พลิกชะตานางพญาเจ้าเสน่ห์ [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 2 บทที่ 43 ธิดาภรรยาเอกตัวจริง

            ด้วยคำกล่าวของนางประโยคนี้สามารถลบล้างความหมายที่หลิงหมิงเยี่ยนสื่อออกมาว่านางเป็นคนให้ร้ายน้องสาวตนเองได้หมดจด

            ผู้คนที่เดิมทีเกิดความแคลงใจเริ่มออกปากชื่นชม คุณหนูใหญ่โม่ขึ้นชื่อว่าเป็นสตรีที่มีคุณธรรมความสามารถและสุภาพอ่อนโยนไหนเลยจะเป็นเช่นสตรีอวดดีเย่อหยิ่งไร้มารยาทอย่างที่หลิงหมิงเยี่ยนกล่าวอ้างได้

            บัดนี้คำพูดที่หลิงหมิงเยี่ยนเอ่ยอ้างถึงโม่เสวี่ยหมิ่นจึงเป็นอันตกไปโดยปริยายด้วยชื่อเสียงในด้านลบของนางผู้คนย่อมเชื่อถือคุณหนูใหญ่โม่ที่มีคุณธรรมความสามารถมาโดยตลอดมากกว่า เพราะเมื่อเทียบกับหลิงหมิงเยี่ยนที่เป็นคนโอหังหยาบคายไร้เหตุผลโม่เสวี่ยหมิ่นผู้มีดวงตาแฝงยิ้มอ่อนโยนย่อมครองใจผู้คนได้มากกว่า

            “ได้ยินมาว่าน้องหญิงสามของเจ้าผู้นั้นเป็นคนมุทะลุหยาบคาบเพิ่งเข้าเมืองมาก็สั่งรถชนคน หน้าประตูเมืองผู้คนมากมายขนาดนั้นนางยังไม่เห็นแก่ความเป็นความตายของผู้อื่น พอใจอยากจะเร่งม้าก็เร่งลองถามดูหน่อยเถิดว่านี่เป็นพฤติกรรมที่สตรีผู้ดีงามควรกระทำหรือไม่” หลิงหมิงเยี่ยนกับโม่เสวี่ยหมิ่นมีความสัมพันธ์ส่วนตัวที่ดีต่อกันมาโดยตลอดบัดนี้เมื่อเห็นนางกล้าขึ้นเสียงกับตนเองจึงถลึงตาดุใส่ เอ่ยวาจาด้วยความฉุนเฉียว

            เมื่อครู่นางเป็นคนพูดเองชัดๆ เพียงครู่เดียวไฉนมากลับลำเสียเล่า!

            เข้าเมืองมาก็เร่งม้าชนคน?

            เพิ่งเข้าเมืองหลวงก็วางก้ามถึงเพียงนี้ แล้วต่อไปจะเป็นเช่นไรเล่าผู้คนจำนวนมากต่างหัวคิ้วขมวด เริ่มหันมาพิจารณาโม่เสวี่ยถงตั้งแต่หัวจรดเท้า

            “พี่หลิงอย่ากล่าววาจาเหลวไหลเรื่องของน้องหญิงสามมิได้เป็นดั่งที่ท่านคิด... มันเป็นเพียงอุบัติเหตุ” โม่เสวี่ยหมิ่นพยายามเถียงอย่างอ่อนแรง สีหน้ากระอักกระอ่วนน้ำเสียงแผ่วลงโดยไม่รู้ตัว แสดงให้เห็นชัดว่าทั้งละอายใจและลำบากใจ แม้ทุกคนจะรู้สึกว่านางร้อนตัวแต่ก็ร้อนตัวแทนโม่เสวี่ยถง เช่นนั้นก็แสดงว่ามีเรื่องแบบนี้อยู่จริง?

