[อดีตชาติ] ยามเว่ย ณ หมู่บ้านแห่งหนาง ชานเมืองกรุงปักกิ่ง ่กลางถึงปลายราชวงศ์ิ
แสงอาทิตย์ยามบ่ายสาดส่องลงมาเป็แสงสีทองอ่อน ๆ คลุมทั่วหมู่บ้านเล็ก ๆ ราวกับผ้าคลุมที่ถักทอจากความเงียบสงบ อากาศอบอุ่นและกลิ่นหอมของดอกไม้ป่าที่เบ่งบานส่งกลิ่นอ่อน ๆ ปะปนไปกับเสียงแมลงที่ฮัมเบา ๆ ราวกับบทเพลงแห่งธรรมชาติ วันที่ดูเหมือนจะยาวนานไม่สิ้นสุด เวลาค่อย ๆ ละลายไปอย่างเชื่องช้าตามจังหวะของสายลมที่พัดผ่านไปอย่างเงียบเชียบ
บ่ายวันนั้น ตลาดเต็มไปด้วยชีวิตชีวา ผู้คนต่างเดินผ่านไปมา พ่อค้าแม่ค้าออกมาขายของกันอย่างคึกคัก กลิ่นเครื่องเทศและผลไม้สดลอยฟุ้งอยู่ในอากาศ ท่ามกลางเสียงพูดคุยและความวุ่นวาย เฉินจางเว่ยในวัยเพียงสิบห้าปี ยืนอยู่ท่ามกลางฝูงชน ใบหน้าของเด็กหนุ่มเต็มไปด้วยความกังวล คิ้วของเขาขมวดมุ่น หัวใจเต้นแรง เพราะเขาทำสิ่งสำคัญหายไปแผ่นหยกปี่เซียะ มรดกตกทอดของตระกูลเฉิน ที่บิดาฝากไว้ให้เขาดูแล
จิตใจของเขาปั่นป่วน ขณะที่เขาเดินย้อนกลับไปตามทางที่เดินผ่านมาในจัตุรัสที่คับคั่ง ฝูงชนเคลื่อนตัวไปรอบๆ เขา แต่ในทุกพื้นที่ที่เขามองสำรวจกลับไร้เงาของแผ่นหยก ความหวังที่ริบหรี่ลงเรื่อย ๆ ทำให้เขาหนักใจขึ้นทุกขณะ
แล้วเสียงแ่เบาก็ทำลายความกังวลของเขา "คุณชายกำลังมองหาอะไรอยู่เหรอเ้าคะ? " เสียงนั้นอ่อนโยน แต่ก็ทำให้เขาหันกลับมาทันที เขาสบตากับซ่งหยูเฟิง เด็กสาวที่มีดวงตาสีเขียวหยกที่ดูสงบนิ่ง เธออายุน้อยกว่าเขาเพียงไม่กี่ปี แต่มีบางอย่างในแววตาของเธอที่ดูมั่นคงและแฝงไปด้วยความเมตตา
ในมือของเธอ เธอถือสิ่งที่ทำให้ลมหายใจของเขาสะดุด มันคือ แผ่นหยกปี่เซียะ พื้นผิวของมันเรียบลื่นและส่องประกายภายใต้แสงแดดอ่อนๆ
"ข้าเห็นมันหล่นจากกระเป๋าของท่าน" เธอกล่าวด้วยเสียงที่แ่เบาแต่ชัดเจน ความอ่อนโยนที่เต็มไปด้วยความซื่อตรงสะท้อนอยู่ในดวงตาของเด็กสาว ไม่มีความลังเล ไม่มีการคาดหวัง
ชั่วขณะหนึ่ง เฉินจางเว่ยทำได้เพียงจ้องมองแผ่นหยกในมือของเธอ ราวกับว่ามันเป็มากกว่าแค่หยกชิ้นหนึ่ง ราวกับว่าการช่วยเหลือนี้มีความหมายลึกซึ้งกว่าคำขอบคุณทั่วไป “ขอบคุณเ้ามาก” เขาเอ่ยออกมาด้วยเสียงที่ต่ำลง รู้สึกโล่งใจและประหลาดใจในเวลาเดียวกัน มีความอบอุ่นแผ่ซ่านในอกของเขา บางสิ่งที่ลึกซึ้งและยากจะอธิบาย
ซ่งหยูเฟิงยิ้มบางๆ ก่อนจะหันหลังกลับไปตามกระแสของตลาด ปล่อยให้เขายืนอยู่ตรงนั้น รู้สึกถึงบางสิ่งที่แปลกใหม่และเงียบงันเกี่ยวกับเธอ ความรู้สึกที่ลึกซึ้งกว่าที่เขาคาดคิด
******************************************
สามปีผ่านไป...
