
...คราสขณะพระจันทร์สีเื, ยมทูต เ้าหนู(หวังอี้)ปวดหัวรุนแรงศิษย์พี่พยายามคิดเชื่อมโยงทั้งสามอย่างเข้าด้วยกัน
“สกุลหวังหรือ?เหมือนข้าเคยได้ยินเื่อะไรมาสักเื่ แต่นึกไม่ออกเพราะมันนานมากๆแล้ว”
เขาเขกหัวตัวเองอยู่หลายครั้งแต่ก็นึกไม่ออกสักทีส่วนหวังอี้ก็มีอาการทุรนทุรายหนักกว่าเดิม แต่ยมทูตกลับยืนอยู่ด้านล่างอย่างนั้นไม่ขึ้นมา
ศิษย์เข้าไปจับจุดลมปราณต่างๆที่ร่างกายหวังอี้โดยเริ่มจากข้อมือก่อน
“ปราณในตัวเขากำลังสั่นไหวอยู่มันไหลแล่นไปทั่วร่างอย่ารวดเร็วผิดปกติ”
“งั้นข้าจะช่วยไล่มันเข้าไปที่สะสมที่รากปัญญาก่อนละกัน”
ศิษย์สกัดจุดหวังอี้ให้นิ่ง(ขยับได้แค่ปาก) แล้วถอดเสื้อถลกกางเกงขึ้นใช้เข็มฝังไล่ปราณทั่วร่างกาย ทั้งยังใช้ผ่ามือดันหลังส่งพลังปราณที่ตนเองเหลือเพียงน้อยนิดนั้นเข้าไปช่วยด้วย หวังอี้รู้สึกราวกับมีเหล็กร้อนแทงทะลุไขสันหลัง
“เ้าหนู จงใช้โอกาสนี้รวมปราณทั่วทั้งร่างใส่ในรากปัญญาของเ้าซะ”
“แต่...ข้า...”
“ไม่ต้องแต่ ทำตามเดี๋ยวนี้!”
“ครับ”
“จมลงสุดหล้า เพื่อทะยานขึ้นสุดฟ้า ใช้ปราณธรรมชาติเข้ามาผลักปราณในร่างกายทั้งหมดมาหมุนรวมกันที่สะดือ”
หวังอี้ทำตาม เขากางฝ่ามือออกรับปราณธรรมชาติจากภายนอกมานิดหน่อยให้มันช่วยขับไล่ปราณที่แล่นไปทั่วร่างถูกบีบมาไหลเวียนในท้องที่จุดมิ่งเหมิน (กึ่งกลางแผ่นหลัง่เอวบนแนวกระดูกสันหลัง และอยู่ตรงข้ามกับสะดือพอดี)
“ดีมาก”
ศิษย์พี่ฝังเข็มเพิ่มและใช้ฝ่ามือกระแทกให้พลังปราณที่สะสมทั้งหมดนั้นพุ่งขึ้นบนบังคับปราณ แล้วเข้าสู่สภาวะอู๋เหวย(การกระทำโดยไม่กระทำ) คือการปล่อยจิตให้ว่างเปล่าดุจผิวน้ำนิ่ง เมื่อจิตสงบปราณที่บ้าคลั่งทั่วร่างจะเริ่มหยุดนิ่งและรอคอยคำสั่งที่แท้จริง
“ต่อไปจงใช้เจตจำนงค์หมากเดินปราณ....เอิ่ม....เหมือนตอนเ้าเดินหมากแค่เปลี่ยนจากนิ้วมือที่จับหมากมาเป็หน้าผาก(รากปัญญาอยู่ที่นั่น)”
หวังอี้ทำตามปราณถูกศิษย์พี่กระแทกขึ้นมาถึงหน้าอก หวังอี้จะไม่ดึงปราณขึ้นมาด้านหน้า(เส้นเหรินม่าย)เพราะปราณจะปะทะกับหัวใจและปอด
เขาใช้ปราณธรรมชาติชักนำปราณให้ไหลขึ้นไปตามแนวไขสันหลัง(ชีพจรตูม่าย)
เสียงกระดูกสันหลังลั่นกรอบแกรบปราณแท้เดือดพล่านพุ่งทะยานจากก้นกบ ทะลวงผ่านด่านมรณะที่ท้ายทอย(จุดอวี้เจิ่นหรือหมอนหยก)
ทุกครั้งที่ทะลวงผ่านจุดสำคัญหวังอี้จะรู้สึกราวกับถูกกระบี่นับพันเล่มทิ่มแทง เหงื่อเย็นเยียบไหลโทรมกาย เขากัดฟันอดทนกับความเ็ป
เมื่อปราณทั้งหมดทะยานข้ามท้ายทอยเข้าสู่จุดกึ่งกลางหน้าผาก(ตำหนักหนีหวัน)ห้วงจิตหวังอี้จะสั่นะเื เืกำเดาไหล
ปราณทั่วร่างที่หลั่งไหลเข้ามาแต่ไม่ได้มารวมกันเป็ก้อนพลังงาน
ปราณจำนวนมากกระจุกรวมที่เดียวกำลังจะทำให้ตำหนักหนีหวันะเิ!