            “อุบัติเหตุที่ไหนกัน หากไม่มีใครอวดดีเร่งม้าชนคน แล้วเจ้าจะร้อนตัวทำไม” หลิงหมิงเยี่ยนลั่นวาจาอย่างลำพองใจ

            “พี่หลิง ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้น...” นางทำราวกับคำพูดนั้นมีสิ่งต้องปกปิดยากจะเอื้อนเอ่ยออกมาได้

            คำกล่าวของหลิงหมิงเยี่ยฟ้องความผิดมาที่โม่เสวี่ยถงวาจาของโม่เสวี่ยหมิ่นยิ่งพูดก็ยิ่งดูมีเงื่อนงำ

            พี่สาวของนางผู้นี้ไม่ยอมละทิ้งโอกาสใส่ร้ายป้ายสีน้องสาวเช่นนางแม้แต่เสี้ยวเวลาจริงๆ!

            เบื้องลึกในดวงตาของโม่เสวี่ยถงฉายแววร้ายกาจออกมาวูบหนึ่งทว่าก็เลือนหายไปในพริบตานางยกศีรษะขึ้นตอบโต้วาจาที่โม่เสวี่ยหมิ่นเอ่ยอ้างถึงตนเองอย่างไม่ยุติธรรมทันที

            “เรื่องราววันนั้นเห็นได้ชัดว่ามีคนจงใจใส่ร้ายข้า ต่อมาบุรุษสองคนที่ก่อเรื่องก็หลบหนีไปหลังจากกลับมาถึงจวน อี๋เหนียงก็บอกแล้วว่าไม่ได้ส่งรถไปรับข้า ตอนนั้นพี่หญิงก็อยู่ในเหตุการณ์เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดหรือยังรู้สึกว่าความจริงที่ปรากฏไม่เพียงพอจะอธิบายให้ใครฟังได้อีก”

            ใบหน้าที่งดงามเพริศพริ้งเป็นทุนเดิมเริ่มมีน้ำตารื้นคลอเบ้าขบริมฝีปากล่างมองโม่เสวี่ยหมิ่นด้วยสายตาตัดพ้อ ราวกับไม่อยากเชื่อว่าพี่สาวที่ตนเคารพรักจะถึงกับช่วยผู้อื่นให้ร้ายตนเองเยี่ยงนี้ริมฝีปากที่ถูกขบจนไร้สีเลือดเผยความอ่อนแอ รับกับใบหน้าที่กลายเป็นขาวซีดทำให้ผู้คนเห็นแล้วรู้สึกเวทนาสงสาร สาวน้อยบอบบางปานต้นหลิวลู่ลมเช่นนั้นใครบ้างจะไม่นึกเอ็นดู

            โหยวเยวี่ยเฉิงที่ยืนมองอยู่ด้านข้างเลื่อนสายตาไปจับที่ใบหน้าเล็กงดงามอย่างอดไม่ได้ทว่าเบื้องลึกในดวงตากลับมืดลึกจนไม่เห็นก้นบึ้ง

            โม่เสวี่ยหมิ่นอึ้งงัน ยามเห็นสีหน้าราวกับถูกรังแกของโม่เสวี่ยถงที่ยืนอยู่ตรงนั้นก็นึกโมโหจนแทบกระอักโลหิต เดิมทีนางคิดจะตีหน้าเศร้าแสดงบทบาทน่าสงสารแต่กลับถูกโม่เสวี่ยถงชิงตัดหน้าไปก่อน หากตนเองยังเล่นซ้ำอีกก็จะดูเป็นการเสแสร้ง นางมองไปที่โม่เสวี่ยถงดวงตางามลออที่คลอด้วยหยาดน้ำเต็มสองเบ้าดูสอดรับกับดวงหน้าบริสุทธิ์ไร้เดียงสาแสดงให้เห็นความอ่อนแอและน้อยเนื้อต่ำใจท่าทางแบบนั้นไม่ใช่สิ่งที่นางจะเสแสร้งออกมาได้

            มองจากสายตาผู้คนโดยรอบ ผู้ที่เชื่อก็มีไม่น้อย

            เวลานั้นจึงได้แต่ข่มกลั้นความขุ่นเคืองและอิจฉาริษยาไว้ ใบหน้าเผยรอยยิ้มกล่าวอธิบาย “ต้องขอโทษน้องสามด้วย วันนั้นพี่สาวไปถึงช้าจึงไม่อาจอธิบายเรื่องราวให้ชัดเจนได้แต่พี่สาวเชื่อว่าเจ้าไม่มีทางทำเช่นนั้นเด็ดขาด”