วสันตฤดูผ่านพ้นไป ฝนได้ทำให้หมู่บ้านชุ่มฉ่ำและแต่งแต้มให้ทุกสิ่งเขียวขจี ดอกไม้ผลิบานบนพื้นดินที่ชื้นด้วยหยาดฝน เฉินจางเว่ยอายุสิบแปดปีแล้ว ร่างกายของเขาสูงใหญ่และแข็งแรงกว่าที่เคย บ่งบอกถึงการฝึกฝนอย่างหนักเพื่อเตรียมพร้อมในการเป็ผู้นำในกองทัพ หน้าที่และความคาดหวังถาโถมมาที่เขา ราวกับน้ำหนักเหล็กที่ไม่อาจหลบหนีได้
แต่ท่ามกลางภาระเ่าั้ ยังมีสิ่งหนึ่งในชีวิตของเฉินจางเว่ยที่ไม่เคยถูกแตะต้องจากภาระเ่าั้ สตรีในดวงใจของเขา ‘ซ่งหยูเฟิง’
ซ่งหยูเฟิงคือ ความสุขของเขา เปรียบดั่งพื้นที่แห่งความสบายใจ นางคือความสงบและความอบอุ่นในโลกที่เต็มไปด้วยความเคร่งเครียด เฉินจางเว่ยรู้ดีว่าแม้เขาจะต้องแบกรับภาระหน้าที่มากมายเพียงใด แต่ซ่งหยูเฟิงยังคงเป็ที่พักพิงสำหรับหัวใจที่เหนื่อยล้าของเขา
ใน่หลายปีที่ผ่านมา ซ่งหยูเฟิงกลายเป็ที่พักใจของเฉินจางเว่ยโดยที่นางไม่รู้ตัว การปรากฏตัวของนางนั้น ช่างอ่อนโยนเสมือนยาที่ช่วยบรรเทาภาระหนักที่เขาต้องแบกรับไว้ แต่เฉินจางเว่ยผู้เก็บงำอารมณ์และปกป้องหัวใจของตนอย่างแน่วแน่ไม่เคยแสดงออกถึงความรู้สึกที่ค่อยๆ เบ่งบานในหัวใจของเขา นั่นเป็วิธีที่เขาเลือก เขาไม่เคยยอมให้ใครเห็นสิ่งที่อยู่ในใจของเขา แม้แต่ตัวเขาเอง
ชายหนุ่มรู้ตัวแล้วว่า เขาตกหลุมรักนางเข้าอย่างไม่อาจถอนตัว รักในแบบที่เขาไม่เคยรู้สึกกับใครมาก่อน มันเป็ความรู้สึกที่แตกต่าง พิเศษ หัวใจของเขาเต้นแรงทุกครั้งเมื่อนางอยู่ใกล้ ๆ ความรู้สึกหวงแหนอ่อนโยนแทรกซึมเข้ามาในหัวใจ เขา ไม่้าให้นางอยู่ใกล้ชายใด และมักจะแอบมองนางเวลาที่นางทำสิ่งต่าง ๆ ด้วยความเอ็นดู
เขารู้ดีว่า ความรู้สึกนี้ไม่ใช่เพียงแค่ความชื่นชอบเท่านั้น แต่มันลึกซึ้งกว่านั้น เขาอยากปกป้องซ่งหยูเฟิง อยากดูแลให้หญิงสาวมีความสุข ให้นางรู้สึกปลอดภัย เขาจึงเริ่มแอบช่วยเหลือนางอย่างเงียบ ๆ โดยที่นางไม่รู้ตัว กลายเป็เหมือนผู้พิทักษ์ส่วนตัวที่อยู่ข้างนางเสมอ เฝ้ามอง ดูแลนางจากที่ไกล ๆ อย่างนุ่มนวล นางไม่จำเป็ต้องรับรู้
******************************************
หากแต่ซ่งหยูเฟิงเริ่มสังเกตเห็นบางสิ่งใน่เวลาที่ผ่านมา บางทีอาจเป็ลางสังหรณ์ หรือการมีอยู่บางอย่างที่นางไม่สามารถจับต้องได้ แต่นางรู้สึกเสมอว่ามีใครบางคนคอยเฝ้ามองนางอยู่ ราวกับมีมือที่มองไม่เห็นคอยช่วยเหลือนางในยามจำเป็ เมื่อเครื่องมือแกะสลักหยกของนางที่หายไปแล้วกลับมาอย่างลึกลับในสภาพที่สมบูรณ์ หรือเมื่อมีฟางวางเพิ่มบนหลังคาเรือนแกะสลักหยกก่อนฝนจะตก
