้านหลัง แม่ของเขาเดินเข้ามาหาพร้อมกับคุกกี้ร้อนๆ ในจาน
“พ่อสอนป๋มดูดาวอยู่ฮับ” เด็กน้อยตอบกลับไปในทันที
“ไหนๆ ลองบอกแม่มาสิดาวกลุ่มนี้มีชื่อว่าอะไร” เธอถามเ้าตัวน้อยพร้อมชี้ไปยังกลุ่มดาวพวกนั้น
“กลุ่มดาวเรือใบครับ” เด็กน้อยตอบกลับไปด้วยความมั่นใจ
“เก่งมากจะ อ่ะของนี่รางวัล” เธอตอบกลับเ้าตัวน้อยพร้อมกับยื่นจานคุกกี้ให้กับเขา ทั้งสามคนนั่งดูดาวพร้อมกินขนมในจานจนหมดสิ้น
“ทั้งสองคน จะทำอะไรอยู่นะ” ชายหนุ่มครุ่นคิดถึงเวลาเก่าๆ เมื่อยามที่เขาเป็เด็ก ตอนนี้เขาไม่รู้ว่าพอแม่ของเขาหายไปไหน เขาคิดว่าหากเขายังไม่ตายยังไงก็ต้องหาทั้งสองคนให้เจอ
สองเดือนต่อมาเขาก็ยังฝึกฝนทุกอย่างต่อเนื่องกันมาตลอด ทั้งมวยไร้สิ้นสุด ท่าเท้าก้าวชมจันทร์ และพลังธาตุ สิ่งที่พอจะทำได้ดีที่สุดคือมวยไร้สิ้นสุดกับท่าเท้าก้าวชมจันทร์ ส่วนลมปราณนั้นตอนนี้ก็เข้าสู่ลมเริ่มต้นขั้นที่สองและก็ยังไม่ขยับไปไหนเลยแม้เวลาจะผ่านมาเกือบสองเดือนแล้วก็ตาม
ส่วนพลังธาตุนั้น จะเรียกว่าคืบหน้าก็คงไม่ถูก เพราะเขายังไม่สามารถประสานการควบคุมพลังธาตุให้เข้ากับกระบวนท่าการต่อสู้ได้เลย มากสุดก็ทำได้เพียงเรียกบังคับธาตุต่างๆ เท่านั้น
ไม่ว่าจะลำบากเพียงใดกอนก็ยังคงมุ่งมั่นฝึกฝนต่อไปเรื่อยๆ เพราะเมื่อเข้าสู่ลมปราณขั้นพื้นฐานได้แล้ว เขาก็จะสามารถผนึกลมปราณได้ จากนั้นก็จะใช้ร่วมกับท่าเท้ากว้าวชมจันทร์ไต่หน้าผาออกไปได้สักที และสองเดือนที่ผ่านมากระบวนท่าของเขาก็ดูต่อเนื่องขึ้นไม่ติดขัดเหมือนกับ่แรกๆ อีกแล้ว
ทั้งท่ารุกท่ารับเขาฝึกมันได้ดีขึ้นจนเริ่มเข้าที่เข้าทางแล้ว การบิดข้อต่อและการขยับกล้ามเนื้อเพื่อส่งแรงจากฐานรากขึ้นไปยังลำตัว และส่งผ่านออกไปยังแขนต่อไปที่กำปั้น จนเสียงของหมัดแต่ละหมัดที่ส่งออกมานั้น ราวกับว่าเขากำลังซ้อมมือกับกระซอบทรายอยู่ การตวัดขาเตะก็ดูมีพละกำลังเป็เท่าตัวเมื่อใช้วิธีนี้ส่งแรงออกมา
ท่าเท้าเองก็พัฒนาขึ้นมากการก้าวเท้าแต่ละก้าวดูไม่สูญแรงเปล่าที่ทำโดยการขยับเพียงเล็กน้อยในหลักการการเคลื่อนที่แบบวงกลม การก้าวเท้าเพียงเล็กน้อยในการหลบการโจมตีก็ทำได้ดีขึ้นมาก