            วันนี้ที่นางมาไม่ใช่เพื่อมาแก้ตัวเพื่อปกป้องโม่เสวี่ยถงและไม่มีวันที่จะทำเช่นนั้นเด็ดขาด นังสารเลวเตรียมรอรับความโชคร้ายของตนเองเสียเถอะข้าจะดูว่าเจ้าจะอธิบายให้ชัดเจนอย่างไร  

            “วันนั้นคุณหนูใหญ่โม่ก็กระจ่างใจทุกสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วไฉนจึงกล่าวว่าไม่อาจอธิบายได้ชัดเจนเล่า” น้ำเสียงเรื่อยๆเนือยๆ คล้ายคนเกียจคร้านลอยมาจากด้านหลัง ฝูงชนจากด้านนอกสุดค่อยๆ แหวกทางออกเบื้องหน้าสายตาของพวกเขาปรากฏร่างชายหนุ่มผู้มีใบหน้างดงามล้ำเลิศ ดวงตาหรี่แคบนิ้วมือเรียวยาวดั่งแท่งหยกขาววางทาบอยู่ด้านข้าง ริมฝีปากแดงเอิบอิ่มยืนพิงอยู่ใต้ต้นกุ้ยฮวาต้นหนึ่ง อาภรณ์หรูหราสีม่วงปักดิ้นลายมังกรในความสูงส่งที่แผ่ซ่านเจือความเกียจคร้านอยู่ไม่น้อย

            ความงามที่เปี่ยมล้นไปด้วยเสน่ห์ร้ายเยี่ยงปีศาจสอดรับกับดวงตาเจ้าชู้ของเขาผู้ที่ถูกสายตาทรงเสน่ห์คู่นั้นวาดผ่านต่างรู้สึกใบหน้าร้อนผ่าว หัวใจแทบกระดอนออกมาจากอกรู้สึกหัวใจคล้ายตกหลุมลึก แม้ไม่อาจฟื้นคืนได้ตลอดไปก็ยินยอมพร้อมใจ

            เป็นเขา? ม่านตาของโม่เสวี่ยถงพลันหรี่วูบลมหายใจติดขัด ลำคอแห้งผาก

            “เซวียนอ๋องเสด็จ!” ขันทีโก่งคอส่งเสียงแหลมดังทอดมาไม่มีผู้ใดไม่น้อมกายลงไปกราบคารวะ

            โม่เสวี่ยถงยอบกายคารวะตามผู้อื่นอยู่ด้านหลัง ความตระหนกและประหลาดใจที่ฉายวูบมาจากก้นบึ้งของดวงตาไม่อาจปิดบังไว้ได้ในที่สุดนางก็นึกออกแล้วว่าเขาคือผู้ใด องค์ชายแปด เซวียนอ๋อง- เฟิงเจวี๋ยหร่านผู้ที่ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์อ๋องตั้งแต่เพิ่งคลอดออกมาไม่นานเมื่อครั้งทรงพระเยาว์ร่างกายอ่อนแออมโรค พระมารดาซึ่งเป็นพระสนมคนโปรดของจักรพรรดิจงเหวินตี้เกิดสิ้นพระชนม์กะทันหันยามนั้นเขาซึ่งยังอายุน้อยยอมรับความเจ็บปวดที่สูญเสียพระมารดาไม่ได้ จนเกือบตายตามไปอีกคน

            โชคดีที่ต่อมามีผู้สูงส่งช่วยชีวิตไว้หลังจากนั้นเขาก็ติดตามผู้สูงส่งท่านนั้นไปบำเพ็ญเพียรเร้นกายอยู่ในหุบเขาจนกระทั่งอายุสิบหกจึงกลับมาได้รับความโปรดปรานจากจักรพรรดิจงเหวินตี้เป็นอย่างยิ่งเป็นชายหนุ่มรูปงามปราดเปรียว ตำหนักชั้นในของจวนอ๋องเต็มไปด้วยสาวงามมากมาย ต่างกับองค์ชายอีกสองพระองค์โดยสิ้นเชิงความคิดของเขาส่วนใหญ่จึงมักวนเวียนอยู่กับการควบอาชาบนถนนสายโลกีย์