หวังอี้เบิกตาโพลงเหงื่อโชก เขาจะไม่ไหวแล้ว
ศิษย์พี่กล่าวสอน
"จงทำให้รากปัญญาไม่ใช่ภาชนะรองรับน้ำแต่เป็เมล็ดพันธุ์ที่รอการรดน้ำ!"
แทนที่จะกักเก็บปราณไว้หวังอี้ใช้ปราณธรรมชาติและจิตตนเองบีบอัดปราณทั้งหมดจนกลายเป็หยดน้ำหยดเดียวแล้วหยดลงบนรากปัญญา
แว้บ!
มีแสงออกจากหว่างคิ้ว!รากปัญญาบัดนี้เริ่มมีรากฝอยงอกออกมา และมีปราณทั่วทั้งร่างรวมไว้ในนั้น
“ข้า...ข้ามีรากิญญาแล้ว”
ศิษย์พี่ยิ้มแบบหอบๆเขาเองก้แทบจะหมดแรง ส่วนจันคราสนั้นได้เคลื่อนออกไปแล้วเขาก้มมองด้วยเบื้องล่สงยมทูตก็หายไปแล้วด้วยเช่นกัน
“ยังหรอกไอ้หนู”
แล้วศิษย์พี่ก็ถีบหวังอี้เข้าไปในกระเป๋าสมบัติและะโตาม
“อ่านหนังสือในนั้นให้ครบทุกเล่มและฝึกกระบี่ด้วย เพื่อบรรลุขั้นที่ 1 รวมปราณ”
หวังอี้ยิ้มะโกลับขึ้นมา
“ครับ!”
(8 วันต่อมา)
ศิษย์พี่นั่งเดินหมากอยู่ผู้เดียว แล้วเขาก็สังเกตเห็นว่าทั่วทั้งสำนักมีไอหมอกคล้ายฝุ่นสีทองเรืองแสงอ่อนๆไปทั่วเขาจึงยิ้ม แล้วล้วงถุงสมบัติดึงหวังอี้ออกมา
“ยินดีด้วย เ้าบรรลุระดับ 1 รวมปราณขั้นต้นแล้ว!”
หวังอี้ซึ่งบัดนี้ตัวสูงขึ้นเป็ 6 ฉื่อ 1 ชุ่น(185 ซม.) ใบหน้าเริ่มเป็วัยรุ่น (อยู่ในถุงนั้นนาน 2 ปี เขาจึงมีอายุ 17 ปีแล้ว) มอง 2 มือตัวเองและยิ้มดีใจจนน้ำตาไหล
“ข้า...ข้าเป็เซียนแล้ว”
“2 ปีในนั้น ข้าอ่านตำราจนจบทุกเล่ม ฝึกโคจรปราณวันละหลายสิบรอบ แม้ล้มเหลวนับหมื่นครั้ง แต่รากปัญญาก็ค่อยๆแข็งแรงขึ้นทีละนิด”
ศิษย์พี่มองเข้าไปในจิตเต๋าของหวังอี้ รากปัญญานั้นนอกจากมีรากฝอยแล้ว้าเริ่มมีใบเล็กๆใกล้จะผลิออกมา 1 ใบ นี่คือชัดเจนแล้วว่าหวังอี้บรรลุขั้นที่1 รวมปราณขั้นต้นแล้วจริงๆ ศิษย์พี่จึงยิ้มบางๆ
“เอาล่ะ ข้าจะสอนการดึงพลังปราณที่รวมไว้มาใช้”
แล้วทั้งคู่ก็มาที่ลานหินกว้าง โดยศิษย์พี่นั่งเก้าอี้ที่ประตูทางเข้าหอตำรา
“ไม่ต้องเปิดรับปราณธรรมชาติภายนอก แต่ลองค่อยๆเคลื่อนปราณจากรากปัญญานั่นมาที่ฝ่ามือ”
หวังอี้ค่อยๆทำ แต่ก็ติดๆขัดๆ เขารีบเร่งเกินไป ศิษย์พี่จะสอน
“ช้าๆ ไม่ต้องไปเร่งมันๆมาถึงเมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น”
สักพักปราณจำนวนหนึ่งก็มาที่ฝ่ามือ
“ศิษย์พี่ข้าร้อนมือ”
“ดี! ยิงปราณอัคคีนั่นออกไปเลย!”
