วันที่ 25 เดือนธันวาคมของทุกปีใคร ๆ ก็รู้ว่าเป็วันคริสต์มาสที่คนในครอบครัวมักจะอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาเพื่อร่วมเฉลิมฉลองในวันสำคัญนี้ไปด้วยกัน ในส่วนของคนที่มีคนรักก็มักจะออกไปชมแสงสีเสียงในยามค่ำคืนและดินเนอร์กับร้านอาหารที่ตนเองชื่นชอบ แต่มันไม่ใช่สำหรับฉันเพราะในทุก ๆ ปีนั้นฉันยังคงจดจำได้เป็อย่างดี ณ วันนี้ เวลานี้ ฉันคงได้แต่นั่งมองหิมะผ่านทางหน้าต่างของบ้านหลังใหญ่ที่ดูเหมือนจะเพียบพร้อมไปซะทุกอย่างแต่ไม่มีมีใครรู้ว่าภายใต้ความรู้สึกที่โดดเดี่ยวอ้างว้างที่เฉลิมฉลองวันสำคัญกับแม่บ้านและคนงานก็เท่านั้น หากฉันไม่ได้ตัดสินใจหนีออกมาในวันนั้นก็คงไม่มีวันนี้ วันที่ได้ัักับมืออุ่น ๆ จากคนที่บอกรักฉันในทุก ๆ วันหลังจากเราตัดสินใจคบกันเป็แฟน
เราสองคนเลือกสวมเสื้อยืดสีแดงแขนสั้นพอดีตัวพิมพ์ลายซานตาคลอส
“คืนนี้รู้สึกอาการหนาวนะ ลดาว่าไหม” อากาศคืนนี้ค่อนข้างเย็นบวกกับลมพัดผ่านเข้ามาทำให้รู้สึกหนาวเย็นกว่าปกติ
"ใช่ อาการเย็น ๆ แต่พอลดาได้จับมือซินก็รู้สึกหายหนาวทันทีเลย” ฉันพูดพลางยิ้มกว้างให้กับเขา
“คนอะไรน่ารักขึ้นทุกวันเลยนะ” สิ้นเสียงซินหยิกแก้มฉันเบา ๆ
“ซินก็ต้องรักลดาทุกวันนะ”
“รักจนจะบ้าแล้วเนี่ย” สายตาที่เขามองมายังฉันนั้นหวานฉ่ำ
"จุ๊บ" คนตัวสูงกว่าโน้มตัวลงมาจูบหน้าผากฉันอย่างอ่อนโยน ท่ามกลางผู้คนมากมาย บอกตามตรงว่าแรก ๆ ฉันก็รู้สึกเขินแต่พอได้ัักับสิ่งที่เขามอบให้มันทำให้ฉันรู้สึกอบอุ่นใจและไม่เคยปฏิเสธหรืออายผู้คนอีกต่อไป
เสียงเพลงวันคริสต์มาสดังตลอดถนนที่เราเดิน ต้นไม้ข้างทางถูกประดับด้วยไฟหลากสีชวนน่ามอง เสียงเพลงจากกลุ่มเด็กที่ร้องเพลงอวยพรให้คนที่ผ่านไปมาเป็ของขวัญ ต้นคริสต์มาสที่ตั้งตระหง่านใจกลางเมืองดึงดูดคนให้หลงเดินไปที่นั่นและเป็ที่เดียวกับเราสองคนกำลังจะไป หากแต่..
“คุณชายครับ”
เสียงเรียกของใครบางคนทำให้ซินหันไปมองด้วยอาการใ เขาถึงกับตาโต สีหน้าใมิใช่น้อย ซินจับมือฉันไว้แน่นก่อนจะพาฉันวิ่งฝ่าฝูงชนคำถามมีอยู่มากมายแต่ไม่ใช่เวลาที่จะมาสงสัย ฉันให้ความร่วมมือเขาเป็อย่างดีถึงแม้จะไม่สามารถรู้ได้ว่าจุดหมายปลายทางข้างหน้าเขาจะพาฉันไปที่ไหนก็ตาม
“แฮ่ก ๆ นะ.. นายจะไปไหน” ฉันถามด้วยความเหนื่อยหอบ ซินไม่ตอบและยังคงพาฉันวิ่งต่อไป ถึงแม้จะวิ่งเร็วแค่ได้คนพวกนั้นก็ยังคงวิ่งตามเราสองคนมาอยู่ดี เสียงะโดังมาจากข้างหลังบอกให้ซินหยุด เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนี้ไม่ต่างอะไรกับวันที่ฉันหนีออกจากบ้าน
“อย่าเพิ่งถาม ตอนนี้เราต้องหนีเท่านั้น” เราทั้งสองคนยังวิ่งอยู่ ฉันเองก็ไม่รู้ว่าคนพวกนั้นยังตามอยู่หรือเปล่า เพราะตอนนี้ฉันรู้สึกหูอื้อไปหมดแล้วแถมฉันยังเริ่มรู้สึกหายใจไม่ออกอีกด้วยสิ