            แต่สิ่งที่ทำให้โม่เสวี่ยถงรู้สึกพรั่นพรึงจริงๆ ก็คือการกระทำของเซวียนอ๋องผู้นี้ในเวลาต่อมาซึ่งเรียกได้ว่าเป็นเรื่องที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดในใต้หล้าเขาสังหารล้างตระกูลบรรพบุรุษฝ่ายตายายของตนเอง โลหิตหลั่งไหลเป็นสายน้ำแต่จักรพรรดิจงเหวินตี้กลับยังคงปกป้องเขาทั้งยังสั่งประหารตัดเอวขุนนางผู้ตรวจการแผ่นดินสองสามคนที่ชี้ความผิดของเซวียนอ๋องอีกด้วย

            ภายใต้การกระทำเลือดเย็นอำมหิตเช่นนี้ กลับไม่มีผู้ใดกล้าวิพากษ์วิจารณ์ทั่วราชสำนักเงียบกริบไร้ซุ่มเสียง

            ต่อมาเซวียนอ๋องผู้ซึ่งวางตัวเรื่อยเฉื่อยตลอดมาผู้นี้กลับขันอาสานำทัพไปยังแดนใต้ที่เป็นบ้านป่าเมืองเถื่อน

            เรื่องราวหลังจากนั้นโม่เสวี่ยถงก็ไม่รู้เรื่องอันใดอีกวันที่นางเผางานมงคลของซือหม่าหลิงอวิ๋นกับโม่เสวี่ยหมิ่นตอนนั้นเซวียนอ๋องกำลังทำศึกอยู่แดนใต้...

            แต่ไม่ว่าท้ายที่สุดแล้วเซวียนอ๋องผู้นี้จะเป็นอย่างไรสิ่งที่โม่เสวี่ยถงกระจ่างใจยิ่งกว่าก็คือ เขามิได้เป็นบุรุษรูปงามที่ไม่มีพิษภัยเหมือนที่ตาเห็นรอยยิ้มที่มีเสน่ห์เหลือร้ายคืออันตรายยิ่งกว่าสิ่งใด เขาดูราวกับภาพวาดที่เบื้องหน้าประโคมไปด้วยสีสันงดงามตระการตาแต่ใครจะรู้ว่าวิกฤตแห่งการนองเลือดจะเริ่มขึ้นจากจุดไหน

            พอได้ยินว่าผู้มาคือเซวียนอ๋อง โม่เสวี่ยหมิ่นก็ตกตะลึงรีบก้มลงคารวะอย่างแช่มช้อยกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน “มิใช่ว่าเสวี่ยหมิ่นไม่รู้จักปกป้องน้องสาวเพียงแต่ไปถึงช้าเกินไป...” นางยังคงอธิบายไม่เลิกถอนหายใจเบาๆ แสดงตนเป็นพี่สาวแสนดีที่พยายามปกป้องน้องสาว เพียงแต่ไม่อาจกล่าวออกมาได้เต็มที่

            โหยวเยวี่ยเฉิงที่ยืนอยู่ด้านข้างดวงตาฉายแววประหลาดใจเรื่องราวในวันนั้นเขาเห็นเหตุการณ์ทุกอย่างชัดเจน ด้วยยามที่พวกเขาไปถึงเป็นช่วงที่เกิดเหตุพอดี

            “คุณหนูใหญ่โม่ไม่อาจอธิบายได้ชัดเจนแต่ตอนที่เปิ่นหวางเข้าเมืองได้พบเห็นบุคคลที่อ้างว่าถูกรถม้าชนบาดเจ็บแต่กลับไม่พบบาดแผลเลยสักแห่ง คิดดูแล้วก็น่าตลกขบขันอย่างยิ่งวันนี้พอมีเวลาว่างก็เลยอยากเชิญทุกท่านมาร่วมชมเรื่องสนุกด้วยกัน” เฟิงเจวี๋ยหร่านหัวเราะลั่นก่อนปรบมือขึ้นขันทีสองคนคุมตัวบุรุษผู้หนึ่งมาปรากฏแก่สายตาผู้คน

