ธารน้ำที่ไหลผ่านหมู่บ้านมีซากศพของมนุษย์และสัตว์ลอยมาเกยฝั่งแทบทุกวัน รวมทั้งยังมีข่าวว่าศัตรูเทยาพิษลงในน้ำไว้ด้วยจึงไม่มีผู้ใดกล้าใช้น้ำในลำธาร พวกเขาจึงมีเพียงบ่อน้ำที่ขุดทิ้งไว้ในหมู่บ้าน 3 บ่อไว้ดื่มกิน
เมื่อคนมากขึ้นอาหารก็ไม่เพียงพอ น้ำก็เหือดแห้งลงทุกวัน ่แรกๆ ก็มีการแย่งชิงอาหาร ที่พัก และทำร้ายกันเองอยู่ไม่น้อย จนทหารต้องเข้ามาออกกฎบังคับให้ชาวบ้านทุกคนต้องทำตาม
ผู้ปกครองชั่วคราวของหมู่บ้านหานเฉิงในเวลานี้คือแม่ทัพเซี่ย ไป๋เยี่ยนหรูไม่เคยเห็นเขา แต่ได้ยินว่าเหี้ยมโหดและเด็ดขาดอยู่ไม่น้อย
ชาวบ้านต้องช่วยงานทหารหลายอย่าง ไม่ว่าจะการปรับปรุงรั้วกำแพงให้แข็งแรง ช่วยกันขุดหลุมสร้างแนวรบคุ้มกันหมู่บ้าน เก็บฟืน เพาะปลูกเท่าที่ทำได้ รวมทั้งดูแลรักษาผู้ป่วยกันตามมีตามเกิด
ส่วนอันธพาลกลุ่มนั้นที่เข้ามาทำร้ายไป๋เยี่ยนหรู พวกเขาเป็ชาวบ้านที่เดินทางมาจากที่อื่น และมักจะฉวยโอกาสตอนที่ทหารดูแลไม่ทั่วถึงเอาเปรียบชาวบ้านด้วยกันเองอยู่บ่อยๆ
“เ้ามาอยู่ที่นี่นานหรือยัง แล้วเคยมีศัตรูมารุกรานถึงหมู่บ้านหานเฉิงหรือไม่?”
ไป๋เยี่ยนหรูละสายตาออกจากกองฟืนที่นางนำมากองรวมกันไว้ “ข้าอยู่ที่นี่มาเกือบสองเดือนแล้วกระมัง หมู่บ้านนี้อยู่ห่างไกลจากตัวเมืองมีผืนป่าปกคลุมพบเห็นได้ยาก ได้ยินว่าน้อยนักที่จะมีศัตรูผ่านทางมาสำรวจ”
นางหยุดพูดไปครู่หนึ่ง แล้วหันมามองอู่หลิงเยว่ด้วยแววตาเต็มไปด้วยความเชื่อมั่น “แต่แม่ทัพเซี่ยเก่งมากเลยนะ เขามักจะพากำลังทหารกลุ่มหนึ่งออกไปซุ่มดูตามแนวป่า ถ้าเห็นข้าศึกเข้ามาใกล้เกินไป เขาก็จะรีบจัดการให้หมดก่อนที่ที่ซ่อนของเราจะถูกเปิดเผย”
อู่หลิงเยว่พลันคิดถึงนายทหารรูปหล่อที่นางเคยพยายามช่วยชีวิตเอาไว้ เขาคงเป็หนึ่งในทหารที่ออกไปลาดตระเวนแล้วพบเข้ากับศัตรูที่วิ่งไล่ล่านางกับชาวบ้านคนอื่นๆ ในวันนั้นเป็แน่
เช่นนั้นแล้วก็หมายความว่า วันนั้นกลุ่มทหารที่นำโดยแม่ทัพเซี่ยจัดการศัตรูที่ผ่านทางมาไปได้ทั้งหมด ชาวบ้านที่วิ่งหนีตายมาอย่างนางจึงรอดชีวิตมาได้
เสียดายที่สหายคนแรกในโลกใหม่ของนางไม่มีโอกาสรอดชีวิต..