หญิงสาวไม่เคยเอ่ยถึงสิ่งเหล่านี้ แต่จิตใจของนางเริ่มตั้งคำถามเกี่ยวกับเื่นี้บ่อยขึ้น
ยามอิ่วในวันหนึ่ง ขณะที่ดวงอาทิตย์ลาลับขอบฟ้า แสงสีส้มตกกระทบลงบนสายน้ำข้างลำธาร ซ่งหยูเฟิงนั่งอยู่คนเดียว ความคิดของนางล่องลอยไปตามสายน้ำ นางรู้ดีว่าเฉินจางเว่ยอยู่ใกล้ ๆ เสมอ เขามักจะมาหานางโดยไม่มีใครรู้ นี่เป็เหมือนความลับที่ทั้งสองไม่เคยเอ่ยถึง
หัวใจของนักแกะสลักหยกสาวเต้นแรงขึ้น ความคิดที่นางไม่เคยปล่อยให้เติบโตกลับเริ่มก่อตัวขึ้น เฉินจางเว่ยอาจเป็คนที่คอยช่วยเหลือนางมาตลอดเวลานี้หรือเปล่า?ความคิดนั้นดูเหมือนจะไร้สาระ แต่บางอย่างในวิธีที่การที่เขาปรากฏตัวแทบจะในทันทีเพื่อช่วยนาง เขามักอยู่ใกล้พอให้นางรู้สึก แต่ไม่เคยเข้าใกล้นางจนเกินไป ทำให้หญิงสาวรู้สึกอดสงสัยไม่ได้
คืนนั้น ขณะที่ซ่งหยูเฟิงกำลังแกะสลักหยกนกเฟิ่งหวงชิ้นหนึ่งขนาดประมาณสองฉื่อ ความคิดของนางก็หมุนวนอยู่กับความสงสัยนั้น นิ้วของนางทำงานได้อย่างแม่นยำตามเคย แต่จิตใจกลับล่องลอยไปไกลกว่าที่ควรจะเป็
เช้าวันต่อมา หญิงสาวตัดสินใจลองทำตามข้อสมมติฐาน นางทิ้งมีดแกะสลักที่ล้ำค่าที่สุดไว้ข้างลำธารโดยตั้งใจ หากเฉินจางเว่ยเป็ผู้ที่ใส่ใจนางจริง ๆ เขาคงไม่สามารถปล่อยให้มีดนั้นตกหล่นได้โดยไม่เก็บมันกลับมาไว้ในที่ที่ควรอยู่
และเช้าวันรุ่งขึ้น เครื่องมือแกะสลักนั้นกลับมาอยู่ที่เดิม ราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น
หัวใจของซ่งหยูเฟิงพองโตด้วยความแน่ใจ ลึกๆ ในจิตใจ นางรู้ว่ามีใครบางคนคอยช่วยเหลือนางอยู่เงียบๆ ราวกับเป็ผู้พิทักษ์ไร้เสียง ที่ไม่เคยปรากฏตัวอย่างเปิดเผย แต่ก็ไม่เคยห่างหายไปไหน ความอบอุ่นในใจของนางบอกนางว่าคนผู้นั้นอาจเป็ใครสักคนที่นางคุ้นเคย เฉินจางเว่ย ชื่อของเขาแวบเข้ามาในความคิดของนาง
ยามเช้าเมื่อแสงอรุณสาดส่องผ่านใบไม้ ซ่งหยูเฟิงยิ้มบางๆ กับตัวเอง ใจของนางอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูกเมื่อคิดถึงผู้พิทักษ์เงียบๆ ที่อยู่ข้างนางมาตลอด ความรักของเขาไม่้าคำพูด ไม่้าการตอบแทน มีเพียงการปกป้องและความห่วงใยที่ส่งผ่านมาอย่างเงียบงันเท่านั้น
นางรู้สึกถึงความเชื่อมโยงอันลึกซึ้งกับเขา แม้ว่าไม่มีคำพูดใดระหว่างพวกเขา แต่ทุกอย่างกลับชัดเจนในใจ ราวกับสายลมยามเช้าที่พัดผ่าน ให้ััได้ถึงการมีอยู่แม้ไร้เสียงใดๆ