            ช่วงหนึ่งก่อนหน้านี้เซวียนอ๋องรับพระบัญชาจากจักรพรรดิให้ไปปฏิบัติภารกิจที่เมืองอวิ๋นเฉิงหลังคดีแพรต่วนสิ้นสุดลง ทุกคนต่างรู้ว่าเซวียนอ๋องไปที่นั่นขณะเดินทางกลับมาถึงเมืองหลวงพบคนที่อ้างว่าถูกรถชนบาดเจ็บจะใช่คนเดียวกับที่หลิงหมิงเยี่ยนเพิ่งกล่าวไปว่าคุณหนูสามโม่สั่งให้รถชนคนหรือไม่ผู้คนต่างเกิดความสงสัยขึ้นในใจ มองไปทางโม่เสวี่ยหมิ่นรวมไปถึงโม่เสวี่ยถงที่อยู่อีกด้านหนึ่ง

            ทันทีที่เห็นคนผู้นั้น โม่เสวี่ยหมิ่นก็หน้าซีดตัวแข็งทื่อนิ้วมือที่ซ่อนอยู่ใต้ชายเสื้อกำลงจิกฝ่ามือแน่น นางจะจำไม่ได้ได้อย่างไร นี่คือชายชราที่ถูกรถม้าชนหน้าประตูเมืองผู้นั้นเป็นคนของฟางอี๋เหนียง หลังเกิดเรื่องฟางอี๋เหนียงให้คนออกไปตามหาแต่กลับหาตัวไม่พบ พวกนางเข้าใจว่าเขาคงหวาดกลัวจนหนีออกนอกเมืองหลวงไปแล้วเรื่องนี้จึงนับว่าเป็นอันจบไป ใครจะคิดว่าเขากลับตกไปอยู่ในกำมือของเซวียนอ๋องแล้วจะไม่ให้โม่เสวี่ยหมิ่นอกสั่นขวัญผวาได้อย่างไร

            เห็นชายชราถูกคนพาเข้ามา ในสภาพแข้งขาเดินเหินคล่องแคล่วปรกติดีทุกคนต่างตกตะลึง สายตาที่มองโม่เสวี่ยหมิ่นเต็มไปด้วยความแคลงใจเมื่อครู่โม่เสวี่ยหมิ่นไม่ชี้แจงข้อเท็จจริงแทนโม่เสวี่ยถงสักครั้งมีแต่ยืนยันจะยอมรับผิดแทนน้องสาวหรือว่าคุณหนูใหญ่โม่ผู้เลื่องชื่อในเรื่องคุณธรรมความสามารถจะไม่ได้ดีงามอย่างแท้จริงและยังมีเจตนาหลอกลวงอีกด้วย

            “คุณหนูสามอยากจะฟังหรือไม่ว่าคนผู้นี้จะกล่าวอันใด” เฟิงเจวี๋ยหร่านแววตาพราวระยับราวกับกระแสธาราวสันต์ดวงตาหงส์หรี่แคบช้อนขึ้นเล็กน้อยแม้จะกล่าววาจากับโม่เสวี่ยถงด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลชวนให้รู้สึกมึนเมาแต่ดวงตาที่นุ่มนวลอ่อนโยนกลับจ้องไปที่โม่เสวี่ยหมิ่น แค่มองเพียงครั้งเดียวโม่เสวี่ยหมิ่นก็รู้สึกเหมือนถูกฉาบด้วยน้ำแข็ง...

            นั่นคือสายตาเยาะหยันและเสียดสีอย่างเห็นได้ชัด

            แต่สิ่งที่นางมองไม่เห็นคือความเย็นชากระหายเลือดที่ทอวาบออกมาภายใต้แววตาเยาะหยันแต่เพียงวูบเดียวเท่านั้นก็กลับมาเป็นสายตากรุ้มกริ่มเจ้าชู้เหมือนที่เคยเป็น

            โม่เสวี่ยหมิ่นรู้ว่าไม่ดีแล้ว ยามนี้จำเป็นต้องทำใจดีสู้เสือเข้าไว้คลี่ยิ้มอ่อนโยน หันไปยอบกายให้เฟิงเจวี๋ยวหร่านที่ยืนอยู่ไกลๆ “ขอบพระทัยท่านเซวียนอ๋องที่ช่วยให้ความเป็นธรรมกับน้องหญิงสามหม่อมฉันจำคนไม่ได้ เห็นเหตุการณ์ไม่ทั่วถ้วนจึงไม่อาจเรียกร้องความเป็นธรรมให้นางได้”