ในการฝึกแต่ละอย่างเขาจะใช้จินตนาการร่วมทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็จินตนาการถึงคู่ต่อสู้ภายใต้สถานการณ์ต่างๆ และเขาก็ฝึกมันเช่นนี้ไปเรื่อยๆ
เวลาก็ได้ล่วงเลยมาเกือบปีแล้ว แต่ลมปราณของเขายังอยู่แค่ลมปราณเริ่มต้นขั้นที่ 3 ทว่าเขาก็ยังไม่สามารถทะลวงลมปราณเข้าสู่ขั้นลมปราณพื้นฐานได้สักที
หนึ่งปีที่ผ่านมานั้นทำให้ทั้งท่าเท้าก้าวชมจันทร์และมวยไร้สิ้นสุดก็ฝึกมาได้ 3ใน5 ของทั้งหมดแล้ว และก็เป็อย่างที่อาจารย์ของเขาได้เขียนไว้ การดูดซับลมปราณจากธรรมชาตินั้น ช่างยากเย็นและใช้เวลายาวนานมาก กว่าที่เขาจะทะลวงจากลมปราณเริ่มต้นขั้นที่ 2 มายังขั้นที่ 3 ได้ก็ใช้เวลาร่วมปีเลยทีเดียว
พลังธาตุก็ไม่ต่างจากลมปราณเท่าไหร่ เขาไม่รู้วิธีการฝึกที่ถูกต้อง แม้วาจะเคยอ่านตำรามามากมาย วิธีฝึกนับพัน แต่มันก็ไม่ได้ทำให้เขาก้าวหน้าไปไหนได้เลย หนำซ้ำมันเหมือนกับว่ากำลังย่ำอยู่กับที่ด้วยซ้ำ หรือสาเหตุอาจเป็เพราะที่เขาฝึกพร้อมกันทั้งสี่ธาตุก็ได้
หากขึ้นไปจากหุบเหวนี้ได้ เขาคงต้องหาโรงเรียนเพื่อที่จะเรียนเทคนิคการฝึกและการใช้พลังธาตุให้ดีกว่านี้ ตอนนี้เขาทำได้เพียงควบคุมบอลน้ำได้ใหญ่ขึ้นและเร็วขึ้นกว่าเดิม แส้น้ำของเขาก็ใหญ่ขึ้น แถมมันยังดูเป็แส้มากกว่าเดิมและยังรุนแรงขึ้นด้วย
การควบคุมธาตุดินก็สามารถทำให้มันเป็รูปร่างต่างๆ ได้นิดหน่อยเช่นใช้ดินมาคลุมที่มือทำเป็ถุงมือ หรือทำให้มันอัดแน่นและเป็แผ่นแล้วใช้มันย่างปลา
ธาตุไฟเองก็ทำได้ดีขึ้นมากเพียงแต่มันยังมีขนาดเท่าเดิม จากไฟบรรลัยกัลป์ห่วยๆ ที่ปาใส่กองฟืนก็ดับ ตอนนี้มันทำให้เกิดะเิขึ้นเล็กน้อย และทำให้กองฟืนติดไฟได้แล้วแต่มันก็ไม่ได้ทำให้เขาดีใจเลย ธาตุที่ผสานกับกระบวนท่าการต่อสู้ได้ดีที่สุดก็คือธาตุลม หากใช้ร่วมกับการต่อสู้เขาสามารถผลักคู่ต้อสู้ออกไปได้เลยเมื่อทำถูกจังหวะ
ส่วนธาตุน้ำนั้นเขาได้ใช้เป็แส้และพยามที่จะบังคับให้มันโจมตี เมื่อออกกระบวนท่าด้วยมวยไร้สิ้นสุด แต่มันก็ไม่ค่อยดีเท่าที่ควร เพราะแส้น้ำจะสลายไปหลังจากใช้ได้ไม่กี่ครั้ง เขาลองใช้วิธีในการโคจรลมปราณควบคุมพลังธาตุดูตอนแรกมันเหมือนจะได้ผล และเขาเองก็ััถึงอะไรบางอย่างได้และมันก็เลือนลางจนเขาไม่อาจจะทำอะไรได้เลย