หญิงสาวถอนหายใจเบาๆ “ทหารสามร้อยคนก็ไม่น้อยๆ เลย ถ้าไม่เจอกองกำลังใหญ่จากศัตรูเราก็ยังมีโอกาสรอด ปัญหาอย่างเดียวของพวกเราก็คือเสบียงอาหาร หากอดทนได้นานพอที่าจะจบสิ้นไปแล้วจริงๆ ก็ไม่มีอะไรน่าห่วง" นางกล่าวคล้ายบอกตัวเอง
ไป๋เยี่ยนหรูหน้าซีดลงไปเล็กน้อย ก่อนจะขยับตัวมาใกล้อู่หลิงเยว่พลางกระซิบ “หากศัตรูพบหมู่บ้านหานเฉิงเมื่อใด ถ้าไม่ถูกสังหารจนหมดพวกเราก็จะถูกจับเป็เชลยศึก”
อู่หลิงเยว่ขมวดคิ้วแน่น หัวใจเต้นระรัวขึ้นมาอีกครั้ง “เ้าหมายความว่าอย่างไร?” นางกระซิบตอบกลับ
“แคว้นเหยียนล่มสลาย ศัตรูจะเข้ามายึดครองแคว้นแทน พวกเขาจะไล่ล่าสังหารทหารและพลเมืองที่ต่อต้าน..”
ร่างเล็กใจตกไปอยู่ที่ตาตุ่ม เข้าใจคำพูดของไป๋เยี่ยนหรูอย่างถ่องแท้!
ถ้าศัตรูพบเจอหมู่บ้านธรรมดา พวกเขาก็จะแค่ข่มขู่ให้ยอมจำนนและอีกไม่นานประชาชนก็จะใช้ชีวิตได้ตามปกติภายใต้ผู้ปกครองใหม่
แต่หมู่บ้านหานเฉิงเป็หมู่บ้านธรรมดาเสียที่ไหนเล่า!
ที่นี่มีทหารสามร้อย มีชาวบ้านอีกเกือบสี่ร้อยที่รวมใจช่วยเหลือกันอยู่ หากนางเป็ทหารแคว้นหลัวซาน เห็นกองกำลังขนาดย่อมเช่นนี้ นางก็ต้องรีบกำจัดให้สิ้นซาก!
“เหตุใดเ้าจึงรู้เื่เหล่านี้?” หญิงสาวมองไป๋เยี่ยนหรูขึ้นลงด้วยความประหลาดใจ
เพราะโดยทั่วไปแล้ว สตรีในยุคโบราณมักอยู่แต่ในเรือน ไม่ค่อยได้ใกล้ชิดข่าวสารจากโลกภายนอก ยิ่งเื่ทุกข์ยากของผู้คนในภาวะา เช่น ความอดอยาก การอพยพ หรือความหวาดกลัวต่อความตาย ยิ่งหาได้รู้กันง่ายๆ ไม่
แววตาของไป๋เยี่ยนหรูพลันหม่นลง นางเงียบไปครู่หนึ่ง คล้ายชั่งใจระหว่างจะพูดหรือไม่พูด แล้วสุดท้ายก็ตัดสินใจเล่า
“ข้าเป็บุตรสาวของนายอำเภอจากหัวเมืองทางตะวันออก ยามเกิดศึก บิดาและพี่ชายรีบพาข้ากับคนในตระกูลหลบหนี เรามีกองทหารกลุ่มหนึ่งร่วมทางตั้งใจจะไปยังค่ายทหารใหญ่” เสียงของนางแ่ลง
“พวกเราถูกซุ่มโจมตีกลางทาง ทหารที่ร่วมทางแตกกระจาย ข้าพลัดหลงกับครอบครัวแล้วหลบหนีไปเรื่อยๆ โดยไม่รู้เลยว่า บิดา พี่ชาย หรือใครในครอบครัวยังมีชีวิตอยู่หรือไม่”
อู่หลิงเยว่นั่งฟังเื่ราวทั้งหมดโดยไม่เร่งเร้า เมื่อฝ่ายหนึ่งเล่าเสร็จ อีกฝ่ายกลับเงียบไปอยู่ครู่ใหญ่
ในที่สุด เสียงของอู่หลิงเยว่ก็ดังขึ้นช้าๆ “ข้าก็ไม่ต่างจากเ้านักหรอก”
ไป๋เยี่ยนหรูลอบเหลือบมองนาง พลางขมวดคิ้วเล็กน้อย
“ข้าเกิดในตระกูลพ่อค้าทางใต้ ครอบครัวเรามิใช่คนร่ำรวยนักแต่ก็พออยู่ได้ ไม่เคยคิดว่าจะมีวันใดต้องกลายเป็ศพกลางลานเรือน”
เสียงของอู่หลิงเยว่ยังคงเรียบ แต่ดวงตาแน่นิ่งคล้ายกำลังมองภาพในอดีตที่ไม่มีใครเห็น