            น้ำเสียงของนางค่อนข้างดัง เพียงพอให้ทุกคนที่ล้อมรอบอยู่ในที่นั้นได้ยินชัดเจนแต่ดูไม่เป็นการจงใจเกินไป

            ผู้คนฟังความแล้วสายตาก็จับอยู่ที่โม่เสวี่ยหมิ่น เห็นใบหน้าของนางยังคงประดับด้วยรอยยิ้มอ่อนโยนท่าทางเปิดเผย ไม่มีความกระอักกระอ่วนหลังถูกเปิดโปง ก็นึกคาดเดาไปต่างๆ นานาหรือว่าคุณหนูใหญ่ผู้นี้จะเห็นเหตุการณ์ไม่ชัดเจน จึงไม่กล้ายืนยันความถูกต้องให้น้องสาวของตนบัดนี้เมื่อได้ยินว่ามีคนสามารถหาหลักฐานพิสูจน์ให้น้องสาวของตนได้แล้วจึงกล่าวขอบคุณด้วยความจริงใจ หากเป็นเช่นนี้ก็นับว่ารู้จักกาลเทศะเป็นพี่สาวที่ดีรู้จักอ่อนน้อมถ่อมตน

            “ธรรมเนียมสกุลโม่ของพวกเจ้าคงจะไม่เหมือนของผู้อื่นสินะบุตรอนุภรรยาคนหนึ่งจึงสามารถตอบคำถามแทนบุตรภรรยาเอกได้ ช่างเป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจโดยแท้”ใบหน้ายิ้มหล่อเหลาของเฟิงเจวี๋ยหร่านพลันเปลี่ยนเป็นเย็นชาในบัดดลดวงตาสีนิลเย็นเยือกอย่างน่าประหลาดอุทยานที่ล้อมรอบไปด้วยบุปผาบานสะพรั่งราวกับถูกผนึกด้วยน้ำแข็งเจตนาเสียดสีเผยชัดในวาจา

            “บังอาจ! เป็นแค่ลูกอนุภรรยาเล็กๆ กล้าสอดปากต่อพระพักตร์องค์ชายเชียวหรือคุกเข่าลงเดี๋ยวนี้!” ขันทีคนหนึ่งเดินเข้ามาตวาดด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ 

            โม่เสวี่ยหมิ่นตะลึงงัน กลัวจนตัวสั่นงันงก ทรุดกายลงคุกเข่าทันที

            ไม่มีใครก้าวเข้ามาแม้แต่คนเดียว ผู้คนต่างค่อยๆ ถอยห่างออกไปสองก้าวเซวียนอ๋องผู้มีอารมณ์เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้ายไม่ปรกติผู้นี้เป็นพระโอรสคนโปรดของจักรพรรดิพวกเขาย่อมไม่กล้ากระทำสิ่งใดให้ขัดเคืองใจแม้แต่หลิงหมิงเยี่ยนก็ยังแอบหลบอยู่ท่ามกลางผู้คนไม่กล้าเอ่ยวาจาโอหังแม้แต่ประโยคเดียวทั่วบริเวณเงียบกริบในชั่วพริบตา กลิ่นอายตึงเครียดแผ่ซ่านไปทั่วบริเวณ

            โม่เสวี่ยถงก้าวเข้ามาโดยฉับพลัน ยอบกายคำนับต่อเฟิงเจวี๋ยหร่านอย่างงดงามแล้วกล่าวอย่างมาดมั่น “ท่านเซวียนอ๋องโปรดละเว้นโทษด้วยเถิดเพคะพวกเราพี่น้องมีความใกล้ชิดสนิทสนมกัน ยามอยู่ที่บ้านก็เป็นเช่นนี้ตอนที่หม่อมฉันกลับมาเมืองหลวง พี่สาวก็ยังออกมารับถึงหน้าประตูเมืองด้วยตนเองจึงอยู่ในเหตุการณ์ที่หม่อมฉันถูกผู้อื่นปรักปรำใส่ร้ายพอเห็นว่าท่านอ๋องเอ่ยถึงเรื่องนี้ เกิดความรู้สึกซาบซึ้งใจจึงชิงตอบคำถามออกมา...ขอท่านอ๋องผู้มีน้ำพระทัยกว้างขวางได้โปรดละเว้นโทษให้พี่สาวของหม่อมฉันด้วยเถิดเพคะ”