หวังอี้ปลดพลังปราณออกจากฝ่ามือเกิดเป็ลูกไฟขนาดเล็กพุ่งไปด้วยความเร็วพอสมควรไปข้างหน้า 16 ฉื่อครึ่ง (5 ม.)
หวังอี้หน้าตาเบิกบานมาก เข้ายิ้มมีความสุขสุดๆ
ศิษย์พี่ยิ้มตามและถามเขาว่า
“ในรากปัญญานั่นยังมีปราณอย่างอื่นที่ไม่เหมือนที่ส่งมาเมื่อกี้อีกไหม?”
“ดี! งั้นปล่อยตัวต่อไปมาเลย”
หวังอี้ค่อยๆดันคราวนี้เขาใจเย็นลงมากไม่รีบเร่งอีกต่อไปผ่านไปชั่วครูเขาก็ยิงออกไป เป็ก้อนดินแหลมๆ ระยะทางพุ่งออกไปได้แค่ 6 ฉื่อ6ชุ่น(2 ม.) เขาทำหน้าน้อยใจ
“ทำไมออกไปใกล้กว่าเมื่อกี้อีกอ่ะ”
“เ้าเด็กบื้อ! ก็ดินมันหนักกว่าไฟดันพลังเท่าเดิมมันก็พุ่งได้แค่นั้นสิวะ”
ศิษย์พี่ลุกขึ้น
“ป่ะ ตามข้าเข้ามา(ในหอตำรา) ข้าจะสอนเ้าเื่การเพ่งดูในจิตเต๋าตัวเอง”
หวังอี้ทำหน้างงๆ ศิษย์พี่สงสัยเลยถาม
“มีอะไรรึ?”
“เปล่า...ข้านึกว่าท่านจะให้ข้าลองปราณที่เหลือ”
“ห๊ะ! ยังมีอีกเหรอ?”
หวังอี้พยักหน้าแล้วยิงกิ่งไม้เล็กๆออกมาศิษย์พี่อ้าปากค้าง
“3 ธาตุ!”
“ยังไม่หมดครับ”
“ห๊ะ!”
หวังอี้ปล่อยพลังปราณออกมาคราวนี้เป็เศษโลหะแหลมคมอันพุ่งไปไกลมาก ปักติดต้นไม้ตรงกลางลานได้เลย
“4 ธาตุ! เป็ไปไม่ได้!”
ศิษย์พี่ทั้งใและทั้งยิ้มจนเหงื่อออกเหลือเชื่อแล้ว เ้าหนู เ้ารู้ไหมว่าบรรพาจารย์แคว้นใหญ่ๆยังใช้ได้สูงสุดแค่ 3ธาตุเองนะ!
แล้วศิษย์พี่ก็ใยิ่งกว่าเดิมเมื่อหวังอี้ยิงธาตุน้ำออกมาเป็ธาตุที่ 5 แถมน้ำที่ออกมาเป็ละอองน้ำหลายสิบหยดด้วย
“5 ธาตุ! หวังอี้! เ้าหนู! ไอ้หวังอี้! ฮ่าๆๆๆ”
ศิษย์พี่นั่งหัวเราะดีใจลงกับพื้นหวังอี้เดินไปหาเขาดึงดึงมากอดและหัวเราะลั่นยิ่งกว่าเดิม
หวังอี้ไม่รู้ตัวเลยว่าบนดาวดวงนี้ไม่เคยมีเซียนผู้ใดที่มีพลังปราณครบทั้ง5 ธาตุมาก่อน
แต่พี่ไม่รู้เลยว่าจริงๆหวังอี้เขายังมีอีก 1 ปราณธาตุที่เขาดันมันออกฝ่ามือไม่ได้ เลยไม่ได้แสดงให้ดู....