“ข้าเห็นบิดา มารดา และญาติพี่น้องถูกสังหารต่อหน้า คนพวกนั้นไม่พูดแม้แต่คำเดียว แค่เข้ามาแล้วก็สังหาร แล้วก็ปล้นชิงทรัพย์สินของเราไปหมด” นางยิ้มบาง แต่อ่อนล้าจนแทบไม่เหลือแววของความเข้มแข็ง
“หลังจากนั้น ข้าก็ไม่เหลืออะไรอีก เดินจากเมืองหนึ่งไปยังอีกเมืองหนึ่ง เห็นผู้คนล้มตาย ได้ยินเสียงเด็กร้องไห้ และกลิ่นคาวเื เห็นผู้คนรังแกกันเองจนอยากอาเจียน ทุกอย่างซึมเข้าไปในเนื้อหนังของข้าโดยที่ข้าไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ”
ร่างกายของหญิงสาวสั่นเทิ้ม แม้ว่าทั้งหมดจะเป็ความทรงจำของร่างเดิม แต่นางก็รับรู้และััได้ถึงความทุกข์เ่าั้ราวกับเป็เื่ราวของตัวเอง
ไป๋เยี่ยนหรูนิ่งงัน รู้สึกถึงบางอย่างในอกที่กำลังไหลย้อนกลับมา ไม่ใช่แค่ความเ็ปของตนแต่เป็ความเข้าใจ ถึงความสูญเสียที่สะท้อนผ่านถ้อยคำของอีกฝ่าย
“ข้าไม่ได้อยากคิดถึงเื่พวกนี้นัก” อู่หลิงเยว่พึมพำ “แต่ข้ารู้ว่า หากเ้ารอดมาถึงที่นี่ได้เหมือนข้า เ้าก็เข้มแข็งไม่แพ้กัน”
ไป๋เยี่ยนหรูหัวเราะเบาๆ สีหน้าโศกเศร้าผ่อนคลายลงเล็กน้อย นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “อย่างน้อย ตอนนี้เราก็ไม่ได้โดดเดี่ยวเหมือนแต่ก่อน”
อู่หลิงเยว่ยิ้มตอบ พลางถามต่อ
“รู้เช่นนี้แล้วเหตุใดเ้าจึงยังอยู่ที่นี่เล่า พวกเราควรหนีไปหาหมู่บ้านธรรมดาๆ ที่ไม่มีทหารคุ้มกันน่าจะดีกว่ามิใช่หรือ?”
“เ้าก็รู้ใช่หรือไม่ว่าเรามิอาจวางใจผู้ใดได้ เมื่อวานเ้าก็เห็นแล้วนี่ ขนาดที่นี่มีทหารคอยดูแลก็ยังมีคนคิดจะเอาเปรียบสตรีอ่อนแออย่างเรา” หญิงสาวหันกลับไปจัดการมัดท่อนฟืนรวมกันต่ออย่างปลงๆ
อู่หลิงเยว่ถอนหายใจออกมาเป็รอบที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้ ใน่เวลาไม่กี่วันที่ผ่านมามีเหตุการณ์หลายอย่างเกิดขึ้นกับนางมากเกินไป บางทีนางอาจจะต้องใช้เวลาสักนิดเพื่อวางแผนชีวิตให้กับตนเองใหม่
หญิงสาวกวาดตามองไปรอบบริเวณ พื้นที่ท้ายหมู่บ้านทอดยาวสู่แนวป่าทึบ สายตานางมองไปไกลจนเห็นแนวูเาสูงใหญ่ที่โอบล้อมอยู่เป็ครึ่งวงกลมเื้ั
โชคยังดีที่โลกใหม่ของนางหาได้กันดารหรือแห้งแล้งจนเกินไป ต้นไม้ยังคงให้ร่มเงา พืชป่าหลายชนิดก็ยังเจริญเติบโตได้ แม้ตอนนี้ผักป่าที่กินได้แทบทุกชนิดจะถูกชาวบ้านเก็บไปจนแทบไม่เหลือแล้วก็ตาม
“วันนี้พอแค่นี้เถิด เราต้องเอาฟืนไปเก็บที่หมู่บ้านแล้วค่อยไปรับเสบียงอาหารจากทหารที่โรงครัว" ไป๋เยี่ยนหรูปาดเหงื่อบนหน้าผากพลางกล่าวกับสหายผู้มาใหม่
อู่หลิงเยว่พยักหน้าแล้วเดินไปช่วยท่านยายหุยยกท่อนฟืนมัดหนึ่งขึ้นบ่า ก่อนจะยกฟืนของตนเองแล้วเดินกลับไปที่หมู่บ้านพร้อมกับคนอื่นๆ