            ไปรับถึงหน้าประตูเมืองโดยเฉพาะ? คนจำนวนมากต่างได้ยินว่าตอนนั้นคุณหนูใหญ่โม่ผู้นี้ออกไปเที่ยวเล่นกับสหายบังเอิญไปเจอน้องสาวของตนกำลังเกิดเรื่องพอดีจึงต้องรั้งอยู่วันนี้นางก็ไม่ได้ช่วยพูดแก้ต่างให้น้องสาวตนเองแม้แต่น้อยคราวนี้ยังแย่งตอบคำถามอีก เห็นได้ชัดว่ากลัวความแตกไหนเลยจะมีความเคารพต่อน้องสาวบุตรภรรยาเอกอย่างที่พูดผู้คนที่อยู่ในสถานที่แห่งนั้นล้วนเป็นบุตรธิดาภรรยาเอกทั้งสิ้นต่างดูถูกบุตรอนุภรรยาที่ไม่รู้จักแยกแยะฐานะสูงต่ำเช่นนี้เป็นที่สุด

            มิน่าเล่าเซวียนอ๋องจึงพิโรธ มองเห็นผู้อื่นเป็นคนโง่หรืออย่างไรดูท่าชื่อเสียงในเรื่องคุณธรรมน้ำใจ ความสุภาพอ่อนโยนของคุณหนูใหญ่ผู้นี้คงเป็นเรื่องโกหกหลอกลวงเสียมากกว่า

            แต่คุณหนูสามที่ร่ำลือกันว่าเป็นคนยโสโอหัง กิริยาวาจาหยาบคายไร้มารยาททั้งยังรูปโฉมขี้ริ้วขี้เหร่ กลับเป็นสตรีที่รู้จักคำนึงถึงส่วนรวมขอร้องแทนพี่สาว ไม่เสียแรงที่เป็นธิดาภรรยาเอกสกุลโม่ ถึงบัดนี้แล้วก็ยังหาทางออกให้โม่เสวี่ยหมิ่นว่าเมื่อครู่นางมิได้มีเจตนาทำให้ผู้คนเคลือบแคลงในคุณธรรมน้ำใจของผู้เป็นน้องสาว

            รู้จักเห็นแก่ส่วนรวม รู้รุกรู้รับ

            สมกับเป็นธิดาภรรยาเอกอย่างแท้จริง

    คล้ายกับเรื่องพลิกชะตานางพญาเจ้าเสน่ห์ [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน

    PAULSON พอลสัน : รักให้จำ (มี Ebook แล้วนะคะ)

    PAULSON พอลสัน : รักให้จำ (มี Ebook แล้วนะคะ)

    นิยาย รัก
    21K 111
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    เกิดใหม่มั่งคั่ง ทำฟาร์มกลางหุบเขาลึก [จบ]

    เกิดใหม่มั่งคั่ง ทำฟาร์มกลางหุบเขาลึก [จบ]

    นิยาย รัก
    399K 392
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    พลิกฟ้าคืนชีวาชายาอนุ [แปลจบแล้ว]

    พลิกฟ้าคืนชีวาชายาอนุ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    295K 786
    เกิดใหม่มาเป็นองค์หญิงตัวน้อยของตระกูลซู

    เกิดใหม่มาเป็นองค์หญิงตัวน้อยของตระกูลซู

    นิยาย รัก
    310K 841
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.21M 577
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    ทะลุมิติไปเป็นชายาฮ่องเต้ทรราช ขนสมบัติชาติหนีไปสร้างแคว้นใหม่ [จบ]

    ทะลุมิติไปเป็นชายาฮ่องเต้ทรราช ขนสมบัติชาติหนีไปสร้างแคว้นใหม่ [จบ]

    นิยาย รัก
    671K 788