“แฮ่ก ๆ ซะ.. ซิน แฮ่ก ๆ ฉะ.. ฉัน.. ฉันไม่ไหวแล้ว” ฉันบอกพลางหายใจทางปากอย่างหมดแรง แค่นั้นยังไม่พอ ฉันเริ่มรู้สึกว่าหัวใจเริ่มเต้นผิดปกติกอปรกับความรู้สึกเจ็บแล่นเข้ามาอย่างไม่ปรานีจนในที่สุดฉันต้องตัดสินใจหยุดวิ่งด้วยความเหนื่อยล้า นั่นจึงทำให้มือของฉันกับซินที่จับกันอยู่ต้องหลุดออกจากกัน ซินหันมามองฉันที่หมดเรี่ยวแรงแทบทรุดลงไปกองกับพื้น เขาถึงกับใจนต้องวิ่งเข้ามาประคองฉันเอาไว้ได้ทัน
“ลดา! เดี๋ยวเราไปหลบทางโน้นก่อนก็แล้วกัน”
ซินพาฉันมาหลบที่ซอกตึกแห่งหนึ่งแต่ก็คงห่างไกลจากสถานที่จัดงานมากพอสมควร เพราะฉันไม่ค่อยได้ยินเสียงเพลงวันคริสต์มาสแล้วแต่ฉันก็ยังไม่ได้รู้สึกหายไปจากอาการเจ็บที่หัวใจตอนนี้อยู่ดี ฉันทำได้เพียงแค่เม้มริมฝีปากเพื่อสะกดกั้นความเ็ปที่เกิดขึ้นก็เท่านั้น
“คนพวกนั้นเป็ใคร?” ฉันพยายามอดกลั้นความเ็ปที่สาดซัดเข้ามาในหัวใจพร้อมเอ่ยถามด้วยความอยากรู้
“คนของพ่อฉันเอง”
“คนพวกนั้นจะพาซินกลับไปเหรอ..” ฉันถามด้วยน้ำเสียงที่แ่ลง หากคนพวกนั้นพาเขากลับไป ฉันจะอยู่ได้ยังไงถ้าไม่มีเขา ซินคงััความรู้สึกของฉันได้เขาถึงเอื้อมมือมาลูบแก้มฉันอย่างห่วงหา
“อืม.. แต่ซินสัญญาว่าจะไม่ไปจากลดา”
“นายสัญญาแล้วนะ” เขาตอบอย่างชัดถ้อยชัดคำสีหน้าจริงจังก่อนจะจุมพิตลงบนริมฝีปากนิ่มของฉัน เราสองคนกอดจูบกันนานหลายนาทีก่อนที่เขาจะเลื่อนใบหน้าหล่อออกมาพลางสบตาฉัน
“ซินสัญญา” จากนั้นเราก็ยังคงมอบััอันอ่อนหวานให้แก่กันและกัน ค่ำคืนคริสต์มาสเป็คืนที่ฉันได้ััจูบแรกจากคนที่ฉันรัก เป็ของขวัญที่ดีที่สุดและคืนนี้เป็คืนที่เขาสัญญาว่าจะไม่ทิ้งฉันไปไหน เมื่อสถานการณ์เป็ปกติเราสองคนพากันกลับไปยังอพาร์ตเมนต์
เช้าวันต่อมา..
“อื้อ~” ฉันพลิกตัวไปมาบนเตียงพลางบิดี้เีก่อนจะค่อย ๆ ลืมตาขึ้นเพื่อปรับสภาพให้เข้ากับแสงพระอาทิตย์ที่มากระทบ ฉันขยี้ตาเบา ๆ พลางมองไปยังคนที่เคยนอนอยู่ข้างกาย
"ทำไมวันนี้ตื่นเช้าจัง" ฉันรู้สึกแปลกใจเพราะปกติซินจะเป็คนที่ค่อนข้างตื่นสาย
ฉันพาตัวเองลุกจากเตียงแล้วเดินไปยังบริเวณหน้าต่างก่อนจะเปิดผ้าม่านเพื่อรับแสงในยามเช้าแต่ทันใดนั้นก็เหลือบไปเห็นชายชุดดำ รูปร่างสูงใหญ่สองคน ถ้าจำไม่ผิดก็น่าจะเป็กลุ่มเดียวกันที่ฉันกับซินวิ่งหนีเมื่อคืน ซินยืนคุยกับคนทั้งสองด้วยสีหน้าท่าทางเคร่งเครียดเป็อย่างมาก ดูจากสีหน้าของซินแล้วไม่ค่อยสู้ดีนัก ฉันสามารถมองเห็นปฏิกิริยาในการพูดคุยของพวกเขาเพียงแต่ไม่ได้ยินเสียง ก็อยู่ตั้งชั้นสีจะไปได้ยินอย่างไรกันเล่า
"โอ๊ย!" ทันใดนั้นอาการเจ็บแน่นบริเวณกึ่งกลางหน้าอกกลับมาอีกครั้ง มันกำเริบอีกแล้วสินะ ขณะที่ฉันมัวแต่วุ่นอยู่กับร่างกายของตัวเอง ละสายตาไปเพียงแค่เสี้ยววินาทีหันไปอีกทีชายทั้งสองก็หายไปแล้วเหลือแต่เพียงซินที่ดูสีหน้าท่าทางไม่ดีเอาซะเลย ไม่รู้สิ ฉันรู้สึกสังหรณ์ใจอย่างบอกไม่ถูก